ในงานประลองระหว่างตระกูลเมืองเหรินจง ตระกูลนับร้อยต่างแข่งขันกันเพื่อให้ได้เป็นใหญ่ ทว่าในความเป็นจริงนั้น มีตระกูลชั้นสูงเพียงสามตระกูลที่โดดเด่นออกมาอย่างแท้จริง
ถึงแม้จะเป็นศิษย์ชั้นยอดจากทั้งสามตระกูล ชิงป้ายมาได้มากกว่าสิบป้ายก็ถือว่าไม่ย่ำแย่แล้ว
ศิษย์ชั้นยอดส่วนใหญ่ปกป้องป้ายของตนไม่ให้ถูกชิงไปได้ก็นับว่าดีมากโขแล้ว พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนไม่มีป้าย หรือแม้กระทั่งถูกฆ่า
หานเฟิงติดตามร่องรอยไป ผ่านไปได้เพียงไม่นานก็ประชันกับคนไปเป็นจำนวนมากแล้ว
ทว่าหลังจากการแข่งขันเริ่มต้นไปเพียงหนึ่งวัน ในมือของคนกว่าครึ่งก็ไร้ป้ายในครอบครอง
หานเฟิงพบคนมากกว่าสิบคนแล้ว มีเพียงหนึ่งในนั้นที่มีป้ายสามป้ายในครอบครอง ผู้อื่นล้วนแต่ไม่มีทั้งสิ้น
หานเฟิงอดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ "วันนี้ข้าโชคไม่ดีเอาเสียเลย"
"หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป วันนี้เห็นทีข้าคงไม่อาจเก็บได้ครบร้อยป้าย"
"พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้าย การแข่งขันจะยิ่งดุเดือดมากยิ่งขึ้น ข้าเพียงแค่ต้องเอาชนะหนึ่งคนก็จะสามารถเก็บป้ายได้หลายป้าย ถึงขั้นว่าอาจเก็บได้ถึงสิบป้าย แต่ก็ไม่อาจรับรองได้ว่าข้าจะได้เป็นอันดับหนึ่ง"
"วันนี้ต้องขยันหน่อยแล้ว"
ขณะที่กำลังท่องไปทั่วภูเขา ทันใดนั้นจู่ ๆ หานเฟิงก็สังเกตเห็นบางสิ่ง
ใต้รากต้นไม้ใหญ่ในจุดที่ไม่สะดุดตาผู้คน หานเฟิงพบสัญลักษณ์หนึ่งเข้า
"นี่ไม่ใช่สัญลักษณ์ของหานหลินหรอกหรือ? "
"ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้หานหลินยังโอ้อวดกับข้าอยู่เลย"
"เขาไม่กลัวว่าจะเปิดเผยที่อยู่ตนหรือไร?แม้สัญลักษณ์นี้ยากจะดูออก คาดว่าคงไม่มีผู้ใดนอกเสียจากข้าที่รู้จัก...ช้าก่อน นอกเสียจากข้าหรือ? "
"หรือว่า...."
หานเฟิงผุดลุกขึ้นในทันที สีหน้าเคร่งขรึมขึ้น เขาเริ่มหันไปมองสภาพบริเวณรอบข้าง
ในไม่ช้า สีหน้าของหานเฟิงก็เคร่งเครียดขึ้นมา "ดังคาด สัญลักษณ์นี้กำลังบอกข้า หานหลินพบปัญหาแล้ว ต้องการความช่วยเหลือจากข้า"
"บนเขายอดหยกนอกจากสัตว์อสูร มีเพียงคนจากตระกูลฉางเท่านั้นที่สามารถทำร้ายหานหลินได้ ข้าต้องเร่งค้นหาเขาให้พบ"
หานเฟิงเร่งฝีเท้าตามร่องรอยจากสัญลักษณ์นั้นไป
ระหว่างทาง สีหน้าของหานเฟิงค่อย ๆ เยือกเย็นมากยิ่งขึ้น เหตุเพราะระหว่างทาง หานเฟิงพบร่องรอยหยดเลือดเป็นจำนวนมาก
หานเฟิงปะติดปะต่อหยดเลือดนั้นเข้ากับหานหลินโดยจิตใต้สำนึก "หากหยดเลือดพวกนี้ล้วนเป็นของหานหลิน ยามนี้จะต้องบาดเจ็บสาหัสเป็นแน่ ต้องรีบหาหานหลินให้พบโดยเร็ว"
เมื่อตระหนักว่าหานหลินได้รับบาดเจ็บ หานเฟิงจึงเก็บสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการห้ามเลือดและรักษาบาดแผลไปด้วยจำนวนหนึ่ง
ต่อมาหนึ่งชั่วโมงให้หลัง หานเฟิงพบหานหลินอยู่ในถ้ำที่มีหญ้าปกคลุมไว้แห่งหนึ่ง
ในตอนนี้หน้าท้องของหานหลินชุ่มโชกไปด้วยเลือด สีหน้าซีดเผือด สลบไสลไม่รู้สึกตัว
หานเฟิงรีบโปะยาสมุนไพรรักษาลงบนปากแผลให้หานหลินในทันที
หานเฟิงคอยเฝ้าหานหลิน รอให้หานหลินตื่นขึ้นมา หานเฟิงต้องการที่จะรู้ว่าเป็นผู้ใดสร้างบาดแผลให้หานหลิน มือสังหารที่ลงมือผู้นั้นใช่ฉางเหวินหวาแน่หรือไม่
การรอคอยครั้งนี้กินเวลายาวกว่าสามชั่วโมง
หานหลินค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมา เขามองเห็นคนอยู่ข้างกายตนอย่างเลือนราง แต่หานหลินสัมผัสไม่ได้ถึงเจตนาร้าย จึงถอนหายใจออกมา "หานเฟิงหรือ? "
วินาทีที่หานหลินฟื้นขึ้นมา หานเฟิงก็หยุดการฝึกปรือของตนแล้ว เขาก้าวเข้ามาช่วยพยุงหานหลินให้ลุกขึ้น
สมองของหานหลินแจ่มใสขึ้นมากแล้ว เมื่อมองเห็นหางเฟิงชัดเจน จึงเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา "ดียิ่งนัก ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที"
หานเฟิงกล่าวเสียงทุ้มลึก "หานหลิน นี่มันเรื่องอันใดกัน?เป็นฉางเหวินหวาใช่หรือไม่? "
อย่างไรก็ตาม หานหลินกลับส่ายหน้าพร้อมทั้งเอ่ย "ไม่ใช่"
จากนั้นหานหลินก็เริ่มระบายโทสะออกมา "เป็นหงซิ่งเป่าตระกูลหงกับคนของตระกูลหง ในนั้นยังมีศิษย์ชั้นยอดตระกูลหลี่กับตระกูลอวี้ที่เป็นตระกูลภายใต้ตระกูลหงอีกด้วย!"
หานเฟิงอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา "เป็นพวกเขางั้นหรือ? "
หานเฟิงไม่กระจ่างนัก "พวกเรากับตระกูลหงพึ่งตกลงเป็นพันธมิตรร่วมมือกันต่อกรกับตระกูลฉางในงานประลองระหว่างตระกูลนี้ เหตุไฉน..."
หานหลินยิ้มหยัน "ภัยคุกคามจากตระกูลฉางใหญ่หลวงเกินไป ด้วยเหตุนี้พวกเรากับพวกเขาถึงได้ผนึกกำลังกัน"
"เป็นข้าที่หละหลวมเกินไป"
"จริงอยู่ที่พวกเราเป็นพันธมิตรกับพวกเขาแล้ว ทว่ายามเผชิญหน้ากับผลประโยชน์บางอย่าง ความโลภย่อมทำให้พวกเขาทรยศพวกเราได้เสมอ"
"อย่างไรเสียหากข้าตายไปแล้ว ผู้ใดก็ไม่อาจรู้ได้ว่าหงซิ่งเป่ากับพรรคพวกทำเรื่องเช่นนี้ ถึงยามนั้นตระกูลหานยังคงต้องผนึกกำลังกับตระกูลหงอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว"
หานเฟิงคิ้วขมวดมุ่น "ผลประโยชน์?พวกเจ้าพบของน่าอัศจรรย์อันใดหรืออย่างไร? "
หานหลินพยักหน้า "ใช่แล้ว บริเวณใจกลางเขายอดหยก ข้ากับพวกหงซิ่งเป่าไปพบบุปผาเบิกรากเข้า"
"บุปผาเบิกราก!" ดวงตาของหานเฟิงเบิกกว้างในทันที
บุปผาเบิกราก ครั้งหนึ่งจะผลิดอกออกมาเพียงเก้ากลีบเท่านั้น แต่ละกลีบไม่เพียงแต่ช่วยทะลวงผ่านเส้นชีพจร ยังสามารถเร่งความเร็วในขั้นตอนกลั่นกำลังภายในให้เป็นพลังปราณ
ทั้งเก้ากลีบนั้นเพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่พึ่งเข้าสู่ขั้นสามัญระดับปลายกลั่นพลังปราณได้มากกว่าครึ่งภายในระยะเวลาอันสั้น
แววตาหานเฟิงเปล่งประกายขึ้นมา กลีบของบุปผาเบิกรากสามารถช่วยร่นระยะเวลาและออมแรงให้เขาในขั้นสามัญระดับปลายได้ไม่น้อยทีเดียว
แต่ในไม่ช้าหานเฟิงก็ต้องขมวดคิ้วอีกครั้ง
หานหลินพบบุปผาเบิกรากพร้อมกับหงซิ่งเป่า หานหลินได้รับบาดเจ็บ เช่นนั้นไม่เท่ากับว่าหงซิ่งเป่าได้บุปผาเบิกรากไปแล้วหรือ
ในหุบเขายอดหยกกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ หากหงซิ่งเป่าจงใจซ่อนตัว การจะหาเขาให้พบลำบากไม่น้อยทีเดียว
หานหลินมองออกว่าหานเฟิงกำลังคิดสิ่งใด จึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม "วางใจเถอะ บริเวณที่บุปผาเบิกรากอยู่มีสัตว์อสูรคอยพิทักษ์ มันอยู่ในหนองน้ำใกล้ ๆ บุปผาเบิกราก หากไม่ใช่เพราะสัตว์อสูรพิทักษ์ตัวนั้นจู่ ๆ ก็โจมตีกะทันหัน ไม่แน่ว่าข้าอาจจะตายอยู่ที่นั่นแล้วก็เป็นได้"
"หงซิ่งเป่าเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ที่เปิดหกเส้นลมปราณขั้นปลายทีเดียวเชียวนะ"
หานเฟิงประหลาดใจ "หกเส้นลมปราณขั้นปลายหรือ?ข้าจำได้ว่าระดับขั้นความสามารถในการฝึกยุทธ์ของเขายังไม่สู้เจ้ากระมัง"
หานหลินเอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยว "ตระกูลหงเห็นได้ชัดว่าทุ่มทรัพยากรจำนวนมากลงบนตัวหงซิ่งเป่า มิเช่นนั้นกำลังภายในของหงซิ่งเป่าจะก้าวหน้าข้ามขั้นข้าไปได้หรือ? "
"ตระกูลหงนอกจากหงซิ่งเป่าแล้ว คนอื่น ๆ ในตระกูลที่เปิดเส้นลมปราณที่สามได้ยังมีเพียงน้อยนิด"
"หากไม่ใช่หงซิ่งเป่าต่อสู้พัวพันอยู่กับสัตว์อสูรพิทักษ์ตัวนั้น ข้าจะหลบหนีออกมาอย่างง่ายดายได้ที่ใดกัน"
สิ้นคำ หานหลินก็ค่อย ๆ ประคองตนเองลุกขึ้นมา "สัตว์อสูรตนนั้นแม้จะร้ายกาจ แต่กลับไม่ใช่แม้กระทั่งสัตว์อสูรระดับสี่ นับว่าอยู่ขั้นสูงใกล้เข้าสู่ขั้นสูงสุด ในระยะเวลาสั้น ๆ หงซิ่งเป่าอาจจะไม่สามารถจัดการมันได้ แต่หากผ่านไปนาน ๆ ก็ยากที่จะกล่าวแล้ว ข้าจะพาเจ้าไป"
หานเฟิงมองหานหลินด้วยความกังวล "เจ้าไหวหรือ?ตอนนี้เจ้าได้รับบาดเจ็บ เกรงว่าแม้กระทั่งขั้นสามัญระดับกลางหนึ่งเส้นลมปราณยังสู้ไม่ได้กระมัง"
หานหลินขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าว "นี่นับเป็นอันใด หากปล่อยให้หงซิ่งเป่าได้บุปผาเบิกรากไป ข้าถึงจะโกรธจนกระอักเลือดออกมาแล้วจริง ๆ "
หานเฟิงไร้ทางเลือกทำได้เพียงปล่อยให้หานหลินนำทาง พวกเขาล้วนไม่ยินดีให้บุปผาเบิกรากตกไปอยู่ในมือของหงซิ่งเป่าตระกูลหงนั่น
ณ บริเวณใจกลางเขายอดหยก คนสิบกว่าคนนำโดยหงซิ่งเป่าต่างจับจ้องบุปผาเบิกรากใกล้หนองน้ำด้วยแววตาลุกโชน