ทลายภพสยบหมื่นดารา

    ตอนที่ 57 เงาบนหลังคา

    เงาดำกระโดดจากสันหลังคา มิได้ตกลงสู่พื้นแต่เหยียบเชือกตากผ้าซึ่งขึงข้ามตรอกแล้วไถลไปตามเส้นราวนกกลางคืน

    “อยู่ในเรือน!” เยี่ยซิงเหอตะโกนซ้ำ ก่อนพุ่งตาม

    หญิงผู้ถือคันธนูปล่อยลูกศร

    เงาบิดเอวหลบ ลูกศรเฉียดชายเสื้อไปปักปล่องควันทว่าพู่กันเปื้อนเลือดในมือมันสะบัดหนึ่งครั้ง หยดแดงกระจายลงบนหลังคาสามหลัง

    ทุกหยดกลายเป็นรอยเท้าดำ

    รอยเท้าวิ่งไปคนละทิศทั้งที่ไม่มีร่างใดเหยียบ

    “อย่าตามรอยบนกระเบื้อง!” เยี่ยซิงเหอสั่ง“มองสิ่งที่หิมะรับน้ำหนัก!”

    เงาดำหัวเราะเบา ๆ แล้วปล่อยตัวลงหลังเรือนช่างไม้

    เยี่ยซิงเหอข้ามรั้วเตี้ยตามไปเขาเห็นรอยเท้าจริงเพียงคู่เดียวกดหิมะลึกตรงมุมกำแพง ส่วนรอยอื่นดำแต่ไม่ยุบ

    ศัตรูต้องการให้เขาแบ่งสายตา

    เขาไม่เปิดเนตรเทวะ

    เพียงเลือกทางซึ่งโลกจริงถูกเหยียบ

    ตรอกด้านหลังแคบพอให้สองคนสวนกันไม่ได้ฝาผนังดินทั้งสองข้างมีถังน้ำและฟืนกองขวาง คนร้ายวิ่งนำอยู่สามจั้งเสื้อคลุมของมันไม่มีชายสะบัด ราวกับเงาถูกตัดเป็นรูปร่างมนุษย์

    เยี่ยซิงเหอหยิบท่อนไม้จากกองฟืน ขว้างต่ำไปยังข้อเท้า

    คนร้ายกระโดด

    เขารอจังหวะนั้นอยู่แล้ว

    กระบี่เงาดาราฟันขึ้นจากด้านล่าง ไม่ใช้ปราณมีเพียงคมเหล็กบังคับให้คู่ต่อสู้บิดตัวกลางอากาศ

    ปลายกระบี่เฉือนผ้าคลุมขาดหนึ่งแถบ

    ใต้ผ้าไม่มีเกราะ มีเพียงชุดรัดกุมสีเทาและเชือกแดงพันรอบเอว

    คนร้ายแตะกำแพงด้วยปลายเท้า พลิกข้ามศีรษะเยี่ยซิงเหอแล้วใช้พู่กันแทงท้ายทอย

    เยี่ยซิงเหอก้มหลบ ขนพู่กันกรีดผนังดินเป็นรอยลึกกลิ่นโลหิตฟุ้งขึ้น

    พู่กันมิใช่เครื่องเขียน

    ด้ามของมันเป็นเหล็กกลวงซ่อนเข็มสามเล่ม

    เยี่ยซิงเหอใช้สันกระบี่ปัด เข็มสองเล่มกระเด็นลงหิมะเล่มที่สามพุ่งผ่านหน้าต่างกระดาษเข้าเรือน

    เสียงเด็กร้องดังขึ้นข้างใน

    เขาหยุดไล่เพียงครึ่งก้าวใช้ฝักกระบี่กระแทกเข็มซึ่งยังคาอยู่ในกรอบหน้าต่างให้ตกก่อนมันทะลุเข้าไป

    ครึ่งก้าวนั้นทำให้คนร้ายหนีถึงปลายตรอก

    “เจ้าเลือกช้าเกินไป” มันกล่าวเป็นครั้งแรก

    น้ำเสียงแหบ ไม่บอกเพศหรือวัย

    เยี่ยซิงเหอตอบ “แต่ข้าเลือกถูกคน”

    เขาเตะถังน้ำให้กลิ้งตามไป น้ำกระจายบนหิมะคนร้ายเหยียบพื้นเปียกและเสียหลักเล็กน้อย

    มันกลับใช้การลื่นนั้นหมุนตัวเข้าตรอกขายของซึ่งมีแผงไม้ร้างเรียงสองด้าน ถุงเมล็ดพืช หม้อดินและตะกร้าซึ่งชาวบ้านทิ้งไว้ตั้งแต่ระฆังเตือนภัยกีดขวางทาง

    คนร้ายใช้พู่กันเกี่ยวผ้าแดงจากแผงหนึ่ง สะบัดคลุมกองฟืนแล้วแทงเข็มผ่านผ้า

    กองฟืนใต้ผ้ากระตุกเหมือนมีคนดิ้น

    เสียงหญิงร้องดังจากข้างใน “ช่วยด้วย!”

    เยี่ยซิงเหอชะงักเพียงเสี้ยวลมหายใจ

    เขาจำได้ว่าเจ้าของเสียงอยู่ในเรือนทางเหนือเมื่อครู่ไม่มีทางมาถึงตรอกนี้ก่อนพวกเขา

    จึงฟันเชือกซึ่งซ่อนใต้ผ้าแทนยกผ้าออก

    เสียงร้องหยุดทันทีกองฟืนล้มเผยกระบอกไม้เล็กซึ่งมีแผ่นหนังขึงปากลมจากการกระตุกเชือกบีบให้มันเลียนเสียงคน

    มิใช่วิชาอ่านวิญญาณ

    เป็นกลไกซึ่งคนธรรมดาสร้างได้

    ศัตรูผสมกลลวงง่ายเข้ากับค่ายกลทำให้ผู้ไล่ไม่รู้ว่าเรื่องใดควรใช้เหตุผลแบบใด

    คนร้ายพลิกแผงไม้ขวางทาง

    เยี่ยซิงเหอไม่ปีน เขาสอดกระบี่ใต้ขาแผงแล้วงัดมวลไม้ทั้งชิ้นล้มไปด้านหน้า กระแทกหลังคู่ต่อสู้จนเสียจังหวะ

    เขาตามทันและคว้าชายเสื้อ

    ผ้าดำหลุดออกจากร่างง่ายเกินไป

    ด้านในเย็บถุงเลือดเล็กหลายถุง เมื่อถูกดึง ถุงสองใบแตกเลือดสาดพื้นเป็นวง

    อักขระโลหิตผุดขึ้นรอบข้อเท้าเยี่ยซิงเหอ

    พื้นตรอกนิ่มลงราวโคลน เขาจมหายถึงหน้าแข้ง

    คนร้ายทิ้งเสื้อคลุมแล้วหนีต่อโดยไม่หัน

    เยี่ยซิงเหอไม่ใช้ปราณระเบิดวง เขาแทงกระบี่นอกขอบอักขระใช้ด้ามเป็นหลักคาน ดึงตัวขึ้นทีละส่วน เลือดบนพื้นพยายามเลื้อยตามแขนแต่เขาใช้ฝักปัดไม่ให้สัมผัสผิว

    หญิงผู้ถือคันธนูยิงเชือกจากหลังคา ลูกศรปักเสาไม้ข้างเขา

    “จับเชือก!”

    เขาใช้แขนพันแล้วให้นางดึงพร้อมกับคานกระบี่

    ขาหลุดจากวง

    ทั้งคู่เสียเวลาไปเกือบสิบลมหายใจ

    คนร้ายหายพ้นปลายตรอกแล้ว

    เยี่ยซิงเหอไม่ตามรอยเลือดบนพื้น เพราะอาจเป็นกับดักอีกเขาปีนแผงขึ้นหลังคา มองกระเบื้องซึ่งรับน้ำหนัก

    รอยแตกร้าวสามแผ่นเรียงไปทางประตูหมู่บ้าน

    “มันต้องการประตู” เขากล่าว

    หญิงผู้ถือคันธนูถาม “เพื่อหนีออก?”

    “หรือเพื่อเปิดสิ่งที่อยู่ใต้ประตู”

    พวกเขาแยกกัน นางใช้หลังคารักษาระยะยิงส่วนเขาลงตรอกคู่ขนานเพื่อดักหน้า ไม่เดินตามเส้นซึ่งศัตรูเตรียมไว้

    หญิงผู้ถือคันธนูขึ้นหลังคาตามทันลูกศรดอกที่สองยิงลงขวางทางออก

    คนร้ายไม่หลบ

    มันสะบัดเสื้อคลุมดำรับลูกศรจมหายเข้าไปในผ้าโดยไม่มีเสียงกระทบเนื้อ

    จากนั้นเงาบนพื้นกลับนูนขึ้นเป็นร่างอีกคน

    ร่างแรกวิ่งซ้าย

    เงาที่สองวิ่งขวา

    “ของปลอมทางขวา!” หญิงผู้ถือคันธนูร้อง

    เยี่ยซิงเหอกลับฟันทางขวา

    คมกระบี่ปะทะเหล็ก

    ร่างซึ่งดูเป็นเงากลับมีน้ำหนักจริงส่วนคนร้ายทางซ้ายแตกเป็นหมึกดำติดผนัง

    มันตั้งใจให้ผู้ซึ่งคิดว่าตนอ่านกลลวงออกเลือกผิดอีกชั้น

    พู่กันเหล็กปะทะกระบี่เงาดารา เสียงแหลมบาดหูคนร้ายกดด้ามลงแล้วหมุน เข็มที่เหลือพุ่งออกจากปลายด้ามใส่ดวงตาเยี่ยซิงเหอ

    เขาหันหน้า เข็มกรีดแก้มเป็นทางร้อน

    พิษหรือไม่ยังไม่รู้

    คนร้ายฉวยจังหวะเตะอกเขาแล้วถอยออกสู่ลานเล็กหลังเรือน

    เยี่ยซิงเหอถอยสองก้าว แต่ไม่ล้ม ปราณสีทองขยับเองในแกนเขากดมันไว้ หากใช้ตอนนี้ ค่ายกลด้านล่างอาจตอบและศัตรูจะได้สิ่งที่ต้องการ

    เขาเปลี่ยนมือจับกระบี่

    คนร้ายเห็นและถาม “กลัวใช้พลังหรือ?”

    “กลัวเจ้าหนีช้าเกินไป”

    “คนที่ถูกล้อมยังพูดเหมือนผู้ล่า”

    “เพราะเจ้ากำลังวิ่ง”

    เยี่ยซิงเหอพุ่งเข้าอีกครั้ง

    ครั้งนี้เขาไม่ตามปลายพู่กัน แต่มองไหล่กับสะโพกของคู่ต่อสู้ทุกการโจมตีต้องเริ่มจากส่วนซึ่งรับน้ำหนักเขาเคยฝึกกายบนภูเขาจนรู้ว่าร่างกายโกหกยากกว่าอาวุธ

    คนร้ายแทงสูง

    เขาไม่ปัด กลับเบี่ยงครึ่งก้าวแล้วใช้ไหล่ชนอก

    เสียงกระดูกดังเบา ๆ

    พู่กันหลุดมือ

    เยี่ยซิงเหอเหยียบด้ามไว้และวางคมกระบี่ตรงคอ

    “ผู้ใดสั่งเจ้า?”

    คนร้ายยกสองมือ แต่เงาบนพื้นไม่ยกตาม

    เงานั้นเลื้อยไปยังขาเยี่ยซิงเหอ

    เขากระโดดถอยก่อนมันพันข้อเท้า เงาพลันพุ่งขึ้นเป็นเส้นสีดำฟาดกระบี่เอียง คนร้ายกลิ้งลอดคมแล้วคว้าพู่กันกลับไป

    “ผู้สั่งของข้าไม่อยู่ในที่ซึ่งเจ้ามองเห็น”

    “จ้าวนิกายหรือ?”

    มันหัวเราะ “เจ้าคิดว่าจ้าวนิกายอยู่สูงสุดแล้วหรือ?”

    คำตอบตรงกับเศษข่าวจากเฉียนซุ่นมากเกินไป

    จึงอาจเป็นความจริงหรือเป็นเหยื่อซึ่งศัตรูรู้ว่าเขากำลังสงสัย

    เยี่ยซิงเหอไม่ถามซ้ำ

    เขาเปลี่ยนเป้าจากคำตอบเป็นการตัดทางหนี

    คนร้ายถอยสู่ประตูโม่เหอ

    ตรงนั้นมีคนเฝ้าสี่คนกำลังยกโล่บังธนูจากนอกกำแพงเมื่อเห็นเงาดำวิ่งมา คนหนึ่งยกหอกขวาง อีกคนรีบลงคานประตูชั้นใน

    “อย่าให้มันแตะเงาประตู!” เยี่ยซิงเหอร้อง

    ช้าไปหนึ่งลมหายใจ

    คนร้ายสะบัดพู่กันเขียนขีดบนเงาคาน

    เงาประตูแยกออกเหมือนผ้าถูกกรีด

    มิใช่ประตูไม้ที่เปิด แต่เป็นช่องดำบนพื้นลมเย็นจัดพุ่งขึ้นจากใต้ดิน พร้อมกลิ่นเลือดเก่า

    ทหารเฝ้าประตูผู้หนึ่งยืนทับช่องพอดี ขาขวาจมหายถึงเข่า

    เขาร้องและพยายามดึงตัว แต่เงารัดแน่นขึ้น

    คนร้ายหันเข้าหาช่องหนี

    เยี่ยซิงเหออยู่ห่างเพียงสองก้าว ถ้าไล่ตามเขาอาจฟันถึงแผ่นหลังมันก่อนหายลงใต้ดิน

    แต่คนเฝ้าประตูกำลังถูกลาก

    เขาเปลี่ยนแนวกระบี่ฟันเชือกแดงซึ่งยื่นจากเงาไปพันขาชายผู้นั้น

    คมกระบี่ตัดเชือกขาด

    คนเฝ้าประตูล้มออกจากช่อง

    คนร้ายลงไปครึ่งร่างแล้ว

    มันหันกลับ “เจ้าจะไม่มีวันจับผู้ใดได้ หากยังเลือกช่วยทุกคน”

    เยี่ยซิงเหอฉุดชายบาดเจ็บพ้นเงา “ข้าไม่ต้องจับทุกคนข้าต้องไม่กลายเป็นพวกเจ้า”

    คนร้ายหยุดตรงขอบช่องเพียงครู่“เจ้าคิดว่าการช่วยคนหนึ่งทำให้ต่างจากเรา?”

    “อย่างน้อยคนผู้นั้นยังเลือกได้ว่าพรุ่งนี้จะทำสิ่งใด”

    “พรุ่งนี้?” มันหัวเราะ “โม่เหอไม่มีพรุ่งนี้”

    คนร้ายกรีดปลายนิ้วตนเอง เลือดหนึ่งหยดลงเงาช่องดำขยายจนกินฐานกำแพง เสียงหินจากใต้ประตูแตกดังต่อกัน

    เยี่ยซิงเหอมองทิศซึ่งเลือดไหล

    มันไม่ออกนอกหมู่บ้าน

    กลับไหลเข้าศูนย์กลางใต้พื้น

    ก่อนหาย คนร้ายทิ้งประโยคสุดท้าย“หากอยากรู้ว่าทำไมชื่อเจ้าถูกเขียนก่อนเจ้าเกิด จงตามลงมา”

    คำพูดกระแทกคำบอกของเฉียนซุ่นตรงจุด

    มันรู้ว่าพวกเขาสอบได้สิ่งใดหรือคนร้ายทุกคนได้รับเศษคำเดียวกันไว้ใช้ล่อ

    เยี่ยซิงเหอไม่ตอบคำถามนั้นด้วยการกระโดดตามทันที

    เขาลากคนเฝ้าประตูถอยพ้นรอยแตกก่อน

    คนร้ายหายลงช่อง

    หญิงผู้ถือคันธนูมาถึงพอดี นางคุกเข่าจะยิงตามแต่เงาประตูพลันขยาย ปลายลูกศรถูกกลืนจนหายไปครึ่งคัน

    “ถอย!”

    ทั้งสองลากคนเจ็บออก

    ช่องดำลามตามเงากำแพงราวกับทางใต้ดินมิได้พาคนร้ายออกนอกหมู่บ้านแต่พาเข้าสู่สิ่งซึ่งซ่อนอยู่ใต้โม่เหอ

    เสียงกลองบนเขาดังหนึ่งครั้ง

    อักขระสีเลือดบนท้องฟ้าหมุน

    เงาดำทุกเส้นในลานยาวขึ้นพร้อมกัน

    คนในเรือนด้านข้างส่งเสียงถามผ่านประตู “เกิดอะไรขึ้น?”

    “อย่าออกมา!” หญิงผู้ถือคันธนูตะโกน

    เงาจากชายคาไหลลงผนัง กำลังมุ่งไปหาประตูเรือนซึ่งมีคนอยู่

    เยี่ยซิงเหอฟันหนึ่งครั้ง

    กระบี่ผ่านเงาเหมือนผ่านน้ำ ไม่มีผล

    เขาลองใช้ฝักกด เงากลับเลี่ยงไปอีกด้าน

    คนร้ายซึ่งอยู่ใต้ดินกำลังใช้ค่ายกลทำให้ทุกเงากลายเป็นทางหนีและทางโจมตีถ้าตามลงไป คนบนดินจะไร้ผู้คุ้มกัน ถ้าอยู่ตรงนี้ ศัตรูจะมีเวลาถึงหลักด้านล่าง

    “ปิดแสง!” เยี่ยซิงเหอสั่ง

    คนเฝ้าประตูไม่เข้าใจ “สิ่งใด?”

    “ดับคบไฟ เงาจะไม่มีรูปร่าง!”

    หญิงผู้ถือคันธนูใช้รองเท้าเหยียบคบไฟกองแรก คนอื่นทำตามลานหน้าประตูมืดลงทีละส่วน

    เงาบนพื้นจาง

    แต่ท้องฟ้าสีแดงยังส่องจากเหนือกำแพง

    เงาใหญ่ของประตูยังคงอยู่ และช่องดำยังเปิด

    “แสงจากฟ้าดับไม่ได้” นางกล่าว

    เยี่ยซิงเหอมองแนวกำแพง ถ้ากางผ้าคลุมเงาประตูพวกเขาอาจตัดรูปเงาได้ แต่ผ้าทุกผืนในหมู่บ้านกำลังใช้เป็นสัญญาณคนเจ็บและศพ

    คนเฝ้าประตูผู้หนึ่งเสนอ “รื้อบานประตูเสีย เงาจะหาย”

    อีกคนสวนทันที “แล้วกองทัพข้างนอกจะเข้ามาโดยไม่ต้องตี!”

    “ถ้าไม่รื้อ เงานี้จะเข้าบ้านเรา”

    คนสองกลุ่มเริ่มจับคนละข้างของคาน ผู้หนึ่งต้องการยกผู้หนึ่งต้องการกด ช่องดำใต้คานยิ่งสั่นตามแรง

    เยี่ยซิงเหอใช้ฝักกระบี่ตีคาน “ทุกคนปล่อยพร้อมกัน!”

    ไม่มีผู้ใดกล้าปล่อยก่อน เพราะกลัวอีกฝ่ายชิงทำสิ่งตรงข้าม

    “ข้านับสาม” เขากล่าว “ผู้ใดไม่ปล่อย จะถูกเงาดึงเป็นคนแรก”

    “หนึ่ง”

    มือบางส่วนคลาย

    “สอง”

    ช่องดำยื่นเส้นขึ้นพันคาน

    “สาม!”

    ทุกคนปล่อย

    คานตกลงด้วยน้ำหนักตนเอง กระแทกเส้นเงาขาดหนึ่งช่วงร่างดำซึ่งกำลังลอดผ่านธรณีเรือนชะงัก

    หญิงผู้ถือคันธนูยิงลูกศรผูกเชือกข้ามลานคนเฝ้าสองฝั่งดึงผ้ากระสอบซึ่งใช้ขนเมล็ดพืชขึ้นเป็นม่านเหนือคาน

    แสงแดงจากฟ้าถูกบังครึ่งหนึ่ง

    เงาประตูหดลง แต่ไม่หาย

    “เพิ่มอีกชั้น!”

    ไม่มีผ้าเหลือพอ

    ชายเฝ้าประตูถอดเสื้อคลุมตนโยนขึ้น อีกคนทำตามเสื้อหลายผืนถูกผูกต่อกัน แม้ความหนาวกัดผิวพวกเขายอมเสียสิ่งคุ้มกายเพื่อบังเงาซึ่งกำลังเข้าหาครอบครัว

    ม่านชั้นที่สองถูกดึงตึง

    ช่องดำลดเหลือครึ่งวง

    แต่เส้นหนึ่งยังลอดออกจากขอบเคลื่อนไปตามรอยต่อหินซึ่งผ้าบังไม่ถึง

    เยี่ยซิงเหอใช้เถ้าจากคบไฟโรยทับ เถ้าไม่ทำลายเงาแต่ทำให้เห็นแนวเคลื่อนชัด คนเฝ้าจึงใช้แผ่นไม้กดขวางเป็นช่วง ๆบังคับมันวนอยู่กลางลาน

    พวกเขาหยุดภัยได้ชั่วคราวโดยไม่ต้องใช้พลัง

    ทว่าทุกคนต้องทิ้งตำแหน่งบนกำแพงลงมาช่วยประตูโม่เหอจึงเหลือผู้มองหมอกเพียงสองคน

    ธนูจากข้างนอกเริ่มยิงถี่ขึ้นทันที

    ศัตรูเรียนรู้ว่ากลของตนดึงกำลังลงจากแนวได้สำเร็จ

    เขากำลังจะสั่งให้รื้อเสื่อจากเรือนใกล้ที่สุดเสียงฝักกระบี่กระทบหินก็ดังจากท้ายตรอก

    ผู้เฒ่าโม่เดินมาไม่เร็ว

    แต่ทุกก้าวตรงกับจังหวะกลอง

    เลือดจากสีข้างซึมผ่านเสื้อหนากว่าเดิม ใบหน้าคนแก่ซีดทว่ามือซึ่งจับกระบี่ไม่สั่น

    “มันลงไปแล้ว?”

    เยี่ยซิงเหอพยักหน้า “ข้างล่างมีทางเชื่อมกับเงาประตู”

    “มิใช่ทางเชื่อม”

    “แล้วคือสิ่งใด?”

    “รอยแผล”

    ผู้เฒ่าโม่คุกเข่า ใช้นิ้วแตะหินห่างจากช่องหนึ่งชุ่นไม่สัมผัสเงาโดยตรง

    “ค่ายกลข้างล่างถูกกรีดจากด้านใน คนร้ายมิได้เข้ามาทางนี้มันอยู่ใต้หมู่บ้านก่อนแล้วและขึ้นมาดูว่าเราจะปิดคนไว้ตรงใด”

    หญิงผู้ถือคันธนูถาม “เช่นนั้นมันกลับไปหาหลัก?”

    “ใช่”

    เยี่ยซิงเหอขยับจะลงช่อง

    ฝักกระบี่ขวางอกอีกครั้ง

    “ท่านจะห้ามข้า?”

    “ข้าจะห้ามเจ้าวิ่งเข้าไปตามทางที่มันเลือก”

    “ถ้ารอ หลักจะเปิด”

    “ถ้าตาม เงาทุกเงาจะปิดทางกลับ”

    เสียงร้องดังจากหลังประตูเรือนด้านข้างเงาบนธรณีเริ่มลอดเข้าไป แม้คบไฟดับแล้ว อักขระบนฟ้ายังทำให้มันหนาพอจะเคลื่อน

    ผู้เฒ่าโม่มองเงานั้น แล้วมองช่องใต้ดิน

    เขาต้องเลือกเช่นเดียวกับซิงเหอ

    ไปหยุดคนร้าย หรือปกป้องคนซึ่งยังมองไม่เห็นภัย

    คนแก่ถอนหายใจ “ข้าพยายามไม่ใช้กระบี่เล่มนี้มาหลายปี”

    เยี่ยซิงเหอมองฝักเก่าซึ่งรอยไหม้รอบด้านสะท้อนแสงแดง“เพราะบาดแผล?”

    “เพราะคนซึ่งรู้จักมันอาจรู้ว่าข้าอยู่ที่ใด”

    “ศัตรูรู้อยู่แล้ว”

    “นั่นสิ”

    ผู้เฒ่าโม่ชักกระบี่ออกจนสุด

    ใบกระบี่เก่า ไม่มีแสงปราณ ไม่มีลายมงคลมีเพียงคมซึ่งดูทื่อกว่ากระบี่ชาวบ้านบางเล่ม

    คนแก่ยกมันขึ้นช้า ๆ

    ใต้ช่องดำ คนร้ายหัวเราะ “ในที่สุดท่านก็ยอมเผยตน”

    “เจ้ายังไม่เห็นสิ่งใด” ผู้เฒ่าโม่ตอบ

    “กระบี่นั้นเคย—”

    คำพูดขาดกลางประโยค

    ผู้เฒ่าโม่ฟัน

    ไม่มีคลื่นกระบี่พุ่งออกไป

    ไม่มีลมแรง

    คมเหล็กเพียงผ่านอากาศเหนือพื้นหนึ่งครั้ง

    แต่เงาประตูทั้งหมดถูกตัดขาดจากวัตถุซึ่งสร้างมัน

    เงาดำลื่นออกจากฐานประตูราวผ้าผืนหนึ่ง ก่อนแตกเป็นเส้นนับร้อย

    เสียงกรีดร้องดังจากใต้ดิน

    คนร้ายซึ่งซ่อนอยู่ในเงาถูกคมที่มองไม่เห็นฟันผ่านไหล่เลือดพุ่งขึ้นจากช่องดำ

    มันกระโจนออกมาอีกด้านของกำแพง ทั้งที่ประตูไม่เปิด

    หญิงผู้ถือคันธนูยิงทันที

    ลูกศรปักน่อง

    คนร้ายเซ แต่ไม่หยุดมันตัดเนื้อรอบลูกศรทิ้งแล้ววิ่งเข้าสู่หมอกด้านนอก

    เยี่ยซิงเหอจะตามขึ้นกำแพง ทว่าเสียงหินถล่มดังใต้เท้า

    ช่องทางกลับกำลังยุบ

    ผู้เฒ่าโม่ใช้กระบี่ตัดเงาจึงตัดสิ่งซึ่งพยุงทางหนีของคนร้ายด้วย

    ถ้าไม่ลงตอนนี้ พวกเขาอาจไม่มีทางถึงหลักใต้หมู่บ้านอีก

    เยี่ยซิงเหอหยุดตาม

    ศัตรูบาดเจ็บแต่หนีไป

    ทางลงอยู่ตรงหน้าแต่กำลังปิด

    เขาหันมารับผู้เฒ่าโม่ซึ่งทรุดลงข้างหนึ่งเลือดไหลจากมุมปากคนแก่

    “กระบี่เดียวแลกเลือดมากเพียงนี้?”

    “ของเก่ามักเรียกหาหนี้เก่า”

    “ท่านเคยเป็นผู้ใด?”

    ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบ เขาใช้ปลายกระบี่ค้ำตัวแล้วก้าวไปยังช่อง

    จากเรือนด้านข้างเด็กซึ่งเกือบถูกเงากลืนผลักหน้าต่างกระดาษออกเล็กน้อยดวงตาเต็มไปด้วยความกลัวและความขอบคุณ

    หญิงผู้ถือคันธนูมองคนแก่ด้วยสายตาไม่เหมือนเดิม“ข้าเห็นนักยุทธ์มาก่อน ไม่มีผู้ใดฟันสิ่งซึ่งไม่มีร่างได้เช่นนี้”

    ผู้เฒ่าโม่กล่าว “เช่นนั้นจงลืมสิ่งที่เห็น”

    “ศัตรูไม่ลืม”

    “ข้าจึงไม่มีเหตุให้ขอพวกเจ้าลืมอีกแล้ว”

    คนเฝ้าประตูประคองผู้บาดเจ็บออกจากลานผู้ใหญ่บ้านสั่งให้ปิดแนวด้วยกระสอบทรายแทนเงาคาน ไม่ให้ท้องฟ้าสร้างรูปเดิมซ้ำ

    เยี่ยซิงเหอผูกเชือกที่เอว เตรียมลงทางมืด “ข้าจะไปกับท่าน”

    “ข้างล่างอาจเป็นที่ซึ่งพวกมันต้องการเจ้า”

    “ข้างบนก็เช่นกัน”

    “เจ้ามีเหตุผลแย่เหมือนข้าเมื่อหนุ่ม”

    “ท่านยังไม่แก่พอจะใช้คำนี้หนีคำถาม”

    ผู้เฒ่าโม่มองเขา

    เสียงหินแตกดังอีกครั้ง ช่องเหลือกว้างเพียงไหล่

    เยี่ยซิงเหอถามช้า ๆ “ท่านเป็นใคร?”

    คนแก่ก้าวลงสู่ความมืดกระบี่เก่าทิ้งประกายเย็นบนผนังเพียงเส้นเดียว

    “คนที่กำลังปกป้องเจ้า”

    คล้ายกับเรื่องทลายภพสยบหมื่นดารา ที่คุณอ่าน