ในมหาพิภพแห่งปราณ มากเภทภัยสารพัดเล่ห์ยิงศรลับหลังทำร้ายคน ผู้ชนะได้เป็าาผู้แพ้เป็ฏ และฏไม่มีสิทธิ์ที่จะแค้นเคืองหรือทวงความยุติธรรมดั่งเช่นยามนี้
ณ ที่แห่งนี้ ตระกูลเฟยผู้เคยอวดอ้างว่าความสามารถเป็หนึ่งในยุทธจักร หากแต่ยามนี้นองเืเป็เช่นบ่อโลหิตไปเสียแล้ว ทอดสายตาก็พบเพียงบรรยากาศอันหนักอึ้ง ซากศพมากเหลือคณาองคพยพขาดด้วนไม่มีผู้ใดมีลมหายใจอีกต่อไป ยกเว้นเพียงชายหนุ่มเพียงผู้หนึ่ง
กระนั้นแล้วก็เรียกว่ามีชีวิตได้ไม่เต็มปาก าแมากมายตามร่ายกาย เสื้อผ้าขาดวิ่นเผยให้เห็นผิวพรรณขาวนวลเย้ยจันทร์หิมะ กลิ่นกายหอมดั่งกล้วยไม้ประหนึ่งว่าเป็สตรี บัดนี้ถูกล้อมไว้โดยบุรุษอาภรณ์ดำมืด ตกอยู่ในห้วงความสิ้นหวังโดยสมบูรณ์ ในก้นบึ้งหัวใจก็รู้สึกห่วงสตรีผู้หนึ่งขึ้นมา ภาระต่อจากนี้ต้องยกให้นางเพียงผู้เดียวแล้ว… ส่วนชายหนุ่มผู้ที่ใกล้ตายนี้นามว่าเฟยหลาง ทายาทเพียงคนเดียวของสกุลเฟยที่เหลือรอด
“กลิ่นคาวเืและา… ยุทธจักรก็ต้องเป็เช่นนี้” บุรุษร่างใหญ่ก้าวเข้ามาอย่างแช่มช้า ใบหน้าผุดรอยยิ้มจางๆอย่างพอใจ หากไม่มีเขาประหนึ่งสัตว์ร้าย ปีกดำเช่นัอสูรคงหลงนึกว่าเป็บุรษงามผู้หนึ่ง ท่าทางสบายไม่คิดอันใดให้มากความ แม้ว่าจิตสังหารอันคมกล้าเช่นศาตราพุ่งตรงเข้ามา
“หนึ่งในตัวตนจากา มารฟ้า บันทึกเื่ราวเกี่ยวกับเผ่ามารนั้นน้อยยิ่งนัก ไม่นึกเลยว่าในชีวิตนี้ข้าจะได้พบ ทั้งยังได้รับเกียรติถูกมารฟ้าการุณย์ด้วยตนเอง” ครั้นปรายตามองไปยังด้านล่างูเาเมฆา เมืองเมฆครามที่ทอดตัวอยู่ด้านล่าง ในใจก็คับแค้นพวกชาวยุทธ์ที่ท่านปู่พร่ำสอนว่าควรปกป้อง ยามนี้กลับปิดประตูหนี สืบเท้าวิ่งออกจากเมืองไปไม่หันหลังมอง ทิ้งไว้เพียงเมืองอันว่างเปล่า
ทว่าแสงไฟจากย่านการค้าที่มั่งคั่งยังทอแสงประกายสะท้อนกับจันทรา มองข้ามบ้านช่อง หอนางโลม โรงเตี๊ยมและกระท่อมพรานกลางป่าออกป่าออกไป ก็จะเห็นเทือกเขารัตติกาลบดบังท้องฟ้าจนหมดสิ้นเป็ป้อมปราการธรรมชาติป้องกันเมือง หรือไม่ก็เป็คุกเสียเอง เสียงร้องครวญระงมน่าพรั่นพรึงดังขึ้นอยู่เนืองๆ ดวงจันทร์งามเด่นสะท้อนโลหิตเป็สีเืน่าสยดสยอง
“เมื่อผ่านคืนนี้ไปที่แห่งนี้ก็จะเป็อีกหนึ่งตำนาน ทว่าน่าเสียดายที่ครั้งนี้พวกเ้าพ่ายแพ้ มนุษย์ที่ขาดจิตแห่งเซียนก็ไม่ต่างอะไรจากมดที่ไม่มีค่าอันใดให้ต่อกร” มารฟ้ากล่าวแล้วเชิดศีรษะมองไปใกลลิบ ดวงตาทอแววเกรี้ยวโกรธเมื่อพูดถึงเื่ราวในอดีต
ตัวมันเป็ถึงเผ่ามารอันสูงส่งทว่าในาครั้งากลับพ่ายแพ้แก่มนุษย์อย่างน่าอนาจ ถูกผนึกไว้นับหมื่นปี ในที่สุดก็ได้เวลาทวงคืน ยิ่งในยุคสมัยนี้เผ่ามนุษย์อ่อนแอลงอย่างมาก จะทำอันใดก็ง่ายดายนัก
เพียงแต่ต้องยกเว้นเพียงบิดากับปู่ของชายหนุ่มผู้นี้ กล่าวว่าความหาญกล้าดุดันถึงขั้นหนึ่งต่อกรนับร้อยก็ยังนับว่าไม่เกินเลย ในยุคที่ศาสตร์์เซียนเสื่อมโทรมก็ยังสามารถบรรลุขอบเขตได้ถึงขั้นนี้ นับว่ามีความสามารถอย่างแท้จริง หากอยู่ในยุคอดีตคงได้เป็ผู้ยิ่งใหญ่ของเผ่ามนุษย์แล้ว
เพียงแค่ขอบเขตเซียนขั้นกลาง ถึงขนาดว่าตัวมันเป็ถึงขอบเขตเซียนขั้นปลายก็ยังต่อกรได้ยากยิ่งนัก ทั้งอัสนีพวกมันก็มีพิษหากมิใช่ร่างกายมันแข็งกร้าวประหนึ่งศิลาคงได้ตายไปนับสิบรอบ
“ศึกครานี้เ้ามีชัยเหนือสกุลเฟย เพียงแต่ตระกูลจูเชว่ก็มีพลังเกือบเทียบเท่ากันกับพวกข้า เ้าแพ้แล้วมารฟ้า”เฟยหลางกล่าว แววตาฉายแสงแห่งความหวัง เมื่อััได้ถึงลมปราณหลายสายที่เคลื่อนคล้อยเข้ามาใกล้
“เ้าคิดอ่านได้โง่เขลายิ่ง คนระดับข้าเผ่ามารยังมีอีกมากทีเดียว… ถึงแม้ปรกติข้ามักจะไม่สังหารผู้ที่ข้าถูกใจ ทว่าเ้านั้นอันตรายเกินไป เ้าผู้มีสองสายเืที่มิอาจอยู่ร่วมกันได้!” มารฟ้าผุดรอยยิ้มจางๆ ดวงตามีเค้าความเย็นเยียบคล้ายน้ำค้างในฤดูหนาว แล้วจึงพลิกมือขวาวาดดาบอย่างเร็วพลัน
เฟยหลางหลับตาลง ในก้นบึ้งของหัวใจก็เตรียมการไว้แล้ว บิดาท่านปู่ พี่น้องทุกคนข้ากำลังจะไปหาแล้ว พวกเรารอข้ามไปสัมปรายภพพร้อมกันเถิด ทว่าผ่านไปนานหลายอึดใจกระบี่ก็ไม่มาถึงเสียทีจึงได้ลืมตาขึ้น
ชายชราอาภรณ์ขาวหิมะ ใช้กระบี่เรียวเล็กรับดาบมารฟ้าไว้ ใบกระบี่คล้ายจะมีแสงสีขาวประกายเจิดจ้า จิตสังหารเซียนถาโถม บรรยากาศตึงเครียดขึ้นตามส่วน เผ่ามารอื่นๆที่ไม่ใช่มารฟ้าทนรับปราณสังหารที่น่ากลัวเช่นนี้ไม่ได้จึงหายไปเป็เศษฝุ่นละออง
“เขาผู้นี้มีชะตากรรมอันยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ผู้ที่สมควรตายด้วยฝีมือมารชั้นต่ำเช่นเ้า” มือคว้าร่างชายหนุ่มไว้แน่นใต้เท้าวงเวทย์สีขาวก่อร่างทอแสงประกายสะท้อนทั่วเมฆา แต่ก่อนไปก็ยังปลดปล่อยปราณกระบี่จำนวนมากพุ่งเข้าหามารฟ้า
“ศึกตัดสินยังไม่เริ่ม มนุษย์ยังไม่พร้อม เ้าควรกลับจักรวรรดิไปเสียตอนนี้ เป็เพียงมารชั้นขุนนาง ริอาจสังหารผู้ที่จะเป็จักรพรรดิเผ่ามนุษย์ ลำพองตนยิ่งนัก”
ครั้นชายชราจากไปด้วยค่ายกล มารฟ้าก็แสยะยิ้มออกมา “เป็เพียงแค่ร่างแยก ก็ยังนับว่าแข็งแกร่งนักจักรพรรดิานั้นชื่อเสียงมิใช่ของปลอมเลย”
ปลายทางของค่ายกลคือบนูเาลึกลับสูงเทียมฟ้า บุรุษวัยชราวางชายหนุ่มลงที่เตียงไม้ไผ่ ใต้ต้นหลิว ที่นี่เงียบสงัด เงียบจนได้ยินเสียงใบไม้ร่วง ยามที่ใบหลิมใบที่สี่ร่วงลงมา ชายหนุ่มก็ฟื้นจากฝันร้าย ก็ตระหนกระคนประหลาดใจที่ตนยังมีชีวิตอยู่
“เ้าฟื้นแล้ว เร็วกว่าที่ข้าคาดไว้สองยาม ” ชายชราอาภรณ์และเรือนผมขาวดุจหิมะ แต่กลับมีั์ตาสีม่วงลึกลับคล้ายอสูรร้าย ในมือมีถาดอาหาร และกาน้ำชาส่งกลิ่นหอมโชยมา ตลบอบอวลไปทั่วบรรยากาศ
“ท่านช่วยข้าไว้ ขอบคุณผู้าุโยิ่งนัก” เขาประสานมือเคารพ ในูเานี้ประกอบด้วยค่ายกลขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่ เฟยหลางเองก็นับว่าเป็ปรมาจารย์ค่ายกลจึงรู้ว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรดากระทำได้ ต้องเป็ผู้บรรลุของเขตจิตใจสูงส่ง
“ไม่ต้องขอบคุณข้า เ้าควรกล่าวโทษข้า หากไม่ใช่ว่าข้าฝีมืออ่อนด้อยคงได้ช่วยเหลือสกุลเฟยได้ทั้งตระกูลแล้ว”
“ข้ารอดมาได้ก็ขอบคุณแล้ว นับจากนี้ข้าคงต้องเร้นกายไปสักพัก หาทางรักษาเส้นชีพจร์ทอดทิ้ง” เฟยหลางเป็มีเส้นชีพจรที่ผิดแปลกไม่ค่อยเข้าที่เข้าทาง กระทั่งแพทย์เทวะยังไม่อาจระบุได้ จึงได้ตั้งชื่อว่า์ทอดทิ้ง
“์ไม่ได้ทอดทิ้งเ้า แต่ว่า์ไม่อาจรับรู้ว่าคือเ้า มิเช่นนั้นคงได้ส่งผู้พิทักษ์ที่เหนือกว่าข้าลงมาแล้ว” เมื่อเห็นแววตาฉายแสงความฉงนของชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจ ใครจะนึกว่าดินแดนเล็กๆเช่นนี้จะมีบุคคลพิเศษเกิดขึ้นได้ อย่างไรเสียตัวข้าก็เป็ผู้พิทักษ์ของดินแดนนี้ การดูแลผู้ที่มีสิทธ์บรรลุมรรคาประทับเทพได้เป็เื่ที่สมควรกระทำยิ่งนัก” แต่พอเขาคิดให้มากก็พอเข้าใจได้ ว่าเหตุใดถึงเป็แบบนี้ เื่ที่สับสนวุ่นวายแบบนี้มันเกิดขึ้นเพราะมารดาของเขาเอง
ตัวนางก็มิใช่คนธรรมดา หากผู้ใดรู้ว่ามีบุตรกับบุรุษในแดนต่ำต้อยเช่นนี้ ทั้งบิดาทั้งบุตรคงได้ทรมาณเสียยิ่งกว่าตาย เพียงแต่ถึงขั้นที่ร่ายผนึกโลหิตเก้าชั้นฟ้าใส่เ้านี่ มันหนักเกินไปกระมัง
“ในตัวเ้ามีผนึกระดับสูงเทียมฟ้าอยู่เก้าขั้นผนึกพลังสายเืไว้ ส่วนใครที่ร่ายใส่คงบอกไม่ได้ เดิมทีแล้วหลังจากที่เ้าบรรลุปราณเทพนิรันดิ์ก็จะปลดผนึกเอง แต่เ้าคงไม่เหลือเวลามากขนาดนั้น ที่ข้ากล่าวถึงคือไม่ใช่อายุขัย แต่คือาครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเข้ามา ฉะนั้นในเมื่อเป็นี้ข้าก็ไม่มีทางเลือกนอกจาก สละชีวิตเพื่อช่วยเ้า”
“ถึงต้องทำถึงเพียงนั้น! ท่านคือผู้ดำรงอยู่มานานทั้งยังแข็งแกร่ง หากขาดท่านไปดินแดนมนุษย์คงได้จบสิ้น” เฟยหลางกล่าว เขาปฎิเสธเฉียบขาด
“ผู้แข็งแกร่งอย่างข้าน่ะหรือ เ้าหนูเ้าเป็เพียงกบในบ่อน้อยเท่านั้นเอง ชีวิตข้าถูกสร้างมาแล้วว่าให้บรรลุเพียงขอบเขตเซียน ”แล้วจึงชี้มาทางเฟยหลาง “แต่เ้าคือผู้ที่จะยิ่งใหญ่ในภายหน้า ข้าจึงได้เดิมพันกับเ้า”
เขาไม่ได้เปิดโอกาสให้เฟยหลางกล่าวต่อ มือนั้นก็กวัดแกว่งไปเสียแล้ว วงเวทย์สีแดงขนาดใหญ่นั้นทรงพลังยิ่งนัก ในยามนั้นชายหนุ่มอาภรณ์สีหมึกก็พลันรู้สึกได้ถึงสายลมอันอบอุ่นดุจวายุในวสันตฤดู ร่างกายเบาหวิวดุจขนนกไม่รู้สึกถึงความหนักอึ้งที่อยู่ในส่วนลึกของร่างกายอีกต่อไป
ร่างกายของชายชรานั้นมีรอยร้าวอยู่มากคล้ายจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ เบื้องหน้ามีสิ่งของสามสิ่งลอยอยู่ กลิ่นอายของมันหนาแน่นเสียกว่าศาตราสมบัติใดในยุทธภพนี้ “สายเืของเ้าถูกปลดผนึกแล้วหกส่วน ข้ามีพลังเท่านี้เ้าจงจัดการต่อเอาเองเถิด แต่จงจำไว้หากไม่บรรลุประทับเทพอย่าได้ปลดชั้นเก้า มิเช่นนั้นผู้ที่จะมาหาเ้าจะไม่ใช่เพียงแต่จักรพรรดิา”
เฟยหลางเบิกตากว้าง ตระหนกระคนประหลาดใจยิ่งนัก ทุกสิ่งอย่างกลับพลิกผันไปหมด ยามนี้สับสนเื่ที่ชายชรากล่าว แต่ก็พอจับใจความได้บ้าง
“ทั้งสามคือสมบัติที่สร้างขึ้นจากช่างฝีมือผู้หนึ่ง บางอย่างแม้จะไม่ใช่สมบัติที่ดีนัก แต่สำหรับเ้าในตอนนี้คงนับว่ามีประโยชน์นัก ต้องรับไว้”