ทะลุมิติไปเป็นพระชายาโหดแห่งวังหลวง[จบบริบูรณ์]

    ตอนที่81 เจ้าชอบพี่ชายข้ากระมัง?

    48 1-2

    ตอนที่81 เจ้าชอบพี่ชายข้ากระมัง?

    ฉีหมิงเยว่รับขวดโอสถสีม่วงไว้ด้วยสีหน้าตื่นตระหนกคล้อยลอบสังเกตสีหน้าหยุนซี ก่อนจะยื่นขวดโอสถสีม่วงกลับไปอย่างระมัดระวังกล่าวด้วยท่าทีเขินอายว่า

    “ท่านอาจารย์ ข้าไม่มีเหรียญทองแล้วจริงๆ คงไม่มีเงินซื้อโอสถขวดนี้”

    “นี่เจ้าหูหนวกรึอย่างไร? ไม่ได้ฟังที่ข้ากล่าวเลย?ขวดนี้สำหรับเจ้าไง”

    หยุนซียกมือเท้าสะเอวจับจ้องอีกฝ่ายเจือแววหงุดหงิดก่อนเดินหยุดตรงหน้าเซียถง หรี่สายตาสีลูกท้องามกวาดสายตาพินิจตั้งแต่หัวจรดเท้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปิดปากเงียบมิได้กล่าวอันใดทั้งสิ้นแต่จะสังเกตเห็นได้จากประกายแสงวาบหนึ่งที่เผยปรากฏขึ้นจากดวงตาคู่นั้น

    เสมือนหนังศีรษะของเซียถงลุกซู่วเมื่อต้องเข้าสัมผัสกับดวงตาคู่ดังกล่าวของหยุนซีด้วยสัญชาตญาณนางผงกศีรษะให้ หมุนตัวเตรียมเดินจากออกไปทันที แต่ชั่วขณะนั้นเองอีกฝ่ายก็กล่าวไล่หลังดังขึ้นว่า

    “สาวน้อย เจ้านี่นิสัยเหี้ยมโหดโดยแท้ครั้งแรกก็จะลงไม่ลงมือกับองค์หญิง พอมาครั้งนี้ก็กับองค์รัชทายาทเพิ่งมาได้แค่สองวันกลับก่อเรื่องร้ายแรงไปถึงสองครั้งแล้ว”

    “แต่สองครั้งที่ผ่านมารายรับของท่านอาจารย์หยุนซีก็ค่อนข้างโตมิใช่น้อย? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคราวนี้กำไรจากขวดโอสถคาดว่า น่าจะดีที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา?”

    เซียถงเอ่ยกล่าวอย่างใจเย็น

    “อืม รายได้จากการขายคราวนี้นับว่าพอประมาณข้าถลุงเล่นได้อีกสักพักใหญ่เลยล่ะ พูดได้เลยว่า เจ้าคือตัวทำกำไรของข้าก็มิผิด”

    หยุนซีหรี่ตาแคบจ้องเซียถงตาเขม็งชะงักหยุดไปหนึ่งจังหวะและเอ่ยต่อพร้อมน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นว่า

    “แต่ตามกฎระเบียบแล้วหากมีเหตุทะเลาะวิวาทกันสามครั้งในสถานศึกษาเซิงหลิงเจ้าจะถูกไล่ออกทันทีโดยไม่สนว่าใครเป็นคนแนะนำเจ้าเข้ามา”

    โดยเฉพาะกับประโยคสุดท้าย หยุนซีเน้นน้ำเสียงหนักเป็นพิเศษ

    “ท่านอาจารย์หลัวซี ท่านเองก็น่าจะเห็นเช่นกันกลับเป็นฝ่ายนั้นที่เป็นคนเริ่มเรื่องก่อปัญหา หากข้าไม่คิดเคลื่อนไหวเกรงว่าวันนี้คงต้องมีคนตายแล้วกระมัง?”

    เซียถงกล่าว

    “เจ้าจะไปจริงจังอันใดกับพวกไร้น้ำยา? ไม่มีใครสักคนเป็นคู่ต่อสู้เจ้าได้ หากมีความแค้นกันนัก ก็ไปชำระกับนอกเขตสถานศึกษาอย่าสร้างความวุ่นวายภายในนี้เด็ดขาด หากมีครั้งที่สาม ตามกฎของสถานศึกษาเจ้าจะถูกไล่ออกทันที”

    หยุนซีส่งสายตาเป็นสัญญาณเตือนแก่เซียถงให้รับทราบจากนั้นก็หมุนตัวเดินจากไปพร้อมกระเป๋าที่เต็มไปด้วยเหรียญทองจำนวนมากมาย

    หลังหยุนซีได้เดินจากไปเหลือเพียงสามคนเท่านั้นบนเส้นทางสายนี้ เซียถง ฉีหมิงเยว่และเซี่ยหลู่เฟิงสายลมเย็นสดชื่นสายหนึ่งพัดผ่านนำพากลีบบุปผาทั้งหลายปริโปรยท่ามกลางความเงียบสงัด จนก่อให้เกิดบรรยากาศแปลกๆขึ้นมาแก่ทั้งสาม ฉีหมิงเยว่เหลือบมองไปทางเซียถง ส่วนเซียถงเหลือบมองไปทางเซี่ยหลู่เฟิงอีกทีหนึ่ง

    ช่วงเวลาดังกล่าวเซี่ยหลู่เฟิงหันไปจับจ้องฉีหมิงเยว่อีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่าตนรู้จักกับฉีหมิงเยว่นางนี้จริงๆส่วนฉีหมิงเยว่ได้แต่เบี่ยงสายตาหนีไปทางเซียถงอีกทีด้วยความเขินอายสุดขีดจนใบหน้าแดงก่ำและเป็นเซียถงอีกครั้งที่อดใจมองไปทางเซียหลู่เฟิงมิได้ ทั้งนี้นางเองก็อยากรู้ว่าสรุปสุดท้ายนี้อีกฝ่ายเคยรู้จักกับฉีหมิงเยว่มาก่อนจริงๆ หรือไม่ผ่านดวงตาคู่นั้น

    ทั้งสามมองหน้ากันไปกันมาเช่นนี้อย่างเงียบๆเงียบงันจนบรรยากาศดูผิดประหลาด จนท้ายที่สุดเซียถงเป็นคนแรกที่เอ่ยปากทำลายความเงียบงันอันแสนแปลกประหลาดลงนางหันไปกล่าวกับเซี่ยหลู่เฟิงว่า

    “ก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จาแล้วกัน ส่วนข้าขอตัวก่อน”

    กล่าวจบ นางหันหลังกลับและเดินออกไปทันทีทว่าเพียงปลายเท้ายกขึ้นเหนือพื้น ฉีหมิงเยว่ที่อยู่ข้างๆรีบเอื้อมมือขึ้นมาคว้าแขนของเซียถงไว้แน่น โพล่งลั่นด้วยความลุกลี้ลุกลนว่า

    “ดะ-เดี๋ยวก่อน! ข้าไปด้วย!”

    ฉีหมิงเยว่เร่งฝีเท้าเดินนำออกไปและลากเซียถงให้เดินตามออกมาโดยไวท่าทางการแสดงออกของนางดูประหม่าร้อนรนอย่างยิ่งแทบจะหิ้วปีกลากเซียถงออกไปให้ห่างจากเซี่ยหลู่เฟิงด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

    “ฉีหมิงเยว่ เจ้าจะพาข้าไปไหน?”

    หลังจากหิ้วปีกลากเซียถงออกมาเดินรอบสถานศึกษาได้สักพักหนึ่งนางก็ต้านแรงอีกฝ่ายดึงตัวกลับมา เอ่ยปากถามฉีหมิงเยว่ทันที

    ฉีหมิงเยว่ลากนางเชิงบังคับให้เดินไปไหนต่อไหนก็ไม่ทราบเอาแต่ก้มหน้าก้มตามองพื้น เดินเตร่ไปอย่างไร้จุดหมาย

    ฉีหมิงเยว่เงยหน้าขึ้นมา กวาดสายตามองไปโดยรอบเจือสีหน้างุนงงก่อนจะกล่าวขึ้นว่า

    “ไป...ไปห้องพักของข้า!ข้า...เอ่อ...ข้าอยากไปล้างตัวเปลี่ยนชุดใหม่!”

    เซียถงพยักหน้าตอบส่วนตอนนี้อยากจะแกะมือของอีกฝ่ายถอนออกไปเสียเหลือเกินแต่ฉีหมิงเยว่ก็จับไว้ซะแน่น จนสุดท้ายทำได้เพียงลอบถอนหายใจเฮือกหนึ่งและปล่อยให้อีกฝ่ายลากนางเดินออกไปต่อแต่สิ่งหนึ่งที่เซียถงรู้สึกได้อย่างชัดเจนคือบนฝ่ามือที่กำแน่นของฉีหมิงเยว่ยามนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

    “อย่าคิดมากไปเลยพี่ชายข้ามิได้ให้ความสำคัญกับรูปโฉมของสตรีเพศขนาดนั้น แต่จุดสำคัญเขาดูที่จิตใจแล้วอีกอย่าง เจ้าเองก็ใช่ว่าจะไม่สวยตรงไหน เพียงออกไปทางน่ารักจิ้มลิ้มมากกว่า”

    ทันทีที่ประโยคนี้ถูกเปล่งออกมาใบหน้าของฉีหมิงเยว่พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงแจ๋อีกครั้ง นางจับจ้องไปทางเซียถงสีหน้าแววตาดูตื่นตระหนกสั่นไสวไปหมด กล่าวน้ำเสียงติดอ่างไม่เป็นภาษา

    “จะ-เจ้า…เจ้าพูดเรื่องอันใด...ข้า...ข้าไม่ได้....”

    “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจ”

    เซียถงพยักหน้าให้ สบสายตานางกลับไปและกล่าวต่อว่า

    “พ่อข้าเองก็กำลังมองหาว่าที่พี่สะใภ้ของข้าอยู่เช่นกันหลายวันมานี้ได้ยินคนในจวนพูดถึงเรื่อง หาคู่ให้พี่ชายข้ามาก็ไม่น้อยเลยจะอย่างไรข้าจะช่วยแนะนำเจ้าให้พี่ชายรู้จักให้มากกว่านี้เอง”

    ขณะที่เอ่ยกล่าวออกไปแบบนั้น เซียถงสัมผัสได้ในทันใดว่าแรงบีบที่อีกฝ่ายจับแขนของนางมันยิ่งแน่นขึ้นอย่างต่อเนื่องราวกับจะบิดกระดูกให้แตกคามือได้อยู่แล้วกระมัง เซียถงถึงกับขมวดคิ้วสูดหายใจเข้าแช่มลึกเหลือบสายตามองไปยังฉีหมิงเยว่ที่เขินตัวบิด กล่าวว่า

    “ฉีหมิงเยว่ หากบีบแขนข้าแน่นกว่านี้อีกนิดเกรงว่ากระดูกต้องมีแตกกันไปข้างแล้ว”

    ฟังเสียงเรียกสติดังนั้น ฉีหมิงเยว่ดพึงตระหนักได้ทันใดว่านางกำลังกำแขนเซียถงแน่นจนเลือดแทบไม่เดินแล้ว จึงรีบปล่อยมือคลายออกโดยไวและกล่าวขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หลายรอบ เล่นเอาเซียถงอดส่ายหัวอย่างช่วยมิได้หญิงสาวนางนี้เป็นคนฉลาดหัวไว แต่ไฉนถึงดูป้ำๆ เป๋อๆได้ขนาดนี้เมื่อเจอกับเซี่ยหลู่เฟิง?

    หอพักที่ฉีหมิงเยว่อยู่เป็นส่วนฝั่งหลังของสถานศึกษาเซิงหลิงกล่าวได้ว่าเป็นบริเวณที่ค่อนข้างห่างไกลจากตัวอาคารเรียนหลักไม่น้อยส่วนหอพักที่ว่าเป็นบ้านไม้ขนาดย่อม มีหลายหลังติดๆ กันและห้องพักของฉีหมิงเยว่เป็นหลังที่สามนับจากหน้าสุด ภายในเป็นห้องเดี่ยวสำหรับหนึ่งคนอาศัยมีเตียงเล็ก ตู้เสื้อผ้า และโต๊ะ ทุกอย่างดูเป็นระเบียบสะอาดเรียบร้อยดี

    เซียถงเหลือบมองข้าวของใช้ภายในห้องก็พึงทราบทันทีฉีหมิงเยว่มิใช่คนร่ำรวยอะไร และเงินจำนวนมากถึงสิบเหรียญทองก็มิใช่เงินก้อนเล็กๆสำหรับนางเลย บางทีนั่นอาจจะเป็นเงินเก็บออมทั้งชีวิตของนางด้วยซ้ำไป

    ใช้เงินที่ตัวเองอุตส่าห์เก็บออมทั้งหมดเพื่อรักษาหน้าของเซี่ยหลู่เฟิงเซียถงอดสะเทือนใจมิได้ หลังจากนั่งรอให้ฉีหมิงเยว่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสรรพนางจึงเอ่ยถามเข้าประเด็นไปตามตรงทันทีว่า

    “เจ้าชอบพี่ชายข้ากระมัง?”

    ฉีหมิงเยว่ที่กำลังพับเสื้อผ้าชุดเก่าที่สกปรกเข้าจัดเรียงในตู้ถึงกับชะงักแข็งค้างไปชั่วขณะหันขวับกลับมามองเซียถงด้วยความประหลาดใจสุดขีดจากนั้นใบหน้าขาวผ่องจิ้มลิ้มน่ารักของนางก็เริ่มเห่อร้อนแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำดั่งผลผิงกั่ว [1] สีแดงสุก ดวงตาทอประกายเปล่งระยับเพิ่มมากขึ้นนางในตอนนี้ช่างงดงามเสียเหลือเกิน

    “ข้าช่วยเจ้าได้”

    พอเห็นอีกฝ่ายแข็งค้างไปแบบนั้นเซียถงก็ยิ่งมั่นใจกับการคาดเดาของตนเองมากยิ่งขึ้น และกล่าวต่ออย่างใจเย็นว่า

    “หากเจ้าชอบเขา เช่นนั้นก็ควรสารภาพไปตามตรงเพราะดูเหมือนว่า อีกฝ่ายเองก็พอมีความประทับใจต่อเจ้าเช่นกัน”

     

     

    [1] ผิงกั่ว = แอปเปิ้ล