“ไปอุ้มกุณซือฉู่ที่จวนแม่ทัพม่อมาหาเรา” ความหวังสุดท้ายที่พระองค์ทรงเชื่อมากที่สุดถูกสั่งให้ไปพาตัวมาที่นี่ หากเดาไม่ผิดคาดว่าแม่ทัพใหญ่ม่อจิ้นจื่อต้องติดตามมาด้วยเป็นแน่ ยามนี้ด้านนอกลานนั้นยังคงมีสตรีวัยกลางคนที่มาขายขนมถูกจับมัดเอาไว้เพื่อรอเขาลงไปชำระความ แต่หลังจากได้ยินองครักษ์เงาซุยเซ่อเข้ามารายงานจึงรู้ว่า ท่านป้าผู้นั้นรับเบี้ยมานางกำนัลร่างใหญ่ผู้หนึ่งนามว่าเลาลู่ผู้เป็นนางกำนัลของเสียนเฟยจงเมียวเมี่ยว สนมคนสุดท้ายที่เขารับไว้เมื่อสองปีที่ก่อน ทั้งๆ ที่คิดว่านางเป็นสตรีเรียบร้อย เหมือนจะไม่มีพิษภัย แต่กลับไม่ใช่!!
“พะยะค่ะ” หนึ่งในองครักษ์เงาร่างใหญ่รีบจัดการตามสั่งทันที
เมื่อในห้องกลับมาเงียบสงบมู่เจี้ยนเทียนที่นั่งบนเก้าอี้ติดกับเตียงนอนหลังใหญ่ ได้ก้มหน้าลงไปกระซิบข้างใบหูของสตรีอันเป็นที่รัก “พี่รู้ว่าเจ้าและลูกจะไม่เป็นอะไร เจ้าเกิดมาเพื่อเป็นของพี่และเราจะอยู่ด้วยกันไปจนแก่ชรา เจ้าคือรักครั้งแรกและรักครั้งสุดท้าย...รีบๆ ลืมตาขึ้นมามองพี่กล่าวคำรักกับเจ้าเร็วๆ เถิดปิงปิง” พร่ำรำพันกับสตรีที่นอนหลับตาอยู่อย่างนั้น เสี้ยวหนึ่งในจิตใจ เขากลัว กลัวว่านางกับลูกในท้องจะตายจากไปจริงๆ
เสียงเค้นถามสตรีวัยกลางคนผู้นำขนมอันตรายนั้นมาขาย ยังคงดังแว่วเข้าหู เสียงร่ำไห้ของนางผู้นั้นบวกกับความจำเป็นที่ต้องทำ มันช่างลบล้างไม่ได้กับการกระทำอันเลวร้าย นางกล่าวว่าไม่รู้เรื่องที่หวังปิงปิงตั้งครรภ์ ไม่รู้เรื่องที่นางแพ้ผลไม้ชนิดนี้ ไม่รู้อะไรเพราะนางถูกว่าจ้างมา แต่การที่นางไม่รู้นั้นทำให้ชีวิตของคนสองคนกำลังจะสิ้น!! หากมู่เจี้ยนเทียนขาดสติยั้งคิดเพียงนิด เขาคงสังหารสตรีมิรู้ความผู้นั้นไปแล้วด้วยดาบเดียว
“กุณซือฉู่มาแล้วพะยะค่ะ” ต้าชง องครักษ์ร่างใหญ่ที่ในอ้อมอกมีกุณซือฉู่กอดคอเขาไว้ในท่าเจ้าสาว? แจ้งกับฮ่องเต้
มู่เจี้ยนเทียนเพียงพยักหน้า
“มาถึงแล้วรึ? เคราะห์ครั้งสุดท้าย” กุณซือตัวบางรีบลงไปยืนอย่างรวดเร็วพร้อมกับปัดชุดเสื้อผ้าของตนเอง (คือถูกอุ้มมาจากคอกม้า) แล้วเดินไปยังเตียงนอนกว้าง เขาใช้ผ้าขาววางตรงจุดชีพจรก่อนจะเริ่มตรวจ “แม้จะไม่หายใจแต่ใบหน้ามีเลือดฝาด ฝ่าบาทอย่าได้กังวล...นางเกิดมาเพื่อพระองค์และนางจะตื่นขึ้นอีกครั้งเพื่อพระองค์เช่นกัน” นั่นคือสิ่งที่กุณซือผู้เก่งกาจเช่นเขาจะบอกได้ ‘มันคือชะตาของนางผู้มาจากภพอื่น’
“แล้วบุตรของเรา”
“หากพระสนมตื่น บุตรของฝ่าบาทก็ตื่นเช่นกันพะยะค่ะ นับจากวันนี้เป็นต้นไปกระหม่อมจะคอยอยู่เฝ้าพระสนมในจวนสกุลมู่กับฝ่าบาทด้วย ขอทรงอย่ากังวล” ดังที่เคยกล่าวไว้ หวังปิงปิงจะไม่ตาย...ผู้ล่วงรู้ความลับสวรรค์ขอเอาหัวเป็นประกัน
“อืม” อย่างน้อยก็ยังวางใจได้มากกว่าครึ่ง “ท่านตาของนางตามมาด้วยหรือไม่” ทรงหมายถึงแม่ทัพม่อจิ้นจื่อ
“มาด้วยกันพะยะค่ะ ยามนี้กำลังสอบสวนสตรีผู้หนึ่งอยู่ด้านนอกกับนายท่านหวังและม่อฮูหยิน” องครักษ์เงาร่างใหญ่ตอบ
“อืม บอกท่านตาด้วยว่าให้จัดการตามที่เห็นควร หากตรวจสอบแล้วเป็นความผิดของเสียนเฟยจริงๆ ก็ให้คุมตัวนางไปขังไว้รอกุ้ยเฟยตื่นขึ้นมาเมื่อใดเราจะไปจัดการถามนางด้วยตนเอง พวกเจ้าออกไปเถอะ” ฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียนถอนหายใจคล้ายโล่งอกครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งหนึ่งคงดีกว่านี้ถ้านางตื่นขึ้นมา ย้อนกลับไปถึงสนมจงเมียวเมี่ยว สนมขั้นเฟยลำดับที่สี่ ‘นางรู้ได้อย่างไรว่าปิงปิงแพ้ผลไม้ชนิดนี้’
๑-------------------๑
วังหลวง:ตำหนักหวงเซ่อ
“ป้าลิ่วถูกจับได้เพคะ” เลาลู่ นางกำนัลคนสนิทของเสียนเฟยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือเท้าเริ่มเย็นไปหมดเพราะหวาดกลัว
จงเมียวเมี่ยวสตรีขี้ขลาดหน้าซีดยิ่งกว่าอะไรเมื่อเรื่องมันเกิดมาจากความอิจฉาริษยาสนมหน้าใหม่ที่ฝ่าบาททรงลุ่มหลงรักใคร่จนถึงขั้นร่างฎีกาสมรสพระราชทานด้วยตนเอง ยิ่งสนมกุ้ยเฟยตั้งครรภ์นางก็ยิ่งริษยาเพราะตนนั้นเคยถูกเรียกให้เข้าเฝ้าเพียงสองครั้งจะมีเวลาที่ไหนไปตั้งครรภ์ได้ “ก่อนหน้านั้นเป็นฮองเฮาและเต๋อเฟยที่ถูกขับออกจากวังเพียงเพราะมีเรื่องกับนาง ยามนี้เป็นคราวของข้ารึ” ใบหน้านวลหวั่นวิตก เป็นเพราะวันนั้นกุ้ยเฟยเดินทางเข้าวังมาออกว่าราชการกับฝ่าบาท หัวหน้าห้องเครื่องสั่งห้ามมิให้นำสำรับและผลไม้ที่มีส่วนผสมของผลท้อใส่รวมเข้าไปในอาหารทุกชนิด นางรู้เพราะเลาลู่บังเอิญไปได้ยินเข้าและเป็นไปได้ว่ากุ้ยเฟยคงไม่ชอบหรือแพ้ผลไม้ชนิดนี้ ความอันตรายมีมากแค่ไหนจงเมียวเมี่ยวมิเคยรู้ นอกเสียจากการกระทำอันยั้งคิดมาจากการที่นางอยากจะกลั่นแกล้งอีกฝ่ายเท่านั้น ไม่คิดเลยว่า...
“มีรับสั่งจากฝ่าบาทว่าให้ขุดรากถอนโคนผลไม้ชนิดออกจากแคว้นมู่ทั้งหมดเพคะ ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษจำคุกตลอดชีวิต” นางกำนัลหมอบลงกับพื้นร้องไห้ทันที ‘จบสิ้นแล้วชีวิตอันสุขสบาย’
“ร้ายแรงถึงเพียงนั้น นั่นแสดงว่าอาการของกุ้ยเฟยคงมิสู้ดี ข้าไม่น่าหลงผะ...”
“เสียนเฟยจงเมียวเมี่ยว!!”
หนึ่งสนม หนึ่งนางกำนัลต่างมองหน้ากันเมื่อเสียงเข้มดังขึ้นหน้าตำหนัก ก่อนทหารหลายนายจะกรูเข้ามาจับกุมโดยมีทหารหญิงหิ้วปีกผู้ต้องสงสัยทั้งสองนางออกจากตำหนักภายในเวลาไม่ถึงสองจิบชาเรื่องราวในครั้งนี้ดังไปถึงหูของสนมซูเฟยซือยี่อัน ผู้ทรงรับเลี้ยงองค์หญิงมู่อิงฮวาไว้ในความดูแลของตนควบคู่ไปกับเลี้ยงดูองค์หญิงน้อยมู่เจียวเถียนบุตรสาวของนางกับฝ่าบาท ‘อยู่ในที่ที่ควรอยู่นั้นดีที่สุด’ ฝ่าบาทมิทรงเรียกใช้ก็มิควรน้อยเนื้อต่ำใจในเมื่อพระองค์ทรงดูแลนางเป็นอย่างดี มีกุ้ยเฟยแล้วอย่างไร...เห็นหรือไม่ว่าการอิจฉา ผลที่ได้นั้นคือคุก
หนึ่งคืนผ่านไป