ณ หุบเขาจัตุรัสยักษา เหนือยอดเขาที่สูงที่สุดขึ้นไป จะพบกับตำหนักสีเขียวที่ตั้งอยู่ห่างจากวิหารโบราณไม่ไกล ตำหนักแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่มาก เนื่องจากมันเป็นสถานที่ที่สร้างขึ้นสำหรับการประชุมของเหล่าผู้อาวุโสภายในหุบเขาเท่านั้น
ภายในตำหนักมีโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางพื้นที่ โดยรอบโต๊ะนั่งไว้ด้วยชายชราแปดคน ทว่ากลับมีหนึ่งบุรุษหนุ่ม ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ถัดจากจุดวางโต๊ะสี่เหลี่ยมไปไม่ไกลนัก
“กำหนดการจัดลำดับผู้รับใช้กำลังใกล้เข้ามา ข้าหวังว่าพวกท่านจะตัดสินใจเรื่องวิธีการสำหรับการทดสอบในปีนี้ได้โดยเร็ว”
ชายชราผู้หนึ่งกล่าวขึ้น เขามีผมยาวสีดำซึ่งดูขัดกับใบหน้าแก่ชรา ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิทราวกับ ผู้พิการทางสายตา ชายชราผู้นี้คือผู้อาวุโสเขาที่หนึ่งแห่งหุบเขาวิเศษฝั่งขวา กีนัส ผู้นำของเหล่าผู้อาวุโส
“ท่านผู้อาวุโสหนึ่ง ข้าได้บอกแบบแผนที่สามารถใช้วัดขีดจำกัดความสามารถของผู้รับใช้ไปแล้ว เหตุใดเราต้องมานั่งถกกันเรื่องวิธีการจัดลำดับอีก”
ชายชราผู้ถูกเรียกว่าผู้อาวุโสเจ็ดแห่งหุบเขาวิเศษฝั่งซ้ายกล่าวขึ้น เขามีผมสั้นสีขาวนัยน์ตาสีโลหิต มีนามว่า มายครีท
“วิธีการประลองเป็นตายบ้าบอของเจ้าน่ะเรอะ! แม้มันจะสามารถช่วยวัดระดับความแข็งแกร่งของผู้รับใช้ได้ แต่ผู้ที่บาดเจ็บ ล้มตายจากการจัดลำดับด้วยวิธีนี้มีมากเกินไป”
เสียงหญิงชราดังขึ้นอย่างดุดัน นางคือผู้อาวุโสห้าแห่งหุบเขาวิเศษฝั่งซ้ายมีชื่อว่า บาดินิส
“ว่าอย่างไรนะ! วิธีการทดสอบโดยการวัดความเชี่ยวชาญทางทักษะของเจ้าก็ใช่ว่าจะดี มีแต่พวกอ่อนต่อโลกเท่านั้น ที่เลือกทดสอบด้วยวิธีไร้เดียงสาเช่นนี้”
“หา! อย่างน้อยมันก็ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บล้มตายดังเช่นวิธีของเจ้า!!”
“เกิดเป็นผู้ฝึกฝนรากฐานต้องเตรียมรับความตายอยู่ตลอด”
“ไร้สาระ!!”
“พวกท่านใจเย็นกันก่อนได้หรือไม่”
การถกเถียงเรื่องวิธีการจัดลำดับผู้รับใช้แห่งหุบเขาจัตุรัสยักษาเป็นไปอย่างดุเดือด ทว่ากลับมีผู้อาวุโสถึงห้าคนที่มิคิดอ้าปากเอ่ยออกความคิดเห็นใด สามในสองของผู้อาวุโสที่เงียบ เป็นผู้ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาใหม่ จึงมิได้มีสิทธิ์ออกเสียงอะไรมากนัก อย่างไรผู้อาวุโสที่สามจากาน และผู้อาวุโสที่สองทรีมอสไม่ใช่ พวกเขาทั้งคู่เรียกได้ว่าเป็นผู้อาวุโสที่เก่าแก่ที่สุดในที่แห่งนี้ หากวัดกันในด้านความน่าเชื่อถือ เรียกได้ว่าทั้งสองอาจมีมากกว่าผู้นำผู้อาวุโสเสียด้วยซ้ำ
การถกเถียงที่แสนยืดยาวกินเวลานานกว่าสามชั่วโมง ในที่สุดปากที่ปิดสนิทของผู้อาวุโสทรีมอสก็เปิดออก
“ท่านเจ้าแห่งความรู้ มีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง”
สิ้นเสียงทรีมอส การถกเถียงอันดุเดือดก็หยุดลง สักพักใบหน้าผู้อาวุโสทุกคนก็หันมองไปทางบุรุษหนุ่มนัยน์ตาเขียวที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้
“เห เหตุใดจึงจ้องข้าเช่นนั้น”
บุรุษนัยน์ตาเขียวกล่าวพลางยิ้ม ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นครุ่นคิดเล็กน้อย ไม่นานก็กล่าวต่อ
“การวัดความสามารถของผู้รับใช้ได้ถูกจัดขึ้นทุกปี เหตุใดเราจึงไม่รวบรวมข้อมูลในปีก่อนมาวิเคราะห์ว่าแบบไหนเห็นผลดีที่สุดเล่า”
ได้ยินดังนั้นผู้อาวุโสทุกคนก็นิ่งงันไปชั่วครู่ ความจริงผู้อาวุโสหลายคนในที่แห่งนี้ ก็มีความคิดแบบนี้อยู่ ถึงอย่างนั้นกลับไม่มีใครพอรู้ว่าวิธีการที่ผ่านมา วิธีไหนเห็นผลได้ดีที่สุด
“เช่นนั้น ข้าขอให้เราจัดการทดสอบ แบบเดียวกับการรับผู้รับใช้ในปีแห่งความรุ่งโรจน์”
จากานที่เงียบอยู่นานในที่สุดก็กล่าวขึ้น
คำกล่าวนี้ ทำให้ผู้อาวุโสทุกคนยกเว้นทรีมอส มีใบหน้าบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด มิใช่เพราะวิธีการที่จากานเสนอไร้ประสิทธิภาพ หากแต่มันเป็นการทดสอบที่ยากเกินไปที่จะจัดในยุคปัจจุบัน
ต้องรู้ว่าปีแห่งความรุ่งโรจน์ ผู้รับใช้ภายในหุบเขาจัตุรัสยักษานับว่ามีความสามารถเป็นหนึ่งไม่มีสอง ในปีนั้น แม้จะค้นหาอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์แข็งแกร่งที่สุดในวังเมฆาสูญสิ้น ก็ไม่อาจเทียบสาวกสวรรค์ธรรมดาๆคนหนึ่งของหุบเขาจัตุรัสยักษาได้
ทว่าความรุ่งโรจน์นั้นอยู่ได้ไม่นาน แม้ปีแรกที่เปิดการทดสอบจะมีผู้ผ่านเข้ามาได้จำนวนมาก แต่ในปีถัดมา กลับลดน้อยลงกว่าครึ่ง และท้ายสุดถึงขนาดไม่มีผู้ใดสามารถผ่านการทดสอบได้แม้เพียงคนเดียว ทำให้การทดสอบที่ว่าถูกยกเลิก และเปลี่ยนไปใช้รูปแบบการทดสอบใหม่ที่ง่ายกว่าเดิม
ทั้งนี้เมื่อเวลาผ่านไป อัจฉริยะผู้ผ่านการทดสอบในปีแห่งความรุ่งโรจน์บ้างก็ออกจากสถาบันเพื่อเดินทาง บ้างก็ล้มตาย บ้างก็กลับบ้านเกิดเพื่อใช้ความสามารถในการขยายอำนาจ ไม่นานอัจฉริยะเหล่านั้นก็หมดไปจากหุบเขาจัตุรัสยักษา อย่างไรผู้ผ่านการทดสอบในปีแห่งความรุ่งโรจน์ตัวเป็นๆก็นั่งอยู่ในที่แห่งนี้ด้วยกันสองคน นั่นก็คือจากานและทรีมอส
“ข้าเคยได้ยินว่าการทดสอบนั่น ถึงขนาดไม่มีผู้ใดสามารถผ่านได้ เช่นนั้นท่านคิดว่าเราควรใช้มันรึ”
ผู้อาวุโสหนึ่งกล่าวเสียงค่อย
“นั่นเป็นเพียงการทดสอบเข้าสถาบัน หากเราจะใช้มันในการทดสอบจัดลำดับ คงต้องมีการปรับเปลี่ยนบ้างเล็กน้อย”
จากานลอบมองไปทางบุรุษนัยน์ตาเขียว ก่อนกล่าวเสียงเรียบ
“ท่านโดมุน เห็นเป็นอย่างไรบ้าง”
“อืม... หากเป็นวิธีการทดสอบเช่นในปีแห่งความรุ่งโรจน์ ก็น่าจะเป็นวิธีที่ดีในการวัดความสามารถของเหล่าผู้รับใช้ ทว่าหากจะให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบมัน คงต้องให้เวลาข้าคิดสักเล็กน้อย”
โดมุนหรี่ตาพลางนำมือขึ้นมาจับที่ปลายคาง
“เช่นนั้น เราจะใช้วิธีการทดสอบเดียวกันกับการเปิดรับผู้รับใช้ในปีแห่งความรุ่งโรจน์ โดยให้ท่านเจ้าแห่งความรู้เป็นผู้ปรับเปลี่ยนบททดสอบ”
ทรีมอสกล่าวสรุป พร้อมหลับตาลง
แม้จะมีผู้อาวุโสบางคนต้องการค้านอยู่บ้าง แต่เมื่อคำพูดออกมาจากปากทรีมอส ทุกคนที่ฟังจึงทำได้เพียงเงียบและพยักหน้าเห็นด้วย
เวลาต่อมาการประชุมระหว่างผู้อาวุโสก็สิ้นสุดลง ทว่าระหว่างที่จากานกำลังดันตัวลุกออกจากโต๊ะ เสียงทรีมอสก็ดังขึ้น
“ท่านผู้อาวุโสสาม ข้าได้ยินมาว่าท่านรับศิษย์สายตรงเพิ่มสองคนงั้นรึ”
สิ่งนี้ทำให้เหล่าผู้อาวุโสที่กำลังง่วนอยู่กับการแยกย้ายเดินทางกลับ ได้ผงะยืนตัวเกร็ง พร้อมหันกลับมามองจากานอย่างพร้อมเพรียง
“ท่านไปได้ยินเรื่องนี้มาจากที่ใด”
จากานทำหน้าเครียดพลางหรี่ตามองทรีมอส เขาจำได้ว่ามิเคยบอกผู้ใดเกี่ยวกับชิลและซาเนีย แม้จะมีช่วงที่วิสตี้หลงขึ้นไปบนเขาอยู่บ้าง แต่นางก็ไม่น่ารู้ว่าผู้ที่พบอยู่ในสถานะใด
‘หรือนี่จะเป็นคำถามเพื่อยืนยันคำคาดเดาจากคำบอกของวิสตี้’
“ท่านมิต้องทำท่าทางเคร่งเครียดเช่นนั้น เหตุที่ข้ารู้เพราะนิวโมบอกว่า เมื่อเดือนก่อนพบผู้รับใช้สวรรค์ชายหญิงคู่หนึ่งอ้างตัวเป็นว่าที่ศิษย์สายตรงท่าน ทั้งนี้นางเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่สุดท้ายก็ปล่อยผ่าน เพราะดูจากรากฐานฝึกฝนที่ต่ำ คงไม่สามารถสร้างปัญหาใดให้ได้”
ทรีมอสกล่าวพลางปรายตามองจากาน
นี่ทำให้ผู้อาวุโสทุกคนจ้องนิ่งไปที่ชายชราทั้งสองอย่างไม่วางตา เหตุเพราะทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่า ทั้งจากานและทรีมอส ต่างชอบแข่งขันกันในเรื่องลูกศิษย์ ซึ่งมีช่วงหนึ่งของการจัดลำดับ ที่ศิษย์สายตรงของจากานเอาชนะศิษย์สายตรงของทรีมอสได้อย่างขาดลอย ด้วยความอัปยศ ทำให้ทรีมอสเพิ่มความเข้มงวดในการฝึกฝนศิษย์สายตรงมากขึ้น เพื่อหวังเอาชนะจากานในปีถัดไป
ทว่าสิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ในปีต่อมาจากานกลับส่งศิษย์สายตรงลงจัดลำดับเพียงคนเดียว ถึงอย่างนั้นศิษย์คนเดียวของเขากลับได้อันดับหนึ่งไปครอง
สิ่งนี้ทำให้ทรีมอสแทบบ้า แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ ทำเขาทุ่มเทฝึกฝนเหล่าศิษย์สายตรงอย่างหนัก เพื่อหวังชัยชนะในอนาคต และท้ายที่สุด ศิษย์สายตรงทั้งสิบของเขาก็คว้าอันดับหนึ่งถึงสิบไปครอง
อย่างไรในตอนท้าย คำพูดที่จากานทิ้งไว้หลังจากพ่ายแพ้คือ
“ก็ข้ามีศิษย์เพียงคนเดียว”
ด้วยคำพูดนั้น กลายเป็นตัวจุดชนวนให้ผู้อาวุโสทั้งสองไม่เคยคิดยอมแพ้ต่อกันในเรื่องของลูกศิษย์ แม้ภายหลังทรีมอสจะรู้มาว่า ศิษย์ทั้งหมดของจากานได้ขอลาจากหุบเขาจัตุรัสยักษาเพื่อไปใช้ชีวิต แต่มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะมาอ้างหลังจากพ่ายแพ้
“เวลาสิบปีที่ศิษย์ท่านพ่ายแพ้ให้แก่ศิษย์สายตรงทั้งสิบของข้า หวังว่าเมื่อท่านรับศิษย์มาเพิ่มอีกสอง ข้ออ้างที่ว่าพ่ายแพ้เพราะมีศิษย์เพียงคนเดียวจะตกไป”
ทรีมอสกล่าวพลางยิ้ม ใจจริงเขาอยากตอกหน้าจากานไปตรงๆว่า ทั้งๆที่มีศิษย์เพียงคนเดียวแต่กลับไม่สามารถทำให้แข็งแกร่งเท่าศิษย์ทั้งสิบคนของเขาได้ อย่างไรคำพูดข้างต้นก็ดูเหมือนจะยโสเกินไป จึงมิได้คิดพูดมันออกมา
ความจริงศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสคนอื่น ก็มิใช่จะไร้ความสามารถ เพียงแต่วิธีการฝึกฝนของผู้อาวุโสทรีมอสเข้มงวดและแข็งแกร่งเกินไป จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ศิษย์สายตรงของเขาจะยึดครองอันดับหนึ่งถึงสิบไว้ได้อย่างยาวนานเช่นนี้
หากพูดตามตรงผู้อาวุโสที่พอมีหวังล้มล้างสถานะสิบอันดับตลอดกาลของทรีมอสได้ ก็คงมีเพียงจากานเท่านั้น
“จะว่าไป ผู้เฝ้าปากตำหนักเคยบอกกับข้าว่า มีศิษย์สายตรงของท่านผู้อาวุโสสามมาขอใช้งานตำหนักแห่งความรู้”
แม้โดมุนจะมิค่อยสนใจเรื่องที่จากานรับศิษย์สายตรง ทว่าในหนึ่งเดือนมานี้ มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ทำให้เขาติดอยู่ในภวังค์แห่งความไม่รู้ จนบัดนี้ ก็ยังไม่อาจรู้แจ้งในคำกล่าวของเด็กหนุ่มผู้นั้นได้
‘บางทีศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสสามอาจเป็นสองคนนั่น’
ด้วยคำกล่าวของโดมุนและทรีมอส ทำให้ผู้อาวุโสทุกคนเริ่มปักใจเชื่อที่จากานรับศิษย์สายตรงเพิ่มอีกสอง
เรื่องนี้แท้จริง อยู่ในการคาดการณ์ของจากานแล้ว ตั้งแต่คราที่แพ้หมากรุกสิบกระดานรวดแก่ซาเนีย เขาก็ทำใจรับวันที่ชิลและซาเนียใช้ป้ายไม้เพื่อออกไปเดินเล่นเรียบร้อย แม้จะไม่รู้จักชิล แต่เขาก็พอรู้จักซาเนียอยู่บ้าง อย่างไรนางก็มิใช่คนที่จะฟังคำสั่งอยู่ตลอดเวลา ถึงอย่างนั้นการคาดการณ์ของเขาก็ผิดพลาดเล็กน้อย เพราะที่พวกเขาออกไปด้านนอกมิใช่ความต้องการของซาเนีย แต่เป็นชิลต่างหาก
“ดังเช่นที่นิวโมบอก ข้ายังมิได้รับทั้งสองเป็นศิษย์สายตรง พวกเขาเป็นเพียงว่าที่เท่านั้น”
จากานตอบรับ โดยใช้คำพูดที่เตรียมการกับซาเนียไว้ล่วงหน้า
ด้วยลาม่อนขอร้องให้จากานช่วยดูแลซาเนียและชิลเป็นการส่วนตัว ทำให้ทางเดียวที่จะอยู่อย่างสงบในที่ที่ไม่มีผู้ใดพบเห็นก็คือ อยู่บนเขาที่สามแห่งหุบเขาวิเศษฝั่งขวา ทว่าการจะอยู่ที่นี่ได้จำต้องมีสถานะเป็นศิษย์สายตรงเท่านั้น ถึงจะมีผู้รับใช้บางคนได้รับอนุญาตให้เข้ามาบางครา แต่ก็ไม่สามารถอยู่ได้ในระยะยาว
“แม้จะเป็นเพียงว่าที่ แต่ข้าก็หวังจะได้เห็นพวกเขาในงานจัดลำดับครานี้”
ทรีมอสกล่าวพลางหัวเราะ ไม่นานก็ดันตัวลุกขึ้น และเดินออกจากตำหนักไป
ผู้อาวุโสทั้งหมดเมื่อเห็นทรีมอสจากไป ก็เร่งเดินออกจากตำหนักด้วยแววตามุ่งมั่น อย่างไรทุกคนที่นี่ก็หวังจะให้ศิษย์สายตรงของตน ชิงอันดับหนึ่งถึงสิบจากศิษย์สายตรงของทรีมอส
ในตอนนี้ภายในตำหนักจึงเหลือเพียงจากานและโดมุนยืนนิ่งอยู่
“ข้าอยากขอพบว่าที่ศิษย์สายตรงของท่านหน่อยได้หรือไม่”
โดมุนกล่าวแบบไม่อ้อมค้อม หากเด็กหนุ่มที่พบวันนั้นเป็นศิษย์จากานดังเช่นที่คาดจริง บางทีเรื่องที่ค้างคาในหัวคงได้รับการแก้ไขในเร็ววัน
“มิได้ พวกเขากำลังอยู่ในระหว่างฝึกฝน”
จากานตอบแบบขอไปที เขามิอยากให้เรื่องชิลและซาเนียเป็นที่รู้จักมากไปกว่านี้
“ถ้างั้น หลังจากฝึกฝนเสร็จเล่า”
โดมุนกล่าวด้วยรอยยิ้มพลางก้าวเท้าเข้าไปหาจากานช้าๆ
“ท่านโดมุน”
“ว่าอย่างไร?”
“หากท่านว่างนัก ข้าแนะนำให้เอาเวลาไปปรับบททดสอบเสีย”
.
.
หลังจากคราซาเนียและชิลไปยังตำหนักแห่งความรู้ ก็ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งเดือน
ในตอนนี้ถ้ำหินทั้งสามได้ถูกใช้งานจนหมด โดยถ้ำแรกเป็นของซาเนีย ถ้ำสองไว้ใช้วางผลึกเปลวดับ และถ้ำสุดท้ายได้ถูกใช้เป็นที่ปิดด่านฝึกฝนของชิล
เมื่อมองจากภายนอก สถานที่แห่งนี้จะราวกับเป็นที่ที่สงบเงียบธรรมดาทั่วไป ทว่าหากมองเข้าไปในถ้ำที่ปากทางถูกปิดด้วยก้อนหินขนาดยักษ์ จะพบว่ามีความปั่นป่วนของพลังงานปฐพีอยู่มาก
แม้การใช้คลื่นจิตวิญญาณร้องเรียกพลังงานปฐพีเพื่อเร่งซึมซับพร้อมฝึกกายาอมตะนิรันดร์จะยาก แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือการควบคุมมิให้พลังงานปฐพีดิบเหล่านี้ทำลายถ้ำ
ช่วงเวลาหนึ่งเดือน ชิลมิได้ทำอะไรนอกจากฝึกฝนกายาอมตะนิรันดร์ และวันนี้เขาก็สามารถสำเร็จขั้นแรกของทักษะในที่สุด
ถึงร่างกายจะโดนพลังงานปฐพีดิบจู่โจมอย่างหนักจนมีสภาพน่าอนาถยิ่งกว่าคราเร่งซึมซับพลังงานสวรรค์ แต่ไม่นานร่างกายที่บอบช้ำ พร้อมมีบาดแผลลึกมากมาย ก็ค่อยๆฟื้นตัว
สิ่งนี้มิใช่เป็นผลมาจากการตัดผ่านระดับขั้น แต่มาจากทักษะกายาอมตะนิรันทร์
ความจริงการฟื้นฟูเช่นนี้ เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทว่าครานี้เป็นการฟื้นฟูที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกว่าเขาได้ฝึกฝนกายาอมตะนิรันทร์สำเร็จในขั้นแรกแล้ว
“ในที่สุด ข้าก็มีกายาที่สามารถรับการโจมตีจากทักษะระดับลึกลับได้”
ชิลนั่งขัดสมาธิด้วยใบหน้าซีดจาง แม้จะไม่มีบาดแผลอยู่ตามตัว แต่ด้วยการฝึกหนักตลอดเดือน ทำให้สภาพจิตใจเขาย่ำแย่เล็กน้อย
“ไม่คิดว่าการฝึกฝนกายาอมตะนิรันดร์ด้วยการเร่งซึมซับ จะทำให้รากฐานปฐพีตัดผ่านขึ้นมาถึงผสานกายขั้นสี่”
นัยน์ตาสีองุ่นหรี่ลงอย่างครุ่นคิด แม้ขั้นสี่ขึ้นขั้นห้าจะมีแท่นหินขนาดใหญ่อยู่ แต่เขาก็ไม่รู้สึกยากเย็นอะไร หากคิดผ่านมันด้วยเม็ดยาขับเคลื่อน
ไม่นานร่างเปลื่อยเปล่าอันอ่อนแรงก็ค่อยๆลุกจากเบาะนั่งสีทอง พร้อมโบกมือร่ายอาคมชำระกาย ล้างสิ่งสกปรกทั้งหมดบนร่าง ก่อนจะเรียกชุดผู้ป่วยสีขาวออกมาสวม
ขณะนั้น สัมผัสจิตวิญญาณก็ตรวจพบคนยืนอยู่หน้าปากถ้ำ นี่ทำให้ชิลเคลื่อนพลังงานปฐพีไปที่มือพร้อมดันหินขนาดยักษ์ไปด้านหน้า
ด้วยแรงเพียงเล็กน้อยหินขนาดยักษ์กลับถูกพลักออกอย่างง่ายดาย
“เจ้าฝึกฝนสำเร็จแล้ว”
ซาเนียกล่าวพลางมองหินที่ถูกผลักกระเด็นไปอยู่กลางลานกว้าง คราแรกนางไม่รู้ว่าเขาเก็บตัวฝึกฝนทักษะอะไร ทว่าตอนนี้พอเดาได้บ้างแล้ว
“มีอะไรงั้นรึ”
ชิลสลายพลังงานปฐพีพร้อมเปลี่ยนห้องโถงกลับไปเป็นพลังงานสวรรค์ ก่อนหันมองซาเนียที่รากฐานสวรรค์ใกล้เข้าสู่วัฏจักรเคลื่อนย้ายเต็มที
“คือ... ก้อนผลึกเปลวดับนั่น ดูเหมือนมันจะขยับไปมาได้สองสามวันแล้ว”