TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 93 ศิลาสายเลือด

    ตอนที่ 93 ศิลาสายเลือด


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****




    ความรักของชายหญิงเป็นสิ่งที่เฟิร์สวางเฉยให้กับมันมานานแล้ว แม้จะรับรู้เรื่องราวทั้งหมดแต่ก็ไม่ได้นำมากระทบต่ออารมณ์แต่อย่างใด


    หลังจากที่คอมฟอร์ดได้เล่าเรื่องราวทั้งหมด เขาก็พาเฟิร์สเข้าไปด้านใน


    สายตานับไม่ถ้วนกำลังมองมาที่เขา


    ผู้บ่มเพาะนับสิบที่กำลังฝึกฝนต่างมองมาที่หญิงสาวอย่างไม่เข้าใจ


    “นั่นอีวาไม่ใช่หรอ? ทำไมเธอถึงเข้ามาที่นี่ได้?”


    ชายชราคอมฟอร์ดพาเฟิร์สไปที่ห้องลงทะเบียน และเอ่ยแนะนำให้กับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ


    “เธอไม่ต้องมองอย่างฉงนใจขนาดนั้น ตอนนี้อีวาได้ปลุกพลังสายเลือดขึ้นมาแล้ว แล้วฉันก็ได้ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วด้วย”


    “โอ้จริงหรอเนี้ย ยินดีด้วยนะอีวา แม้จะช้าไปหน่อยแต่เธอก็ทำมันได้สำเร็จ” หญิงสาววัยกลางคนในชุดกระโปรงยาวสีม่วงเอ่ยขึ้น


    เธอคนนี้ก็คือมากาเร็ต เจ้าหน้าที่ของค่ายฝึกฝนแห่งนี้


    “ฉันก็ยินดีมากเช่นกันคุณมากาเร็ต” เฟิร์สเอ่ยและยิ้มออกมา


    “เอาล่ะ ถ้างั้นเธอก็กรอกเอกสารฉบับนี้ แล้ววัดระดับพลังด้วยหินก้อนนี้” มาดามมากาเร็ตเอ่ยอย่างใจดี


    “หินก้อนนี้คือ?”


    “อ้อ มันเรียกว่าศิลาสายเลือด มีไว้ใช้ในการวัดระดับพลังสายเลือดน่ะ อย่างที่รู้กันว่าหากบรรลุเข้าสู่ขอบเขตบารอนได้ ก็จะได้รับการรับรองและออกจากค่ายฝึกฝนนี้ได้ ดังนั้นมันจึงต้องวัดระดับพลังสายเลือดเพื่อระบุสถานะ” มากาเร็ตเอ่ยอย่างใจเย็น


    ความจริงแล้วเฟิร์สก็พอจะรู้เรื่องศิลาสายเลือดอยู่บ้าง เพราะการอ่านหนังสือในหอสมุดของเขา 


    อย่างที่รู้กันว่าโลกนับไม่ถ้วนแห่งนี้นั้นเกิดขึ้นมาจากซากศพของสิ่งมีชีวิตหลากโลกา ซากศพนี้มีทั้งสามารถวิวัฒน์เป็นสิ่งมีชีวิตได้และวิวัฒน์ไม่ได้ และศิลาสายเลือดนี้คือหนึ่งในเศษซากเหล่านั้นที่คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของเซลสิ่งมีชีวิตหลากโลกา 


    น่าเสียดายที่ศิลาชนิดนี้ไม่สามารถนำมาเป็นทรัพยากรในการเพิ่มพลังบ่มเพาะพลังสายเลือดได้ แต่กลับสามารถวัดพลังสายเลือดได้ ระดับสูงหลายคนวิเคราะห์ว่าศิลาสายเลือดอาจจะถูกวิวัฒน์มานับครั้งไม่ถ้วน จึงสูญเสียพลังสายเลือดดั้งเดิม แต่มีปฏิกิริยาตอบโต้กับพลังสายเลือดทุกชนิด


    อีกทั้งศิลาสายเลือดนี้ยังทนทานเป็นอย่างมาก ไม่ว่าเป็นศิลาสายเลือดก้อนใดก็สามารถวัดพลังได้ทุกระดับตั้งแต่ขอบเขตพื้นฐานไปจนถึงขอบเขตจักรพรรดิเลยทีเดียว


    เฟิร์สทำการกรอกข้อมูลของตนเองลงไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็นำมือของตนเองมาทาบที่ศิลาสายเลือด


    ศิลาสายเลือดเป็นก้อนหินโปร่งใสที่มีขนาดเท่ากับกำปั้น ทว่าในความโปร่งใสนั้นกลับมีชั้นหินอยู่สามชั้น ซึ่งทั้งสามชั้นนั้นเป็นสิ่งที่ใช้วัดระดับขั้นของขอบเขตคือต่ำ กลาง สูง


    “ทำใจให้ว่างแล้วปลดปล่อยพลังสายเลือดออกมา ศิลาสายเลือดจะวัดระดับพลังโดยไม่อาจปิดปังได้ เพราะมันจะเชื่อมต่อกับพลังสายเลือดโดยตรง ไม่มีทางที่ใครคนใดคนหนึ่งจะควบคุมได้” มากาเร็ตกล่าวอธิบาย


    ตอนนั้นเองแสงสีขาวก็ค่อยๆ เรืองแสงออกมาราวกับเป็นหลอดไฟ ทว่าดวงไฟนั้นค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มันผ่านชั้นแรกและทะลวงเข้าสู่ชั้นถัดไป


    “นี่มันเกิดอะไรขึ้นคอมฟอร์ด ไม่ใช่ว่านายพึ่งจะบอกว่าเธอพึ่งปลุกพลังสายเลือดขึ้นมาหรอกหรือ?” หญิงสาววัยกลางคนเอ่ยถามชายชราที่อยู่ข้างๆ


    “ฉันก็ไม่รู้ ... ฉันเองก็พึ่งทดสอบพลังของเธอตอนที่อยู่ด้านนอกเท่านั้น หรือว่าพลังสายเลือดของเธอตื่นมานานแล้ว แต่กลับไม่รู้ตัว ...” 


    ในขณะที่ชายชรากำลังกล่าวพึมพำนั้น แสงสีขาวก็เข้าสู่ระดับกลางและเรืองแสงเข้าสู่ระดับถัดไป


    “ไม่จริงน่า! อีวานี่พลังสายเลือดของเจ้าพึ่งถูกปลุกให้ตื่นจริงๆ หรอ?”


    คนทั้งสองมองไปที่หญิงสาวผมดำ


    และดูเหมือนว่าการทดสอบพลังของอีวาจะไม่ได้อยู่ในความสนใจของคนทั้งสองเท่านั้น แต่ผู้บ่มเพาะคนอื่นๆ ที่อยู่ในค่ายก็มาเกาะขอบหน้าต่างแอบดูเช่นกัน


    “นั่นมันอะไรกัน ... อีวาเป็นผู้บ่มเพาะขอบเขตพื้นฐานชั้นสูงแล้วอย่างนั้นหรอ?”


    “เธอเก็บงำฝีมือของตนเองเอาไว้ตลอดเลยหรอ?”


    “เร็วเข้ามาพวกเรามาดูนี่เร็ว อีวากำลังทดสอบพลังสายเลือด เธอกำลังเข้าสู่ขอบเขตพื้นฐานชั้นสูงแล้ว”


    ผู้คนเริ่มแตกตื่นมากขึ้นกับเหตุการณ์นี้ พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าผู้ที่พึ่งจะปลุกพลังสายเลือดขึ้นได้ก็มีพลังในระดับนี้ได้แล้ว แม้แต่องค์รัชทายาทอินดิสที่มีพลังสายเลือดแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งฮาดาเอง เมื่อปลุกพลังสายเลือดขึ้นได้ก็มีพลังอยู่ในระดับต่ำทั้งสิ้น


    ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตะลึง เฟิร์สที่ประทับฝ่ามือเข้ากับศิลาสายเลือดเขากลับต้องเผชิญกับเหตุการประหลาดในนิมิตของตน


    วินาทีที่เขาประทับฝ่ามือลงบนศิลาสายเลือด ตัวเขาเองเหมือนกำลังตกเข้าสู่โลกหนึ่งอันเป็นห้วงเหวลึกอันไร้ที่สิ้นสุด


    ขณะที่เขาตกลงไป ร่างของอีวากลับประสบกับบางสิ่งที่แปลกประหลาด ราวกับว่าร่างกายที่เป็นพลังสายเลือดที่หลับใหลได้ถูกดึงขึ้นมาจากการหลับใหล


    ศิลาสายเลือดนี้กำลังปลุกสายเลือดของเธอให้ตื่นขึ้นมามากขึ้น


    คนผู้อื่นที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากศิลาสายเลือดเหล่านี้ให้กลายเป็นทรัพยากรได้ แต่มันกลับมีปฏิกิริยากับพลังสายเลือดของร่างนี้


    เดิมทีผู้บ่มเพาะพลังสายเลือดจะเน้นไปที่พลังกายเป็นส่วนใหญ่ แต่พลังสายเลือดของอีวากลับแหกคอก มันได้ส่งผลต่อวิญญาณ


    เหตุที่ศิลาสายเลือดนี้ไม่มีประโยชน์ต่อผู้บ่มเพาะคนอื่นๆ เพราะมันไม่มีพลังเสริมด้านกายา แต่กลับมีพลังวิญญาณที่เปี่ยมล้น


    เพราะเหตุนี้จึงทำให้มันกลายเป็นทรัพยากรบ่มเพาะให้กับอีวาได้อย่างพอดิบพอดี


    “กายหยาบนี้ประหลาดยิ่ง มันเหมือนกับกำลังบำรุงวิญญาณของฉัน” 


    เฟิร์สรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมากที่พลังวิญญาณของเขาได้ฟื้นฟูขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่เขาพยายามทะลวงประตูสายเลือด วิญญาณก็ได้รับบาดเจ็บและความเหนื่อยล้า


    ทว่าตอนนี้พลังสายเลือดของอีวากลับบำรุงวิญญาณของเขาเสียอย่างนั้น


    “เป็นพลังสายเลือดที่สามารถบำรุงวิญญาณได้อย่างนั้นหรอ? หรือว่าพลังสายเลือดนี้จะเกี่ยวข้องกับดวงวิญญาณ โลกลวงนั้นดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว พลังสายเลือดนี้อาจจะฉุดรั้งดวงวิญญาณของเป้าหมายให้เข้าสู่โลกลวง ไม่ใช่การสะกดจิตทั่วไป”


    เฟิร์สวิเคราะห์จากสัมผัสที่เขาได้รับรู้ ดูเหมือนว่าเขาจะโชคดีเปิดได้สายเลือดธรรมดาที่ไม่ธรรมดาของสิ่งมีชีวิตหลากโลกาเข้าให้แล้ว


    “จากที่สังเกตพลังสายเลือดเก่าแก่ของมหาทวีป สิ่งมีชีวิตหลากโลกาท่านนี้คงจะเก่งกาจเรื่องกายหยาบ ความสามารถด้านกายาจึงหลากหลายมาก แต่ในด้านวิญญาณอาจจะอ่อนด้อยไปบ้าง ถึงอย่างไรเขาก็สามารถรับรู้ถึงวิถีวิญญาณเพื่อปกปิดจุดอ่อนของตน เพราะเหตุนี้พลังสายเลือดนี้ถึงได้อยู่ในระดับกลางๆ ค่อนไปทางต่ำของเขาสินะ”


    เฟิร์สใช้ประสบการณ์ของตนเองเปรียบเทียบและทำความเข้าใจสิ่งมีชีวิตหลากโลกาท่านนี้


    แน่นอนว่าเรื่องที่เฟิร์สสามารถคาดเดาได้นั้นเป็นเพียงปลายยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น สิ่งมีชีวิตหลากโลกาไม่ใช่อะไรที่จะมาคาดเดาได้ง่ายๆ แบบนั้น


    ตอนนั้นเองสัญลักษณ์สายเลือดกลางหลังของอีวาก็ส่องแสงเรืองรองทะลุผ่านเสื้อผ้า


    “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมพลังสายเลือดของเธอถึงได้ปะทุรุนแรงขนาดนี้?” คอมฟอร์ดเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ


    ทุกสิ่งมีชีวิตในโลกนี้เมื่อพลังสายเลือดถูกปลุกขึ้นมา ร่างกายของพวกเขาจะเกิดการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งกระดูกสันหลังของพวกเขาด้วย 


    โดยที่กลางแผ่นหลังของพวกเขาจะปรากฏสัญลักษณ์พลังสายเลือดเชื่อมต่อกับกระดูกสันหลัง


    หากผู้ฝึกกำลังภายในกักเก็บพลังปราณไว้ในจุดตันเถียนแล้วล่ะก็ สิ่งมีชีวิตในโลกนี้ก็กักเก็บพลังสายเลือดไว้ในกระดูกสันหลังเช่นกัน


    วึง!


    แสงสีขาวในศิลาสายเลือดส่องแสงขึ้นเรื่อยๆ มันทะลวงผ่านจากขั้นกลางไปสู่ขั้นสูง และไม่มีท่าทีว่าจะหยุดเลย


    ผู้คนล้วนเข้ามามุงดูการวัดพลังนี้มากขึ้น


    ในขณะที่ทุกคนกำลังแตกตื่นกับเหตุการณ์นี้ แต่เฟิร์สกลับกำลังจมจ่อมอยู่ในโลกนิมิต 


    พลังสายเลือดภายในร่างสูงขึ้นเรื่อยๆ 


    ตอนนั้นเองศิลาสายเลือดที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งทนทานกลับเกิดรอยแตกร้าว


    ปริ!


    ศิลาสายเลือดมีพลังวิญญาณซ่อนอยู่ภายใน เพราะมีพลังวิญญาณนี้มันจึงสามารถใช้วัดระดับพลังสายเลือดที่ตอบสนองกันได้


    แต่ในตอนนี้เฟิร์สกลับดูดกลืนพลังวิญญาณที่อยู่ภายในศิลาสายเลือดเสียอย่างนั้น


    วูมมมมมมมมมมม


    แสงของพลังสายเลือดของอีวารุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งครั้งนี้แสงกลับไม่ได้ส่องออกมาจากศิลาสายเลือด แต่มันกลับส่องสว่างออกมาจากสัญลักษณ์เส้นแสงกลางหลังของหญิงสาวโดยตรง


    ก่อนหน้านี้แสงนี้นั้นเป็นสีขาว ทว่าบัดนี้มันสีของมันกลับเริ่มเปลี่ยนไป


    เหล่าครูฝึกของค่ายไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพลังวิญญาณภายในศิลาสายเลือดถูกดูดออกไป หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วศิลาสายเลือดนั้นมีพลังวิญญาณซ่อนอยู่


    เรื่องนี้จะโทษพวกเขาไม่ได้ เพราะความสามารถทางด้านวิญญาณของสิ่งมีชีวิตในโลกนี้อ่อนด้อยยิ่ง


    แล้วตอนนั้นเอง ...


    แสงที่ส่องออกมาจากสัญลักษณ์กลางแผ่นหลังของเฟิร์สนั้นไม่ได้เป็นสีขาวอีกต่อไป แต่มันกลับกลายเป็น “สีแดง”


    นั่นหมายความว่า ...


    พลังสายเลือดของอีวาในตอนนี้ได้บรรลุเข้าสู่ขอบเขตบารอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!


    เพล้ง!

    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน