บทที่ 33 มอบวิญญาณแด่เธอ
คืนนี้หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ต้าเหว่ยรู้สึกปวดหัวตึง ๆ ตรงหน้ามีจุดสีสันวิบวับหมุนไปมา ยังไม่ทันที่เขาจะลุกขึ้นก็เห็นเสี่ยวหงนั่งอยู่บนเก้าอี้ เสี่ยวหงสวมชุดกี่เพ้ายาวสีแดงใบหน้างดงามราวกับดอกไม้ เธอชี้นิ้วมือเรียวงามมาที่ต้าเหว่ย เขาก็เดินตามเธอไปที่ลานหลังบ้านอย่างหลงใหลไร้สติ
ปกติแล้วไม่ค่อยมีใครได้ไปเหยียบย่างที่ลานหลังบ้าน มีอยู่สองสามครั้งที่ต้าเหว่ยทนความปรารถนาในใจไม่ไหว อยากจะไปสารภาพรักกับ เสี่ยวหงแต่ก็ถูกเด็กปีศาจหน้าขาวนั่นขวางไว้
คืนนี้ตัวประหลาดนั่นยังอยู่ที่นั่นเพียงแต่ยืนอยู่ด้านข้างอย่างเหม่อลอยมองไปยังโคมไฟสีแดงสูงตระหง่านทั้งสองข้าง ช่างเป็นฤกษ์งามยามดีจริง ๆ
เสี่ยวหง บิดเอวบางระหงเบา ๆ พาต้าเหว่ยเข้ามา ตรงกลางลานมีโต๊ะจัดเลี้ยงเตรียมไว้ ด้านหน้ามีผู้สูงอายุสองท่านนั่งอยู่ ชายหนึ่งหญิงหนึ่งทั้งคู่ดูกระปรี้กระเปร่า
เสี่ยวหงชี้ไปที่โต๊ะแนะนำให้รู้จัก ต้าเหว่ยจึงรู้ว่านี่คือพ่อแม่ของเสี่ยวหง ต้าเหว่ยอดรู้สึกเขินอายไม่ได้นี่คือการพบพ่อแม่ฝ่ายหญิงเพื่อหารือเรื่องแต่งงานนี่นา ทำไมมาเร็วขนาดนี้ใจของเขาปั่นป่วนไปหมด ตอนนี้ยังคิดอะไรไม่ออกจึงได้แต่นั่งลงข้าง ๆ เสี่ยวหงตามที่เธอบอก
เสี่ยวหงขอตัวไปสักครู่ ต้าเหว่ยจึงต้องนั่งรออย่างเงียบเหงา สองผู้เฒ่าตรงหน้าดูใจดีเป็นกันเอง เพียงแต่ไม่ค่อยพูดอะไร ได้แต่ส่งสายตาสดใสมองมาที่ลูกเขยในอนาคตด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน
ต้าเหว่ยเป็นคนหยาบกระด้างไม่ได้มีจิตใจหลายใจอะไรนัก เห็นเจ้าของบ้านยังไม่กลับมา เขาจึงทำตัวเป็นเจ้าบ้านครึ่งตัว ค่อย ๆ ยกเหยือกสุราจะเติมให้ทั้งสองคนแต่ผู้เฒ่าทั้งสองก็ส่ายหัวก่อนจะยิ้มแล้วคีบอาหารรินเหล้าดื่มเอง ดูเหมือนทั้งคู่จะยังเกรงใจอยู่บ้างต้าเหว่ยจึงเริ่มพูดคุยเองไปเรื่อย
เมื่อพูดถึงเรื่องแต่งงานก็ต้องเล่าถึงสถานการณ์ของตัวเองสักหน่อย เขาจึงเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนเกิดจนถึงประสบการณ์อันรุ่งโรจน์ในการเรียนและทำธุรกิจของตัวเอง คนแก่ทั้งสองดูเหมือนจะสนใจเรื่องราวเหล่านี้มาก พยักหน้าชมเชยบ่อยครั้ง ต้าเหว่ยยิ่งคุยเพลินมากขึ้น จึงเปิดปากพูดไม่หยุด
เวลานั้นเอง เสี่ยวหงเดินออกมาจากหลังต้นไม้เธอถือแก้วสุราแห่งความสุขสองใบเดินมาที่โต๊ะ คืนนี้เธอแต่งหน้าเบา ๆ แต่ออกมาสวยมาก ใต้แสงโคมแดง ไม่มีอะไรเทียบได้กับความงามอันทำให้มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง*[1] ต้าเหว่ยมองเธอจน น้ำลายเกือบหยดจากมุมปาก แต่ก็ไม่รู้ว่ามีสักกี่ส่วนที่เป็นฤทธิ์ของสุราถึงทำให้ต้าเหว่ยรู้สึกเหมือนถูกมอมเมาถึงเพียงนี้
เสี่ยวหงชี้นิ้วมือเรียวงามก้มหน้าอย่างเขินอายไม่พูดอะไร เพียงแต่วางแก้วสุราใสแก้วหนึ่งไว้ตรงหน้าเขา
“คืนนี้นายก็ได้พบพ่อแม่ของฉันแล้ว ท่านทั้งสองชอบนายมาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าต่อจากนี้นายจะจริงใจกับฉันไหม” น้ำเสียงของเสี่ยวหงยิ่งเย้ายวน ความรักที่มีต่อคู่ชีวิตในอุดมคติก็เหมือนสุราในแก้วบนโต๊ะที่ละลายหอมกรุ่นชโลมใจ
ต้าเหว่ยยกแก้วเหล้าขึ้น เขารู้สึกเมามายโดยไม่ต้องดื่ม เขาพึมพำอย่างไม่รู้ว่าควรจะแสดงความรู้สึกในตอนนี้ยังไง เขามองเธออย่างเหม่อลอย ราวกับมีความหลงใหลเกิดขึ้นมา
“ฉันต้องการให้คุณพูด” เสี่ยวหงส่ายตัวเบา ๆ ในลานบ้านมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยกระจายไปทั่ว
ต้าเหว่ยกำลังจะเมา เขาสูดดมอย่างงุนงง ปากพึมพำอย่างไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี คำสาบานรักนิรันดร์ที่เก่าและจืดชืดพรั่งพรูออกมาจากปากของเขาในพริบตา เขาส่งคำชมทั้งหมดในใจให้กับหญิงสาวตรงหน้าด้วยท่าทางตัวสั่นเทา
“ผมยินดีที่จะปีนขึ้นภูเขามีดและกระโดดลงทะเลไฟเพื่อคุณ ผมยินดีที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อคุณ ยินดีที่จะตายเพื่อคุณ” ต้าเหว่ยชี้ไปที่โคมแดงที่แขวนสูงและสาบานกับเสี่ยวหงอย่างหนักแน่น
“ฉันไม่ต้องการให้คุณพูดสิ่งเหล่านี้” มือบางอ่อนนุ่มของเสี่ยวหง วางเบา ๆ บนริมฝีปากของต้าเหว่ย
ต้าเหว่ยหลงใหลเธอจนไม่อาจควบคุมได้ ดวงตาทั้งสองข้างของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดเพราะตื่นเต้นเกินไป เขารีบร้อนอยากรู้ผลลัพธ์ที่ เสี่ยวหงปรารถนาเขาอั้นความอยากถามเธอว่า
“คุณต้องการอะไร ผมจะให้ทุกอย่างรวมถึงชีวิตของผม…” แต่มือนุ่มของเสี่ยวหงแม้จะบอบบางแต่ก็เหมือนคีมเหล็กที่กดทับภูเขาไฟตอนกำลังจะระเบิดนี้ไว้แน่นหนา
“ฉันต้องการให้คุณมีชีวิตอยู่ไม่ต้องการให้คุณตาย” ท่าทางอ่อนแอของเสี่ยวหงทำให้คนมองแล้วสงสาร เธอราดเหล้าในแก้วใส่ผมดำหนาของต้าเหว่ยอย่างเบามือ แล้วโยนแก้วทิ้งไป แล้วกดมือเบา ๆ ที่อกของต้าเหว่ย
“ฉันต้องการหัวใจที่แท้จริงของคุณ ฉันต้องการวิญญาณของคุณ ฉันยังต้องการร่างกายของคุณ ทุกอย่างของคุณจะเป็นของฉัน” เสี่ยวหงพูดเพียงประโยคเดียวเบา ๆ แต่ทำให้ต้าเหว่ยรู้สึกราวกับไฟแผดเผาในใจ สายตาของเขาที่มองไปยังเสี่ยวหงร้อนแรงเป็นพิเศษ เขาอยากบอกเสี่ยวหงว่าสิ่งเหล่านี้ผมจะให้คุณทั้งหมด
ตอนนี้เสี่ยวหงลุกขึ้นยืนช้า ๆ ค่อย ๆ ถอนมือนุ่มที่วางอยู่บนริมฝีปากของต้าเหว่ยออก แล้วพูดว่า
“พูดสิ ให้ทุกอย่างที่ฉันต้องการกับฉันสิ” ต้าเหว่ยหลุดจากการควบคุม ทันใดนั้นก็คลานลงกับพื้นไม่สนใจโต๊ะเก้าอี้ขวางทางคลานไปบนพื้นอย่างรวดเร็วแล้วกอดขาทั้งสองข้างของเสี่ยวหงเหมือนสุนัขตัวผู้ที่ผูกพันกับเจ้านาย เขารีบร้องอยากแสดงความภักดีต่อเจ้านาย
“เจ้านาย ผมยินดีมอบให้คุณ…” เสี่ยวหงจ้องมองทาสที่กำลังจะเกิดขึ้นใต้เท้าแล้วพูดเย็นชาว่า “คุณจะให้อะไรฉัน”
“ผมจะมอบวิญญาณของผมให้กับคุณนะ…”
“ไม่เอา!” ผมเตะประตูไม้ของสวนหลังบ้านออก คว้าโถกระเบื้องใบหนึ่งจากชั้นวางของข้าง ๆ ก่อนตะโกนแล้วขว้างโถใส่เสี่ยวหง
เสี่ยวหงตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เธอเห็นว่าพิธีกำลังจะสำเร็จและพลังของเธอก็กำลังจะเพิ่มขึ้นอีกมาก แต่กลับมีตัวแสบโผล่มาขัดจังหวะ เขาไม่ได้กินยานอนหลับและหลับไปแล้วหรอกเหรอ!
เธออยากเรียกองครักษ์ส่วนตัวอย่างเด็กปีศาจนั่น แต่ไม่นึกถึงว่าคืนนี้เธอได้ดูดพลังวิญญาณส่วนเกินไปเพื่อพิธีอันยุ่งยากนี้ ตอนนี้เธอไม่มีแรงพอจะทำได้ เด็กปีศาจยังคงยืนชิดกำแพงสวนอยู่ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ
เสี่ยวหงหลบหลีกอาวุธลับได้ แต่ขาทั้งสองข้างของเธอถูกต้าเหว่ยที่ตอนนี้กำลังร้องไห้และหัวเราะไปพร้อม ๆ กันกอดรัดไว้ เธอจึงขยับตัวไม่ได้ชั่วคราว ผมเห็นเด็กปีศาจไม่ขยับเขยื้อน ก็คลายความกังวลไปได้มาก จึงฉวยโอกาสพุ่งเข้าใส่เธอ ต้องช่วยต้าเหว่ยออกไปให้ได้ก่อน
คนที่ตามผมเข้ามาคือยายหวัง เธอได้รับข่าวจากผมแล้วจึงรีบมาที่หน้าต่าง ปีนตามเชือกที่ผมโยนทิ้งไว้ขึ้นมาและมาถึงสวนหลังบ้านพร้อมกันกับผม
พวกเราสองคนเห็นต้าเหว่ยกำลังจะสาบานต่อเสี่ยวหง ยายหวังดันผมเบา ๆ แล้วร้องบอกผมว่าท่าไม่ดีแล้วจะเกิดเรื่องร้าย ผมไม่สนใจได้แต่พังประตูบุกเข้ามา
ทันทีที่ยายหวังเข้ามาในสวนหลังบ้านก็โปรยผงไปทั่วทุกทิศ นี่คือผงพิษที่เธอทำขึ้นเอง กลัวว่าจะมีการซุ่มโจมตีจึงใช้ขัดขวางไว้ก่อน ผมกินยาแก้พิษไว้ก่อนเข้าประตูแล้ว จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของผม
เสี่ยวหงพอเห็นยายหวัง สีหน้าก็ยิ่งไม่สู้ดีเธอกัดฟันแล้วตบหน้าผาก ต้าเหว่ยแรง ๆ ต้าเหว่ยก็หมดแรงทันที เธอสลัดตัวออกมาได้อย่างง่ายดาย เตะผมที่เข้าไปใกล้ออกไปอีกทาง แล้วคว้าปกเสื้อต้าเหว่ย เหมือนคว้าลูกไก่กระโดดหลบไปอีกหลายเมตรมาหยุดอยู่ตรงหน้าต้นไม้ใหญ่
[1] มัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง : เป็นคำเรียกสตรีสี่คนที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดในประวัติศาสตร์จีนโบราณ โดยทั้งสี่คนนี้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองพลิกผันถึงขั้นล่มสลายของอาณาจักรหรือเป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์ คำโคลงจีนที่ใช้เรียกสตรีทั้งสี่นี้ ในนิยายจึงใช้ชมความงามของสตรีที่งามจนไม่มีอะไรสู้ได้