รัตติกาลย่างกรายเข้ามา แต่...ไม่มีม่านมืดสยายปีกปกคลุมอเวจีมหานคร กลับกลายเป็ม่านสีแดงเพลิงที่เร่าร้อนกว่าเมื่อ่กลางวันหลายเท่า
ร้อนจนเห็นควัน บางแห่งจู่ๆก็เกิดเป็ไฟลุกพรึบ
ภายในบ้านรูปปีรามิดสีแดงหลังนี้ หนุ่มหล่อเข้มนิรนามยืนกอดอกมองภาพภายนอกจากช่องเล็กๆ พยายามเค้นความคิดว่า ที่นี่คือที่ไหน และจู่ๆเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่เค้นคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ที่จำได้แน่ๆมีเพียงเื่เดียว
ที่นี่ ไม่ใช่สถานที่ปกติที่เขาคุ้นเคย
พะเนียง ทำอาหารมื้อพิเศษ ยกออกมา หล่อนหยุดมองชายหนุ่ม แววตาของหล่อนเปล่งประกายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
หล่อนรอผู้ชายคนนี้มานานแสนนาน
“พี่ถมคะ...”
เสียงพะเนียง ทำให้ร่างสูงใหญ่ผิวเข้มจนเกรียมด้วยแดดนั้นหันขวับ ดวงตาของเขามีประกายแห่งความตื่นเต้น
“เมื่อกี้คุณเรียกผมว่าไงนะ”
“พี่ถม... พี่คือ ถม นิยมไทย คนที่พะเนียงรอคอยมาหลายปี”
คำตอบของหญิงสาว กระตุกเหตุการณ์บางอย่างให้ฉายขึ้นในหัวของเขา...
ภายในบ้านพักของผู้พัน ผู้บังคับกองพันหน่วยรบพิเศษ ยามนี้มีเพียงผู้ชายสองคนนั่งเผชิญหน้ากันอยู่ที่โซฟาห้องรับแขก บนโต๊ะมีเครื่องเคียง แต่ที่มากที่สุดเห็นจะได้แก่ขวดเบียร์เปล่าวางเกลื่อนกลาด คนหนึ่งเป็ผู้บังคับบัญชา อีกคนเป็ผู้ใต้บังคับบัญชา
จ่าสิบเอกถม นิยมไทย วัย 25 ปีครูฝึกแห่งหน่วยรบพิเศษ และพันโทปราการชำนาญเชิง วัย 45 ปี ทั้งคู่ต่างเป็ทหารนักรบ ผิดเพียง... คนหนึ่งรบด้วยกำลังและไต่เต้ามาจากพลฯทหาร ส่วนอีกคนรบด้วยกำลังสมอง และมาจากโรงเรียนนายร้อย
คนหนึ่ง... เป็นักรบแนวหน้า ผ่านมาแล้วหลายสมรภูมิก่อนจะถูกเรียกตัวให้มาเป็ครูฝึกคนสำคัญของหน่วยรบพิเศษ อีกคนประจำการแนวหลัง รบด้วยมันสมองชั้นเสธฯ ก่อนจะมารับตำแหน่งเป็ผู้บังคับกองพันพิเศษ
คนหนึ่งมาจากครอบครัวทหารเก่า มีหน้ามีตาในสังคม แต่อีกคนกำพร้า โตขึ้นมาพร้อมกับหมาวัดหลายสิบตัวที่พระเลี้ยงอุปการะ
คนหนึ่งกินอาหารดี เรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนชั้นเยี่ยมที่สุดของจังหวัด แต่อีกคนแย่งหมากิน เรียนหนังสืออย่างยากลำบากด้วยความรู้ระดับนักธรรมเอกของหลวงพ่อ จบประถมและมัธยมต้นมาอย่างขาดๆเกินๆ
สำหรับผู้ถูกขีดเส้นทางเดินชีวิตเอาไว้แล้วอย่างพันโทปราการ ย่อมไม่ใช่เื่ยากสำหรับการไต่เต้า เพียงไม่กี่ปีให้หลังก็มาอยู่ในตำแหน่งสำคัญตำแหน่งหนึ่งของกองทัพ แต่สำหรับจ่าถม ไม่เป็อย่างนั้น มรสุมหลายอย่างถาโถม เฉียดฉิวคุกตาราง กว่าจะเบนเข็มเข้าสู่กองทัพ หลังจับได้ใบแดง...
“จ่า คิดดีๆก่อนนะ จ่าจะลาออกไปทำอะไร จ่าตัวคนเดียว ไม่มีครอบครัว พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ไม่มีซักคน”
“ผมไม่เปลี่ยนใจแน่นอนครับผู้พัน”
“หน่วยรบพิเศษยัง้าครูฝึกที่มีฝีมืออย่างจ่าอยู่นะ”
“เพื่อนผมอีกหลายคนยังอยู่ครับผู้พัน ขาดผมไปสักคนคงไม่เป็ไร”
“ผมกำลังทำเื่เลื่อนยศให้จ่า จ่าสนใจไหม”
“ไม่ครับ”
“บอกผมสิว่าเพราะอะไร”
“เบื่อครับ”
“จ่าเกิดมาเพื่อจะเป็ทหาร เป็ครูฝึกนักรบ”
“ผมคิดดีแล้ว”
“บอกผมหน่อยสิ จ่าจะออกไปทำอะไร”
“งานห่ะอะไรก็ได้... เอ้อ ขอโทษครับผู้พัน”
“ผมไม่อนุญาต... แต่ ผมจะให้จ่าลาพักร้อน ไปคิดให้ดี ได้คำตอบแล้วค่อยกลับมาบอกผม”
“ผู้พันไม่เข้าใจ ผม...ออกก็คือออก”
จ่าถมยังให้คำตอบเดิม ราวกับว่าเขาไม่เหลือความพิสมัยใดๆในอาชีพ แค่้าไปให้พ้นจากค่ายทหารเท่านั้น พันโทปราการมองหน้าชายผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเหมือนพยายามล้วงเข้าไปให้ถึงก้นบึ้งของหัวใจ เขาคิดว่ารู้จักจ่าถมดีที่สุด ผู้ชายคนนี้แม้เมื่อเปรียบเทียบกับเขา แตกต่างกันลิบลับ แต่เขามีเื่ให้น่าอิจฉาอยู่มากโดยที่เ้าตัวอาจไม่รู้ นั่นคือ ความโเี้เฉียบขาดราวพญายม แต่กลับมีแง่มุมอ่อนโยนสมเป็สุภาพบุรุษนักรบ
“จ่าคงเสียใจเื่ที่พาลูกน้องไปตาย...”
พันโทปราการหลุดปากออกมาในที่สุด
จ่าถมบดกรามกรอด แล้วภาพเหตุการณ์นั้นก็ผุดขึ้นมาเป็ฉากๆ
ตี 1
ผู้คนส่วนใหญ่กำลังหลับสนิท ยกเว้นพวกที่มีอาชีพต้องทำในเวลากลางคืน รวมถึงทหารหน่วยลาดตระเวนเดินเท้า 5 นาย นำโดยจ่าสิบเอกถม นิยมไทย แห่งหน่วยรบพิเศษ ที่ปักหลักค้างแรมอยู่บนูเา อันเป็จุดยุทธศาสตร์สำคัญซึ่งฝ่ายผู้มีความคิดตรงกันข้ามกับรัฐไทยใช้เป็สถานที่นัดพบเพื่อวางแผนก่อการต่างๆในพื้นที่
ลูกน้องภายใต้การสั่งการของจ่าถม ล้วนผ่านการฝึกฝนหลักสูตรนักรบพิเศษมาแล้ว พวกเขาคือนักรบเหนือนักรบ อึด ทรหด และเต็มไปด้วยความสามารถพิเศษเฉพาะตัว แต่ละคนล้วนมาจากพลฯทหาร บางคนเพิ่งติดยศนายสิบ อายุไม่ห่างกันมากนัก
จ่าถมในค่าย คือครูฝึกที่โหดที่สุดในประดาครูฝึกทั้งหมด จ่าถมในยามออกปฏิบัติหน้าที่ เขาคือคนแรกที่ก้าวนำหน้าลูกน้องราวกับไม่ยี่หระต่อความตายใดๆ เขาเป็ทั้งที่รักและที่ชังในเวลาเดียวกัน
ร่างสูงใหญ่ ผิวสองสี ผมสั้นเกรียน ั์ตาสนิมเหล็ก เป็แววตาที่ลูกน้องไม่กล้าสบตา ส่วนอริราชศัตรูนั้นไม่ต้องพูดถึง คงครั้นคร้ามและเกลียดชังจ่าถมยิ่งกว่าอื่นใดทั้งหมด
เขาแทบไม่ยิ้ม ถึงขั้นไม่เคยยิ้มเลย
ไม่มีผู้หญิงข้างกาย ทั้งๆมีหญิงสาวมักทอดสะพานให้เสมอ
นอกเวลางาน จ่าถมดื่มจุและดูเหมือนจะเมาไม่เป็เสียด้วย เงินเดือนจึงติดลบเป็ประจำ แต่อหังการของนักรบย่อมอยู่เหนืออื่นใด เขาจึงเลือกที่จะเข้าสู่แนวหน้า แทนที่จะสุขสบายอยู่ในค่าย ไม่เพียงหมายถึงความอยู่รอด แต่มันยังเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเยี่ยงนักรบ
ยิ่งดึกยิ่งเงียบ มีเพียงเสียงกรีดร้องของหมู่แมลง และสัตว์หากินกลางคืนอื่นๆ
ห่างออกไป 200 เมตรโดยประมาณ เงาตะคุ่มของคนกลุ่มหนึ่งไม่ต่ำกว่า 30 ชีวิตกำลังคืบคลานใกล้เข้ามา แต่ละคนแต่งตัวคล้ายกับเครื่องแบบทหาร อาวุธครบมือะุเต็มอัตราศึก ย่อมไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่
จ่าถมรับรู้ถึงสัญญาณผิดปกติก่อนคนพวกนั้นจะถึงตัว แต่...ภาพจากกล้องไนท์วิชั่นนั้น จ่าถมต้องบดกราม เพราะนึกไม่ถึงว่าฝ่ายตรงข้ามจะมาเป็กองทัพ
จ่านักรบส่งสัญญาณให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อเปิดฉากประจัญบาน แววตาของทหารกล้าแต่ละคนลุกวาว กระเหี้ยนกระหือรือ
รอแค่ปืนนัดแรกดังขึ้น พวกเขาพร้อมจะฉะกับพวกมัน!
ใกล้เข้ามา...
พลัน!
ปัง!
ะุนัดแรกถูกยิงออกมาจากปืนของฝ่ายตรงกันข้าม เท่ากับการลั่นกลองรบ ห้านักรบสู้เพื่อเกียรติภูมิของทหารผู้พิทักษ์ชาติ
ปัง ๆ ๆ ๆ! ปัง ๆ ๆ ๆ!
ปัง ๆ ๆ ๆ!
ความเงียบสงัดของรัตติกาลถูกแทนที่ด้วยเสียงปะทุของหัวะุจากทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายที่เสียเปรียบคือจ่าถมกับพวก เพราะแม้จะตั้งหลักเตรียมพร้อมประจัญบาน แต่นึกไม่ถึงว่าฝ่ายตรงข้ามจะใช้กำลังคนมากเกินครึ่งร้อยเพื่อจัดการกับพวกเขา
“เล็งให้ดีก่อนแล้วค่อยยิง!”
ปัง ๆ ๆ ๆ! ปัง! ปัง!
“ขวามือ!”
ปัง ๆ! ปัง ๆ!
หัวะุจิกิญญาของปรปักษ์ล่องนรก แต่แล้ว...จ่าถมก็ต้องพบกับความจริงอันแสนเ็ปว่า กำลังคนของเขามีน้อยกว่าพวกที่กำลังรุกเข้ามา เขาสะท้านเฮือก เมื่อลูกน้องใกล้ชิดล้มฟุบลง กลิ่นคาวเืปนสมองสาดกระเซ็น
นี่คือ ความพ่ายแพ้ที่ได้เกิดขึ้นแล้วจริงในสมรภูมิ สำหรับจ่าถมแล้ว มันคือความเ็ปที่สุด เหตุการณ์แบบนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น ถ้าหากเขาเป็ผู้นำที่ดีกว่านี้
“คนเราผิดพลาดกันได้ จ่าอย่าไปตั้งกฎเกณฑ์ทำให้ตัวเองกดดันถึงขนาดนี้เลย”
เสียงของผบ.หน่วยรบพิเศษปลุกจ่าถมจากภวังค์คิด
“มันไม่ใช่แค่นั้นหรอกครับผู้พัน” จ่าถมพูดพลางยกขวดเบียร์ขึ้น “ผู้พันดูมือผมสิ ถูกไอ้พวกนั้นเหยียบจนกระดูกแหลกไม่มีชิ้นดี”
“ผมรู้...” พันโทปราการยกขวดเบียร์ดื่มบ้าง ร่องรอยจากการทรมาน ยังปรากฏอยู่ทั่วเรือนร่างของจ่าถม หากเป็เขา เจอความทารุณถึงขนาดนี้ คงหมดลมหายใจไปแล้ว จริงอยู่ การยื้อให้นักรบที่ไม่สามารถออกสู่สนามรบแนวหน้าให้อยู่ในเครื่องแบบนักรบต่อไป อาจเป็เื่ที่เกี่ยวข้องกับความเป็ไปในอนาคตของนักรบคนนั้น แต่สำหรับจ่าถม คงต้องเป็ข้อยกเว้นเอาไว้สักคน ดูเหมือนจ่านักรบผู้นี้ไม่เคยยี่หระเลยว่าอนาคตจะเป็อย่างไร
“เอาเถอะจ่า เราอย่าเพิ่งคุยกันถึงเื่ลาออกเลยนะ ที่ผมเชิญคุณมาถึงนี่ก็เพราะอยากกินให้เมากันไปข้าง เอ้า...ดื่ม!”
สองชายต่างสถานะดื่ม และดื่ม จนขวดเบียร์เกลื่อนกลาด เสียงพูดคุยเริ่มดังลั่นออกมานอกห้อง ก่อนจะเงียบลงไปในที่สุด
จ่าถมแทบครองสติไม่อยู่ แต่เขายังไม่หมดลาย ยังสามารถพยุงตัวก้าวออกมาจากห้องรับแขกห้องนั้น แล้วก้าวออกไปจากบ้านพักของผู้พัน
สำหรับเขา... สถานภาพการเป็ทหารได้จบสิ้นแล้ว ไม่ว่าผู้บังคับบัญชาจะอนุมัติหรือไม่ก็ตาม...
ความคิดที่จะลาออก ไม่ใช่เพิ่งมี แต่จ่าถมคงอธิบายให้ผู้พันเข้าใจไม่ได้ การพ่ายแพ้ในสมรภูมิ เป็เพียงส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้นเองที่ทำให้การตัดสินใจเด็ดขาดขึ้น
“มึงหมดสภาพแล้วไอ้ถม ก็แค่หมาตัวหนึ่ง”
จ่าถมพึมพำ ระหว่างเดินโซเซกลับไปที่ห้องพัก หยิบเป้ข้างในมีเพียงเสื้อผ้ากับข้าวของส่วนตัวไม่กี่ชิ้น ก้าวออกมาจากห้อง ทักทายกับทหารรักษาการณ์ที่ประจำอยู่หน้าค่ายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดจะลาออก
จ่าเดนตายหยุดก้าว ทำท่าจะเหลียวมองหลังด้วยอารมณ์อาลัยอาวรณ์ แต่สุดท้ายเหมือนกับว่าสามารถตัดใจได้ ร่างนั้นก้าวยาวๆต่อไปจนถูกความมืดกลืนหาย อันที่จริง จ่าถมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะไปไหนต่อ ไม่มีจุดหมายปลายทาง เขาไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีใครรอคอย แต่ก็นั่นแหละ ความคิดที่จะ้าออกจากค่ายมีมานานแล้ว ไม่ใช่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ
ราตรีนี้ยังอีกยาวไกล...
พลัน เหตุการณ์ที่ระลึกเห็นดับวูบลง บุรุษหนุ่มหล่อเข้ม...รู้สึกเหมือนถูกบีบขมับ ปวดร้าวไปทั่วทั้งหัวกะโหลก
“โอ้ยยย ผมปวดหัว”
“พี่ถม”
ร่างสูงใหญ่ทรุดนั่งลง สองมือบีบเคล้นศีรษะ สีหน้าเหยเกด้วยความเ็ป พะเนียงยังไม่รู้สาเหตุ แต่หล่อนเชื่อว่า ก่อนหน้านี้เขาคงโดนอะไรสักอย่างมาอย่างสาหัส ไม่อย่างนั้น ผู้ชายคนนี้คงไม่มีวันมาโผล่ที่อเวจีมหานครในวัยยังไม่เต็มสามสิบแบบนี้แน่
ก่อนสาวงามแห่งอเวจีมหานครจะทันได้คิดอ่านช่วยเหลือถม นิยมไทย โสตประสาทของหล่อนแว่วได้ยินเสียงคำรามกระหึ่มมาแต่ไกล
หญิงสาวผละจากร่างของถมไปที่ช่องเล็กๆ มองลอดออกไป ผืนทรายที่ถูกอาบด้วยแสงสีแดงของรัตติกาลภายนอกคลุ้งขึ้นด้วยล้อตะกายของพาหนะไม่น้อยกว่า5 คันกำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา
“แย่แล้ว”
หล่อนอุทาน แล้วรีบผละออกจากช่องเข้าไปหาชายหนุ่มผู้ที่หล่อนยืนยันว่าเขาเป็ผัว
“พี่ถม เราต้องไปแล้วค่ะ”