ตอนที่ 51 สุดท้ายก็แพ้
ชีวิตคนสำคัญใหญ่หลวงหลิวเฟยไม่เคยล้อเล่นด้วยเลยสักครั้ง
แต่เมื่อเห็นยามาโมโตะไดยสึที่พยายามล้อเล่นกับชีวิตอยู่นั้น เขาก็ได้แต่ยืนไว้อาลัยให้ล่วงหน้า
เขาส่ายหัวแล้วมองไปที่พวกนายแพทย์ของโรงพยาบาลเฟิ่งหวงที่กำลังผิดหวังและมองคณะดูงานจากประเทศญี่ปุ่นที่กำลังตื่นเต้นดีใจจากนั้นหลิวเฟยจึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง "โรคพิษสุนัขบ้าและยังเป็นพิษสุนัขบ้าที่มีระยะฟักตัวมาสี่ห้าปีแล้วด้วย ! "
เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนี้คณะดูงานจากประเทศญี่ปุ่นหัวเราะไม่ออกทันที
เพราะทุกคนต่างก็รู้ว่าในบรรดาโรคติดต่อทั้งหมดนั้นโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อที่อันตรายที่สุดเป็นเชื้อไวรัสที่เป็นอันตรายถึงชีวิตจนถึงทุกวันนี้ในวงการแพทย์ก็ยังไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผล
เวลาที่ไวรัสชนิดนี้ฟักตัวจะตรวจพบยากเป็นพิเศษแต่เมื่ออาการกำเริบขึ้นมาก็อันตรายถึงชีวิต !
ตอนนี้วิธีที่วงการการแพทย์ใช้รับมือโรคพิษสุนัขบ้านั้นก็คือการฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้าหรือไม่ก็รักษาบาดแผลที่ถูกสัตว์กัดให้ทันท่วงทีเพื่อไม่ปล่อยให้ไวรัสมีโอกาสฟักตัว
เมื่อพิจารณาถึงการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องถึงชีวิตแบบนี้พวกเขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะหัวเราะต่อแล้ว
ทว่ายามาโมโตะไดยสึกลับหัวเราะขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
ไม่มีใครจะเข้าใจสภาพร่างกายตัวเองได้ดีไปมากกว่าเขาเขามีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้หรือไม่ก็มีแต่เขาที่รู้ดีที่สุด
เมื่อเห็นรอยยิ้มของเขาคณะแพทย์ผู้ดูงานจากประเทศญี่ปุ่นค่อยเบาใจลงเพราะมีแต่เขาที่ยืนยันได้ว่าไม่เคยมีแผลถูกสัตว์กัดมาก่อนโดยเฉพาะสุนัขที่ติดเชื้อกัดมาก่อน ถ้าอย่างนั้นก็ไม่น่าจะป่วยเป็นโรคนี้ได้
"หมอที่ไม่สนใจชีวิตตัวเองย่อมไม่มียาตัวไหนรักษาได้หรอก! "
เมื่อเห็นยามาโมโตะไดยสึหัวเราะด้วยท่าทาง 'คลุ้มคลั่ง' หลิวเฟยได้แต่ยักไหลแล้วไม่พูดอะไรอีก
ยามาโมโตะไดยสึค่อย ๆ ผ่อนคลายลงแล้วหันไปมองหลิวเฟยยิ้ม ๆ "คุณหมอเถื่อนหลิวคุณหมอเทวดาหลิว คุณก็กล้าให้ข้อวินิจฉัยแบบนี้ด้วยนะ ? เมื่อกี้ถูกผมตบหน้ากลางที่ประชุมไม่หนักพอใช่ไหม? คุณคิดว่าคุณเก่งกว่าโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นทั้งสองแห่งงั้นหรือ? "
หลิวเฟยพูด"สิ่งที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว ไม่เชื่อก็ตามใจคุณ ! คุณขอให้โชคช่วยเถอะ !ตามกรณีศึกษาที่ผมเคยมีเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า ระยะฟักตัวของไวรัสนานที่สุดคือ 6 ปีหากข้อวินิจฉัยของผมไม่ผิดพลาด คุณมีโอกาสที่จะอาการกำเริบในปีนี้ค่อนข้างสูงมากผมว่าให้คุณรู้สึกเองดีกว่าเมื่ออาการกำเริบแล้วรสชาติของโรคนี้เป็นเช่นไร......"
ยามาโมโตะ ไดยสึหุบยิ้มแล้วพูดอย่างเย็นชา"คุณสู้ผมไม่ได้ก็เลยแช่งให้ผมตายใช่ไหม ? พวกคุณหมอชาวจีนมีน้ำใจกว้างขวางแบบนี้เอง! ไม่น่าล่ะแต่ละปีถึงได้เกิดอุบัติเหตุทางการรักษาเยอะขนาดนี้ความขัดแย้งระหว่างแพทย์กับคนไข้ยิ่งรุนแรงขึ้นทุกที ! "
หลิวเฟยส่ายหน้า"การจากไปก่อนวัยอันควร ช่างน่าเวทนาจริง ๆ คุณพยายามล้อเล่นต่อไปเถอะคุณพอใจก็ดีแล้ว ! "
"เลวมาก ! "ยามาโมโตะจ้องเขาตาถลน "หลิวเฟย คุณมันได้คืบจะเอาศอกคุณนั่นแหละที่จะตายก่อนวัยอันควร ผมบอกคุณให้ อย่างอื่นผมไม่กล้ารับประกันแต่อย่างน้อยในสิบปีมานี้ ผมไม่เคยถูกสุนัขกัดเลยสักครั้ง ! "
หลี่เจิ้งอีได้เตือนสติเขา"โรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้แค่เกิดจากแผลสุนัขกัดที่เป็นพาหะนำเชื้อโรคเท่านั้นยังมีแมว หมาป่า จิ้งจอกและสัตว์อื่นๆ หรือไม่ก็จากสัตว์ที่ถูกฆ่าอาจจะเกิดการติดเชื้อจากแผลถลอกที่เกิดขึ้นในระหว่างขั้นตอนการถลกหนังสัตว์หรือการถูกสัตว์เลียบาดแผลก็ทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน ! ”
เขาหยุดไปสักพักแล้วพูดต่อ“พวกเรามาแลกเปลี่ยนก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตแบบนี้ผมเชื่อว่าคุณหลิวเฟยมีความเป็นมืออาชีพพอเขาคงไม่ให้ร้ายคุณเพียงเพื่อต้องการเอาชนะคุณหรอก”
ยามาโมโตะไดยสึชี้ไปที่หลิวเฟย “หมอเถื่อนอย่างเขาเนี่ยนะ ? เขามีความเป็นมืออาชีพที่ไหนกัน! ผู้อำนวยการหลี่ คุณคิดว่าผมไม่รู้เรื่องพวกนี้หรือ ? ถึงแม้ผมจะวิจัยเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขมาไม่มากแต่อาจารย์ของผมเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้และยังเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก !ผลการวิจัยที่ผมได้รับจากเขาล้วนเป็นฉบับใหม่ล่าสุดคุณจะให้ผมยอมรับวิธีจับชีพจรหลอก ๆ ของเขาอย่างนั้น ผมจะเชื่อถือได้ยังไง ?”
“แค่ก ๆ......”
เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนี้หลี่เจิ้งอีได้แต่ไอเบาๆ และไม่รู้ว่าควรพูดยังไงดี
ที่จริงยามาโมโตะไดยสึเองก็มีเหตุผลมากพอที่เขาจะไม่เชื่อ บางทีหลิวเฟยอาจจะวินิจฉัยพลาดก็ได้แต่ตั้งแต่ที่เขารู้จักหลิวเฟยมา เขาไม่เคยเห็นหลิวเฟยจริงจังขนาดนี้มากก่อน......
“ผมว่านอกจากคำพูดปากเปล่าของคุณหมอหลิวแล้วก็ไม่มีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ว่าในตัวผมมีเชื้อพิษสุนัขบ้าใช่ไหม ? ดังนั้นผมถึงได้บอกว่าการแพทย์แผนจีนเป็นแค่ขยะกับอีแค่การจับชีพจร การฝังเข็มพวกนั้นก็เป็นแค่ขยะ วันหลังก็อย่าได้ไปพูดโอ้อวดใครอีกล่ะขายขี้หน้าเขาแล้ว ! ”
“ครั้งนี้ได้มาแลกเปลี่ยนความรู้กับโรงพยาบาลของพวกคุณผมดีใจมากและยังได้ความรู้มากมาย ขอบคุณมากครับที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี !ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วอีกอย่างในครึ่งเดือนนี้พวกผมยังต้องไปเยี่ยมชมดูงานโรงพยาบาลอีก 10 แห่งกำหนดการแน่นมาก พวกเราคงไม่รบกวนแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ ! ”
……
ยามาโมโตะไดยสึยังคงเยาะเย้ยไปสักพักเมื่อเห็นนายแพทย์ของโรงพยาบาลเฟิ่งหวงที่ต่างทำสีหน้าปั้นยากแล้วเขารู้ตัวดีว่าต้องให้เหตุผลที่ดูดีสักหน่อยจึงได้พูดขึ้นอย่างสุภาพสองประโยค จากนั้นก็ส่งสัญญานให้คณะดูงานจากไป
เมื่อพวกเขาเดินไปถึงหน้าประตูยามาโมโตะ ไดยสึหันศรีษะกลับมาพูด “การแพทย์แผนจีนอย่างพวกคุณก็เป็นแค่ขยะฮ่าๆๆ......ไม่ต้องส่งนะครับ ! ”
นายแพทย์หลายคนเห็นท่าทางอวดดีของเขาแบบนั้นก็ได้แต่ทุบโต๊ะอย่างแรงจากนั้นก็ลุกขึ้นจากไปอย่างเดือดพล่าน
หลี่เจิ้งอีเห็นว่าหลิวเฟยยังคงนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้เขาคิดสักพักแล้วก็เดินไปตบบ่าเขา “เป็นไปได้ไหมว่าวินิจฉัยผิด ?”
หลิวเฟยยังไม่พูดอะไรหัวหน้านายแพทย์คนหนึ่งก็แทรกขึ้นมา“ผมว่าวินิจฉัยผิด ! โรงพยาบาลที่ติดอันดับโลกสองแห่งยังตรวจออกมาไม่พบเขาแค่จับชีพรก็วินิจฉัยออกมาได้แล้ว แบบนี้ได้หรือ ? ผู้อำนวยการคุณเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้ เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าตรวจหาได้ยากมากหากว่าการแพทย์แผนจีนมีความสามารถมากขนาดนั้น ในวงการแพทย์คงหาวิธีรักษาโรคที่รักษายากแบบนี้ได้ไปตั้งนานแล้วล่ะ”
หลี่เจิ้งอีไหนเลยจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดทว่าตั้งแต่ที่เขาเห็นหลิวเฟยช่วยลูกสาวเขาให้ฟื้นจากความตายมาได้ครั้งนั้นเขาก็ยินดีที่จะเชื่อหลิวเฟย
แต่เขาเองก็ยอมรับว่าเรื่องวันนี้ขายหน้าจริงๆ เสียหน้ามาก ! เดิมทีในการประลองครั้งแรงหลิวเฟยเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัดแต่พอมารอบสองกลับโดนเอาคืนไม่เบาเลย
หากว่าเป็นโรคอื่นก็ยังพอว่าแต่นี่เป็นโรคที่จัดการได้ยากหากคิดจะใช้วิธีตรวจของโรงพยาบาลเพื่อมาพิสูจน์ในสิ่งที่เขาพูดยังทำได้ยากเลย
หลิวเฟยยืนขึ้นได้แต่ถอนหายใจแล้วยิ้มๆ “ผมไม่เคยวินิจฉัยผิด ! ในเมื่อเขาไม่เชื่อ ก็ขอให้เขาโชคดีเถอะ !อีกอย่างผมมาคิดดูแล้วอัจฉริยะหนุ่มแบบเขานั้นจะต้องความมุ่งมั่นต่อวิชาการแพทย์แน่นอนที่จริงเขาควรมีจิตใจที่กว้างขวาง ไม่อย่างนั้นจะส่งผลกระทบต่อความสำเร็จของเขาที่เขามีอคติกับการแพทย์แผนจีนขนาดนี้คงเพราะมีบาดแผลร้ายแรงที่เกิดจากการแพทย์แผนจีน เป็นคนที่น่าสงสารจริง ๆ ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เปลี่ยนเรื่อง“ตอนนี้ซานซานฟื้นตัวได้ไม่เลว รออีกครึ่งเดือนหลังผมค่อยมาผ่าตัดครั้งที่สามให้ตอนนี้ดึกมากแล้ว ผมกลับก่อนนะ ! ”
หัวหน้านายแพทย์ที่เห็นหลิวเฟยเดินออกไปโดยไม่แม้แต่ขอโทษสักคำ
“ผู้อำนวยการคุณให้ท้ายเขาเกินไปแล้วนะ ตัวเขาก็ทำตัวตามสบายไปแล้วมั้ง ? วันนี้เขาทำให้แพทย์ทุกคนในโรงพยาบาลเฟิ่งหวงต้องเสียหน้าขนาดนี้อย่างน้อยก็ควรจะขอโทษสักคำแล้วค่อยไปไหม ? ”
หลี่เจิ้งอีตอบกลับ“บางทีเขาอาจะเห็นว่าผลวินิจฉัยของเขาถูกต้องจึงไม่มีอะไรต้องขอโทษละมั้ง”
“แต่ว่า......”
“พอแล้วในเมื่อผมเป็นคนเลือกเขามาเป็นตัวแทนแล้วเรื่องมันกลายเป็นแบบนี้ผมจะให้คำอธิบายกับทุกคนเอง ไม่ต้องพูดแล้ว”
……
หลังจากที่หลิวเฟยกลับมาถึงหมู่บ้านหลิวก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้อีก
เขาสร้างเรือนเพาะปลูกในพื้นที่แปลงนาที่เช่าใหม่10 หมู่ เขาเพาะพันธุ์ต้นเชอร์รี่แล้วใช้ลมปราณห้าชี่ไหลเวียนเร่งการเจริญเติบโตของต้นกล้าจากนั้นเขาได้จ้างชาวบ้านย้ายต้นกล้าไปปลูกบนพื้นที่ภูเขา
ภูเขาส่วนนี้มีพื้นที่อยู่ระหว่างระดับสูงกว่าน้ำเลทะเลสามร้อยถึงหกร้อยเมตรทางทิศตะวันออกทั้งหมดนี่เป็นความสูงที่เหมาะแก่การปลูกต้นเชอร์รี่
เมื่อเสร็จงานพวกนี้แล้วเวลาผ่านไปไม่นานหญ้าเก้าชีวิตล็อตที่สามบนพื้นที่สิบห้าหมู่ก็ถึงเวลาเก็บเกี่ยวและขายได้อีกครั้งเมื่อหลิวเฟยนำพวกมันออกไปขายแล้วก็ขยายพื้นที่การเพาะปลูกในระหว่างที่เขากำลังปลูกหญ้าเก้าชีวิตลงบนพื้นที่ภูเขายี่สิบหมู่เขาก็ได้รับโทรศัพท์ด่วนมาเชิญตัวเขาไปที่โรงพยาบาลเฟิ่งหวงอีกครั้ง
เขาเพิ่งจะเข้ามาถึงห้องโถงของโรงพยาบาลเฟิ่งหวงก็มีคนสามคนเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าเขาแล้วพูดด้วยภาษาญี่ปุ่นถึงแม้หลิวเฟยจะฟังไม่ออกแต่เขาก็พอจะรู้ว่าพวกเขาหมายถึงอะไร
หลังจากที่ช่วยพยุงพวกเขาลุกขึ้นหลี่เจิ้งอีได้เดินมาข้างกายเขา “คุณมาแล้ว !สามคนนี้เป็นพ่อแม่และน้องสาวของยามาโมโตะ ไดยสึ พวกเขาเองก็รีบมาจากประเทศญี่ปุ่นเพิ่งถึงไม่นาน คุณเทพเกินไปแล้ว คิดไม่ถึงว่าอาการเขาจะกำเริบเร็วขนาดนี้”
“ผมไปดูหน่อย”
หลิวเฟยที่เดินมาถึงหน้าห้องผู้ป่วยของยามาโมโตะก็เห็นคณะแพทย์ดูงานจากประเทศญี่ปุ่นยืนอยู่กันอย่างหดหู่เมื่อพวกเขาเห็นหลิวเฟยก็รีบเข้ามาโค้งคำนับถึงเอวเพื่อขอโทษและขอให้เขาช่วยชีวิตยามาโมโตะ
หลิวเฟยไม่ได้พูดอะไรเหมือนเดิมเขาสวมหน้ากากและถุงมืออนามัยแล้วเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วยยามาโมโตะในเวลานี้มีใบหน้าขาวซีดไม่มีท่าทางหยิ่งผยองเหมือนเมื่อสิบกว่าวันก่อนที่เจอกันหลิวเฟยส่งสัญญานให้เขาอย่าเพิ่งพูด จากนั้นเขาก็เข้าไปจับชีพจรแล้วไม่พูดอะไรออกมาเหมือนเดิม
ยามาโมโตะไดยสึเองก็ไม่ได้ถามอะไรเหมือนกัน ในห้องเงียบไปสักพัก ยามาโมโตะไดยสึจึงได้กัดฟันพูดออกมา “คุณพูดถูกต้อง ผมเอาชีวิตมาล้อเล่นจริง ๆ !ในฐานะหมอคนหนึ่ง ผมรู้ดีว่าเมื่อโรคพิษสุนัขบ้าอาการกำเริบแล้วรสชาติเป็นยังไง ผมเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีชีวิตรอดต่อไปได้ผมตั้งใจออกเดินทางจากปักกิ่งกลับมาที่เมืองเฟิ่งหวงก็เพื่อที่จะมาบอกกับพวกคุณว่าขอโทษ! ในที่สุดผมก็แพ้แล้ว ผมแพ้ให้คุณทั้งกายทั้งใจ......”
ขณะที่เขาพูดน้ำเสียงของเขาก็ติด ๆ ขัด ๆ เหมือนกับเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดได้ตลอดเวลาทว่าหลี่เจิ้งอีและหลิวเฟยรับรู้ได้ถึงความจริงใจของเขา
สำหรับคนที่เพียบพร้อมและมั่นใจในตัวเองมากแบบเขาบางทีคงป่วยถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตก่อนถึงทำให้เขายอมแพ้และขอโทษจากใจ
เมื่อเห็นว่าเป็นเช่นนี้หลี่เจิ้งอีได้แต่ทอดถอนใจ เขาเองก็เชื่อว่าหลิวเฟยคงรู้สึกแบบเดียวกับเขาแม้จะไม่ชอบนิสัยใจคอของเขาแต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขานั้นประสบความสำเร็จในด้านการแพทย์เขายังหนุ่มยังแน่นก็ต้องมาตายแล้วถือว่าเป็นความสูญเสียของวงการแพทย์ไม่น้อย......
ไม่มีใครอยากจะวัดผลแพ้ชนะด้วยวิธีนี้ทว่าไม่ว่าจะสูงหรือต่ำ บางทีโชคชะตาก็โหดร้ายแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
หลิวเฟยส่ายหน้าแล้วพูด“พูดตามตรง ผมกลับอยากให้ตัวเองวินิจฉัยผิดเหมือนกันเพราะว่าคนไข้มากมายยังต้องการคุณ แต่น่าเสียดาย ผมไม่เคยวินิจฉัยผิดมาก่อนในตอนนั้นผมเองก็หนักใจเหมือนกัน”
“ผมขอโทษ ! ”
เมื่อยามาโมโตะไดยสึได้ยินเขาพูดแบบก็ยิ่งรู้สึกละอายใจและก้มหัวขอโทษอีกครั้ง
หลิวเฟยโบกมือไปมา“ไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ ผมเชื่อว่าที่คุณย้อนกลับมาที่เมืองเฟิ่งหวงแบบนี้คงไม่ได้แค่มาเพื่อขอโทษเท่านั้น คุณยังอยากได้คำตอบด้วยใช่ไหม ? พอดีเลยผมเองก็นึกคำตอบขึ้นมาได้”
ยามาโมโตะไดยสึที่ได้ฟังริมฝีปากก็สั่น เขาทนไม่ไหวจนร้องไห้ออกมาอย่างเจ็บปวดไร้เสียงเขาเกลียดน้ำตาเป็นที่สุด แต่ครั้งนี้เขากลั้นไว้ไม่อยู่จริง ๆ
สุดท้ายแล้วคนที่เข้าใจเขามากที่สุดไม่ใช่ครอบครัวหรือเพื่อนของเขา แต่กลับเป็น “คู่ต่อสู้” ของเขาเอง......