“ฮึก ฮื่ออออ ขาน้องคงจะเดินไม่ได้เสียแล้ว” เจียวซินตื่นขึ้นมาในยามอู่ (11:00 - 12:59 น.) ก็แทบจะไม่อยากขยับตัว แขนขาแทบจะไม่มีแรง โดยเฉพาะกลางกายที่ยังขัดเคืองอยู่ไม่น้อย
“หึๆ มิมีผู้ใดพิการเพียงเพราะเข้าหอกับสวามีหรอกนะคนดี” เฟยเทียนขยับกายเข้าไปกกกอดชายาไว้แน่น แท้จริงเขาตื่นขึ้นมานานแล้วแต่ยังมิอยากห่างจากชายาจึงไม่ยอมลุกจากเตียง
“น้องอาจจะเป็คนแรกก็เป็ได้เพคะ ฮึก” เจียวซินเบะปากงอแงขึ้นมา
“หึ พี่ขอโทษเ้าด้วย แต่เป็เ้าเองที่บอกให้พี่ทำแรงๆ” เฟยเทียนกดจูบลงบนแก้มเนียน
“น้อง! ก็น้อง…ฮึ่ย!!”
“เอาเถิดๆ พี่มิเย้าเ้าแล้ว ขอพี่ดูหน่อยเถิดว่าเ้าเจ็บหนักหรือไม่ อาบน้ำแล้วพี่จะได้ทายาให้” เฟยเทียนดึงรั้งผ้าห่มออกจากร่างบาง ถดตัวลงไปจับขาบางอ้าออกจากกัน
“เทียนเกอออ มิต้องดูก็ได้ น้องไม่เจ็บแล้วววว” เจียวซินดึงรั้งผ้ามาปิดกลีบบุปผาที่บวมแดงของตน
“มิได้ ขอพี่ดูเถิดว่าเสี่ยวซินซินของพี่เป็อย่างไรบ้าง” มือหนาดึงรั้งขาบางออกจากกันด้านเจียวซินเมื่อได้ยินเสียงเข้มเอ่ยอย่างจริงจังก็ยินยอมให้ท่านอ๋องสำรวจตรวจดูเสี่ยวซินซินอย่างถี่ถ้วน
“ยังบวมแดงอยู่มิน้อย พี่พาเ้าไปแช่น้ำอุ่นๆ แล้วค่อยทายาให้ดีหรือไม่…ใครอยู่ด้านนอกบ้าง เตรียมน้ำให้ข้ากับพระชายาที”
หลังจากแช่น้ำเสร็จเฟยเทียนก็ขนรายงานเื่โรคระบาดมาอ่านในกระโจมของตนเอง ใบหน้าคมเงยหน้าจากรายงานเพื่อมองร่างบางที่นอนให้ หนิงเออร์บีบนวดแข้งขาอยู่หลายครา
“หนิงเออร์เ้าอย่าลงน้ำหนักมากไป ขาชายาข้าจะช้ำเอาได้”
“พระชายาคงจะช้ำเพราะท่านอ๋องเสียมากกว่า” หนิงเออร์กระซิบกระซาบกับตัวเอง
“อะแฮ่ม!!”
“พะ เพคะ หม่อมฉันจะเบามือเพคะ” หนิงเออร์สะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงเข้มกระแอมขึ้น เจียวซินได้แต่ยิ้มขำออกมา
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ มีข่าวจากรองแม่ทัพซีห่าวพ่ะย่ะค่ะ” ห่าวซวนเปิดกระโจมเข้ามาพร้อมกับกระดาษแผ่นเล็ก
“หนิงเออร์พาข้าออกไปสูดอากาศข้างนอกหน่อยเถิด” เจียวซินรู้ดีว่าข่าวนั้นคงสำคัญมิน้อย นางมิอยากให้ท่านอ๋องต้องลำบากใจ จึงหยัดกายลุกขึ้นให้หนิงเออร์พยุง
“มิอยากรู้ข่าวพี่เ้าหรือ อยู่ฟังด้วยกันก่อนเถิด” เฟยเทียนเอ่ยรั้งชายาของตนไว้ เขาอยากให้เจียวซินรู้ว่าเขาไว้ใจนางเพียงใด และมิมีสิ่งใดที่เขาไม่สามารถบอกนางใด้
“เช่นนั้นเ้าไปช่วยซีซีกับซวนซวนดูเื่สำรับเถิด”
“เพคะ” หนิงเออร์ค่อมกายเคารพผู้เป็นายแล้วจึงเดินออกกระโจมไป
“รายงานมา”
“รองแม่ทัพซีห่าวพบกองกำลังทางทิศเหนืออีกหลายกลุ่มพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้ง ทุกกลุ่มยังเคลื่อนพลมุ่งหน้ามาที่เมืองหลวง” เฟยเทียนที่ได้ฟังรายงานถึงกับใ
“จำนวนคนเล่า! มีมากหรือไม่”
“หากรวมกันแล้วคงมีมากถึงสามหมื่นคนพ่ะย่ะค่ะ”
แค่เพียงไม่กี่เดือนที่เขามุ่งแก้ปัญหาโรคระบาด พวกมันรวบรวมคนได้มากถึงเพียงนี้เลยหรือ!?
“เอาคนมาจากไหน เหตุใดจึงมากมายถึงเพียงนั้น” เจียวซินพึมพำออกมาด้วยความสงสัย คนคิดก่อฏมากถึงเพียงนี้เลยหรือ จะว่าฮ่องเต้เฟยหลงปกครองบ้านเมืองได้ไม่ดีก็มิใช่ บ้านเมืองร่มเย็น มีกินมีอยู่ ประชาชนทั่วแคว้นล้วนสรรเสริญ แล้วกลุ่มคนคิดก่อฏมาจากที่ใด
“พี่เองก็ยังสืบตามเื่นี้มิได้” เฟยเทียนขมวดคิ้วแน่น เขาเองก็นึกสงสัยดังเจียวซินว่า เสด็จพ่อได้บัลลังก์มาอย่างชอบธรรม ปกครองบ้านเมืองให้สงบร่มเย็นมานับยี่สิบปี แล้วฏพวกนั้นมาจากที่ใด
“ห่าวซวนเ้าส่งสารนี้ไปให้รองท่านแม่ทัพซีห่าว กำชับเขาว่าห้ามผู้ใดรู้เป็อันขาด” เฟยเทียนขีดเขียนสารบางอย่างลงในกระดาษ
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง อีกเื่เป็เกี่ยวกับงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้น องค์รัชทายาทรับสั่งให้ท่านอ๋องกลับไปร่วมงานในครั้งนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“หึ พอได้ยาดีก็ลุกขึ้นมาออกคำสั่งกับข้าเลยหรือ จัดเตรียมทุกสิ่งให้พร้อม อีกสิบวันเราจะเดินทางกลับเมืองหลวง” ห่าวซวนเมื่อได้ยินท่านอ๋องกล่าวเย้า องค์รัชทายาทก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยแล้วจึงออกไปจัดการตารับสั่งของผู้เป็นาย
“งานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นหรือเพคะ”
“ใช่ เป็งานที่ราชทูตของแคว้นต่างๆ จะมารวมตัวกันเพื่อสานสัมพันธ์ มีการ ตกลงเจรจาการบ้านการเมือง การแข่งขันศาสตร์ต่างๆ รวมถึงอาจมีการแต่งเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้น” เฟยเทียนเดินเข้าไปนั่งข้างเจียวซิน ทั้งยังล้มตัวลงหนุนตักนุ่มของชายา
“แต่งเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ดังที่องค์หญิงหกแต่งออกไปหรือเพคะ”
“เป็ดังนั้น และปีนี้ถึงคราที่องค์หญิงแคว้นหลงจะต้องแต่งเชื่อมสัมพันธ์กับแคว้นเรา” เฟยเทียนถอดถอนหายใจออกมาอย่างหนักใจจนเจียวซินสงสัย
“เหตุใดเทียนเกอถึงได้ดูหนักใจเช่นนั้นเล่า” มือบางลูบไล้ใบหน้าคมบนตักอย่างเบามือ
“งานเชื่อมสัมพันธ์คราแล้วองค์หญิงหลงเจียลี่แสดงออกชัดเจนว่าชมชอบพี่ ครานี้นางต้องแต่งเข้าแคว้นของเรา พี่จึงหวั่นใจมิน้อย” เฟยเทียนเอ่ยเล่าเื่ราวไปตามตรง เขารู้ดีว่าเจียวซินเป็คนมีเหตุมีผลมิได้ใจเร็วด่วนสรุป นางคงมิโกรธเคือง-
เพี๊ยยย!!! มือบางตวัดตบลงบนอกแกร่งของผู้เป็สวามีอย่างจัง
“โอ๊ยยย เหตุใดจึงทุบตีพี่เช่นนี้เล่า” เฟยเทียนพึ่งคิดไปว่านางคงมิโกรธเคืองแต่ใบหน้าหงิกงอนี่คือสิ่งใดกัน
“เหล่าชายาอนุเต็มจวนยังมิพออีกหรือ นี่ยังมีองค์หญิงต่างแคว้นมาชมชอบอีก น้องหล่ะปวดหัวเสียจริง” ตาสวยหรี่ตามองสวามีอย่างหมั่นใส้
มีสวามีหล่อเหลามันปวดหัวเช่นนี้หรอกหรือ!!?
“โถ่คนดี อย่ามองพี่ด้วยสายตาเช่นนั้นเลย”
“น้องบอกไว้ก่อนว่าน้องมิยอมใช้สวามีร่วมกับผู้ใดแน่ หากจะมีพวกนาง เทียนเกอก็จะไม่มีน้อง”
“พี่มีเ้า มีเ้าเพียงคนเดียว อย่างไรพี่ก็ไม่แต่งองค์หญิงแคว้นหลงเข้ามาแน่ ส่วนเื่เหล่าชายาอนุพวกนั้นพี่จะจัดการให้ มิปล่อยให้พวกนางกวนใจเ้านาน” เฟยเทียนร้อนรนกลัวว่าชายาจะโกรธเคือง หันหน้ามาซุกซบหน้าท้องอันแบบราบของชายาอย่างออดอ้อน สองแขนกอดเกี่ยวเอวบางไว้แน่น
“แน่ใจหรือว่าจะเลือกน้องคนเดียว พวกนางมีมากอาจจะให้ความสุข เทียนเกอได้มากกว่าน้อง” เจียวซินยกยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ นางเพียงแสร้งพูดด้วยเสียงเศร้า
“โถ่คนดี เ้าอย่าได้คิดเช่นนั้นมิพี่เคยชายตามองพวกนางแม้แต่น้อย เ้าจะมิเชื่อคำพี่เลยหรือ” เจียวซินที่เห็นสวามีที่เริ่มจะน้อยอกน้อยใจ จึงมิคิดจะแกล้งร่างสูงอีก
“คิกๆ เพคะๆ น้องมิได้โกรธเสียหน่อย และเื่องค์หญิงต่างแคว้นผู้นั้นหากนางยังจะแต่งเข้าจวนเราให้ได้น้องจะจัดการเอง แต่จะมิทำให้เสียหายต่อแคว้นแน่”
“เ้ามีวิธีหรือ”
“ยังเพคะ แหะๆ แต่หากเทียนเกอมิอยากแต่ง น้องจะหาวิธีช่วยเทียนเกอเอง” เจียวซินตบอกตนเองอย่าง้าบอกว่าเชื่อใจนางได้
“ลำบากเ้าแล้ว” เฟยเทียนทำตัวอ่อนออดอ้อนชายาราวกับว่าปัญหาที่เจอหนักหนาสาหัสทั้งที่เขาสามารถจัดการด้วยตนเองได้ไม่ยาก แต่…
ความรู้สึกตอนถูกปกป้องมันเป็เช่นนี้หรอกหรือ พึ่งเคยััก็ครานี้
สิบวันต่อมาขบวนเดินทางของท่านอ๋องสามก็เตรียมพร้อมกลับเมืองหลวง สองข้างทางชาวเมืองต่างจับจองพื้นที่มายืนรอส่งขบวนเดินทาง ท่านอ๋องและ พระชายานั่งอยู่บนหลังม้าตัวเดียวกันนำขบวนออกจากเมืองหยวนซู่ ระหว่างทางผู้คนต่างกล่าวคำสรรเสริญ ขอบพระทัยท่านอ๋องสามและพระชายาที่ลงมาจัดการเื่โรคระบาดด้วยตนเองทำให้พวกตนผ่านพ้นวิกฤติครานี้ไปได้ เจียวซินที่เห็นคนมากมายออกมาส่งก็โบกไม้โบกโบกมือให้ เกือบสามเดือนที่อยู่เมืองนี้มิเคยมีสักครั้งที่นางรู้สึกอึดอัดใจ แม้เหนื่อยกายแต่มิเหนื่อยใจ
เมื่อเดินทางออกจากเมืองหยวนซู่ เฟยเทียนมิได้ใช้เส้นทางเดิม เขาเลือกเส้นทางใหม่ที่ให้ห่าวซวนไปสำรวจมา ด้วยเหตุที่ว่าการเดินทางกลับทางเดิมอาจมีผู้มิหวังดีซุ่มโจมตีเอาได้ แม้จะมีทหารเดินทางมามากแต่ธารกำนัล ขันที ขุนนางน้อยใหญ่ที่เดินทางมาด้วยก็มีไม่น้อย เหล่าทหารอาจจะคุ้มกันได้ไม่หมด อีกทั้งเส้นทางใหม่ยังใช้เวลาเดินทางน้อยกว่าเส้นทางเดิม
ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนขบวนเดินทางของท่านอ๋องสามก็เคลื่อนเข้าสู่เมืองหลวง เฟยเทียนเห็นป้ายติดประกาศเกี่ยวกับการป้องกันโรคระบาดติดไปทั่วเมืองหลวงก็พอใจมิน้อย หากทุกคนปฏิบัติตามคงจะมิมีโรคระบาดเกิดขึ้นในแคว้นอีก
“เดินทางเป็อย่างไรบ้างเฟยเทียน” องค์รัชทายาท ท่านอ๋องสอง และ องค์ชายห้าต่างออกมายืนรอรับขบวนเดินทาง
“มิมีปัญหาใดพ่ะย่ะค่ะเสด็จพี่ แต่ทุกคนก็เหนื่อยล้ามิน้อย”
“ต้องขอบใจพวกเ้าทุกคนมากที่ไปช่วยเื่โรคระบาดในครานี้ ข้าให้คำมั่นว่าจะทูลความดีความชอบของพวกเ้าทุกคนต่อหน้าเสด็จพ่อ ขอให้พวกเ้ากลับไปพักผ่อนให้สบายก่อนเถิด”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” “ขอบพระทัยเพคะ” ผู้ร่วมเดินทางในขบวนต่างแยกย้ายกันกลับบ้านเรือน เหลือเพียงเจียวซินและบุตรของโอรส์ทั้งสี่คนที่ยังยืนรั้งรออยู่
“ข้าคิดว่าเ้าจะไปนานกว่านี้เสียอีก น้องสาม” ลู่เหวินยกยิ้มมุมปากเอ่ยกับน้องชายที่เขาชังน้ำหน้ายิ่งกว่าผู้ใด ไม่ว่าผู้ใดก็นำมันมาเปรียบเทียบกับลู่เหวินเสมอไม่เว้นแม้แต่ท่านตา
'หากหลานเก่งกาจได้ครึ่งหนึ่งของอ๋องสาม เส้นทางสู่บัลลังก์คงมิยุ่งยากถึงเพียงนี้' ประโยคที่ลู่เหวินต้องนั่งฟังทุกครั้งเมื่อเฟยเทียนชนะศึกกลับมาและครานี้ก็คงมิต่างจากเดิม
“โชคดีที่เจียวซินเคยอ่านตำราเกี่ยวกับโรคระบาดนี้ จึงหารักษาและป้องกันการระบาดได้อย่างรวดเร็ว” เฟยเทียนตอบออกไปด้วยท่าทางนิ่งเฉย
“จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ พระชายาของพี่สามช่างเก่งกาจรอบด้านเสียจริง” องค์ชายห้าที่ยืนฟังอยู่ด้วยอดชื่นชมพี่สะใภ้ไม่ได้ คราที่แล้วก็เป็ล่ามภาษาตะวันตก ทั้งยังโดดเด่นด้านการคำนวณมิน้อย มาบัดนี้ยังเข้าใจการแพทย์ด้วยหรือ
“หึ มิใช่ว่าออกปากยกความชอบให้ชายาเพื่อมิให้ขายหน้าหรือ” ใบหน้ากวนแสยะยิ้มออกมา
“หึ พูดดังตนเองเคยทำมาก่อน” เจียวซินเอ่ยขึ้นมิดังมากพลางเงยหน้ามองดินฟ้าอากาศ คนเช่นนี้มิต่างจากผู้ที่ชอบเรียกร้องความสนใจ ชอบแขวะ ชอบว่าคนอื่นไปทั่ว ดังนั้นการเมินเชย มิใส่ใจ ถือเป็การลงโทษผู้ที่ชอบเรียกร้องความสนใจได้ดีที่สุด
แต่!! ขอนางแขวะคืนสักหน่อยเถิด น่าหมั่นไส้ ั้แ่คราที่นางเป็ล่ามให้ราชทูตท่านอ๋องสองก็พูดจาหาเื่ท่านอ๋องของนางทีหนึ่งแล้ว
“นี่เ้ากล้าดีอย่างไรมาว่าข้า” ร่างสูงของท่านอ๋องสองก้าวเข้าหาร่างบาง แต่ทว่าเฟยเทียนก็เข้ามาขวางผู้เป็พี่ไว้ สองพี่น้องจ้องมองกันเขม็ง
“มิได้เพคะ หม่อมฉันมิได้เอ่ยนามท่านอ๋องสองแม้แต่น้อย แต่หากหม่อมฉันทำให้ท่านอ๋องสองคิดเช่นนั้นหม่อมฉันต้องขออภัยแล้ว” เจียวซินที่ถูกสวามีเอาตัวมาบังไว้มิด ก็ยื่นหน้าออกมาเอ่ยตอบลู่เหวิน
“เ้า!!! ระวังตัวไว้เถิด เฟยเทียนคงมิอยู่คุ้มหัวเ้าได้ตลอด” ลู่เหวินเสียหน้า มิน้อยที่ถูกสตรีในห้องหอลูบคมเช่นนี้
“พอเถิดพี่รอง พระสนมอันผิงคงรอท่านเข้าไปพบอยู่เป็แน่” องค์ชายห้าเห็นท่าไม่ดีจึงดึงรั้งแขนพี่ชายของตนออกมา เดิมทีความสัมพันธ์พี่น้องของพี่รองและ พี่สามก็มิได้ปรองดองกันอยู่แล้วหากมีสิ่งใดกระทบกระทั่งกันคงมิอาจสานสัมพันธ์กันได้อีก
เฮ้อ~ คนกลางอย่างเขามิรู้จะทำเช่นไรแล้ว
“อย่ามาสอดเื่ของข้า” ลู่เหวินสบัดแขนออกจากการดังรั้งของน้องชายแล้วหันหลังเดินออกไปทันที ทำเอาองค์ชายห้าหน้าเสียมิน้อย
“เ้าอย่าได้ใส่ใจคนเช่นนั้นเลย” เฟยฉีตบไหล่น้องชายต่างมารดา
“พ่ะย่ะค่ะ พี่สามและพระชายากลับมาอย่างปลอดภัยข้าก็ยินดี อย่างไรข้าขอตัวไปเฝ้าเสด็จแม่ก่อนพ่ะย่ะค่ะ” องค์ชายห้าก้มคำนับพี่ชายแล้วจึงเดินไป
“ใหรือไม่” เฟยเทียนหันกลับมาลูบศีรษะชายาเพื่อปลอบขวัญ
“มิได้ใเพคะ หม่อมฉันต้องขออภัยองค์รัชทายาทด้วยเพคะ”
“หึๆ ช่างเถิด ไปต่างเมืองครานี้คงมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกระมังน้องสาม” เฟยฉีอดเย้าน้องชายมิได้ ท่าทางที่เฟยเทียนเข้ามาบังชายาไว้ทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองพัฒนาขึ้นมาก
“มิผิดพ่ะย่ะค่ะ ทางนี้ก็คงมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นมิน้อยเสด็จพี่จึงหน้าตาสดใสทั้งที่มีฏอยู่รอบเมืองเช่นนี้” สองพี่น้องมองตากันอย่างรู้ทัน
“ฮ่าๆ น้องชายข้าเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ ข้าจะกลัวสิ่งใดอีกเล่า”
“คิกๆ เป็ดังนั้นเพคะ ท่านอ๋องของหม่อมฉันเก่งกาจยิ่ง องค์รัชทายาทมิต้องกังวลสิ่งใดเลยเพคะ” เฟยเทียนที่ได้ยินคำชมจากชายาก็ยืดอกขึ้นมาอย่างภูมิใจ
“หึๆ น้องสะใภ้จะเยินยอเขาเกินไปแล้ว”
“มิได้เพคะ ทั่วทั้งแคว้นต่างยอมรับในความเก่งกาจของท่านอ๋อง เพียงแต่…เขาค่อนข้างเอาแต่ใจ อยากทำก็ทำ มิอยากทำก็ไม่ทำ” เจียวซินทำท่ากระซิบกระซาบนินทาสวามีดั่งว่าเฟยเทียนมิได้ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย
“อืมมม น้องชายข้าเป็ดังเ้าว่า เอาแต่ใจเป็ที่สุด” เฟยฉีถือโอกาสหยอกเย้าน้องชายของตน
“เพคะ แล้วตอนนี้ท่านอ๋องและหม่อมฉันเองก็มีเื่กวนใจ หากไม่ได้รับการแก้ไขคงทำงานใหญ่ลำบากเป็แน่เพคะ” เฟยฉีฟังคำเจียวซินก็เอะใจไม่น้อย แต่ก็มิได้คิดสิ่งใดมากจึงเอ่ยถามเื่กวนใจกับน้องสะใภ้
“มีเื่อันใดงั้นหรือ”
“มิใช่เื่ใหญ่อันใดเพคะ หากองค์รัชทายาททรงรับปากว่าจะช่วยย่อมจัดการได้ง่ายดายเป็แน่ ครานี้ท่านอ๋องเองคงจะมีแรงใจในการจัดการงานใหญ่ เพคะ” เฟยเทียนเมื่อได้ฟังคำชายาแล้วถึงกับยกยิ้มออกมา
แผนการแยบยล วาจาคมคาย วางกับดักให้เสด็จพี่ของเขาตกหลุมพรางจนได้ ที่บอกว่ามีแผนการมิให้องค์หญิงแคว้นหลงแต่งเข้าจวนอ๋องคือยืมมือเสด็จพี่มาช่วยหรอกหรือ
หึๆ สมกับเป็ชายาข้า
“เป็ดังเ้าว่า หากมิมีเื่กวนใจ ข้าคงมีแรงใจจัดการงานใหญ่ได้สำเร็จโดยเร็ว” เฟยเทียนยกยิ้มให้พี่ชาย
“อะแฮ่ม! มิต้องกังวล ข้าจะช่วยจัดการเื่กวนใจของพวกเ้าให้” เฟยฉีอด หัวเสียมิได้ เขากะจะรอดูน้องชายร้อนรนหัวหมุนเสียหน่อยกลับเป็เขาเองที่ต้องมาจัดการเื่องค์หญิงแคว้นหลงแทน
ข้าเสียรู้สามีภรรยคู่นี้หรือนี่ เห้ออออ ร้ายกาจ! ร้ายกาจเสียจริง
“หึๆ อย่างไรข้ากับเจียวซินขอตัวลากลับจวนก่อน คืนวันพรุ่งท่านก็อย่าลืมนัดของเรา” ร่างสูงจูงมือบางขึ้นรถม้ากลับจวนทันที
Knock Knock! สามีภรรยาคู่นี้ดูถูกดูแคลนไม่ได้นะจ๊ะ สงสารองค์รัชทายาท55555 แต่อ๋องสองนี่น่าหมั่นไส้จริงๆ เหอะๆ