ในขณะเดียวกันนั้นปรมาจารย์ทั้งห้าเองก็ต้องแยกย้ายกันกลับขุนเขาไป เพื่อพินิจว่าจะนำศิษย์คนใดเข้าสู่ขุนเขาของตน เจ้าขุนเขาบูรพาสังเกตจากท่าทางของปรมาจารย์ขุนเขาทั้งห้าแล้ว ต่างก็คาดเดาเอาไว้บ้างแล้วว่าจะมีศิษย์ตัวน้อยๆจากขุนเขาบูรพาได้รับโอกาสไปฝึกตนที่ขุนเขาหนึ่งในห้าเจ้าขุนเขาบูรพาและปรมาจารย์ขุนเขาทั้งห้าต่างทำความเคารพกันก่อนจากลา เมื่อร่างทั้งห้าลับสายตาไปแล้ว เขาเองก็พลันถอนหายใจออกมา ด้วยเพราะการที่นั่งอยู่ท่ามกลางผู้ที่แข็งแกร่งนั้นเป็นสิ่งที่ยากลำบากยิ่ง
เฟิงมี่และหลี่หลินคือบุคคลที่บาดเจ็บหนักที่สุดในกลุ่มห้า แต่ถ้าจะให้หนักถึงปางตายก็คงจะเป็นสาวน้อยหนังเหนียวผู้นี้ นางทั้งโง่เขลาและบ้าบิ่นผิดวิสัยเด็กหญิงในวัยเดียวกันเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งห้ามก็เหมือนกับยิ่งยุนาง แม้แต่อาจารย์เฒ่าเองก็ยังเอือมระอานางขึ้นมาบ้างแล้วผ้าผืนหนึ่งถูกใช้ซับเลือดจากบาดแผลเสียจนมองไม่ออกว่าสีเดิมคือสีอะไร เฟิงมี่นั่งบดสมุนไพรที่ไปเก็บมาหลังเรือนพักก่อนจะโปะไปที่ปากแผลของเด็กสาว ริมฝีปากเล็กขยับเขยื้อนส่งเสียงครางอย่างเจ็บปวดออกมาภายในลำคอ “ดื้อดึงและโง่เขลานัก ยังมีชีวิตอยู่เช่นนี้ก็นับว่าเง็กเซียนฮ่องเต้สงสารเจ้าแล้ว” เฟิงมี่เบ้ปากให้กับเด็กสาวเด็กสาวที่ได้ฟังในตอนนั้น ก็เกิดความรู้สึกอยากกระชากสาบเสื้อของนางแล้วตบปากเสียๆนั่นสักครั้งสองครั้งให้หายคันมือไปเสีย แต่ในตอนนี้เรี่ยวแรงของนางยังไม่กลับมา ดังนั้นจึงทำได้เพียงนอนมองหน้าเฟิงมี่และกัดฟันกรอดๆอย่างหมดหนทาง
ไม่นานนัก กลิ่นเหม็นฉุนที่ยากจะลืมเลือนพลันลอยฟุ้งเข้ามาภายในเรือนพักของหลี่หลิน...เป็นหมิงซินที่ยกยาต้มมานั่นเอง ยาต้มหม้อนี้มีกลิ่นที่รุนแรงกว่ายาต้มที่พี่รองของนางเคยต้มให้ดื่มเสียอีก รุนแรงจนแม้เพียงดมกลิ่นก็คร่าชีวิตคนไปได้ถึงหนึ่งร้อยชีวิตหมิงซินแสยะยิ้มชั่วร้ายก่อนเอ่ย “ได้เวลาดื่มยาสูตรลับเฉพาะจากตระกูลของข้าแล้วเสี่ยวหลิน หึๆๆ”เขาไม่พูดเปล่ายังพยายามกรอกยาต้มหนึ่งถ้วยใหญ่เข้าปากของข้า ข้าเค้นแรงทั้งหมดที่มีเม้มปากของตนให้แน่นที่สุด เพื่อจะปฏิเสธการกลืนยาต้มคร่าชีวิตนั้นเข้าปาก เฟิงมี่เห็นเข้าก็เริ่มเกิดความรำคาญขึ้นมาในใจ จึงได้เข้ามาหยุดยั้งการต่อต้านยาต้มสมุนไพรของหลี่หลินทันที
ทั้งสามพยายามออกแรงของตนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่แตกต่างกัน หนึ่งหมายจะป้อนยาต้ม อีกหนึ่งหมายจะปัดป้อง ส่วนอีกหนึ่งหมายจะให้ทั้งสองทำสิ่งเหล่านี้ให้เสร็จไปโดยเร็ว มิรู้ว่านานไปเท่าใดแล้ว รู้แต่เพียงยาต้มสมุนไพรมากกว่าครึ่งถ้วยถูกกรอกเข้าปากของเด็กสาวได้สำเร็จร่างของเด็กหนุ่มพลันปรากฏขึ้นสู่สายตาของทั้งสาม ภาพที่ปรากฏตรงหน้าของจ้าวหลิวคือสภาพของคนทั้งสามต่างเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อมากมายเปียกชื้นเต็มอาภรณ์และผมเผ้าอันยุ่งเหยิง...
ยังไม่ทันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นสู่ขอบฟ้า เหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายพากันแต่งตัวให้เรียบร้อยที่สุด ถึงแม้ว่าตนจะมิได้มีสิทธิ์ได้รับคัดเลือกเข้าสู่ขุนเขาทั้งห้าก็ตามหมิงซินอาสาอุ้มร่างของหลี่หลินเอาไว้ ถึงแม้ว่าจ้าวหลิวจะเป็นคนเอ่ยปากว่าจะอุ้มเด็กสาวเองก็ตาม แต่หมิงซินผู้อาวุโสกว่าและแข็งแรงกว่ามีหรือจะยอมให้จ้าวหลิวเป็นคนอุ้มเสี่ยวหลิน?ระยะทางที่ไปสู่ตำหนักหลักไม่ยาวและไม่สั้น ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสองเค่อลูกศิษย์ทุกคนก็เดินทางมาถึงตำหนักหลักครบกันทุกคน เมื่อมาถึงแล้วทุกคนก็เริ่มเข้าประจำตำแหน่งของตัวเองตามที่ศิษย์พี่ใหญ่ได้ประกาศเอาไว้ภายในตำหนักหลักนั้นมิได้ประดับประดาไปด้วยข้าวของที่ดูหรูหรา หากแต่เป็นการประดับตกแต่งที่เรียบง่ายแต่ทว่าช่างงดงามดึงดูดสายตา ด้านหน้าเป็นเก้าอี้ไม้และโต๊ะแกะสลักซึ่งเป็นตำแหน่งของเจ้าขุนเขาบูรพา ส่วนโต๊ะหยกและเก้าอี้หยกแกะสลักเป็นตำแหน่งของปรมาจารย์ห้าขุนเขา
บัดนี้เจ้าขุนเขาบูรพาและปรมาจารย์ทั้งสี่ได้เข้าประจำที่ของตนแล้ว ขาดเหลือก็แต่ปรมาจารย์ขุนเขาอวี่เหวินที่ยังไม่แม้แต่จะย่างกรายเข้ามาภายในขุนเขาบูรพาแห่งนี้ ปรมาจารย์ทั้งสี่ต่างส่ายหัวเอือมระอา
ก่อนที่จะเดินทางมายังขุนเขาบูรพาแห่งนี้ ทั้งฉางซุนปิ้งและจ้งซุนอวิ้นก็พยายามที่จะบุกเข้าไปลากตัวอวี่เหวินหนิงฉินออกมา แต่ทว่ากลับมีกระเรียนเฒ่าตัวหนึ่งออกมาขวางทางเอาไว้ และวิ่งไล่พวกเขาทั้งสองจนลงจากเขาไปไม่ว่าจะขึ้นไปเป็นร้อยครั้ง กระเรียนเฒ่าตัวนั้นก็จะไล่ตะเพิดทั้งสองลงมาร้อยครั้งด้วยเช่นกัน“ท่านทั้งสี่อย่าได้ใส่ใจไปเลย เพื่อไม่ให้เสียเวลาข้าขอเริ่มการคัดเลือกศิษย์เข้าขุนเขา ณ บัดนี้!” มิพูดพลาง เจ้าขุนเขาบูรพาก็ผายมือไปทางด้านขวาของตน ก่อนจะเอ่ยนามของปรมาจารย์ขุนเขาผู้นั้นออกมา“เชิญท่านไท่สูซือ” ไท่สูซือโค้งรับเล็กน้อยก่อนจะเดินออกมาเลือกลูกศิษย์ ไม่มีอาจารย์คนใดต้องการลูกศิษย์ที่ไม่เอาไหน แน่นอนว่ารวมไปถึงเขาด้วยเช่นกัน ยิ่งเป็นปรมาจารย์ด้วยแล้วจะให้รับลูกศิษย์ที่ไม่มีพรสวรรค์ใดๆเลยก็ยิ่งแย่
ไท่สูซือเล็งจ้าวหลิวเอาไว้และกำลังเดินตรงไปยังด้านหน้า แต่ทว่าเขาก็พลันรู้สึกหนาวเหน็บเข้าสันหลัง เมื่อหันกลับไปดูจึงได้พบสายตาที่เยือกเย็นของเฮ่อเหลียนหลิวส่งมา ทันใดนั้นไท่สูซือผู้เกรงกลัวเฮ่อเหลียนหลิวมากกว่าสิ่งใด จึงได้จำยอมเดินไปทางอื่นเพื่อมองหาศิษย์คนใหม่หลังจากที่มองหาอยู่นาน เขาก็พลันรู้ตัวแล้วว่าจะเลือกผู้ใดมาเป็นศิษย์ ดังนั้นนิ้วของไท่สูซือจึงได้ยกขึ้นและชี้ไปทางจางเมิ่งฉิงที่กำลังคุกเข่าอยู่กับศิษย์อีกเก้าคนในตำแหน่งสองแถวหน้า“ข้าเลือกเด็กชายคนนั้น...มาเป็นศิษย์ผู้สืบทอดของข้าเสีย” เมิ่งฉิงได้ยินก็ปรากฏความดีใจฉายออกมาทางแววตา เขายินดีเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงได้ลุกขึ้นและเดินไปทางไท่สูซือก่อนจะคำนับเขาเป็นอาจารย์ ไท่สูซือหัวเราะขึ้นอย่างชอบใจ ถึงแม้ว่าเมิ่งฉิงจะสู้จ้าวหลิวไม่ได้ แต่แน่นอนว่าหน่วยก้านของเขาก็ไม่ได้แพ้จ้าวหลิวเลย หากเคี่ยวเข็ญเขาสักหน่อยฝีมือยังคงก้าวไกลกว่านี้แน่
ลำดับต่อมาเป็นเฮ่อเหลียนหลิว เขารีบลุกขึ้นและเดินไปหาจ้าวหลิวทันที ราวกับกลัวว่าจะมีผู้อื่นมาแย่งว่าที่ลูกศิษย์ของเขาไป “ข้าเลือกเจ้า... หากเจ้ามาเป็นศิษย์ผู้สืบทอดของข้า ข้ารับรองว่าเจ้าจะไม่เสียใจในภายหลัง” จ้าวหลิวน้อมรับอย่างยินดีแต่ก็ยังคงเก็บอาการเอาไว้เพื่อรักษากริยา ก่อนจะคำนับเฮ่อเหลียนหลิวเป็นอาจารย์ ส่วนฉางซุนปิ้งและจ้งซุนอวิ้นทั้งสองรับศิษย์ไปคนละสองคน ฉางซุนปิ้งเลือกหมิงซินและหลิ่งเหวิน จ้งซุนอวิ้นเลือกเหอเหยียนและเฉียนหลี่
ตอนนี้ปรมาจารย์ทั้งสี่เลือกลูกศิษย์กันจนเรียบร้อย ข้าที่คุกเข่ามานานก็เริ่มรู้สึกเจ็บเข่าขึ้นมาบ้างแล้ว ทั้งพี่สี่และอาหลิวล้วนแต่ได้อาจารย์เป็นของตัวเองแล้วทั้งสิ้น เหลือเพียงข้าที่ยังคงนั่งหวังลมๆแร้งๆว่าจะมีปรมาจารย์สักคนหนึ่งมารับข้าไปเป็นศิษย์ เหมือนดั่งในนิยายกำลังภายในทั่วๆไป...แต่นี่เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบสองยามแล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าข้าจะได้เป็นศิษย์ของขุนเขาใดๆเลยในขณะที่ข้ากำลังนั่งตัดพ้ออยู่กับตัวเอง ตำหนักหลักด้านนอกก็พลันมีเสียงฮือฮาทำลายความเงียบสงบ ประตูในตำหนักหลักถูกผลักออกอย่างช้าๆก่อนที่จะปรากฏร่างสูงโปร่งทั้งสองยืนอยู่หลังประตู ร่างทั้งสองนั้นค่อยๆเยื้องย่างเข้ามาภายในตำหนักอย่างไม่รีบร้อน
ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งเปล่งรัศมีที่น่าเกรงขามออกมาไม่ขาดสาย พลันทำให้ข้ารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาในใจ ผมสีน้ำหมึกถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะและที่เหลือก็ปล่อยสยาย เสื้อผ้าอาภรณ์สีใบหลิวอ่อนปลิวไสวไปตามจังหวะการเคลื่อนตัว ใบหน้าเรียบนิ่งดุจภูเขาน้ำแข็งที่แฝงไปด้วยความเย็นชาและหยิ่งทะนงค่อยๆหันไปยังทิศที่เด็กสาวตัวน้อยคุกเข่าอยู่เดินไปได้ไม่นานก็มีชายหนุ่มอีกคนคอยเดินตามหลังเขาไป ชายผู้นี้มีผมสีน้ำหมึกเช่นกัน เสื้อผ้าอาภรณ์ล้วนแล้วแต่เป็นสีเทาดำและขาว การแต่งตัวดูสูงศักดิ์แต่ทว่าก็มีกลิ่นอายของชายหนุ่มเจ้าสำราญอยู่มากเลยทีเดียวทุกท่วงท่าในการเดินของเขา ราวกับเทพเซียนรูปงามกำลังเดินอยู่ท่ามกลางปุยเมฆก็ไม่ปาน การกระทำของเขาดึงดูดสายตาข้าเป็นอย่างยิ่ง มิอาจละสายตาไปจากเขาได้เลยแม้เพียงนิดเดียว
ร่างสูงโปร่งหยุดยืนอยู่ด้านหน้าของร่างเด็กสาว ก่อนจะค่อยๆโน้มตัวลงมาอย่างช้าๆและกล่าวว่า“กลับขุนเขาอวี่เหวินกับข้า” เพียงแค่ประโยคนี้ประโยคเดียวก็พลันทำให้บริเวณตำหนักหลักพลันเงียบสงัดขึ้นมาในทันใด พร้อมกับปรากฏใบหน้าตะลึงค้างกันนับพันคนมิเว้นแม้แต่ปรมาจารย์ขุนเขาทั้งสี่และเจ้าขุนเขาบูรพา