ตอนที่ 46 จะพาไปกวาดเหรียญ
ตอนที่ 46 “คุณจันทร์วาดรู้สึกอย่างไรที่ได้กลับมายังวงการคาราเต้คะถึงแม้จะไม่ใช่ในฐานะนักกีฬา !!” นักข่าวคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม “อืมก็รู้สึกกดดันนิดหน่อยนะคะเพราะตัวดิฉันไม่เคยเป็นโค้ชสอนใครมาก่อนแต่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดค่ะ !!” จันทร์วาดตอบออกไปอย่างมืออาชีพ ซึ่งคำตอบของเธอทำเอาเหล่านักข่าวพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ฟู่ว...ตอบตามที่ซ้อมพูดมาตลอดบนรถเลยดีนะเราไม่ได้พูดผิดตรงไหน จันทร์วาดคิดในใจ จากนั้นเหล่านักข่าวก็ผลัดกันถามมาเรื่อยๆเป็นชุดซึ่งคำถามแต่ละข้อนั้นล้วนเป็นคำถามที่ทางสมาคมวิเคราะห์มาให้หมดแล้วว่าจะเจอคำถามแบบไหนบ้างจันทร์วาดจึงตอบคำถามออกไปอย่างไม่ติดขัดเพราะซ้อมมาหมดแล้วตอนอยู่ในรถ “ไม่ทราบว่าที่ผ่านมาหายไปไหนเหรอครับตั้งสิบห้าปีแล้วเมื่อสิบห้าปีก่อนมันเกิดอะไรขึ้นกันครับเพราะตอนนั้นคุณอยู่บนจุดสูงสุดของวงการแล้วจู่ๆก็หายตัวไปไม่บอกไม่กล่าวจนคนเข้าใจว่าคุณเสียชีวิตไปแล้ว” นักข่าวคนหนึ่งถาม จันทร์วาดได้ยินคำถามนี้ก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันไปหาเจนซึ่งเจนก็พยักหน้าให้เธอตอบได้เลย “หึ...ที่หายไปก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะก็แค่มันน่าเบื่อ !!” จันทร์วาดพูด “บะ...บะ...เบื่องั้นเหรอครับ !!” นักข่าวคนที่ถามอุทานเบาๆเพราะนึกไม่ถึงว่าจันทร์วาดจะตอบออกมาแบบนี้ “ใช่ค่ะมันน่าเบื่อพวกคุณลองคิดตามฉันสิคะฉันได้แชมป์โลกห้าสมัยตอนอายุไม่ถึงยี่สิบปีเลยด้วยซ้ำแถมยังมีเหรียญโอลิมปิกอีกสองเหรียญ” จันทร์วาดพูดถึงความสำเร็จของเธอเมื่อสมัยก่อน แน่นอนเหล่านักข่าวเองก็จำได้แต่เธอจะพูดถึงความสำเร็จของตัวเองทำไมกันมันเกี่ยวยังไงกับที่เธอบอกว่าน่าเบื่อก่อนหน้านี้ “ใช่ครับพวกเราจำได้ในสมัยนั้นวงการกีฬาคาราเต้บ้านเราถูกเรียกว่าเจ้าเหรียญทองแต่ตอนนี้ก็เจ็ดแปดปีมาแล้วที่วงการกีฬาคาราเต้บ้านเราตกต่ำมากหลังจากคุณและคุณเจนจิราถอนตัวจากการเป็นนักกีฬาไปอย่างโอลิมปิกปีก่อนนักกีฬาคาราเต้ของเราทำได้เพียงแค่หนึ่งเหรียญทองกับสองเหรียญทองแดงเท่านั้นทั้งที่สมัยคุณและคุณเจนจะต้องกวาดเหรียญทองเหรียญเงินและเหรียญทองแดงหมดทุกรายการที่มีนักกีฬาของเราลงแข่ง” นักข่าวที่ถามพูด “ใช่ค่ะสมัยนั้นน่ะไม่มีใครสู้พวกเราได้เลยในเรื่องคาราเต้นั่นคือจุดสูงสุดของประเทศเราและนั่นก็เป็นเหตุทำให้ฉันเบื่อค่ะเพราะมันไม่มีคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อเลยและตอนนี้วงการกีฬาคาราเต้บ้านเรากำลังแย่แต่ฉันก็มั่นใจค่ะว่าการที่เจนจิรารุ่นน้องของฉันมานั่งแท่นประธานสมาคมในปีนี้และตัวฉันที่กลับมานั่งแท่นเป็นโค้ชทีมชาติจะสามารถทวงบัลลังก์เจ้าเหรียญทองกวาดเรียบทุกรายการกลับมาให้ประเทศได้แน่นอนค่ะ” จันทร์วาดพูดออกมาทำเอานักข่าวและผู้ชมทางบ้านที่ดูถ่ายทอดสดอยู่อ้าปากค้างกันหมดเพราะคำพูดของเธอนั้นดูมั่นใจเป็นอย่างมาก “บ้าน่าทำไมพูดอย่างนี้ล่ะถ้าพานักกีฬาแพ้ขึ้นมาขายหน้าเลยนะ” “นั่นสิคุณจันทร์วาดเธอจะมั่นใจไปหรือเปล่าเธอห่างหายไปตั้งสิบห้าปีนะ” ภายในห้องเริ่มเกิดความโกลาหลเล็กๆขึ้นเพราะคำพูดที่ดูมั่นใจเกินเหตุของจันทร์วาดแต่จันทร์วาดเธอไม่สนใจเธอลุกขึ้นเตรียมเดินจากไปทันทีเพราะมันหมดเวลาสัมภาษณ์แล้วนั่นเอง “อ๊ะคุณจันทร์วาดจะไปแล้วเดี๋ยวก่อนครับขออีกคำถามครับ !!” “คุณจันทรวาดเราขออีกคำถามค่ะ !!” เหล่านักข่าวเมื่อเห็นว่าจันทร์วาดกำลังจะไปก็รีบขออีกคำถามกันทันที “ก็ได้ค่ะอีกคำถามเดียวนะคะเพราะฉันต้องไปพบนักกีฬาอีกนี่ก็ใกล้ได้เวลาแล้ว” จันทร์วาดพยักหน้าตอบให้อีกคำถามเธอชี้เลือกไปที่นักข่าวชายคนหนึ่ง “นักข่าวคนนั้นถามได้เลยค่ะ” จันทร์วาดบอก “ครับถ้าอย่างนั้นผมอยากจะถามว่าการที่คุณพูดไปแบบนั้นถ้าคุณไม่สามารถพานักกีฬากวาดเหรียญทำผลงานที่ดีกลับมาได้เหมือนในสมัยก่อนคุณจะรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเองอย่างไรครับ” นักข่าวถาม “ทำไมจะต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเองด้วยล่ะค่ะไม่เห็นจำเป็นเลย” จันทร์วาดทำหน้างง “อ้าวแล้วที่คุณพูดก่อนหน้า...” นักข่าวทั้งหลายทำหน้าเหวอเมื่อได้ยินคำพูดของจันทร์วาด “ที่ฉันไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบคำพูดที่ว่าจะกวาดเหรียญมาทั้งหมดนั้นก็เพราะว่ามันไม่จำเป็นยังไงล่ะคะเพราะไม่ว่ายังไงฉันก็จะพาเด็กๆกวาดเหรียญกลับมาได้แน่นอนค่ะเพราะฉะนั้นมันเลยไม่จำเป็นค่ะถ้ายังไงขอตัวก่อนนะคะ” จันทร์วาดพูดออกมาก่อนจะเดินจากไปทันทีเจนที่เห็นจันทร์วาดเผ่นไปแล้วเธอก็รีบลุกขึ้นและตามไปทันที เหลือทิ้งไว้แต่นักข่าวที่ยังคงอึ้งเพราะนึกไม่ถึงว่าจันทร์วาดผู้เป็นตำนานที่กลับมาในฐานะโค้ชจะมีความมั่นใจมากขนาดนี้ ทางด้านจันทร์วาด “ฟู่ว...จบซะที” จันทร์วาดที่เดินออกมาจากห้องแล้วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ตอบได้ดีมากเลยพี่ตามที่ซ้อมเป๊ะเลย” เจนเดินมาหาจันทร์วาดส่วนเลขาของเธอนั้นแยกไปจัดการเอกสารแล้ว “ก็มึงนั่นแหละที่ให้กูตอบแบบนี้แต่จะไม่เป็นไรเหรอตอบไปแบบมั่นใจแบบนั้นน่ะกีฬามันมีแพ้มีชนะนะแล้วกูก็ไม่ได้ลงแข่งเองด้วยถ้าลงแข่งเองก็ว่าไปอย่าง” จันทร์วาดพูด “ไม่เป็นไรหรอกน่าพี่หนูเชื่อว่าพี่จะพานักกีฬาเรากลับไปคว้าเหรียญโอลิมปิกมาได้หมดและที่หนูให้พี่ตอบออกไปด้วยความมั่นใจจนเหมือนดูถูกคู่แข่งแบบนั้นก็เพื่อให้เป็นข่าวไปหลายๆวันไงล่ะดีไม่ดีต่างประเทศจะเอาข่าวเรื่องพี่มาเล่นด้วยเท่านี้วงการคาราเต้บ้านเราก็จะกลายเป็นที่จับตามองอีกครั้งและเมื่อกลายเป็นที่จับตามองสปอนเซอร์ก็จะเข้ามาเพียบ” เจนบอก “เออเข้ามาเพียบแน่แต่ถ้าทำผลงานได้ไม่ดีกลายเป็นตัวตลกเลยนะแถมยังอาจโดนสปอนเซอร์ฟ้องเอาด้วย” จันทร์วาดบอก “หนูก็บอกแล้วไงว่าหนูมั่นใจในตัวพี่น่ะว่าแต่เราไปพบนักกีฬากันเถอะป่านนี้น่าจะมาถึงสมาคมกัน” เจนพูด “อืมถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ” จันทร์วาดพยักหน้าจากนั้นเจนก็พาจันทร์วาดไปหานักกีฬาในสังกัดทันที อีกด้านหนึ่ง เพล้ง !! เสียงจานตกลงพื้นจนแตกทำเอาคนที่ทำจานแตกถึงกับหน้าเสียเพราะนี่มันไม่ใช่ใบแรก “เฮ้ไอ้น้องแคชชวลไหวมั้ยเนี่ยใบที่สี่แล้วนะ” พนักงานคนหนึ่งตะโกนถามจากฝั่งตรงข้ามใช่แล้วคนที่ทำจานแตกคือทิศที่มาทำงานเป็นพนักงานแคชชวลที่โรงแรมพ่อของเพื่อนสุดรวยอย่างปาร์ตี้นั่นเอง (แคชชวล [Cauual] = พนักงานจ้างรายวัน) “ขอโทษครับจานมันร้อนมากเลยผมเลยเผลอปล่อยหลุดมือ” ทิศรีบขอโทษ “เออไม่เป็นไรมือเอ็งยังไม่ด้านตอนอยู่บ้านคงไม่ค่อยได้ทำงานพวกนี้บ่อนล่ะสิแต่ระวังหน่อยแล้วกันอย่าให้มันแตกเยอะเดี๋ยวพวกพี่โดนหักตัง” พนักงานประจำพูด “ครับผมจะระวังให้มากกว่านี้ครับ” ทิศพยักหน้า จากนั้นที่ประตูทางเข้าห้องสจ๊วตหรือภาษาบ้านๆก็คือห้องล้างจานก็มีพนักงานเสิร์ฟเปิดเข้ามาพร้อมกับถาดที่เต็มไปด้วยจานเปล่าหลายสิบใบ “เอาล่ะไอ้น้องจานมาแล้วล้างด่วนเลยข้างนอกจานจะไม่พอใช้อยู่แล้ว” พนักงานเสิร์ฟพูดก่อนจะวางจานลงบนโต๊ะ “ครับพี่” ทิศพยักหน้าก่อนจะไปจัดการล้างเศษอาหารที่จานพวกนั้นที่พนักงานเสิร์ฟเก็บเข้ามาก่อนจะนำทั้งหมดเรียงใส่ถาดและจัดการส่งมันเข้าเครื่องล้างจานไปซึ่งระหว่างที่ล้างทิศจะมีเวลาสองถึงสามนาทีเขาจึงใช้เวลาว่างนั่นไปจัดการเก็บซากจานที่แตกใส่ลงถังขยะให้เรียบร้อยและไปจัดการจานที่พึ่งจะเอาออกจากเครื่องมาก่อนหน้านี้เรียงใส่รถเข็นให้เรียบร้อยและเข็นออกไปที่ครัวเพื่อให้พ่อครัวนำจานที่ล้างเสร็จแล้วนำไปใช้ต่อไป ทิศนั้นล้างแต่จานจนกระทั่งบ่ายสามโมงซึ่งเป็นเวลาเลิกงานของเขาทิศก็ไปรับเงินที่หัวหน้าสจ๊วตที่เป็นคนดูแลจ่ายเงินให้เหล่าพนักงานแคชชวลในแผนกสจ๊วตซึ่งหัวหน้าคนนี้เขาชื่ออาร์ม “อ่ะนี่เงินวันนี้ก็ไม่รู้หรอกนะน้องไปทำอีท่าไหนถึงไม่ต้องทำงานเต็มเวลาแบบคนอื่นเขาแต่ดันได้เงินตั้งห้าร้อย” อาร์มพูดก่อนจะหยิบแบงก์ห้าร้อยส่งให้ทิศ “ห้าร้อยเลยเหรอครับพี่อาร์มไม่ใช่ว่าผมต้องได้ชั่วโมงละสี่สิบบาทเหรอผมทำหกชั่วโมงก็ควรจะได้สองร้อยสี่สิบบาทสิ” ทิศทำหน้างง “ก็ไม่รู้หรอกพี่ได้รับคำสั่งมาแบบนี้ทางที่ดีอย่าให้คนอื่นรู้ล่ะว่าได้เงินเท่านี้น่ะเดี๋ยวคนอื่นจะอิจฉาเอาเพราะคนอื่นเขาทำวันละสิบสองชั่วโมงถึงจะได้เงินเท่านี้” อาร์มบอกพลางกำชับให้ทิศเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ต้องเป็นคุณลุงแน่เลยที่สั่งให้พี่อาร์มให้เงินเราเท่านี้ ทิศคิดในใจพลางนึกถึงพ่อของเพื่อนที่เป็นถึงเจ้าของโรงแรมและน่าจะเป็นคนสั่งให้พี่อาร์มให้ค่าแรงเขาถึงห้าร้อยบาท ทิศจัดการรับเงินมาใส่กระเป๋าให้เรียบร้อยก่อนจะขอบคุณพี่อาร์มให้เรียบร้อย “กลับบ้านไปหาว่านหางจระเข้มาทามือล่ะถ้ามาบัวหิมะก็เอามาใช้เลย” อาร์มบอก “ว่านหางจระเข้....บัวหิมะ ??” ทิศทำหน้าไม่เข้าใจ “ไม่ต้องมาทำหน้างงเลยโดนลวกใช่มั้ยล่ะมือน่ะ” อาร์มพูด “ลวกงั้นเหรอครับ” ทิศพูดก่อนจะยกมือขึ้นมาและหงายดูมือตัวเอง “เฮ้ยมือผม !!” และเมื่อทิศเห็นมือตัวเองก็อุทานออกมาอย่างตกใจเพราะมือเขานั้นแดงไปทั้งแถบ “นั่นว่าแล้วโดนลวกจริงๆด้วยจานพวกนั้นน่ะมันล้างด้วยน้ำเดือดเพื่อฆ่าเชื้อตอนออกจากเครื่องมาพวกมือใหม่ถ้าไม่ระวังโดนลวกกันทุกคนนั่นแหละตอนนี้อาจจะยังไม่แสบแต่พอกลับบ้านไปรับรองพองแน่นอนถ้าไม่รีบทาบัวหิมะหรือเอาว่านหางจระเข้มาโปะไว้ล่ะก็พุ่งนี้มันจะบวมและปวดมาก” อาร์มอธิบาย “เข้าใจแล้วครับผมกลับบ้านไปจะรีบจัดการเลยหน้าบ้านมีว่านหางจระเข้ที่แม่ปลูกเอาไว้พอดี” ทิศพยักหน้าเข้าใจจากนั้นเขาก็ขอตัวลากลับบ้านทันที ทิศออกจากโรงแรมมาและขึ้นรถเมล์กลับบ้านระหว่างที่นั่งรถเมล์อยู่นั่นเองเขาก็ได้ยินเสียงผู้โดยสารที่นั่งอยู่ข้างหลังเขาคุยกัน “นี่เธอได้ดูเปล่าเรื่องของสมาคมคาราเต้เมื่อเช้าน่ะ” “ได้ดูสิโค้ชคนใหม่สินะประวัติโหดมากเลยแชมป์โลกห้าสมัยแถมยังมีรางวัลเหรียญทองโอลิมปิกสองเหรียญอีกมีความสำเร็จตั้งขนาดนั้นทำไมหายตัวไปถึงสิบห้าปีกันนะ” “ดูเหมือนว่าฉันได้ข่าวว่าติดยาน่ะเลยหายตัวไป” “เอ๋...ติดยาหรอกเหรอถ้าอย่างนั้นที่หายตัวไปสิบห้าปีก็ไปบำบัดอยู่สินะ” “ก็คงจะเป็นแบบนั้นแหละ” “เอาคนที่เคยติดยามาเป็นโค้ชทีมชาติคนใหม่สมาคมคิดอะไรอยู่เนี่ยแถมยังจ่ายเงินเดือนให้เดือนละเป็นล้านทั้งที่เป็นแค่โค้ชคนไทยเองเงินพวกนั้นน่ะภาษีพวกเราทั้งนั้น” “นั่นสิภาษีพวกเราทั้งนั้นสงสัยเป็นเพราะหัวหน้าสมาคมกับโค้ชคนใหม่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันสมัยตอนเป็นนักกีฬาล่ะมั้งถึงกล้าให้เงินเดือนสูงขนาดนี้ทั้งที่ไม่มีผลงานด้านการเป็นโค้ชลำพังแค่ผลงานสมัยก่อนตอนเป็นนักกีฬาน่ะเอามาใช้ไม่ได้หรอกเพราะนักกีฬาเวลาได้เหรียญกับได้แชมป์มาก็เป็นเพราะโค้ชทั้งนั้น” “โอ้ที่แท้ก็เพราะเส้นสายนี่เองตอนสัมภาษณ์เห็นคุยโม้เรื่องจะกวาดเหรียญโอลิมปิกหวังว่าคงทำได้อย่างที่พูดนะไม่งั้นมีหวังโดนด่าจนไม่มีที่ยืนในสังคมแน่” ทิศที่ได้ฟังทั้งสองคนคุยกันก็ได้แต่คิดเงียบๆคนเดียว สมาคมกีฬาคาราเต้บ้านเรานี่มันยังไงเนี่ยเอาอดีตคนติดยามาเป็นโค้ชเนี่ยนะแถมยังจ้างด้วยเงินเดือนเป็นล้านคิดว่าเป็นโค้ชซิโก้หรือไงแถมยังมีการใช้เส้นสายอีกทั้งตัวหัวหน้าสมาคมกีฬาคาราเต้กับตัวโค้ชที่มาคุมทีมชาติแม่งทุเรศชะมัดเพราะแบบนี้ไงเราถึงไม่ดูกีฬาอย่างอื่นนอกจากบอล !! ทิศคิดในใจ (ไรท์ : จากข้อมูลในกูเกิ้ลโค้ชซิโก้ตอนที่คุมทีมชาติชุดใหญ่ได้เงินเดือนประมาณเดือนละ 2 ล้านบาทครับ) อีกด้านหนึ่ง เจนและจันทร์วาดหลังจากเข้าพบและคุยกับนักกีฬาเสร็จทั้งคู่ก็เตรียมออกไปกินข้าวเย็นที่โรงแรมหรูแห่งหนึ่งตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในรถและกำลังมุ่งหน้าไปโดยมื้อเย็นนี้ยังมีแขกอีกหลายคนซึ่งเป็นเหล่าผู้บริหารของสมาคมนั่นเองพวกเขานัดกินข้าวเพื่อทำความรู้จักกันแต่ระหว่างนั่งอยู่ในรถจู่ๆทั้งคู่ก็จามออกมา “ฮัดเช้ย !!x2” เจนและจันทร์วาดจามออกมาเสียงดังก่อนจะหันหน้ามาถามกัน “มึงเป็นเปล่าวะ/พี่เป็นเปล่าอ่ะ !!” “เป็นห่าอะไรกูไม่เป็นอะไรทั้งนั้นแหละกูล้างมือและระวังตัวตลอดเวลา” จันทร์วาดบอก “หนูก็ไม่เป็นหรอกน่า” เจนพูด “ว่าแต่จะไปกินข้าวกันที่ไหนล่ะ” จันทร์วาดถาม “ก็โรงแรมเดอะรอยัลแถวสาธรน่ะพี่สมาคมเราเวลามีเลี้ยงรับรองอะไรก็ใช้ที่นั่นเป็นประจำ” เจนตอบ (ชื่อโรงแรมไรท์สมมุติขึ้นมาเท่านั้น) “หือโรงแรมนั่นมัน !!” จันทร์วาดอุทานออกมา “พี่รู้จักเหรอ” เจนทำหน้าสงสัย “อือนิดหน่อยพ่อดีพ่อของเพื่อนไอ้ทิศเป็นเจ้าของน่ะสมัยประชุมผู้ปกครองก็ได้เจอกันอยู่รู้สึกจะชื่อคุณทศล่ะมั้ง” จันทร์วาดนึงถึงเพื่อนลูกชายที่มีพ่อเป็นเจ้าของโรงแรมหรู “ใช่พี่เขาชื่อคุณทศว่าแต่โลกกลมจังเลยนะไม่แน่พี่อาจจะเจอคุณทศก็ได้เพราะเวลาสมาคมเราไปที่โรงแรมนั่นเขามักจะแวะมาหาเสมอ” เจนบอก “งะ...งั้นเหรอรู้สึกเกร็งไงก็ไม่รู้แฮะที่จะไปเจอคนรู้จักแบบนี้” จันทร์วาดที่ได้ยินดังนั้นก็ได้แย่ยกมือขึ้นเกาหัวเพราะเธอกลัวว่าตัวเองจะทำตัวไม่ถูกเมื่อเจอผู้ปกครองของเพื่อนลูกชายเพราะตอนที่เจอกันที่โรงเรียนตอนประชุมผู้ปกครองนั้นคนอื่นเขารู้เพียงแค่ว่าเธอเป็นเพียงแม่ม่ายเจ้าของตลาดเท่านั้น จากนั้นทั้งคู่ก็มุ่งหน้าไปที่โรงแรมเดอะรอยัลทันที จบ...