“ซู่ๆ…”
ทะเลสาบจวินอี้ที่อยู่ข้างๆ เละเทะไปหมดหยดน้ำที่กระเซ็นออกมาภายใต้บรรยากาศที่เงียบสงัดทำให้พื้นเปียก
เสียงดังราวกับฟ้าร้องจนทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นได้ยินกันหมด
ลูกน้องกลุ่มหนึ่งของหวางเฉิงเทียนต่างก็มองกันจนเซ่อซ่าแล้ว ทั้งตัวสั่นเทาอย่างอดไม่ได้ มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความเหลือเชื่อราวกับใช้ชีวิตอยู่ในความฝัน
หมัดที่ผ่านอากาศนั้น ต่อยจนหนิงไท่ปลิวออกไปไกลเจ็ดแปดเมตรเชียวหรือ?
แน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังถ่ายภาพยนตร์กันอยู่?
“คุณซูคือเทพระดับไหน?” หวางเฉิงเทียนหายใจแรง จิตใจหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
แค่หมัดเดียว หนิงไท่ก็ไม่มีช่องว่างให้โต้กลับ แม้แต่การดิ้นรนก็ยังไม่มี และยังถูกโจมตีจนสลบไปอีก
พลังเทพเช่นนี้ราวกับความฝันชัดๆ ทำให้อึ้งไปเลยทีเดียว!
“นี่มันปีศาจชัดๆ… ” ซูฮ่าวยืนอยู่ด้านหน้าอย่างเป็นธรรมชาติมือทั้งคู่กอดอก หลูชานตงชาไปทั้งตัว จิตใจที่สั่นไหวอยู่ก็ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
เขาไม่มีทางจินตนาการได้ว่าชายที่อายุยี่สิบปีต้นๆท่านหนึ่ง จะมีพลังอำนาจที่น่ากลัวถึงระดับนี้
หนิงไท่ที่อยู่ในขอบเขตเซียนเทียน เมื่ออยู่ต่อหน้าซูฮ่าวแทบจะถูกบดขยี้
และเมื่อเห็นใบหน้าที่สบายของซูฮ่าว เห็นได้ชัดว่ามีแรงเหลือที่ยังไม่ได้ใช้ออกมา
เมื่อหลูชานตงคิดว่าก่อนหน้านี้ตนเองไม่ได้เห็นซูฮ่าวอยู่ในสายตาหน้าผากก็มีเหงื่อไหลออกมาทันทีแต่โชคดีที่ซูฮ่าวมีนิสัยอ่อนโยน ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเขามิฉะนั้นยังไม่ถึงทะเลสาบจวินอี้ เขาก็คงจะถูกซูฮ่าวทำร้ายจนพิการในระหว่างทางแล้ว
“แค่นี้ก็ทนไม่ไหวหรือ?” ซูฮ่าวเดินมาตรงหน้าของหนิงไท่ที่สลบอยู่จากนั้นก็นั่งลงแล้วผลักเขา พบว่าอีกฝ่ายไม่ได้เสแสร้งจริงๆก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกจนปัญญา
กว่าจะพบยอดฝีมือของขอบเขตเซียนเทียนสักคนยังไม่ทันได้สู้กันจริงจัง ผลก็ถูกตัดสินเสียแล้ว หมดสนุกจริงๆ
“คุณซูคุณคือเทพจริงๆ วันนี้หากไม่ใช่เพราะมีคุณอยู่ ผมก็คงจะตายไปแล้ว!” หวางเฉิงเทียนที่เฉียดตายก็พุ่งเข้ามาตรงหน้าซูฮ่าว และโค้งตัวคารวะเก้าสิบองศาบนใบหน้าเต็มไปด้วยความเลื่อมใสและซาบซึ้ง
กำลังที่ซูฮ่าวแสดงออกมาในก่อนหน้านี้สั่นไหวหัวใจเขาได้ไม่น้อย
เมื่อเทียบกันแล้วหลูชานตงกับล่ายอู่สองคนนั้น ก็คือพวกที่ออกมาจากในกองขยะชัดๆ จริงๆแล้วก็ไม่มีทางเทียบกับซูฮ่าวได้
เขาคิดๆแล้วก็ถอนหายใจทันที
ยังดีที่เขาเป็นคนระมัดระวังตัวไปเชิญซูฮ่าวมาโดยเฉพาะ มิฉะนั้น หากมีแค่คนที่ไร้ความสามารถอย่างหลูชานตงกับล่ายอู่สองคนนี้เกรงว่าแม้แต่ศพเขาก็คงไม่เหลือแล้ว
“คุณซูถ่อมตัวแล้วถึงหนิงไท่จะอยู่ในขั้นเซียนเทียนช่วงกลางแต่ด้วยกำลังที่คุณแสดงออกมาก่อนหน้านี้ก็ไม่เป็นรองอย่างแน่นอน” หวางเฉิงเทียนโบกมือ พลางพูดสรรเสริญเยินยอและหัวเราะ
ซูฮ่าวมองเขาแวบหนึ่งแต่ไม่ได้พูดอะไร
ก็เป็นอย่างที่หวางเฉิงเทียนพูดถึงหนิงไท่จะอยู่ในขั้นเซียนเทียนช่วงกลางเขาอาศัยหมัดเจ็ดผงาดฟ้ากับประสบการณ์การต่อสู้ทั้งชีวิตของยอดฝีมือแห่งยุคก็ได้เปรียบแล้ว
“คุณซู ตอนนี้หนิงไท่เป็นอย่างไรบ้างเขาสามารถคุกคามความปลอดภัยของชีวิตผมได้อีกไหม?” หวางเฉิงเทียนเตะหนิงไท่ที่สลบอยู่บนพื้นอย่างระมัดระวังและถามด้วยความกังวล
ความรู้สึกหวาดกลัวที่หนิงไท่นำมาให้เขาก่อนหน้านี้จนตอนนี้ก็ยังชัดเจนอยู่ความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงที่สิ้นหวังและไร้ความช่วยเหลืออย่างนั้นทำให้เขาไม่สบายใจมาก
ซูฮ่าวเหลือบมองหนิงไท่แวบหนึ่งแล้วก็พูดอย่างนิ่งเฉยว่า “หนิงไท่คนนี้โดนหมัดทลายใจของผม ตอนนี้ยังไม่สามารถเดินพลังได้ชั่วคราว บวกกับมีพลังมืดแทรกซึมเส้นลมปราณคงจะถูกทำลายแล้ว เวลานี้ก็พอๆ กับคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่พอที่จะเป็นภัยได้”
“ดีจริงๆ !” หวางเฉิงเทียนได้ยินอย่างนี้แล้วก็วางใจ
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเรียกลูกน้องมาหนึ่งกลุ่ม เพื่อย้ายหลูชานตง ล่ายอู่ และหม่าปิงขึ้นรถพยาบาล และส่งไปรักษาที่โรงพยาบาล
ก่อนที่จะออกไป หลูชานตงก็กุมหน้าอก และคำนับซูฮ่าวเพื่อแสดงความขอโทษที่เขาได้พูดจาล่วงเกินไปก่อนหน้านี้แทนล่ายอู่
ซูฮ่าวแค่พยักหน้าเล็กน้อยแต่กลับไม่ได้ตอบอะไร
เดิมทีเขากับหลูชานตงก็ไม่ได้สนิทกัน บวกกับก่อนหน้านั้นล่ายอู่ยังเคยเยาะเย้ยเขาด้วย ก็เป็นธรรมดาที่จะไม่มีความรู้สึกดีต่ออาจารย์และศิษย์สองคนนี้
หวางเฉิงเทียนมองรถพยาบาลวิ่งออกไป จากนั้นก็ให้ลูกน้องยกน้ำมาหนึ่งถังเพื่อสาดให้หนิงไท่ตื่น
หลังจากนั้น เขาก็มองไปที่หนิงไท่ด้วยความเหยียดหยาม และหัวเราะอย่างได้ใจว่า“หนิงไท่ คิดไม่ถึงใช่ไหมว่าข้างกายฉันจะมียอดฝีมืออย่างคุณซูอยู่ด้วย?”
“อย่าพูดมาก จะฆ่าก็รีบฆ่าเถอะ วันนี้ตกอยู่ในมือนายฉันยอมรับความพ่ายแพ้!” หนิงไท่คือผู้ชายใจเพชรเหมือนกันเขาไม่ได้ขี้ขลาดแม้แต่น้อย
เมื่อเขาพูดจบแล้วก็มองซูฮ่าวในสายตาเต็มไปด้วยความแค้น “ไอ้หนูนายอย่าคิดว่าเอาชนะฉันได้แล้วก็จะกลายเป็นคนไร้เทียมทานก่อนที่จะมาแก้แค้น ฉันก็ตั้งใจบอกกล่าวกับศิษย์พี่โดยเฉพาะแล้ว หากเย็นวันนี้ฉันยังไม่กลับไป แล้วเขารู้เรื่องที่ฉันถูกฆ่า ไม่เกินสามวันเขาจะต้องมาเอาชีวิตนายถึงที่แน่”
“ศิษย์พี่ของนายแข็งแกร่งมากเลยหรือ?” บนใบหน้าของซูฮ่าวไม่มีความหวาดกลัวแต่เขากลับเผยรอยยิ้มที่มีความสนใจขึ้นมา
หนิงไท่ตะลึงงันทันใดนั้นก็หัวเราะเสียงดัง “ฮ่า ฮ่า ฮ่าศิษย์พี่ใหญ่ของฉันคือยอดฝีมือขั้นเซียนเทียนช่วงหลังการฆ่านายก็ไม่ต่างอะไรกับการขยี้มดตายหนึ่งตัว นายก็… ”
“ปัง!”
เขายังพูดไม่ทันจบ หวางเฉิงเทียนก็ชักปืนออกมาแล้วยิงไปที่หัวของเขาทันที เลือดกระเซ็นไปทั่ว
หนิงไท่สูญเสียพลังทั้งหมดทันทีเขาล้มลงบนพื้นอย่างอ่อนแรง
“ขยะมีแค่มือเปล่าก็ยังกล้ามาข่มขู่คุณซู สมควรตายจริงๆ !” หวางเฉิงเทียนบ้วนน้ำลายลงบนตัวหนิงไท่ที่ตายไปแล้วหลังจากนั้นก็หันไปมองซูฮ่าว และทำมือคารวะพลางพูดว่า “คุณซูด้วยกำลังของคุณ ถึงศิษย์พี่ของอีกฝ่ายจะมา ก็คงไม่กลัว คำพูดของหนิงไท่คนนี้ คุณเองก็อย่าใส่ใจเลยนะ”
ซูฮ่าวไม่พูดอะไรแต่กลับจำเรื่องนี้ขึ้นใจแล้ว
ด้วยกำลังของเขาในตอนนี้รับมือกับขั้นเซียนเทียนช่วงกลางยังได้ ส่วนขั้นเซียนเทียนช่วงหลัง ก็ยังพอฝืนได้
เพื่อป้องกันไว้ก่อน สองสามวันนี้เขาจะต้องเพิ่มความเร็วในการฝึกยกระดับกำลัง ในขณะเดียวกันก็ช่วงชิงโอกาสฝึกหมัดทลายปอดที่เป็นหมัดแบบที่สองของหมัดเจ็ดผงาดฟ้าให้ได้
เช่นนี้ถึงศิษย์พี่ของหนิงไท่จะมาหาเรื่อง เขาก็สามารถรับมือได้อย่างสบาย
“ติ๊งต่อง โฮสต์เสแสร้งอย่างคมในฝัก รางวัลแต้มเสแสร้งเจ็ดสิบแต้ม ps : การเสแสร้งของโฮสต์ในวันนี้ ปลิ้นปล้อนได้พอดีหากต้องใช้คำสักคำมาบรรยาย นั่นก็คือเท่ หากต้องใช้สองคำมาบรรยาย นั่นก็คือเท่มากหากต้องใช้สามคำมาบรรยาย นั่นก็คือเท่ระเบิด หากยังไม่พอใจและต้องใช้คำพูดท่อนหนึ่งมาบรรยาย นั่นก็คือ ให้ตายสิ ทำไมเท่ขนาดนี้ เท่สุดๆ !”
“นายเข้าใจผิดแล้วถึงแม้ฉันจะหล่อเอาการ แต่ความเท่ไม่ใช่เจตนาเดิมของฉันแค่พระเจ้ามองลงมา โลกที่มีฉันก็งดงามแล้ว!”
“อืมฉันเห็นว่าโฮสต์มีราศีและท่าทางที่โดดเด่นหล่อเหลาสง่างาม ฉลาดรอบรู้กล้าได้กล้าเสีย ใครเห็นใครรัก ดอกไม้เห็นดอกไม้บานคิดดูแล้วจะต้องเป็นของชั้นเยี่ยมในกลุ่มของคนไร้ประโยชน์ เป็นสุดยอดสัตว์เดรัจฉานในกลุ่มสัตว์เดรัจฉาน”
ซูฮ่าว “…”
ใครก็ได้นำเครื่องประหารหัวสุนัขมาที
“กริ๊งๆ !”
เพิ่งปิดการบ่นของระบบเสร็จเขาก็ได้ยินเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือดังมาจากในกระเป๋าเสื้อ
ซูฮ่าวตะลึงงันหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดูหน้าจอ พบว่าคนที่โทรศัพท์มาคือกู้เพ่ยหลิง
เขารับโทรศัพท์ด้วยความสงสัย “เลขาฯ กู้มีธุระอะไร?”
“ซูฮ่าว ที่บริษัทมีเรื่องคนแพ้เครื่องสำอางรุนแรงมาก ผู้เสียหายคือต้วนหลิวเหนียนพิธีกรสถานีโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองไห่เป่ยด้านนอกบริษัทตอนนี้มีแต่นักข่าวสถานการณ์ของบริษัทอันตรายมาก นายรีบกลับมาช่วยหน่อย”
ซูฮ่าวได้ยินเสียงที่ร้อนใจของทางกู้เพ่ยหลิงก็ขมวดคิ้ว
เขาจำได้ว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทุกชิ้นที่บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัววิจัยออกมา วัสดุที่ใช้ล้วนอ่อนโยน ชาติก่อนไม่เคยเกิดเรื่องที่แพ้อะไรแบบนี้มาก่อน
เขาเงียบไปสักพักจากนั้นก็เอ่ยว่า “เธอให้พวกยามหยุดนักข่าวไว้ก่อน ฉันจะกลับไปเดี๋ยวนี้”
เขาพูดจบแล้วก็วางสายและหันไปมองหวางเฉิงเทียน
“เอากุญแจรถตรงหน้าประตูวัดให้ผมที ผมมีเรื่องต้องไปจัดการนิดหน่อย”
หวางเฉิงเทียนได้ยินแล้วก็หยิบกุญแจรถออกมาพร้อมถามว่า“คุณซู มีเรื่องอะไรหรือ อยากให้ผมช่วยหรือเปล่า?”
“ไว้ผมเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน หากต้องการความช่วยเหลือจากคุณ ผมจะโทรศัพท์มาหาคุณเอง” ซูฮ่าวรับกุญแจรถมาจากนั้นก็โบกมือลา และก้าวไปตรงหน้าประตูวัดจวินอี้แล้ว
………………..
ในเวลาเดียวกันบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว
ตรงหน้าประตูของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวเวลานี้ มีนักข่าวจำนวนมากล้อมอยู่พวกยามก็ขวางเอาไว้ด้านหน้าประตูอย่างแน่นหนาพยายามสุดกำลังไม่ให้พวกนักข่าวบุกเข้ามาในบริษัท
ในห้องประชุมใหญ่ของบริษัทบรรยากาศตึงเครียดเป็นอย่างมาก
ไป๋เหวินหลิงกวาดตามองหัวหน้าฝ่ายผู้รับผิดชอบกับบรรดาผู้บริหารที่อยู่ในห้อง พลางพูดอย่างจริงจังว่า “ทุกท่าน เรื่องแพ้เครื่องสำอางนี้พวกคุณคิดว่าอย่างไร?”
ทุกคนมองหน้ากันแต่กลับไม่มีคนเอ่ยออกมาสักคำ
ไป๋เหวินหลิงขมวดคิ้วสายตาหยุดลงที่ผู้ชายพุงใหญ่คนหนึ่งในนี้“หัวหน้าหลัวคุณควบตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตอนนี้บริษัทเกิดเรื่องแพ้เครื่องสำอางแล้ว คุณยังจะเงียบอยู่อีกหรือ?”
“ท่านประธานเรื่องการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ แผนกของพวกผมก็รอบคอบและจริงจังมาตลอดแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยเกิดความผิดพลาด สองสามปีมานี้ บริษัทก็ไม่เคยเกิดปัญหาแพ้เครื่องสำอางเลยนะครับ” หลัวไห่ยืนขึ้นอย่างสั่นเทาและพูดด้วยความสุขุมรอบคอบ
“ดังนั้นผมกล้ายืนยันว่าต้นตอของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่เครื่องสำอางของบริษัทพวกเราแต่มีคนจงใจใส่ร้ายบริษัทของพวกเรามากกว่า”
เมื่อคนอื่นได้ยินแล้วต่างก็พยักหน้า
“ใช่ครับท่านประธานการผลิตสินค้าเครื่องสำอางของบริษัท ถึงแม้จะผิดพลาดบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการบำรุงผิวไม่ดีพอหลังจากผ่านการปรับให้ดีขึ้นมาครึ่งปีก็สมบูรณ์แบบแล้วแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยเกิดเรื่องที่ลูกค้าจะมาแพ้เครื่องสำอาง”
“คุณต้วนหลิวเหนียนเริ่มใช้เครื่องสำอางของบริษัทของพวกเราเมื่อสองปีที่แล้วสองปีมานี้ก็ยังใช้เครื่องสำอางชุดนั้นมาตลอด ผมกับเธอเป็นเพื่อนร่วมงานกันเมื่อวานตอนที่ไปเยี่ยมเธอก็ยังเห็นเธอใช้เครื่องสำอางของบริษัทของพวกเราอยู่ในห้องพักผ่อนของสถานีโทรทัศน์อยู่เลย ตอนนั้นก็ไม่เห็นว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นเลย”
“ได้ยินว่าคุณต้วนหลิวเหนียนทาไพรเมอร์ของบริษัทแล้วเกิดอาการแพ้ท่านประธาน ไพรเมอร์ที่บริษัทของพวกเราผลิตคือสูตรที่ท่านคิดค้นผ่านการตรวจสอบทางเทคโนโลยี และเหมาะกับคนทุกกลุ่มนะครับ”
………………..
ไป๋เหวินหลิงฟังคำพูดของทุกคนแล้วก็รู้สึกไม่เข้าใจมาก
สองสามปีมานี้เครื่องสำอางที่บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวผลิตแทบจะไม่เคยเกิดอาการแพ้หลังจากที่ผู้บริโภคซื้อเครื่องสำอางกลับไปลองใช้แล้ว ส่วนใหญ่ก็มีความประทับใจต่อผลิตภัณฑ์มากลูกค้าที่กลับมาใช้บริการอีกก็มีมากมาย
ส่วนต้วนหลิวเหนียนพิธีกรสถานีโทรทัศน์ทุกๆ เดือนเธอจะสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวผลิตใช้ได้อย่างเหมาะสม ยังเคยโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของบริษัทต่อสาธารณชนอีกด้วย แต่จู่ๆกลับเกิดอาการแพ้ มันน่าสงสัยเกินไป
แต่ตอนบ่ายวันนี้หลังจากที่ต้วนหลิวเหนียนใช้ไพรเมอร์ของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวอยู่ในห้องแต่งหน้าแล้ว กลับเพิ่งมีอาการแพ้ที่ใบหน้า จริงๆ เรื่องนี้ก็คือความจริงที่เถียงไม่ได้
ขณะที่อยากจะพูดอะไร ประตูของห้องประชุมกลับถูกผลักออกอย่างกะทันหัน
สีหน้าของกู้เพ่ยหลิงดูแย่มาก เธอพูดด้วยเสียงกังวลว่า “ท่านประธานคุณต้วนหลิวเหนียนมาถึงบริษัทแล้วค่ะ ตอนนี้เธอกำลังอยู่ที่ห้องโถงของบริษัท!”
เมื่อพูดเช่นนั้นออกมาแล้ว สีหน้าของทุกคนก็แปรเปลี่ยน
ไป๋เหวินหลิงหยุดชะงักและลุกขึ้นพูดทันทีว่า “ทุกท่าน ออกไปดูสถานการณ์ของคุณต้วนสักหน่อยเถอะค่ะ!”
เมื่อพูดจบเธอก็เดินนำออกไปจากห้องประชุมก่อนแล้วไปทางห้องโถงของบริษัทพร้อมกับกู้เพ่ยหลิง