ขุนปราบสวาทกาม 18+

    ตอนที่ 62 | ชายในคำทำนาย

    ขุนปราบกามสวาท

    ตอนที่ 62 | ชายในคำทำนาย

            

            "ขอให้ทุกคนไปสู่สุคตินะ เอาไว้ฉันเดินทางไปถึงเมืองหลวงเมื่อไหร่ ฉันจะพาคนมาพาทุกคนกลับบ้านไปด้วยกัน และฉันก็สัญญาว่าอาณาจักรปฐพีจะต้องได้ชดใช้กับสิ่งที่ทำลงไป" อัญชันนั่งยองๆ อยู่หน้าหลุมศพของทั้งห้าคน แล้วพูดกับร่างไร้วิญญาณที่ถูกฝังอยู่ใต้นั้นไปด้วย ซึ่งศพของทุกคนก็ถูกบรรจุอยู่ในโลงศพที่อัญชันใช้เวทมนตร์สร้างขึ้นมาเป็นอย่างดี

            "ขอให้ทุกคนไปสู่สุคติเช่นกัน" ส่วนทัพที่ยืนอยู่ข้างหลังนางก็ร่วมส่งวิญญาณทั้งห้าคนด้วยเช่นกัน จากนั้นทั้งคู่ก็ขึ้นหลังเจ้าสีนิลแล้วออกเดินทางกันต่อ

            "ไม่คิดเลยว่าพี่จะสังหารอาชาทมิฬได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น" อัญชันพูดพลางมองตามทางที่เจ้าสีนิลกำลังวิ่งอยู่ไปด้วย

            "อันที่จริงพี่กับอาชาทมิฬเคยเจอกันมาก่อนแล้วที่พิภพมนุษย์ และพี่ก็สังหารมันที่นั่นไปแล้วด้วย ซึ่งพี่ก็แปลกใจไม่น้อยแล้ว ที่ได้เจอมันที่นี่อีกครั้ง" ทัพตอบนางพลางทำสีหน้าครุ่นคิดไปด้วย ว่าเหตุใดศัตรูที่สังหารไปแล้ว ถึงได้กลับมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง

            "ที่อาชาทมิฬได้ชื่อว่านักรบอมตะนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะแค่มันมีเวทมนตร์ฟื้นฟูขึ้นสูงเท่านั้น แต่ว่ามันนั้นมีร่างกายหลายร่าง และทุกร่างกายของมันก็เชื่อมต่อความคิดและความทรงจำเข้าด้วยกันทั้งหมด เพราะเหตุนี้ต่อให้ฆ่ามันอีกกี่ร้อยกี่พันครั้งมันก็จะยังไม่ตาย ถ้าหากว่าร่างหลักของมันอยู่ เพราะมีอาชาทมิฬอยู่ กองทัพของอาณาจักรปฐพีถึงได้น่าเกรงขามที่สุด เพราะมันเป็นกองทัพอมตะที่ฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่ตาย"

            "ถ้าเช่นนั้นดรากันมันคงรู้แล้วสินะ ว่าพี่มาอยู่ที่พิภพหิมพานต์แล้ว เพราะอาชาทมิฬคือมือขวาของมัน" ทัพที่ได้ฟังอัญชันเล่าแบบนั้นก็พูดขึ้นมา

            "น้องก็คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ที่น้องเป็นห่วงก็คือนี่เป็นครั้งแรกเลยที่คนของอาณาจักรปฐพีเข้ามาได้ลึกมากขนาดนี้ น้องเป็นห่วงเหลือเกินว่าอีกไม่นานมันต้องเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้นเป็นแน่ หากจ้าแห่งเวหาหรือจ้าวแห่งวารีไปจับมือกับอาณาจักรปฐพีละก็ มันต้องเกิดสงครามที่สะเทือนไปทั้งพิภพแน่ๆ" อัญชันพูดด้วยน้ำเสียงกังวล เพราะถ้าสิ่งที่นางคิดเป็นจริงขึ้นมาละก็ ต้องมีสิ่งมีชีวิตบาดเจ็บล้มตายนับล้านชีวิตแน่ๆ ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะก็ สู้ให้จ้าวแห่งเวหากับจ้าวแห่งวารีสู้กันจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตายไปซะยังดีกว่า ถึงดวงใจแห่งป่าจะไม่ได้นังบัลลังก์ แต่ก็ยังดีกว่าให้ดรากันเป็นผู้ครองพิภพคนต่อไป

            "นั่นใช่หรือไม่ เมืองหลวงของอาณาจักรผืนป่า" ทัพถามหลังจากที่มองลงไปจากภูเขาแล้วเห็นว่าด้านล่างมีเมืองตั้งอยู่ ซึ่งมันก็เป็นหมู่บ้านที่สร้างขึ้นมาอย่างง่ายๆ โดยบ้านเกือบทุกหลังจะสร้างขึ้นมาจากไม้ และบ้านส่วนมากจะเป็นบ้านต้นไม้ ก็คือถูกสร้างอยู่บนต้นไม้ซะส่วนใหญ่ ซึ่งทัพก็ไม่เคยเห็นหมู่บ้านแบบนี้มาก่อนที่พิภพมนุษย์เลย

            "ใช่ เรามาถึงกันแล้ว" อัญชันตอบพลางมองตรงไปยังหมู่บ้านที่อยู่ด้านหน้า จากนั้นนางก็ค่อยๆ หมุนตัวแล้วหันใบหน้าสวยมาหาทัพ "ก่อนเข้าไปที่หมู่บ้านน้องขอจูบพี่อีกสักครั้งได้หรือไม่" จากนั้นนางก็พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ทัพที่ได้ฟังแบบนั้นก็ขยับฝ่ามือขึ้นไปจับกรอบใบหน้าสวยของนาง

            "พี่บอกน้องแล้วไงเล่า ว่าพี่ให้ได้ทุกคำขอของน้องอยู่แล้ว" พอพูดจบเขาก็โน้มใบหน้าเข้าไปหานาง แล้วประกบจูบลงไปที่ริมฝีปากบางของนาง หมับ!!!!! จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับริมฝีปากมองจูบรสดูดดื่มที่สุดแสนจะอ่อนหวานให้ พาเอาร่างบางของนางอิ่มเอมไปกับหอมวานนั้น จนหัวใจพองโตขึ้นมาแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            "จ๊วบ ม๊วฟ จ๊วบ" จากนั้นนางที่เคลิ้มตามไปรสจูบของเขา ก็เริ่มขยับริมฝีปากบางจูบตอบเขากลับไป ซึ่งมันก็เป็นรสจูบที่หอมหวานไม่แพ้กันเลย จากนั้นนางก็ค่อยๆ ขยับริมฝีปากถอนออกมาจากจูบอันดูดดื่มนั้น เพราะกลัวว่าตัวเองจะเผลอใจไปมากกว่านี้

            "เราเข้าหมู่บ้านกันเถอะ" พอพูดจบนางก็หมุนตัวหันหลังให้ทัพตามเดิม ซึ่งทัพก็สังเกตได้ถึงความไม่ปกติของนาง แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะเขาก็รู้ดีว่าสิ่งที่นางกังวลอยู่คืออะไร ซึ่งเขาก็ตั้งใจว่าหลังจากที่เสร็จภารกิจแล้ว จะคลายมนตร์มหาเสน่ห์ที่เป่าใสนางไว้ออก ซึ่งเขาก็รู้สึกผิดต่อนางไม่ใช่น้อย ที่ใช้คาถาอาคมมาหลอกใช้ให้นางทำสิ่งที่ตัวเองต้องการแบบนี้

            "ไปกันเถอะเจ้าสีนิล" เขาพูดขึ้นมาพร้อมกับควบเจ้าสีนิลลงไปตามทางเดินของภูเขา ที่เป็นทางตรงเข้าอาณาจักรของชาวผืนป่า พอทัพควบเจ้าสีนิลเข้ามาใกล้จะถึงหน้าทางเข้าของอาณาจักรแล้ว เขาก็พาร่างบางของอัญชันลงมาจากหลังของมัน ก่อนที่จะคลายคาถากำบังกายออก แล้วเดินตามอัญชันเข้าประตูไป เพราะถ้าควบม้าเข้าไปโดยที่มีนางอยู่ในอ้อมแขนแบบนั้น คนอื่นอาจจะมองนางไม่ดี

            "ยินดีต้อนรับกลับครับคุณอัญชัน" และก็ดูเหมือนว่านางจะเป็นคนสำคัญของที่นี่ไม่ใช่น้อย เพราะยามหน้าประตูกล่าวทักทายนางทันทีที่นางเดินเข้าประตู ซึ่งยามทั้งสองคนก็สงสัยในตัวของทัพไม่ใช่น้อย เพราะเขาทั้งคู่เอาแต่จ้องทัพไม่หยุดเลย ถ้าหากเขาไม่ได้มากับอัญชันละก็ เขาอาจจะไม่ได้เข้าไปในอาณาจักรก็ได้

            "ไปกันเถอะทัพ" จากนั้นอัญชันก็หันมาพูดกับทัพ แล้วพาเขาเดินตรงไปที่บ้านต้นไม้หลังใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งนางก็ต้องระมัดระวังคำพูดคำจาที่ใช้กับเขาเป็นอย่างมาก เพราะนางไม่ได้อยู่กับทัพแค่สองคนแบบในป่าอีกแล้ว

            บ้านต้นไม้หลังนั้นที่นางพาทัพเข้าไป เป็นบ้านที่ถูกสร้างอยู่บนยอดของต้นไม้ต้นสูงใหญ่ ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับต้นครองพิภพ ซึ่งที่โคนต้นของมันก็มีลิฟต์เวทมนตร์ที่ช่วยพาให้ทัพกับอัญชันขึ้นไปยังยอดของต้นไม้ได้ง่ายขึ้น ทัพที่ได้ขึ้นลิฟต์เป็นครั้งแรกก็รู้สึกอัศจรรย์ใจกันมันเป็นอย่างมาก แถมด้านบนนี้ยังมองเห็นทิวทัศน์ทั่วทั้งอาณาจักรอีก ทำเอาทัพเข้าใจได้เป็นอย่างดีเลยว่า ทำไมใครๆ ก็ปรารถนาที่จะเดินทางมายังพิภพหิมพานต์กันมากมาย เพราะโลกแห่งเวทมนตร์มันน่าอัศจรรย์ใจเช่นนี้นี่เอง

            "ถวายความเคารพเจ้าค่ะท่านผู้เฒ่า" อัญชันพูดพร้อมกับนั่งคุกเข่าลงไปที่กลางห้องโถง แล้วแสดงถวายความเคารพชายชราคนหนึ่ง ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ตั้งอยู่กลางห้องนั้น ทัพที่เห็นเช่นนั้นก็เลยแสดงความเคารพต่อชายคนนั้นบ้าง ซึ่งชายชราคนนี้ก็คืออดีตผู้ครองพิภพหิมพานต์นั่นเอง

            "ชายผู้นั้นมาจากพิภพมนุษย์สินะ" ท่านผู้เฒ่าที่เห็นทัพแล้วรู้ได้ในทันทีว่าเขาคือมนุษย์ ก็พูดขึ้นมาพร้อมกับขยับตัวลุกขึ้น แล้วค่อยๆ เดินลงมาจากบัลลังก์ โดยเอาไม้เท้าค้ำตัวไปด้วย

            "ใช่ขอรับ กระผมมาจากพิภพมนุษย์ มีชื่อว่าทัพขอรับ" ทัพที่ได้ฟังแบบนั้นก็กล่าวคำแนะนำตัวออกไป

            "ถึงเวลาแล้วสินะ ที่ดวงใจแห่งป่าที่หายสาบสูญไปจะกลับคือมาสู่พิภพหิมพานต์" ทั้งคู่ที่ได้ฟังแบบนั้น ก็เงยหน้าขึ้นไปสบตากับท่านผู้เฒ่าทันที เพราะทั้งสองยังไม่ทันได้เล่าอะไรให้ท่านผู้เฒ่าฟังเลย แต่ดูเหมือนว่าท่านผู้เฒ่าจะรู้มันอยู่แล้ว

            "กระผมมาที่นี่เพื่อมาแจ้งข่าวว่า ดวงใจแห่งป่านั้นถูกดรากันผู้ครองอาณาจักรปฐพีแย่งชิงไป ซึ่งกระผมก็ต้องการกำลังของอาณาจักรผืนป่าในการไปช่วยดวงใจแห่งป่ากลับคืนมา เพราะนางมีความสำคัญกับกระผมมากจริงๆ" ทัพที่ได้ยินท่านผู้เฒ่าพูดแบบนั้น ก็รีบเข้าเรื่องทันที

            "เจ้าดูคล้ายกับชายที่ข้าเห็นในคำทำนายนะ" ผู้เฒ่าที่เห็นการพูดจาที่ฉะฉาน และความกล้าได้กล้าเสียไม่กลัว กับจิตใจที่หาญกล้าของเขา ก็พูดขึ้นมาพร้อมกับยิ้มไปด้วย ซึ่งมันก็ทำเอาทัพแปลกใจไม่ใช่น้อย ว่าท่านผู้เฒ่าเคยเห็นเขาในคำทำนายมันหมายความว่าเช่นไร

            "เอริสเข้ามา" พลั่บ!!!!! พอท่านผู้เฒ่าพูดจบก็มีชายคนหนึ่งมาปรากฏกายที่ข้างๆ ตัวเขาทันที "ก่อนที่ข้าจะฟังคำขอของเจ้า ข้าขอตรวจสอบดูก่อนแล้วกันว่าเจ้าใช่ชายในคำทำนายนั้นหรือไม่" จากนั้นผู้เฒ่าก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง ตุบ!!!! พร้อมกับทุบไม้เท้าลงไปที่พื้น จนเกิดเสียงดังก้องไปทั่วทั้งห้องโถง และพอสิ้นเสียงดังก้องกังวานนั้น จากห้องโถงก็ได้กลายเป็นสนามประลองกลางแจ้งแทน


    โปรดติดตามตอนต่อไป