เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 131 ไสหัวไป! ยิ่งไกลเท่าไรยิ่งดี!

            ชั้นที่ 6 ทุกคนต้องใช้หินหยวนเพื่อกระตุ้นการทำงานของวงโคจรหยวนชี่ซึ่งจะทำให้หยวนชี่ในห้องนั้นหนาแน่นยิ่งขึ้น

            ในตอนแรกหลายๆ คนรู้สึกสนใจหลินเฟิงจึงหยุดดูซึ่งตอนนั้นพวกเขาก็แค่จะเดินผ่านชั้น 6 เพื่อขึ้นไปยังชั้นบน แต่เมื่อเห็นห้องฝึกที่อยู่ข้างๆ หลินเฟิงกำลังจะเปิดประตูออกมาแม้แต่คนที่อ่อนแอก็ยังรู้สึกตื่นเต้น อย่าลืมสิว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนกัน?!

            ตอนนี้สิ่งเดียวที่พวกเขากำลังคิดอยู่ก็คือ จะต้องแย่งห้องฝึกมาให้ได้

            ในที่สุด แสงสว่างจากหยวนชี่ในห้องนั้นก็ค่อยๆ ดับลง ก่อนที่เสียงระเบิดจะดังขึ้นมาฝูงชนพากันก้าวเท้าเข้ามาขณะที่ดวงตาจ้องเขม็งไปที่ประตูหิน

            ทันใดนั้นประตูหินก็เปิดออก พร้อมกับเงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในสายตาของทุกคนคนคนนี้เป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างสูงโปร่ง เมื่อเขาเห็นสายตาของทุกคนจับจ้องมาที่เขาในดวงตาก็ปรากฏรอยยิ้มลึกลับขึ้นมา

            “พวกเจ้าทั้งหมดต้องการห้องนี้?”

            ชายหนุ่มคนนั้นถามขึ้นด้วยสีหน้าชั่วร้าย แต่ในบรรดาฝูงชนกลับไม่มีใครตอบคำถามของเขามีเพียงสายตากระตือรือร้นและลมปราณที่ถูกปลดปล่อยออกมาเท่านั้น ซึ่งนับได้ว่าเป็นการตอบคำถามของชายหนุ่มคนนี้

            “ดี ถ้าพวกเจ้าต้องการมัน ข้าก็จะยกมันให้กับพวกเจ้า”

            ชายหนุ่มแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายก่อนจะเดินไปด้านข้าง ทำให้ปากประตูห้องฝึกถูกเปิดเผยออกมา

            ตอนนี้ภายในห้องนั้นว่างเปล่า และบานประตูก็ถูกเปิดออกทำให้ดวงตาของทุกคนกลายเป็นเร่าร้อนมากขึ้น

            อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าในใจของทุกคนอยากจะกระโจนเข้าไปห้อง แต่กลับไม่มีใครกล้าบุกเข้าไปเป็นคนแรกพวกเขากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง

            เพราะพวกเขารู้ว่าหากใครก้าวเท้าออกมาเป็นคนแรก คนคนนั้นจะต้องถูกทุกคนรุมโจมตีพร้อมๆกัน คงไม่มีใครอยากเสียหินหยวนไปง่ายๆ หรอกนี่ไม่เท่ากับว่าตัดชุดแต่งงานให้คนอื่นใส่หรอกนะ?!

            เรื่องนี้ไม่มีใครเต็มใจจะเป็นฝ่ายเริ่ม

            แน่นอนว่าทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้นเสมอ! และหลินเฟิงเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเขาเดินตรงไปที่ห้องโดยปราศจากความกลัว!

            เมื่อเห็นหลินเฟิงเดินไปข้างหน้าโดยปราศจากความกลัวทุกคนก็จ้องหลินเฟิงเป็นตาเดียว จนกระทั่งเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องหลินเฟิงก็หันมามองทุกคนพลางกล่าวว่า

            “ข้าคือคนแรกที่มารอที่นี่ ดังนั้นห้องนี้ก็เป็นของข้าพวกเจ้าไปหาห้องอื่นเถอะ”

            ในใจของทุกคนพลันหัวเราะอย่างเย็นชา รอเป็นคนแรกแล้วยังไง? บนโลกใบนี้มาก่อนมาหลังไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สิ่งสำคัญก็คือพลังต่างหาก

            ยิ่งไปกว่านั้น ในหอฝึกฝนตั้งแต่ชั้นที่ 10 ลงมาไม่มีห้องฝึกห้องไหนเลยที่ว่าง และอีกอย่างทำไมพวกเขาต้องถ่อไปหาห้องอื่นแล้วปล่อยห้องนี้ให้หลินเฟิงด้วย?

            “ห้องนั้นไม่ใช่ของเจ้าไสหัวไป”

            หนึ่งในนั้นกล่าวกับหลินเฟิงด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            “ฮ่าๆๆ หากเจ้าต้องการห้องนั้น อย่างแรกที่ต้องทำก็คือใส่หินหยวนลงไปก่อน”

            อีกคนพูดด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย ช่วงเวลาที่หลินเฟิงใส่หินหยวนลงไปในช่องคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการโจมตี

            หลินเฟิงเหลือบมองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเคลื่อนไหวสักคน

            ลมปราณอันเย็นเยือกถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของหลินเฟิง พร้อมกับจิตวิญญาณน้ำแข็งที่ปรากฏตัวขึ้นมาด้านหลังเขา

            จิตวิญญาณน้ำแข็งนั่นปล่อยผลึกน้ำแข็งออกมาในอากาศอย่างต่อเนื่อง และขยายพื้นที่เยือกแข็งไปด้านหน้าไม่หยุดหย่อนทุกที่ที่มันแล่นผ่านทุกอย่างล้วนถูกแช่แข็ง

            แม้กระทั่งอากาศก็ยังถูกแช่แข็ง! แค่นี้ก็รู้แล้วว่ามันหนาวขนาดไหน!!!

            ทุกคนพลันขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีใครคิดจากไปถึงแม้ว่าชายตรงหน้าจะทรงพลัง แต่พวกเขาเองก็แข็งแกร่งเช่นกันมีคนเพียงน้อยนิดที่ยอมตัดใจแล้วถอยออกไป

            “ใครอยากได้ห้องนี้ ก็เข้ามาเอาจากข้า!”

            หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยชา ความหนาวเย็นพลันทะลักออกมาอย่างต่อเนื่องตามด้วยอำนาจแห่งดาบจำนวนหนึ่งที่ปรากฏขึ้นในอากาศ

            ลมปราณน้ำแข็งกับอำนาจแห่งดาบผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้หัวใจของทุกคนพลันตกลงไปที่ตาตุ่ม

            เส้นผมของหลินเฟิงปลิวไสวไปตามแรงลม ขณะที่เขายืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นประหนึ่งผู้ไร้เทียมทาน

            “อำนาจแห่งดาบ!”

            ฝูงชนพากันตกตะลึง อำนาจแห่งดาบที่ผสานกับลมปราณน้ำแข็งนั้นมันน่ากลัวเกินไป!!! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงกล้าหยิ่งผยองขนาดนี้

            ถึงแม้ว่าลมปราณที่หลินเฟิงปลดปล่อยออกมาจะอยู่แค่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่3 แต่ด้วยพลังโจมตีของอำนาจแห่งดาบที่ทรงพลังแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 ก็ยากจะเอาชนะเขาได้

            นอกจากนี้จิตวิญญาณน้ำแข็งอันหนาวเหน็บนั่นก็ได้ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับอำนาจแห่งดาบ พลังโจมตีก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทวีคูณ เกรงว่าผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 ก็คงหมดโอกาสที่จะเอาชนะเขาได้

            แต่ในกลุ่มฝูงชนยังมีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 อยู่ และพวกเขาก็ยังคงจ้องมองมาที่หลินเฟิงไม่ละสายตา

            ส่วนผู้ที่อยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 เริ่มจากไปทีละคน พวกเขายอมแพ้ให้กับความแข็งแกร่งของหลินเฟิง

            “ถ้าไม่ไสหัวไปก็อย่าหาว่าข้าไร้เมตตาก็แล้วกัน”

            หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าขณะที่ปราณน้ำแข็งกับอำนาจแห่งดาบพลันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

            “แปดฝ่ามือพิฆาต!”

            ทันใดนั้นฝ่ามือที่ทรงพลังก็ปรากฏขึ้นมาในอากาศ แล้วพุ่งทะยานไปหาฝูงชนด้านหน้าหลินเฟิงเร่งลมปราณน้ำแข็งและอำนาจแห่งดาบเปิดฉากโจมตีก่อน

            ฝูงชนตกตะลึงไปชั่วขณะก่อนขยับร่างรับมือการโจมตีที่พุ่งเข้ามาแต่ตอนนี้เอง หลินเฟิงก็วิ่งเข้ามาที่ด้านหน้าของพวกเขาแล้วชักดาบออกมาอย่างรวดเร็ว เคล็ดวิชาชักดาบ!!!

            พริบตาเดียวผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งไม่พอก็ถูกฟันจนกระเด็นออกไป

            แต่จังหวะนั้นผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4ก็ฉวยโอกาสนี้โจมตีมาที่หลินเฟิง

            “ดาบปลิดวิญญาณ!”

            หลินเฟิงกำดาบแน่นขณะหมุนตัวไปต้านรับการโจมตีที่พุ่งเข้ามา ทันทีที่พลังโจมตีนั่นสัมผัสกับดาบก็พลันแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ก่อนที่อำนาจแห่งดาบกับลมปราณอันเย็นเยือกจะหมุนรอบตัวดาบแล้วฟันไปทางฝูงชน

             เร็ว เร็วมาก!!!

             การโจมตีของหลินเฟิงไม่มีระเบียบแบบแผน ในตอนแรกเขาโจมตีด้วยฝ่ามือแต่ไม่นานก็ชักดาบออกมาฟัน สุดท้ายก็ใช้กระบวนท่าดาบที่น่าสะพรึงกลัวในการโจมตี และปิดฉากด้วยการผสานลมปราณน้ำแข็งกับอำนาจแห่งดาบไว้ในการโจมตีครั้งสุดท้าย

            การโจมตีเหล่านี้น่ากลัวเกินไปแล้ว มันเป็นการโจมตีที่ไม่มีแบบแผนแต่กลับสอดคล้องและสนับสนุนซึ่งกันและกันการโจมตีทั้งสามกระบวนท่าล้วนไม่เหมือนกัน และครั้งต่อไปมักจะแข็งแกร่งกว่าการโจมตีก่อนหน้านี้เสมอนอกจากนี้ความสามารถในการควบคุมพลังก็แข็งแกร่งมากชายคนนี้สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนท่าต่างๆ ไม่ซ้ำกันได้อย่างรวดเร็วโดยที่ลมปราณไม่สับสนเลยสักนิด

            เสียงระเบิดที่ดังกึกก้องต่อเนื่องก็ค่อยๆ เงียบหายไป ฝูงชนต่างแสดงสีหน้าเหยเกขึ้นมา พวกเขาร่วมมือกันโจมตีหลินเฟิง แต่กลับถูกหลินเฟิงตอบโต้กลับมา ทำให้ต้องรับมือต้านทานจนมือเป็นระวิง

            “ข้าให้โอกาสอีกครั้ง ยังมีใครต้องการห้องนี้อยู่หรือไม่?”

            หลินเฟิงกล่าวอย่างเย็นชา ขณะกวาดสายตามองไปรอบๆ

            ฝูงชนทั้งหมดทำได้แค่มองหลินเฟิงเงียบๆ ไม่มีใครกล้าลงมือโจมตีหลินเฟิงอีก

            “ถือว่าข้าให้โอกาสแล้วนะ ถ้าหากใครคิดจะแย่งห้องไปจากข้า มันต้องตาย!!!”

            จบประโยคนี้หลินเฟิงก็ปลดปล่อยลมปราณอันหนาวเหน็บออกมา พร้อมกับจิตสังหารที่เย็นเยือกแน่นอนว่าไม่มีใครกล้าสงสัยในคำพูดของเขา ถ้าหากพวกเขาลงมือกับหลินเฟิงแล้วล่ะก็หลินเฟิงคงสังหารเขาแน่นอน!

            หลินเฟิงหันหลังกลับเข้าไปในห้องโดยไม่สนใจฝูงชนที่อยู่ตรงหน้าอีกเขาหยิบหินหยวนระดับกลางออกมา 3 ก้อน ใส่ลงไปยังช่องที่ผนัง

            ทันใดนั้นแสงสว่างของหยวนชี่ก็เจิดจ้าขึ้นมาภายในห้องเต็มไปด้วยหยวนชี่ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างหนาแน่น ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย

            ฝูงชนบางส่วนเหม่อมองอย่างโง่งมและคิดที่จะก้าวเท้าเข้ามาแต่เมื่อหลินเฟิงปรายตามองกลับมา ร่างของพวกเขาก็พลันแข็งทื่อก่อนจะหยุดอยู่กับที่

            พวกเขาแต่ละคนล้วนเป็นผู้ที่แข็งแกร่งซึ่งสามารถทะลวงผ่านสู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 4 แต่กลับต้องมาหวาดกลัวผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3?!

            หากเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไป พวกเขาคงเสียหน้าอย่างมาก

            คงไม่มีใครเชื่อว่าพวกเขาจะมาพ่ายแพ้ให้กับหลินเฟิงที่มีระดับการบ่มเพาะอ่อนแอกว่าพวกเขาตั้งหนึ่งขั้น

            หลินเฟิงกำลังจะก้าวเข้าไปในห้อง แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงเย็นชาดังขึ้นมา

            “หยุดเดี๋ยวนี้!”

            หลินเฟิงหันหลังกลับไปช้าๆ มองไปยังทิศทางของเสียงพูดก็พบว่าเป็นชายหนุ่มที่เดินออกมาจากห้องนี้

            “ดูเหมือนเจ้าจะลืมไปคนหนึ่งนะ”

            ชายหนุ่มคนนั้นยกยิ้มที่มุมปากอย่างชั่วร้ายทำให้หลินเฟิงรู้สึกรังเกียจอีกฝ่ายขึ้นมา

            “อยากจะผายลมอะไรก็รีบพูดมา!”

            หลินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

            ชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มชั่วร้ายกล่าวต่อไปว่า “ตอนแรกข้าวางแผนจะเอาหินหยวนระดับกลาง3 ก้อนจากเจ้า แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ส่งหินหยวนระดับกลาง 6 ก้อนมาให้ข้า!ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่ให้ห้องฝึกนี้กับเจ้า!!!”

            ม่านตาของหลินเฟิงพลันหดลง

            คืนห้องให้กับเขา? ถ้าไม่มอบหินหยวนระดับกลาง 6ก้อนให้???

            ดวงตาของหลินเฟิงพลันเย็นชาขึ้นมา ห้องฝึกนี่กลายเป็นห้องส่วนตัวของเจ้าตั้งแต่เมื่อไร?!

            นอกจากนี้หลินเฟิงกำลังใส่หินหยวนระดับกลางทั้ง 3 ก้อนลงไปในช่อง เขากลับไม่พูดอะไรออกมาเลยสักคำราวกับว่ากำลังรอหลินเฟิงทำทุกอย่างให้เสร็จ เพื่อที่เขาจะได้โจมตีและขโมยห้องไปจากหลินเฟิง

            ชายคนนี้ได้คำนวณทุกอย่างไว้แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเขาถึงยืนอยู่ที่นั่นตลอดเวลานี่มันไร้ยางอายมาก!

            ฝูงชนที่ยังอยู่ด้านนอกต่างมองชายหนุ่มไร้ยางอายนั่นด้วยสายตารังเกียจถ้าหากพวกเขาเป็นฝ่ายแย่งห้องไปได้สำเร็จ เกรงว่าชายคนนี้คงทำเช่นเดียวกัน

            “ทำไม? มีปัญหาอะไร?”

            ชายหนุ่มคนนั้นถามขึ้นพลางแสยะยิ้มเมื่อเห็นหลินเฟิงไม่ตอบ

            หลินเฟิงจ้องมองเขาขณะที่ดวงตาวาวโรจน์ขึ้นด้วยความโมโหแล้วพูดออกมาเพียงประโยคเดียว

            “ตอนนี้ไสหัวไปซะ! ยิ่งไกลเท่าไรยิ่งดี!!!”

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน