บันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer

    บทที่ 54 | การพบพานโดยบังเอิญ 2

            เวลาสิบเจ็ดนาฬิกาห้าสิบสองนาที ณ ที่ใดสักแห่งทางทิศตะวันออกของทะเลทรายอาวาเลส

            ดวงตะวันเริ่มต้นเลือนหายไปจากเส้นขอบฟ้า บ่งบอกว่าช่วงเวลากำลังเข้าสู่ยามเย็น ณ ที่แห่งนั้น ปรากฏร่างของกวีได้สวมใส่เสื้อคลุมสีทมิฬ ปกคลุมศีรษะมิดชิดมิให้แสงแดดส่องถึง ด้านหลังมีถุงย่ามขนาดย่อมเยา ภายในมีอาหารและเครื่องดื่มเพียงพอสำหรับการเดินทางถึงสองวัน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่โมโมซึมิมอบให้ก่อนการจากลา

            เดินทางไปต่อราวสิบนาที เบื้องหน้าของกวีปรากฏผืนป่าในระยะห่างไกล เขาเต้นรำดีใจประหนึ่งทารก เร่งฝีเท้ามุ่งตรงไปข้างหน้าจนลืมเลือนความเหนื่อยล้าทั้งหมดที่สะสมอยู่ภายใน

            เข้าสู่ยามเย็น อันช่วงเวลาสุดท้ายของวันนี้ 

            ภายในป่าอุดมไปด้วยความร่มเย็น ทุกหนแห่งมีเพียงพงไพรละลานตา ถึงกระนั้นกลับไร้ซึ่งวี่แววของสิ่งมีชีวิต มนุษย์ สัตว์ป่า หรืออสูร มีเพียงดอกและไม้ยืนต้นหลากหลายสายพันธ์ุงอกงามอยู่ทั่วพงไพร

            หากทุกสิ่งเป็นไปตามถ้อยคำบอกเล่าของโอเกอร์ เมื่อกวีมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกเรื่อยๆ อีกไม่นานตัวเขาคงได้พบกับถนนเส้นหนึ่งซึ่งอยู่อีกฟากของป่า อันเป็นถนนซึ่งเชื่อมต่อไปยังเมืองใหญ่เช่นเมืองวาลอัลล่า

            กวีเร่งฝีเท้ากระโดดขึ้นสู่เบื้องบน ด้วยระดับที่สูงยิ่งขึ้น ระยะการมองเห็นจะกว้างไกลอย่างเพิ่มทวียิ่งกว่าที่เห็นได้จากพื้นดิน 

            เมื่อมองออกไปทางทิศตะวันออก ปรากฏพบเรือนเงาราง ๆ ของกลุ่มสิ่งมีชีวิต พลันลองพยายามเพ่งสายตามองดู พบว่าเรือนเงาเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์

            “นั่นมัน.. จะใช่อย่างที่เราคิดเอาไว้รึเปล่านะ” กวีกล่าวพลางเผยยิ้มอย่างเริงร่า 

            ห่างออกไปทางทิศตะวันออกจากตำแหน่งของกวี ณ จุดนั้นปรากฏร่างของมนุษย์สี่ตน หนึ่งคนคือชายซึ่งกวีรู้จักเป็นอย่างดี นั่นคือโมมิยะ ส่วนอีกสามราย รูปลักษณ์ภายนอกคล้ายเด็กสาว ขนาดของร่างกายคงเทียบเคียงได้กับผู้ติดตามทั้งสองของโมโมซึมิ

            คนแรกมีเส้นผมสีม่วงประหนึ่งดอกบานชื่น คนต่อมามีเส้นผมสีขาวอ่อนใสบริสุทธิ์ ส่วนคนสุดท้ายมีสีของเส้นผมคล้ายคลึงกับไข่มุกซึ่งมีสีดำ 

            โมมิยะเดินนำหน้าเด็กสาวทั้งสามคน ในมือขวาถือดาบเล่มหนึ่งซึ่งปลอกดาบประดับประดาไปด้วยเม็ดอัญมณีหลากหลายสีสัน ส่วนมือซ้ายหอบกระเป๋าใบใหญ่พลางแบกเอาไว้ด้านหลัง

            เด็กสาวทั้งสามล้วนมีใบหน้าแลดูเหนื่อยล้า บ่งบอกว่าพวกเธอนั้นล้วนเดินทางมาแต่รุ่งสาง

            “ท่านโมมิยะ พวกเราพักกันก่อนไหมคะ ?” เด็กสาวผู้มีเส้นผมสีม่วงกล่าว เมื่อได้ยินเสียง โมมิยะซึ่งอยู่หัวแถวจึงหยุดชะงัก เขาหันกลับมามองหาบรรดาเด็ก ๆ และทำหน้าเคร่งขรึม “มุราซากิบานะ ชั้นบอกกี่ครั้งแล้วว่าเอาเรียกชั้นว่าโมมิยะ ต้องเรียกว่ายามาดะสิ แล้วอีกอย่าง ไม่ใช่ว่าพวกเธอพึ่งหยุดพักกันเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนไม่ใช่รึไง ทำไมพวกเธอถึงเหนื่อยกันง่ายจัง”

            สีหน้าและวาจาของเขาราวกับอาจารย์กวดวิชา ทำให้บรรดาสาวน้อยทั้งสามจึงมีสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวัง 

            ได้เห็นเช่นนั้น โมมิยะจึงรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่แปรเปลี่ยน เขาเงยหน้าขึ้นสู่เบื้องบน “เอาเถอะ ตอนนี้ก็ใกล้มืดแล้วด้วย งั้นวันนี้ก็จบการเดินทางแต่เพียงเท่านี้”

            พลันสิ้นสุดเสียงของโมมิยะ แววตาของเหล่าเด็กสาวจึงเปล่งประกายแสงขึ้นมาอีกครั้ง 

            ท่ามกลางความมืดมิดอันเป็นอนันต์ กลับมีแสงไฟดวงเล็กถูกจุดประกายอยู่ท่ามกลางป่าดงพงไพร 

            โมมิยะและเด็ก ๆ ทั้งสามร่วมใจกันตั้งแคมป์ พวกเธอนั่งเรียงรายอยู่รอบกองไฟ โดยมีโมมิยะกำลังทำอาหารซึ่งส่งกลิ่นหอมเข้าแตะจมูกจนเหล่าเด็กสาวมิอาจต้านทานไหว

            โมมิยะออกเดินทางมาในฐานะพี่เลี้ยงของเด็ก ๆ เหล่านี้ เป้าหมายก็เพื่อสร้างสถานการณ์เพื่อฝึกฝนบรรดาเมล็ดพันธุ์ซึ่งจะเติบใหญ่ขึ้นมากลายเป็นแกนหลักในอนาคต

            ไม่เพียงแค่เขา ยังรวมไปถึงโมโมซึมิและเด็ก ๆ ซึ่งร่วมทางไปกับเธอทั้งสองคน ทั้งสามล้วนแล้วแต่ถือครองเหรียญตราสัญลักษณ์ของนักบุกเบิก 

            ทุกสิ่งควรจะเป็นเช่นนั้น หากไม่มีเหตุการณ์คับขันเกิดขึ้น ณ ทะเลทรายอาวาเลสซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก ถึงกระนั้น จะยกเลิกการฝึกกลางคันก็คงมิได้ เช่นนั้นจึงแบ่งกองกำลังบางส่วนเพื่อสะสางภารกิจส่วนอีกส่วนยังคงดำเนินกำหนดการเดิมให้เป็นไปตามปกติ

             ในยามนี้ กลิ่นหอมลอยโชยผ่านตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ กองไฟกะพริบอย่างเป็นจังหวะพร้อมเสียงท้องของเหล่าเด็กสาวเริ่มต้นดังก้องกังวานเพราะความหิวโหย

            “หวังว่าพวกนั้นจะไม่เป็นอะไรนะ” โมมิยะกล่าวพลางแสดงสีหน้าบ่งบอกว่าตนกำลังเป็นห่วง 

            “อ๊ะ! อาหารได้ที่แล้ว” เขาเร่งยกหม้อขึ้นพลางวางลงบนที่รองพกพาซึ่งวางเรียงอยู่เหนือพื้นดิน 

            พลันฝาหม้อถูกเปิดออก กลิ่นหอมของแกงกะหรี่สูตรต้นตำรับจากดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัยได้แผ่ขยายกว้างไกลไปยังทั่วทุกหนแห่ง

            กลิ่นอันหอมหวานผสานไปกับกลิ่นของเครื่องเทศอันหลากหลายเชื้อชวนให้น้ำลายไหล 

            เมื่ออาหารพร้อม ทุกคนจึงไม่รอช้าพลันเร่งตักข้าวใส่จานตักแกงใส่ถาดและนั่งลงรอบกองไฟ 

            สีหน้าของพวกเธออิ่มเอมราวกับกำลังล่องลอยขึ้นสู่สรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พลันปลายลิ้นสัมผัสกับอาหารชั้นยอด 

            ทั้งสามคนล้วนแล้วแต่มีชื่อเพื่อบ่งบอกตัวตน 

            เด็กสาวผู้มีเส้นผมสีม่วงนามว่ามุราซากิบานะ 

            คนต่อมามีเส้นผมสีดำเงา นามนั้นคือคุโรนะ 

            สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เด็กสาวผู้มีเส้นผมสีขาวราวดอกมะลินั้นมีนามว่าชิรายูกิ

            หากลองสังเกตให้ดี นามของทุกคนล้วนแล้วแต่ตั้งขึ้นจากสีผมของแต่ละคน ในกรณีของโมมิซึมิก็คือสีชมพูจากคำว่าโมโมะ ไม่เพียงแค่นั้น แม้จะมิได้ยลโฉมใบหน้าของบรรดาผู้ติดตามของเธอ ทว่าอย่างน้อยกวีก็ได้เห็นสีผมของเด็กสาวทั้งสองจากหมวกที่ปกคลุม คนหนึ่งมีสีแดงคล้ายกับทับทิม ส่วนอีกคนมีสีเขียววจีราวกับมรกต

            “ทุกคน” โมมิยะเริ่มกล่าว ทำให้เหล่าเด็กสาวจึงหยุดยั้งมือที่ตักข้าวเข้าปากไปในเร็วพลัน “พวกเธอจะต้องทำภารกิจในครั้งนี้ให้สำเร็จ ไม่งั้นก็เลิกคิดเรื่องการผ่านสอบไปได้เลย”

            ถ้อยคำของโมมิยะสร้างความกดดันอันมหาศาลให้แก่พวกเธอ แน่นอนว่าโมมิยะย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ 

            “แต่ถึงจะพูดแบบนั้น พวกเธอก็อย่าไปคาดหวังอะไรให้มาก ปล่อยวางเรื่องผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น บนโลกใบนี้ไม่มีผู้ใดสามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ เพราะฉะนั้น จงทำปัจจุบันให้ดีที่สุด และไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบใด จงระลึกไว้เสมอว่าพวกชั้นยังคงอยู่เคียงข้างพวกเธอตลอดเวลา”

            การใช้วาจาของโมมิยะมีชั้นเชิงและมีรูปแบบที่งดงาม เขาสามารถสั่งสอนและปลอบประโลมจิตใจได้ในช่วงเวลาเดียวกัน 

            เมื่อทั้งสามได้ยินดังนั้น รอยยิ้มแห่งความชื่นบานจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าและสลายความกดดันทั้งหมดให้สูญหายไปจนหมดสิ้น

            วันเวลาล่วงผ่านเข้าสู่ยามดึก เหล่าเด็กสาวล้วนเข้าบรรทมพลันตกอยู่ในภวังค์แห่งการหลับใหล 

            ณ ภายนอกของเต็นท์ใหญ่ กองไฟซึ่งเคยใช้หุงหาอาหารยังคงลุกไหม้โดยมีชายผู้หนึ่งกำลังนั่งเฝ้ายามอยู่ 

            สีหน้าของเขาแลดูนิ่งสงบ กระนั้นกลับน่าพิศวงราวกับกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่งอยู่ในหัว 

            และแล้ว ค่ำคืนอันแสนยาวนานได้ล่วงผ่าน ดวงตะวันแห่งเช้าวันใหม่ได้ลอยเด่นขึ้นมาจากเส้นขอบฟ้า

            โมมิยะและเหล่าเด็กสาวเริ่มต้นเดินทางต่อ กระนั้นเส้นทางข้างหน้ากลับยังคงห่างไกลจากเป้าหมายยิ่งนัก 

            “พวกเรามาทำอะไรที่นี่กันแน่คะ ?” มุราซากิบานะตัวน้อยเริ่มต้นเอ่ยถาม 

            เด็กสาวช่างไม่รู้เวลา เดินทางมาแต่ไกลกระนั้นกลับไม่รู้แม้แต่เป้าหมายว่ามายังป่าแห่งนี้เพื่อเหตุใด

            “เธอเนี่ยนะ” โมมิยะถอนหายใจเพราะความหดหู่และพูดต่อ “คราวหน้าคราวหลังก็หัดจำหน่อยเถอะ พวกเรามาที่นี่เพื่อจัดการออร์คสามตายังไงล่ะ”

            สิ้นเสียงของเขา แววตาของคุโรนะจึงเจือแววความหวาดสะพรึงขึ้นมาเล็กน้อย เหนือสิ่งอื่นใด แลดูว่าเธอเองก็คงลืมเลือนเรื่องเป้าหมายเช่นเดียวกันกับมุราซากิบานะ

            “น่ากลัวจัง หนูยิ่งไม่ชอบพวกตัวใหญ่ซะด้วยสิ” สาวน้อยผู้มีเส้นผมสีดำราวไข่มุกกล่าวด้วยเสียงสั่นเล็กๆ

            “จะว่าไป นี่มันก็เช้าแล้ว แต่ทำไมพวกพี่โมโมซึมิยังไม่กลับมาสักที หรือว่าพวกเธอจะถูกอสูรจับกินไปหมดแล้วกันนะ” มุราซากิบานะกล่าวในสิ่งที่บ่งบอกถึงลางร้าย

            “เธอเนี่ยนะ ปากเสียจริงๆ” เมื่อนั้นคุโรนะจึงเร่งกล่าวเพื่อตักเตือน ทำให้แก้มของเด็กสาวคู่สนทนาจึงบวมป่องประหนึ่งกระด้ง 

            “ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง” ชิรายูกิเริ่มกล่าวบ้าง นับตั้งแต่ที่ปิดปากเงียบพลางเป็นผู้เฝ้ารับฟังอยู่ฝ่ายเดียว “ท่านพี่โมโมซึมิเป็นถึงนักบุกเบิกระดับทองคำทมิฬขั้นที่ห้า เรื่องประสบการณ์และความสามารถไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลแม้แต่น้อย แล้วอีกอย่าง ทั้งคุณอากาเนะและคุณมิโนริล้วนแล้วแต่มีระดับทองขั้นที่ห้า ก็แค่ดันเจี้ยนระดับสี่ ทั้งสามคนพิชิตมันได้ง่าย ๆ อยู่แล้ว”

            ท่ามกลางวงล้อมการสนทนาของบรรดาเด็กสาว โมมิยะซึ่งเดินนำหน้าได้หยุดยั้งฝีเท้าในฉับพลัน ทำให้ทุกคนจึงหยุดตามกันโดยไม่รู้แม้กระทั่งสาเหตุ

            ทุกคนเพ่งสายตามองไปข้างหน้า เสียงสนทนาเมื่อครู่พลันเงียบลงอย่างมีนัยสำคัญ 

            “ตอนนี้ถึงตาพวกเธอแล้ว” เสียงของโมมิยะถูกเปล่งขึ้น เบื้องหน้าของทุกคนคืออสูรร่างใหญ่ซึ่งมีจำนวนถึงห้าตน รูปลักษณ์ใหญ่โตและเขี้ยวล่างงอกยาวราวกับยักษา ในมือขวาล้วนแต่ถือครองไม้กระบองเล่มใหญ่สีทมิฬ ดวงเนตรที่สาม ณ ใจกลางหน้าผากบ่งบอกตัวตน 

            พวกมันคือฝูงออร์คสามตา!!

            สีหน้าของทุกคนแปรเปลี่ยนไปเมื่อดวงตาจดจ้องไปที่พวกมัน ความน่าเกรงขามแผ่ขยายสร้างแรงกดดันให้แก่ผู้พบเห็น 

            โมมิยะแสดงสีหน้าเคร่งขรึม เสียงของเขาถูกเปล่งขึ้นอย่างเรียบเชียบหากแต่ว่าชัดถ้อยชัดคำ

            “พวกเธอไม่ต้องคิดอะไรให้มาก..”

            ‘แค่ทำตามที่ชั้นเคยสอนก็พอ’

    คล้ายกับเรื่องบันทึกโศกนาฏกรรมของหมอผี | Tragedy of A Necromancer ที่คุณอ่าน