เงาดำกระโดดจากสันหลังคา มิได้ตกลงสู่พื้นแต่เหยียบเชือกตากผ้าซึ่งขึงข้ามตรอกแล้วไถลไปตามเส้นราวนกกลางคืน
“อยู่ในเรือน!” เยี่ยซิงเหอตะโกนซ้ำ ก่อนพุ่งตาม
หญิงผู้ถือคันธนูปล่อยลูกศร
เงาบิดเอวหลบ ลูกศรเฉียดชายเสื้อไปปักปล่องควันทว่าพู่กันเปื้อนเลือดในมือมันสะบัดหนึ่งครั้ง หยดแดงกระจายลงบนหลังคาสามหลัง
ทุกหยดกลายเป็นรอยเท้าดำ
รอยเท้าวิ่งไปคนละทิศทั้งที่ไม่มีร่างใดเหยียบ
“อย่าตามรอยบนกระเบื้อง!” เยี่ยซิงเหอสั่ง“มองสิ่งที่หิมะรับน้ำหนัก!”
เงาดำหัวเราะเบา ๆ แล้วปล่อยตัวลงหลังเรือนช่างไม้
เยี่ยซิงเหอข้ามรั้วเตี้ยตามไปเขาเห็นรอยเท้าจริงเพียงคู่เดียวกดหิมะลึกตรงมุมกำแพง ส่วนรอยอื่นดำแต่ไม่ยุบ
ศัตรูต้องการให้เขาแบ่งสายตา
เขาไม่เปิดเนตรเทวะ
เพียงเลือกทางซึ่งโลกจริงถูกเหยียบ
ตรอกด้านหลังแคบพอให้สองคนสวนกันไม่ได้ฝาผนังดินทั้งสองข้างมีถังน้ำและฟืนกองขวาง คนร้ายวิ่งนำอยู่สามจั้งเสื้อคลุมของมันไม่มีชายสะบัด ราวกับเงาถูกตัดเป็นรูปร่างมนุษย์
เยี่ยซิงเหอหยิบท่อนไม้จากกองฟืน ขว้างต่ำไปยังข้อเท้า
คนร้ายกระโดด
เขารอจังหวะนั้นอยู่แล้ว
กระบี่เงาดาราฟันขึ้นจากด้านล่าง ไม่ใช้ปราณมีเพียงคมเหล็กบังคับให้คู่ต่อสู้บิดตัวกลางอากาศ
ปลายกระบี่เฉือนผ้าคลุมขาดหนึ่งแถบ
ใต้ผ้าไม่มีเกราะ มีเพียงชุดรัดกุมสีเทาและเชือกแดงพันรอบเอว
คนร้ายแตะกำแพงด้วยปลายเท้า พลิกข้ามศีรษะเยี่ยซิงเหอแล้วใช้พู่กันแทงท้ายทอย
เยี่ยซิงเหอก้มหลบ ขนพู่กันกรีดผนังดินเป็นรอยลึกกลิ่นโลหิตฟุ้งขึ้น
พู่กันมิใช่เครื่องเขียน
ด้ามของมันเป็นเหล็กกลวงซ่อนเข็มสามเล่ม
เยี่ยซิงเหอใช้สันกระบี่ปัด เข็มสองเล่มกระเด็นลงหิมะเล่มที่สามพุ่งผ่านหน้าต่างกระดาษเข้าเรือน
เสียงเด็กร้องดังขึ้นข้างใน
เขาหยุดไล่เพียงครึ่งก้าวใช้ฝักกระบี่กระแทกเข็มซึ่งยังคาอยู่ในกรอบหน้าต่างให้ตกก่อนมันทะลุเข้าไป
ครึ่งก้าวนั้นทำให้คนร้ายหนีถึงปลายตรอก
“เจ้าเลือกช้าเกินไป” มันกล่าวเป็นครั้งแรก
น้ำเสียงแหบ ไม่บอกเพศหรือวัย
เยี่ยซิงเหอตอบ “แต่ข้าเลือกถูกคน”
เขาเตะถังน้ำให้กลิ้งตามไป น้ำกระจายบนหิมะคนร้ายเหยียบพื้นเปียกและเสียหลักเล็กน้อย
มันกลับใช้การลื่นนั้นหมุนตัวเข้าตรอกขายของซึ่งมีแผงไม้ร้างเรียงสองด้าน ถุงเมล็ดพืช หม้อดินและตะกร้าซึ่งชาวบ้านทิ้งไว้ตั้งแต่ระฆังเตือนภัยกีดขวางทาง
คนร้ายใช้พู่กันเกี่ยวผ้าแดงจากแผงหนึ่ง สะบัดคลุมกองฟืนแล้วแทงเข็มผ่านผ้า
กองฟืนใต้ผ้ากระตุกเหมือนมีคนดิ้น
เสียงหญิงร้องดังจากข้างใน “ช่วยด้วย!”
เยี่ยซิงเหอชะงักเพียงเสี้ยวลมหายใจ
เขาจำได้ว่าเจ้าของเสียงอยู่ในเรือนทางเหนือเมื่อครู่ไม่มีทางมาถึงตรอกนี้ก่อนพวกเขา
จึงฟันเชือกซึ่งซ่อนใต้ผ้าแทนยกผ้าออก
เสียงร้องหยุดทันทีกองฟืนล้มเผยกระบอกไม้เล็กซึ่งมีแผ่นหนังขึงปากลมจากการกระตุกเชือกบีบให้มันเลียนเสียงคน
มิใช่วิชาอ่านวิญญาณ
เป็นกลไกซึ่งคนธรรมดาสร้างได้
ศัตรูผสมกลลวงง่ายเข้ากับค่ายกลทำให้ผู้ไล่ไม่รู้ว่าเรื่องใดควรใช้เหตุผลแบบใด
คนร้ายพลิกแผงไม้ขวางทาง
เยี่ยซิงเหอไม่ปีน เขาสอดกระบี่ใต้ขาแผงแล้วงัดมวลไม้ทั้งชิ้นล้มไปด้านหน้า กระแทกหลังคู่ต่อสู้จนเสียจังหวะ
เขาตามทันและคว้าชายเสื้อ
ผ้าดำหลุดออกจากร่างง่ายเกินไป
ด้านในเย็บถุงเลือดเล็กหลายถุง เมื่อถูกดึง ถุงสองใบแตกเลือดสาดพื้นเป็นวง
อักขระโลหิตผุดขึ้นรอบข้อเท้าเยี่ยซิงเหอ
พื้นตรอกนิ่มลงราวโคลน เขาจมหายถึงหน้าแข้ง
คนร้ายทิ้งเสื้อคลุมแล้วหนีต่อโดยไม่หัน
เยี่ยซิงเหอไม่ใช้ปราณระเบิดวง เขาแทงกระบี่นอกขอบอักขระใช้ด้ามเป็นหลักคาน ดึงตัวขึ้นทีละส่วน เลือดบนพื้นพยายามเลื้อยตามแขนแต่เขาใช้ฝักปัดไม่ให้สัมผัสผิว
หญิงผู้ถือคันธนูยิงเชือกจากหลังคา ลูกศรปักเสาไม้ข้างเขา
“จับเชือก!”
เขาใช้แขนพันแล้วให้นางดึงพร้อมกับคานกระบี่
ขาหลุดจากวง
ทั้งคู่เสียเวลาไปเกือบสิบลมหายใจ
คนร้ายหายพ้นปลายตรอกแล้ว
เยี่ยซิงเหอไม่ตามรอยเลือดบนพื้น เพราะอาจเป็นกับดักอีกเขาปีนแผงขึ้นหลังคา มองกระเบื้องซึ่งรับน้ำหนัก
รอยแตกร้าวสามแผ่นเรียงไปทางประตูหมู่บ้าน
“มันต้องการประตู” เขากล่าว
หญิงผู้ถือคันธนูถาม “เพื่อหนีออก?”
“หรือเพื่อเปิดสิ่งที่อยู่ใต้ประตู”
พวกเขาแยกกัน นางใช้หลังคารักษาระยะยิงส่วนเขาลงตรอกคู่ขนานเพื่อดักหน้า ไม่เดินตามเส้นซึ่งศัตรูเตรียมไว้
หญิงผู้ถือคันธนูขึ้นหลังคาตามทันลูกศรดอกที่สองยิงลงขวางทางออก
คนร้ายไม่หลบ
มันสะบัดเสื้อคลุมดำรับลูกศรจมหายเข้าไปในผ้าโดยไม่มีเสียงกระทบเนื้อ
จากนั้นเงาบนพื้นกลับนูนขึ้นเป็นร่างอีกคน
ร่างแรกวิ่งซ้าย
เงาที่สองวิ่งขวา
“ของปลอมทางขวา!” หญิงผู้ถือคันธนูร้อง
เยี่ยซิงเหอกลับฟันทางขวา
คมกระบี่ปะทะเหล็ก
ร่างซึ่งดูเป็นเงากลับมีน้ำหนักจริงส่วนคนร้ายทางซ้ายแตกเป็นหมึกดำติดผนัง
มันตั้งใจให้ผู้ซึ่งคิดว่าตนอ่านกลลวงออกเลือกผิดอีกชั้น
พู่กันเหล็กปะทะกระบี่เงาดารา เสียงแหลมบาดหูคนร้ายกดด้ามลงแล้วหมุน เข็มที่เหลือพุ่งออกจากปลายด้ามใส่ดวงตาเยี่ยซิงเหอ
เขาหันหน้า เข็มกรีดแก้มเป็นทางร้อน
พิษหรือไม่ยังไม่รู้
คนร้ายฉวยจังหวะเตะอกเขาแล้วถอยออกสู่ลานเล็กหลังเรือน
เยี่ยซิงเหอถอยสองก้าว แต่ไม่ล้ม ปราณสีทองขยับเองในแกนเขากดมันไว้ หากใช้ตอนนี้ ค่ายกลด้านล่างอาจตอบและศัตรูจะได้สิ่งที่ต้องการ
เขาเปลี่ยนมือจับกระบี่
คนร้ายเห็นและถาม “กลัวใช้พลังหรือ?”
“กลัวเจ้าหนีช้าเกินไป”
“คนที่ถูกล้อมยังพูดเหมือนผู้ล่า”
“เพราะเจ้ากำลังวิ่ง”
เยี่ยซิงเหอพุ่งเข้าอีกครั้ง
ครั้งนี้เขาไม่ตามปลายพู่กัน แต่มองไหล่กับสะโพกของคู่ต่อสู้ทุกการโจมตีต้องเริ่มจากส่วนซึ่งรับน้ำหนักเขาเคยฝึกกายบนภูเขาจนรู้ว่าร่างกายโกหกยากกว่าอาวุธ
คนร้ายแทงสูง
เขาไม่ปัด กลับเบี่ยงครึ่งก้าวแล้วใช้ไหล่ชนอก
เสียงกระดูกดังเบา ๆ
พู่กันหลุดมือ
เยี่ยซิงเหอเหยียบด้ามไว้และวางคมกระบี่ตรงคอ
“ผู้ใดสั่งเจ้า?”
คนร้ายยกสองมือ แต่เงาบนพื้นไม่ยกตาม
เงานั้นเลื้อยไปยังขาเยี่ยซิงเหอ
เขากระโดดถอยก่อนมันพันข้อเท้า เงาพลันพุ่งขึ้นเป็นเส้นสีดำฟาดกระบี่เอียง คนร้ายกลิ้งลอดคมแล้วคว้าพู่กันกลับไป
“ผู้สั่งของข้าไม่อยู่ในที่ซึ่งเจ้ามองเห็น”
“จ้าวนิกายหรือ?”
มันหัวเราะ “เจ้าคิดว่าจ้าวนิกายอยู่สูงสุดแล้วหรือ?”
คำตอบตรงกับเศษข่าวจากเฉียนซุ่นมากเกินไป
จึงอาจเป็นความจริงหรือเป็นเหยื่อซึ่งศัตรูรู้ว่าเขากำลังสงสัย
เยี่ยซิงเหอไม่ถามซ้ำ
เขาเปลี่ยนเป้าจากคำตอบเป็นการตัดทางหนี
คนร้ายถอยสู่ประตูโม่เหอ
ตรงนั้นมีคนเฝ้าสี่คนกำลังยกโล่บังธนูจากนอกกำแพงเมื่อเห็นเงาดำวิ่งมา คนหนึ่งยกหอกขวาง อีกคนรีบลงคานประตูชั้นใน
“อย่าให้มันแตะเงาประตู!” เยี่ยซิงเหอร้อง
ช้าไปหนึ่งลมหายใจ
คนร้ายสะบัดพู่กันเขียนขีดบนเงาคาน
เงาประตูแยกออกเหมือนผ้าถูกกรีด
มิใช่ประตูไม้ที่เปิด แต่เป็นช่องดำบนพื้นลมเย็นจัดพุ่งขึ้นจากใต้ดิน พร้อมกลิ่นเลือดเก่า
ทหารเฝ้าประตูผู้หนึ่งยืนทับช่องพอดี ขาขวาจมหายถึงเข่า
เขาร้องและพยายามดึงตัว แต่เงารัดแน่นขึ้น
คนร้ายหันเข้าหาช่องหนี
เยี่ยซิงเหออยู่ห่างเพียงสองก้าว ถ้าไล่ตามเขาอาจฟันถึงแผ่นหลังมันก่อนหายลงใต้ดิน
แต่คนเฝ้าประตูกำลังถูกลาก
เขาเปลี่ยนแนวกระบี่ฟันเชือกแดงซึ่งยื่นจากเงาไปพันขาชายผู้นั้น
คมกระบี่ตัดเชือกขาด
คนเฝ้าประตูล้มออกจากช่อง
คนร้ายลงไปครึ่งร่างแล้ว
มันหันกลับ “เจ้าจะไม่มีวันจับผู้ใดได้ หากยังเลือกช่วยทุกคน”
เยี่ยซิงเหอฉุดชายบาดเจ็บพ้นเงา “ข้าไม่ต้องจับทุกคนข้าต้องไม่กลายเป็นพวกเจ้า”
คนร้ายหยุดตรงขอบช่องเพียงครู่“เจ้าคิดว่าการช่วยคนหนึ่งทำให้ต่างจากเรา?”
“อย่างน้อยคนผู้นั้นยังเลือกได้ว่าพรุ่งนี้จะทำสิ่งใด”
“พรุ่งนี้?” มันหัวเราะ “โม่เหอไม่มีพรุ่งนี้”
คนร้ายกรีดปลายนิ้วตนเอง เลือดหนึ่งหยดลงเงาช่องดำขยายจนกินฐานกำแพง เสียงหินจากใต้ประตูแตกดังต่อกัน
เยี่ยซิงเหอมองทิศซึ่งเลือดไหล
มันไม่ออกนอกหมู่บ้าน
กลับไหลเข้าศูนย์กลางใต้พื้น
ก่อนหาย คนร้ายทิ้งประโยคสุดท้าย“หากอยากรู้ว่าทำไมชื่อเจ้าถูกเขียนก่อนเจ้าเกิด จงตามลงมา”
คำพูดกระแทกคำบอกของเฉียนซุ่นตรงจุด
มันรู้ว่าพวกเขาสอบได้สิ่งใดหรือคนร้ายทุกคนได้รับเศษคำเดียวกันไว้ใช้ล่อ
เยี่ยซิงเหอไม่ตอบคำถามนั้นด้วยการกระโดดตามทันที
เขาลากคนเฝ้าประตูถอยพ้นรอยแตกก่อน
คนร้ายหายลงช่อง
หญิงผู้ถือคันธนูมาถึงพอดี นางคุกเข่าจะยิงตามแต่เงาประตูพลันขยาย ปลายลูกศรถูกกลืนจนหายไปครึ่งคัน
“ถอย!”
ทั้งสองลากคนเจ็บออก
ช่องดำลามตามเงากำแพงราวกับทางใต้ดินมิได้พาคนร้ายออกนอกหมู่บ้านแต่พาเข้าสู่สิ่งซึ่งซ่อนอยู่ใต้โม่เหอ
เสียงกลองบนเขาดังหนึ่งครั้ง
อักขระสีเลือดบนท้องฟ้าหมุน
เงาดำทุกเส้นในลานยาวขึ้นพร้อมกัน
คนในเรือนด้านข้างส่งเสียงถามผ่านประตู “เกิดอะไรขึ้น?”
“อย่าออกมา!” หญิงผู้ถือคันธนูตะโกน
เงาจากชายคาไหลลงผนัง กำลังมุ่งไปหาประตูเรือนซึ่งมีคนอยู่
เยี่ยซิงเหอฟันหนึ่งครั้ง
กระบี่ผ่านเงาเหมือนผ่านน้ำ ไม่มีผล
เขาลองใช้ฝักกด เงากลับเลี่ยงไปอีกด้าน
คนร้ายซึ่งอยู่ใต้ดินกำลังใช้ค่ายกลทำให้ทุกเงากลายเป็นทางหนีและทางโจมตีถ้าตามลงไป คนบนดินจะไร้ผู้คุ้มกัน ถ้าอยู่ตรงนี้ ศัตรูจะมีเวลาถึงหลักด้านล่าง
“ปิดแสง!” เยี่ยซิงเหอสั่ง
คนเฝ้าประตูไม่เข้าใจ “สิ่งใด?”
“ดับคบไฟ เงาจะไม่มีรูปร่าง!”
หญิงผู้ถือคันธนูใช้รองเท้าเหยียบคบไฟกองแรก คนอื่นทำตามลานหน้าประตูมืดลงทีละส่วน
เงาบนพื้นจาง
แต่ท้องฟ้าสีแดงยังส่องจากเหนือกำแพง
เงาใหญ่ของประตูยังคงอยู่ และช่องดำยังเปิด
“แสงจากฟ้าดับไม่ได้” นางกล่าว
เยี่ยซิงเหอมองแนวกำแพง ถ้ากางผ้าคลุมเงาประตูพวกเขาอาจตัดรูปเงาได้ แต่ผ้าทุกผืนในหมู่บ้านกำลังใช้เป็นสัญญาณคนเจ็บและศพ
คนเฝ้าประตูผู้หนึ่งเสนอ “รื้อบานประตูเสีย เงาจะหาย”
อีกคนสวนทันที “แล้วกองทัพข้างนอกจะเข้ามาโดยไม่ต้องตี!”
“ถ้าไม่รื้อ เงานี้จะเข้าบ้านเรา”
คนสองกลุ่มเริ่มจับคนละข้างของคาน ผู้หนึ่งต้องการยกผู้หนึ่งต้องการกด ช่องดำใต้คานยิ่งสั่นตามแรง
เยี่ยซิงเหอใช้ฝักกระบี่ตีคาน “ทุกคนปล่อยพร้อมกัน!”
ไม่มีผู้ใดกล้าปล่อยก่อน เพราะกลัวอีกฝ่ายชิงทำสิ่งตรงข้าม
“ข้านับสาม” เขากล่าว “ผู้ใดไม่ปล่อย จะถูกเงาดึงเป็นคนแรก”
“หนึ่ง”
มือบางส่วนคลาย
“สอง”
ช่องดำยื่นเส้นขึ้นพันคาน
“สาม!”
ทุกคนปล่อย
คานตกลงด้วยน้ำหนักตนเอง กระแทกเส้นเงาขาดหนึ่งช่วงร่างดำซึ่งกำลังลอดผ่านธรณีเรือนชะงัก
หญิงผู้ถือคันธนูยิงลูกศรผูกเชือกข้ามลานคนเฝ้าสองฝั่งดึงผ้ากระสอบซึ่งใช้ขนเมล็ดพืชขึ้นเป็นม่านเหนือคาน
แสงแดงจากฟ้าถูกบังครึ่งหนึ่ง
เงาประตูหดลง แต่ไม่หาย
“เพิ่มอีกชั้น!”
ไม่มีผ้าเหลือพอ
ชายเฝ้าประตูถอดเสื้อคลุมตนโยนขึ้น อีกคนทำตามเสื้อหลายผืนถูกผูกต่อกัน แม้ความหนาวกัดผิวพวกเขายอมเสียสิ่งคุ้มกายเพื่อบังเงาซึ่งกำลังเข้าหาครอบครัว
ม่านชั้นที่สองถูกดึงตึง
ช่องดำลดเหลือครึ่งวง
แต่เส้นหนึ่งยังลอดออกจากขอบเคลื่อนไปตามรอยต่อหินซึ่งผ้าบังไม่ถึง
เยี่ยซิงเหอใช้เถ้าจากคบไฟโรยทับ เถ้าไม่ทำลายเงาแต่ทำให้เห็นแนวเคลื่อนชัด คนเฝ้าจึงใช้แผ่นไม้กดขวางเป็นช่วง ๆบังคับมันวนอยู่กลางลาน
พวกเขาหยุดภัยได้ชั่วคราวโดยไม่ต้องใช้พลัง
ทว่าทุกคนต้องทิ้งตำแหน่งบนกำแพงลงมาช่วยประตูโม่เหอจึงเหลือผู้มองหมอกเพียงสองคน
ธนูจากข้างนอกเริ่มยิงถี่ขึ้นทันที
ศัตรูเรียนรู้ว่ากลของตนดึงกำลังลงจากแนวได้สำเร็จ
เขากำลังจะสั่งให้รื้อเสื่อจากเรือนใกล้ที่สุดเสียงฝักกระบี่กระทบหินก็ดังจากท้ายตรอก
ผู้เฒ่าโม่เดินมาไม่เร็ว
แต่ทุกก้าวตรงกับจังหวะกลอง
เลือดจากสีข้างซึมผ่านเสื้อหนากว่าเดิม ใบหน้าคนแก่ซีดทว่ามือซึ่งจับกระบี่ไม่สั่น
“มันลงไปแล้ว?”
เยี่ยซิงเหอพยักหน้า “ข้างล่างมีทางเชื่อมกับเงาประตู”
“มิใช่ทางเชื่อม”
“แล้วคือสิ่งใด?”
“รอยแผล”
ผู้เฒ่าโม่คุกเข่า ใช้นิ้วแตะหินห่างจากช่องหนึ่งชุ่นไม่สัมผัสเงาโดยตรง
“ค่ายกลข้างล่างถูกกรีดจากด้านใน คนร้ายมิได้เข้ามาทางนี้มันอยู่ใต้หมู่บ้านก่อนแล้วและขึ้นมาดูว่าเราจะปิดคนไว้ตรงใด”
หญิงผู้ถือคันธนูถาม “เช่นนั้นมันกลับไปหาหลัก?”
“ใช่”
เยี่ยซิงเหอขยับจะลงช่อง
ฝักกระบี่ขวางอกอีกครั้ง
“ท่านจะห้ามข้า?”
“ข้าจะห้ามเจ้าวิ่งเข้าไปตามทางที่มันเลือก”
“ถ้ารอ หลักจะเปิด”
“ถ้าตาม เงาทุกเงาจะปิดทางกลับ”
เสียงร้องดังจากหลังประตูเรือนด้านข้างเงาบนธรณีเริ่มลอดเข้าไป แม้คบไฟดับแล้ว อักขระบนฟ้ายังทำให้มันหนาพอจะเคลื่อน
ผู้เฒ่าโม่มองเงานั้น แล้วมองช่องใต้ดิน
เขาต้องเลือกเช่นเดียวกับซิงเหอ
ไปหยุดคนร้าย หรือปกป้องคนซึ่งยังมองไม่เห็นภัย
คนแก่ถอนหายใจ “ข้าพยายามไม่ใช้กระบี่เล่มนี้มาหลายปี”
เยี่ยซิงเหอมองฝักเก่าซึ่งรอยไหม้รอบด้านสะท้อนแสงแดง“เพราะบาดแผล?”
“เพราะคนซึ่งรู้จักมันอาจรู้ว่าข้าอยู่ที่ใด”
“ศัตรูรู้อยู่แล้ว”
“นั่นสิ”
ผู้เฒ่าโม่ชักกระบี่ออกจนสุด
ใบกระบี่เก่า ไม่มีแสงปราณ ไม่มีลายมงคลมีเพียงคมซึ่งดูทื่อกว่ากระบี่ชาวบ้านบางเล่ม
คนแก่ยกมันขึ้นช้า ๆ
ใต้ช่องดำ คนร้ายหัวเราะ “ในที่สุดท่านก็ยอมเผยตน”
“เจ้ายังไม่เห็นสิ่งใด” ผู้เฒ่าโม่ตอบ
“กระบี่นั้นเคย—”
คำพูดขาดกลางประโยค
ผู้เฒ่าโม่ฟัน
ไม่มีคลื่นกระบี่พุ่งออกไป
ไม่มีลมแรง
คมเหล็กเพียงผ่านอากาศเหนือพื้นหนึ่งครั้ง
แต่เงาประตูทั้งหมดถูกตัดขาดจากวัตถุซึ่งสร้างมัน
เงาดำลื่นออกจากฐานประตูราวผ้าผืนหนึ่ง ก่อนแตกเป็นเส้นนับร้อย
เสียงกรีดร้องดังจากใต้ดิน
คนร้ายซึ่งซ่อนอยู่ในเงาถูกคมที่มองไม่เห็นฟันผ่านไหล่เลือดพุ่งขึ้นจากช่องดำ
มันกระโจนออกมาอีกด้านของกำแพง ทั้งที่ประตูไม่เปิด
หญิงผู้ถือคันธนูยิงทันที
ลูกศรปักน่อง
คนร้ายเซ แต่ไม่หยุดมันตัดเนื้อรอบลูกศรทิ้งแล้ววิ่งเข้าสู่หมอกด้านนอก
เยี่ยซิงเหอจะตามขึ้นกำแพง ทว่าเสียงหินถล่มดังใต้เท้า
ช่องทางกลับกำลังยุบ
ผู้เฒ่าโม่ใช้กระบี่ตัดเงาจึงตัดสิ่งซึ่งพยุงทางหนีของคนร้ายด้วย
ถ้าไม่ลงตอนนี้ พวกเขาอาจไม่มีทางถึงหลักใต้หมู่บ้านอีก
เยี่ยซิงเหอหยุดตาม
ศัตรูบาดเจ็บแต่หนีไป
ทางลงอยู่ตรงหน้าแต่กำลังปิด
เขาหันมารับผู้เฒ่าโม่ซึ่งทรุดลงข้างหนึ่งเลือดไหลจากมุมปากคนแก่
“กระบี่เดียวแลกเลือดมากเพียงนี้?”
“ของเก่ามักเรียกหาหนี้เก่า”
“ท่านเคยเป็นผู้ใด?”
ผู้เฒ่าโม่ไม่ตอบ เขาใช้ปลายกระบี่ค้ำตัวแล้วก้าวไปยังช่อง
จากเรือนด้านข้างเด็กซึ่งเกือบถูกเงากลืนผลักหน้าต่างกระดาษออกเล็กน้อยดวงตาเต็มไปด้วยความกลัวและความขอบคุณ
หญิงผู้ถือคันธนูมองคนแก่ด้วยสายตาไม่เหมือนเดิม“ข้าเห็นนักยุทธ์มาก่อน ไม่มีผู้ใดฟันสิ่งซึ่งไม่มีร่างได้เช่นนี้”
ผู้เฒ่าโม่กล่าว “เช่นนั้นจงลืมสิ่งที่เห็น”
“ศัตรูไม่ลืม”
“ข้าจึงไม่มีเหตุให้ขอพวกเจ้าลืมอีกแล้ว”
คนเฝ้าประตูประคองผู้บาดเจ็บออกจากลานผู้ใหญ่บ้านสั่งให้ปิดแนวด้วยกระสอบทรายแทนเงาคาน ไม่ให้ท้องฟ้าสร้างรูปเดิมซ้ำ
เยี่ยซิงเหอผูกเชือกที่เอว เตรียมลงทางมืด “ข้าจะไปกับท่าน”
“ข้างล่างอาจเป็นที่ซึ่งพวกมันต้องการเจ้า”
“ข้างบนก็เช่นกัน”
“เจ้ามีเหตุผลแย่เหมือนข้าเมื่อหนุ่ม”
“ท่านยังไม่แก่พอจะใช้คำนี้หนีคำถาม”
ผู้เฒ่าโม่มองเขา
เสียงหินแตกดังอีกครั้ง ช่องเหลือกว้างเพียงไหล่
เยี่ยซิงเหอถามช้า ๆ “ท่านเป็นใคร?”
คนแก่ก้าวลงสู่ความมืดกระบี่เก่าทิ้งประกายเย็นบนผนังเพียงเส้นเดียว
“คนที่กำลังปกป้องเจ้า”