Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

    สงครามตะวันจันทรา:ศึกวิหารแห่งแสงศรัทธา(1)

            แสงหลากสีสว่างวาบ   คลื่นพลังวานรีผสานสายฟ้า    หมุนเป็นเกลียวสว่านจู่โจมสดายุห่างออกไปเจ็ดเมตร  สายฟ้าแลบแปลบละอองน้ำสาดกระจายกลายเป็นสะเกล็ดไฟ  สายลมสั่นสะเทือนก่อเกิดคมมีดวายุ   สะเกล็ดดินลอยสูงกลายเป็นหอกดิน  แสงสว่างและความมืดเป็นลิ้วๆพุ่งผสานมากับเกลียวน้ำ   ทหาเวทมนต์เจ็ดธาตุบ้าคลั่งทรงอนุภาพถาโถมเข้าจู่โจมสดายุราวกับจะถล่มโลก   เจ้าตัวน้อยตกเป็นเป้ามองดูแล้วยังไงก็คงไม่มีทางรอด    ทว่าความคิดแบบนั้นต้องถูกลบทิ้งไป   เพราะคนที่ตกเป็นเป้าคืออดีตสัตว์เลี้ยงของผู้เล่นที่เก่งที่สุด

            ทันใดนั้นเพลิงสีรุ้งอันรุนแรงสาดแผ่ขยายออกจากร่างสดายุเป็นแผ่นผืนราวกับสึนามิ   ซู่....       เสียงการโจมตีของซีโร่ถูกเพลิงสีรุ้งเผาผลาญราบไม่เหลือซาก   

            “อะไร!!?...”  ชายหนุ่มตกใจอุทานออกมาอย่างช่วยไม่ได้     เขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองกับสิ่งที่เห็น   มหาเวทย์ประสานเจ็ดธาตุที่ภาคภูมิใจสังหารศัตรูมานับไม่ถ้วนกลับถูกไฟสีรุ้งเผาเป็นจุลในพริบตา

            แววตาดุร้ายเยี่ยงอินทรีจับจ้องชายหนุ่มอย่างบาดลึก    แฝงด้วยความเกลี้ยวกราดแค้นเคือง         สดายุมองปาดเดียวทราบได้ทันทีว่าซีโร่แทะโลมม่ามี๊ของตน      เพลิงสีรุ้งรุกไหม้มือขวาก่อนจะปรากฎกริชโหยหา

            !!...        

            ซีโร่มองซ้ายแลขวา   จู่ๆเด็กตรงหน้าพลันหายตัวเอาไปต่อหน้าเสียดื้อๆ    

            “ร่ายเวทย์ตรวจจับเร็ว”  ชายหนุ่มสั่ง      ไม่ว่าจะคิดยังไงสายตานั่นที่มองมาบ่งบอกชัดเจนว่าต้องการสังหารเขาแน่นอน    ไม่ใช่สังหารตามคำสั่ง  หากแต่เป็นความแค้นประการหนึ่ง   “แววตานั่น?   มันแค้นอะไรเรา   เราไปทำอะไรให้มันแค้นหรือไง   คิดไปก็เสียเวลายังไงก็ต้องฆ่ากันอยู่ดี” 

            จอมเวทย์ยี่สิบคนตวัดไม้คฑาในมือยิงพลังเวทย์ใส่อากาศธาตุที่ว่างเปล่า   เงาหนึ่งปรากฎวูบเป็นวินาทีเดียวกับเวทย์ศรแสงเริงระบำบรรลุถึงตัว    

            บึ่มม...บึ่ม..ตูม..ตูมๆๆๆๆ      เสียงระเบิดดังถี่ยิบ          ฉุ...   สดายุร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดจากเวทมนต์ธาตุแสง   แม้จะไม่เจ็บมากแต่ที่โดนเข้าไปก็ถือว่าเป็นมหาเวทย์จึงพอสร้างความรู้สึกเจ็บให้สดายุได้   เด็กน้อยร่างลอยลิ่วในอากาศ   หยาดโลหิตสีรุ้งหยดลงพื้นก่อนบริเวณนั้นจะกลายเป็นทะเลเพลิงสีรุ้ง      

            “หยุด!..  หยุดก่อน”  ซีโร่ห้ามให้นักเวทย์หยุดกระหน่ำยิงสดายุ    มองรอบตัวบนพื้นวิหารกลายเป็นทะเลเพลิง   ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับพวกเขาเลยแม้แต่น้อย   หากเวทมนต์ปีกวาโยหมดเวลา   จะต้องตกลงทะเลเพลิงดุจอเวจีอย่างแน่นอน   เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นคงต้องสังหารสดายุด้วยการโจมตีครั้งเดียวเพื่อให้สลายกลายเป็นละอองแสง

            “สดายุ”  ฟ้าครามโผล่พรวดโอบอุ้มลูกชายนักเขมือบไว้ด้วยความห่วงใยราวกับลูกชายแท้ๆ   แม้จะรู้ว่าสดายุเป็นอมตะแต่เธอก็ไม่อยากเห็นเจ้าหนูเจ็บตัว  ยิ่งได้ยินเสียงร้องเมื่อครู่เธอรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวจนแทบจะทนไม่ได้

            “สดายุ   พักไหมลูก”  เจ้าหล่อนถามเสียงอ่อนโยนใบหน้าเปื่อนหมองยิ้มถนุถนอม

            สดายุส่ายศรีษะเล็กน้อยแววตาบอกว่าจะลุย   แค่นี้จิ๊บๆ    เพลิงสีรุ้งสว่างวาบทั่วร่างในเสี้ยววินาทีเจ้าหนูน้อยก็กลับมาสมบูรณ์

            “เฮ่ย....!”  ซีโร่ไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็น  “บ้าน่า   พลังแบบนั้น?..    ฟีนิกซ์อมตะ!!”  

            ไม่รู้ว่าสดายุเป็นนกฟีนิกซ์ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะปกติมักจะอยู่ในร่างมนุษย์อีกทั้งตอนปรากฎตัวระบบก็ไม่ได้บอกว่าเป็นนกฟีนิกซ์เนื่องจากสดายุวิวัฒนาการ   หรือต่อให้คืนร่างจริงคนก็คิดไปว่าคงเป็นเผ่าปักษาทั่วไปที่มีสกิลเชื่อมโยงกับศิลาเลยทำให้ช่วยฟื้นฟูพรรคพวกได้  และสกิลนั่นคงเป็นของศิลาที่เป็นเจ้านาย  แต่ทว่าแท้จริงแล้วคือพลังของสดายุราชันย์แห่งผืนฟ้า

            คฑาเวทย์สะบัดวูบวาบ  ก่อนจะยิงเวทมนต์ระดับกลาง  ระดับต่ำโจมตีสองแม่ลูก  

            “เจ้าพวกนี้ไม่ธรรมดาจริงๆด้วย”  ฟ้าครามเปรย   หรี่ตามองพิจรณา  “กระจกยาตะ”  บึ่มมม...   เสียงระเบิดดังสนั่นสะท้านสะเทือนอีกครั้ง   สดายุอาศัยจังหวะนี้หายเข้าในเงาอีกครั้ง   โชคดีไอเทมทั้งหมดไม่ได้หายไปยังอยู่เหมือนเดิมหลังจากปลดพันธสัญญา

            เวทมนย์ยังคงกระหน่ำยิงจู่โจมใส่ฟ้าคราม  หมายจะให้กระจกยาตะแตกกระจุย

            เวทมนต์ระดับต่ำและระดับกลางสามารถร่ายเสร็จได้อย่างรวดเร็ว  ทำให้สามารถใช้ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง    ทั้งการใช้เวทมนต์และการรับมืออันเยือกเย็นแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญและความแข็งแกร่งของกิลด์เทพผู้สร้าง   

            อีกทั้งแต่ละคนยังเคลื่อนไหวสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งตลอดเวลาโดยที่ไม่เสียกระบวนทัพ   ทำให้มองดูคล้ายดวงดาวห้าแฉกมีชีวิตและกำลังร่ายรำ

            “ชิ!..   เป็นปัญหากว่าที่คิด   คนพวกนี้ยังพอว่า  แต่ปัญหาจริงๆคือพวกมันสามารถใช้พลังของกระบวนทัพดาวห้าแฉกที่พี่ศิคิดขึ้นมาได้อย่างไร้จุดบกพร่อง”

            กระสุนเวทมนต์กระจายตัวตามตำแหน่งโอบร้อมฟ้าครามโจมตีเข้ามาจากทุกทิศทั่วทาง    เจ้าหล่อนกระโดดข้ามมิติมาปรากฎตัวอีกด้านของกระบวนทัพ   ซีโร่ยิ้มกิ่มตวัดคฑาเวทมนต์รู้อยู่ก่อนแล้วว่าหญิงสาวจะปรากฎตัวออกมาตรงนี้เพราะเขาจงใจเปิดด้านหลังเอาไว้เพื่อหลอกล่อ

            !!...         ฟ้าครามตกใจทันทีที่ปรากฎตัวออกมาพลังเวทมนต์ของซีโร่ก็โหมเข้าโจมตีอย่างบ้าคลั่งและแม่นยำเกิดเสียงระเบิดสะท้านภพ  สะใจผู้ที่โจมตี   พลังเวทมนต์เจ็ดธาตุจู่โจมใส่ฟ้าครามไม่พลาดเป้า

            เจ้าหล่อนกระโดดออกมาจากกลุ่มควันและแสง   ดาบในมือยกสูงโฝเหนือหัวพร้อมจะฟันแยกร่างศัตรูเป็นสองซีก  

            จอมเวทย์คนหนึ่งพุ้งเข้ามายืนขวางเพื่อจะรับการตีแทนซีโร่    

            “ระวัง...  นั่นมันภาพลวงตา”  ชายคนหนึ่งเตือนลั่น

            อั๊ก...อ๊าก...อ๊ากกก    เสียงร้องโหยหวนนับไม่ถ้วนดังมาจากด้านหลังซีโร่  เขารีบหันกลับมามองถึงกับแทบจะเป็นลมเห็นพรรคพวกของตนถูกหญิงสาวและเด็กหนุ่มสังหารไปกว่าครึ่ง    

            ชายหนุ่มยิ้มชอบใจ  “มันต้องดุแบบนี้  กระแทกใจพี่รุนแรงเลยน้องสาว”  ซีโร่หน้าตาหื่นกระหาย

            ซีโร่ให้พวกนักเวทย์ดาบเข้าสะกัดฟ้าครามและสดายุเอาไว้   โดยที่ห้ามฆ่าหญิงสาวเพราะเขาอยากจับทำพันธสัญญา  จากสกิลตรวจสอบรู้แล้วว่าจันทราเทพผู้นี้ยังไม่มีผู้ทำพันธสัญญา   

            สดายุพุ้งพรวดเข้าโรมรันกับนักเวทย์ดาบยี่สิบคนอย่างสูสี   จอมเวทย์ที่เหลือใช้เวทย์ธาตุแสงโจมตีสนับสนุนคอยปั่นป่วนสดายุ    

            เสียงเปรี้ยงดังหนึ่งครั้งเรียกสายตาทุกคนเห็นซีโร่ร่างจมฝังเพด้านงิหาร   ใบหน้าบูดเบี้ยวจำเคล้าเดิมแทบไม่ได้   เลือดอาบชะโลมกาย  หยดลงพื้นชุ้มฉ่ำ

            เสียงเปรี้ยงดังขึ้นอีกสองครั้งติด   ฟ้าครามมองตามเสียง    สัมพาทีลอยลิ้วอีดกำแพงดังสนั่นแตกร้าว   

            เขตแดน?...       รูปแบบนั้น   เผ่าปีศาจ    ไม่ซิ   รายละเอียดต่างออกไป     เทพปีศาจ!!..      

            ฟ้าครามประหลาดใจเล็กน้อย  ไม่ติดว่านอกจากศิลาแล้วจะยังผู้อื่นที่ครอบครองถึงสองเผ่าได้อยู่อีก

            ฝ่ายเคียวเมไม่ได้ดีไปกว่ากันกระเด็นไปคนละทางกับสัมพาที   ร่างจมฝังลึกในกำแพงวิหาร          ในระหว่างนั้นเสียงร้องของเหล่สจอมเวทย์ดังขึ้นไม่ขาดช่วง    กระบวนทัพเริ่มปั่นป่วนแตกกระเจิงจากการรุกไล่ของสดายุ

            วินาทีเดียวกัน    ฟ้าครามขาดสมาธิไปชั่วเสี้ยววิ    ซีโร่ยกน้ำยาฟื้นพลังชีวิตขึ้นกระดกพรวดรวดเดียวสิบขวด    อาศัยจังหวะจันทราเทพคนงามเผลอ   โถมตัวลงมาจากด้านบนศรีษะของเธอ    เท้าขวาสำนึกพลังเวทมนต์อัสนีมาเต็มเปี่ยมหมายจะตอกส้นให้เจ้าหล่อนหัวแตก

            ฟ้าครามหมุนตัวตวัดวาดขาขวาเตะสวนต้านรับเท้าของชายหนุ่มเอาไว้ได้อย่างน่าดูชม   พลังความมืดและสายฟ้าต้านทานกันชั่วขณะก่อนที่ชายหนุ่มจะกระเด็นกลับไปทางที่มา     

            อั๊ก!..    ซีโร่กระอีกเลือดออกมา    เขาสับสน   ไม่เข้าใจ   พลังธาตุสายฟ้าของเขาวิวัฒนาการเป็นมหาธาตุระดับสามร้อยแล้วแท้ๆ   มันมีอนุภาพเทียบเท่ากับสายฟ้าของเทพเจ้าซุส   เขาใช้สายฟ้าสยบมาแทบทั่วแดนดิน   สิ่งที่สายฟ้าของเขาใช้ไม่ค่อยเป็นผลน่าจะมีแค่ธาตุที่แพ้ทางอย่างธาตุดิน    

            ซีโร่ไม่ได้คิดผิด    พลังสายฟ้าของเขามีอนุภาพมากที่สุด  หากไม่นับศิลา    แต่ชายหนุ่มลืมคิดไปว่าธาตุความมืดและแสงสว่างคือสองธาตุที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์  ไม่แพ้ธาตุใดในวัฏจักรธาตุ   อีกอย่างหญิงสาวตรงหน้าก็คือจันทราเทพอดีตเทพีแห่งรัตติกาลร่างเริ่มต้นคือภูติแห่งความมืด   คือผู้ที่ใช้พลังธาตุความมืดแข็งแกร่งที่สุด 

            ซีโร่ข่มความเจ็บปวดใช้ปีกวาโยพยุงตัว   ปรายตามองจอมเวทย์ของตนที่ตอนนี้ลดลงไปมากกว่าครึ่งอย่างน่าตกใจเพียงเพราะเจอกับเด็กน้อยคนเดียว    

            น่ารังเกียจเสียจริง

            ฟ้าครามสบฏอยู่ภายในใจ          ผู้ชายอะไรกล้ายกเท้าเตะศรีษะผู้หญิงหน้าตาเฉย     แบบนี้ต้องฆ่าทิ้ง

            ขณะเดียวกันด้านสัมพาทีกำลังวิ่งอยู่บนเพดานวิหาร   เคียวเมวิ่งอยู่ที่พื้น    ทั้งสองสาดคลื่นพลังใส่กันไม่ยั้ง    

            สัมพาทียิ้มกว้างตารุกวาวเป็นประกาย

            “อีก..  เอาอีก   มากกว่านี้อีก   ทำให้ข้าสนุกมากกว่านี้อีก    เพื่อตอบแทน  ข้าจะสังหารเจ้าแบบไร้ความเจ็บปวด”   ตลอดเวลาสัมพาทีแทบจะไม่เคยพบเจอคู่ต่อสู้ที่ทัดเทียมกับตนเองเลย   ความแข็งแกร่งที่มากเกินไปทำให้เกิดช่องว่างระยะห่างที่ไม่มีศัตรูคนไหนเอื้อมถึง

            “อย่าได้ใจให้มันมาก  นักกกก...”  เคียวเมตวาดลั่น   ฟันดาบใส่อากาศส่งคลื่นพลังแสงสีขาวรูปสิงโตเข้าโจมตีสัมพาที   

            บึ่ม...       เสียงระเบิดดังอีกครั้งพร้อมฝุ่นควันลอยฝุ้งในอากาศ    สัมพาทีวิ่งบนเพดานฝ่ากลุ่มควันออกมาก่อนจะดีดเท้าโถมตัวพุ้งลงเข้าหาเคียวเม     ร่ำไห้แทงออกหลายครั้งติดด้วยความรวดเร็วเกินสามัญสำนึก   

            ควิ้ง..ควิ้งๆๆๆๆๆ....     

            ลำแสงสแดงเลือดเป็นลิ้วอันเลื่อนลอย  คล้ายจริงคล้ายฝันหนึ่ง   หรุบหรู่วูบวาบในอากาศดุจภาพมายา   พลังเอกลักษณ์โลหิตถูกเพลิงสีชาดหมุนล้อมรอบ   สายลมสีเขียวอ่อนหมุนคว้างตามโลหิต   กระแสสายฟ้าสีส้มรากยาวเคียงคู่มา  ทะยานข้ามระยะอีกไม่กี่วิจะบรรลุถึงตัวศัตรู   ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วยิ่งกว่าพริบตา

            วินาทีความเป็นความตาย     เคียวเมตวาดก้อง    “เคลื่อนดารา”  วูบบบ

            ร่างชายหนุ่มกลายเป็นแสงดาวตกพุ้งหลบออกมาได้ราวปฏิหาริย์     เปรี้ยงงง...ตูมมม          พลังทำลายหนักหน่วงตกกระทบพื้นระเบิดกระจุยกระจาย   ราวกับพื้นทำจากมันฝรั่งทอดแผ่นที่กรุบกรอบ    อั๊กกก...     ขายหนุ่มร้องครางออกมา   แม้จะหลบรอดไปได้ทว่าสระเกล็ดคลื่นพลังที่แจกกระตายก็ตามไปเล่นงานจากด้านหลัง

            “มันพลังทำลายบ้าอะไรกันวะ...     เมื่อกี้เกือบคิดว่าเป็นภาพมายาแล้วเชียว   ถ้าสัมผัสไม่ได้ถึงแรงเข่นฆ่าที่แฝงมาเราคงยืนตัวแข็งไปพบยมบาล”    

            ทว่านั่นยังไม่ใช่ปัญหา    ดูเหมือนมันจะยังไม่ได้เอาจริงเลยด้วยซ้ำ    แต่เรานี่ซิ  ทุ่มแทบจะสุดกำลังแล้วยังสร้างแผลให้มันไม่ได้เลย           ในเกมมันมีไอ้ตัวแบบนี้ด้วยหรอ     ไม่ซิ   จะไม่มีได้ยังไงก็มันยืนอยู่ตรงหน้า      แล้วแบบนี้จะเอาอะไรไปชนะคนอย่างมัน?..       

            จอมเวทย์ที่เหลืออีกยี่สิบคนขยับวูบวาบสับสนหลอกล่อสดายุ    คฑาสะบัดวูบ  ยิงมหาเวทมนต์อจู่โจมเป้าหมาย    กะจะให้ตายในคราเดียว     จอมเวทย์เปลี่ยนจากการใช้เวทมนต์ระดับต่ำมาเป็นใช้มหาเวทมนต์   ตลอดช่วงแรกใช้เวทย์ระดับต่ำนั้นเพราะพวกเขากำลังแบ่งสมาธิไปร่ายมหาเวทย์และหน่วงเก็บเอาไว้  รอเวลางัดออกมาใช้   วิธีนี้จะทำให้พวกเขาใช้มหาเวทย์ออกมาได้ต่อเนื่องไม่ขาดช่วง

            โหยหากรีดวาดในอากาศก่อเกิดม่านเพลิงสีรุ้งราวกับกำแพงสวรรค์   เสียงระเบิดสะท้านฟ้าดังติดๆถี่ยิบราวกับฟ้าแตก   วิหารแห่งแสงศรัทธาสั่นคลอนวิปโยคพร้อมจะถล่มทุกเมื่อ      

            ไม่จริง!!!.......

            จอมเวทย์อุทานออกมาตาแทบถลนออกจากเบ้า     หยุดหายใจชั่วขณะจากอาการไม่อยากเชื่อสิ่งที่เห็น          

            มหาเวทย์แสนร้ายกาจและภาคภูมิใจที่ส่งศัตรูให้อาจมมานักต่อนัก   ไม่สามารถทะลวงฝ่าม่านเพลิงสีรุ้งเฉิดฉันจรัสแสงพร่างพราวนั้นได้   ไม่ต้องคิดเลยว่าคนที่อยู่ด้านหลังจะได้รับผลกระทบไหม  คำตอบคือไม่เลยสักนิด

            วูบบบ...          เงาหนึ่งขยับวูบวาบ

    คล้ายกับเรื่องDemonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก ที่คุณอ่าน