ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 47 หญิงสาวที่คุ้นเคย
ข่าวเรื่องการล่มสลายของตระกูลบัตส์ยังคงเป็นที่พูดถึงภายในเมืองปากัส
บ่ายวันนั้นเจ้าเมืองปากัสก็เดินทางมาเยี่ยมเยียนตระกูลพีไรซ์เป็นการส่วนตัว
ความจริงแล้วเจ้าเมืองปากัสไม่จำเป็นต้องเดินทางมาด้วยตนเองก็ได้ เพียงส่งคนมาสอบถามความเป็นไปเล็กๆ น้อยๆ ก็พอ แต่เจ้าเมืองฮานสนใจคดีนี้อย่างมาก เพราะคนร้ายที่ก่อเหตุอาจเป็นถึงอเวกระดับที่แปด ทั้งยังลอยนวลอยู่จนถึงตอนนี้
นั่นเป็นตัวแปรที่ไม่แน่นอนอย่างถึงที่สุด การมีอเวกระดับที่แปดอยู่ในละแวกเมืองของตนเองทั้งยังไม่รู้ความต้องการที่ชัดเจนของอีกฝ่าย ในฐานะที่เขาเป็นเจ้าเมืองก็อดกังวลไม่ได้
ตระกูลพีไรซ์เองก็เป็นหนึ่งในขุมกำลังที่มีปัญหากับตระกูลบัตส์มาอย่างยาวนาน หากจะมีใครสักคนที่โกรธแค้นตระกูลบัตส์มากขนาดที่ทำลายล้างทั้งตระกูล หนึ่งในนั้นก็คงไม่พ้นคนจากตระกูลพีไรซ์ ด้วยหน้าที่ ฮานจึงต้องมาตรวจสอบเสียหน่อย แม้จะไม่ได้คิดว่าเป็นฝีมือของตระกูลพีไรซ์ แต่การหาข้อมูลก็เป็นสิ่งจำเป็น
“สวัสดียามบ่ายท่านมาคัส” เจ้าเมืองปากัสเข้ามาในเรือนรับรอง ประสานมือทักทายก่อนจะนั่งลงตามคำเชื้อเชิญของมาคัส
“ลมอะไรหอบท่านมาถึงที่นี่เล่า?” มาคัสเอ่ยถามออกไปตรงๆ
“ข้ามีเรื่องอยากจะถามท่านสักเล็กน้อย เกี่ยวกับเรื่องของตระกูลบัตส์น่ะ คงไม่ติดขัดอะไรหรอกใช่หรือไม่?” ฮานยิ้มออกมาน้อยๆ เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจ
มาคัสได้ฟังก็มุมปากกระตุกไปวูบหนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มตอบรับเจ้าเมืองไปอย่างสุภาพ “ได้เลย ข้าจะตอบท่านเท่าที่ทำได้”
ตอนนี้เขาเข้าใจจุดประสงค์ของอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว ที่ลงทุนเดินทางมาถึงคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์ก็เป็นเพราะต้องการจะสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ตระกูลพีไรซ์ขัดแย้งกับตระกูลบัตส์เป็นประจำ ไม่แปลกที่เจ้าเมืองจะเข้ามาตรวจสอบทุกสิ่งด้วยตนเอง
หัวหน้าตระกูลอย่างมาคัสเล่าถึงความเป็นไปทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในตระกูล
ยกเว้นเสียแต่คนที่ออกไปทำภารกิจตามที่เจ้าเมืองไหว้วาน ทุกคนล้วนอยู่ในตระกูลไม่มีใครออกไปไหนในช่วงเวลาที่เกิดเหตุร้ายกับตระกูลบัตส์
คนที่ออกไปประจำการที่ประตูทิศตะวันตกก็มีพยานที่อยู่ชัดเจน เคนที่ออกไปด้านนอกก็ออกไปก่อนเวลาที่จะเกิดเรื่อง โชคดีที่เหตุการณ์นั้นใหญ่โตจนทหารภายในเมืองวุ่นวายกันหมด จึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเคนกลับเข้าเมืองมาเมื่อใด
“ข้าถามสมาชิกในตระกูลแล้ว......ระหว่างทางกลับมา พวกเขาไม่ได้เจอคนของตระกูลบัตส์เลยสักคน คาดว่าคงจะใช้คนละเส้นทางกัน” มาคัสตอบคำถามอย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุดแม้แต่น้อย
เจ้าเมืองปากัสหรี่ตาลงเล็กน้อย แม้จะสงสัยอยู่บ้างก็ตาม แต่ไม่มีหลักฐานสำคัญใดชี้มาที่ตระกูลพีไรซ์ จึงได้ขอตัวลาหลังจากพูดคุยกันจบ เห็นว่าจะเดินทางไปสืบสวนที่อื่นเพิ่มเติม
มาคัสถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อเห็นเจ้าเมืองปากัสเดินจากไป แม้เขาจะไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่รู้ตัวดีว่าตระกูลของตนต้องถูกเพ่งเล็งเป็นอันดับแรกๆ จึงจัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
-------------
หลายวันนับจากการล่มสลายของตระกูลบัตส์
ข่าวซุบซิบเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นยังคงมีอยู่ ยกเว้นก็แต่คนที่เสียผลประโยชน์จากการหายไปของตระกูลบัตส์ ทุกคนภายในเมืองล้วนใช้ชีวิตต่อไปได้ตามปกติ
หลังจากการทำงานอย่างหนักหน่วงจนแทบไม่ได้พักผ่อนของซายาโกะและคาเบโร่ในช่วงที่ผ่านมา วันนี้นับเป็นวันที่มีเวลาพักผ่อนมากที่สุดสำหรับทั้งคู่ เพราะงานต่างๆ เป็นรูปเป็นร่างจนน่าประทับใจแล้ว ตอนนี้ได้แต่รอผลตอบรับที่กำลังจะมาถึง ช่วงเวลานี้ทั้งคู่จึงมีเวลามาดูแลเรื่องอื่นๆ มากขึ้น
ซายาโกะต้องการพื้นที่สำหรับเปิดร้านขายยาเล็กๆ ภายในเมืองปากัสจึงขอให้คาเบโร่หาพื้นที่ว่างทำเลดีๆ ใจกลางเมืองให้สักหน่อย หากโอสถรักษาชนิดเม็ดเป็นที่นิยมเธอจะได้ยึดสถานที่แห่งนี้เป็นร้านขายโอสถของตระกูลซึ่งอาจจะขยายต่อเติมเพื่อทำธุรกิจอื่นๆ ต่อไปในอนาคตได้ด้วย
คาเบโร่เองก็เห็นดีเห็นงามกับความคิดของภรรยา รีบออกไปตามหาพื้นที่ที่เหมาะสมทันที จนไปเจอทำเลที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง คาเบโร่ติดต่อเจ้าของที่เรียบร้อย นัดหมายว่าจะมาพูดคุยเรื่องสัญญากันในวันนี้พอดี
ทั้งซายาโกะและคาเบโร่เดินทางออกจากตระกูลไปพร้อมกันเพื่อพูดคุยธุรกิจในครั้งนี้ หากทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ในเร็วๆ นี้ก็คงจะมีหน้าร้านสำหรับขายโอสถของตระกูลพีไรซ์ประจำเมืองปากัสแห่งนี้เสียที
ที่ศาลบรรพชน
วิญญาณบรรพบุรุษคอยสอดส่องดูแลความเป็นไปของคนในตระกูลตลอด เห็นซายาโกะกับคาเบโร่จะออกไปพูดคุยธุรกิจก็เกิดความสนใจ เดิมทีก็เป็นตนเองนี่แหละที่มอบแปลนธุรกิจโอสถรักษาไป ทั้งยังกำชับให้มาคัสส่งมอบหน้าที่นี้แก่ซายาโกะ
เธอเป็นหลานสะใภ้ที่ภักดีต่อตระกูล เคารพบรรพชน เพียงแค่ข้อนี้ข้อเดียวจินก็พร้อมจะให้โอกาสแล้ว เท่านั้นยังไม่พอ ความสามารถด้านการค้าขายของเธอเองก็ไม่เป็นสองรองใคร ทั้งยังมีสามีที่ช่ำชองด้านธุรกิจคอยช่วยเหลือสนับสนุน ดูๆ ไปแล้ว จะหาคนอื่นในตระกูลที่เหมาะสมเท่าเธอก็คงจะยาก
ช่วงนี้จินยังมียันต์ติดตามที่เหลือเก็บอยู่หลายใบ คงไม่เสียหายถ้าเอามาใช้สักใบเพื่อติดตามดูการทำงานของอีกฝ่าย
ร่างวิญญาณบรรพบุรุษหยิบยันต์ติดตามออกมาจากคลังของระบบ เมื่อใช้งาน ดวงไฟเล็กๆ ก็ลุกไหม้ที่ริมขอบของยันต์จากนั้นจึงค่อยๆ ลามไปทั่วทั้งแผ่น
ไม่นานวิสัยทัศน์ของจินก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป มองเห็นภาพเคลื่อนไหว มีชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเดินกุมมือตรงไปด้านหน้าพร้อมกัน ทั้งคู่แต่งกายด้วยชุดที่ดูสุภาพแต่ทะมัดทะแมง ดูเหมือนว่าวันนี้ทั้งคู่ตั้งใจจะออกมาทำงานและแวะเที่ยวเล่นนอกเขตตระกูลด้วยกัน หลังจากทำงานหัวหมุนมานาน
ซึ่งจินก็เข้าใจดีกับความเหนื่อยยากของทั้งคู่ บรรพบุรุษอย่างเขาก็ไม่ได้ใจร้ายใจดำเที่ยวคาดหวังว่าลูกหลานจะต้องขยันตั้งใจทำงานตลอดเวลาเสียเมื่อไหร่ แค่เท่านี้ทั้งสองคนก็ทำงานหนักกว่าคนในตระกูลคนอื่นๆ ตั้งมากแล้ว
เวลาที่คนอื่นทำงาน แน่นอนว่าทั้งคู่ก็ทำงาน แต่เวลาที่คนอื่นพัก ทั้งคู่ก็ไม่เคยหยุดพักเลยแม้แต่น้อย ด้วยเป็นช่วงเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ หลายๆ อย่างยังไม่เข้าที่เข้าทางดี จำเป็นต้องดูแลตลอด จินนับถือในความมุ่งมั่นของซายาโกะและความห่วงใยของคาเบโร่ที่มีต่อภรรยามาก มองๆ ไปก็ทำให้เขาอดคิดถึงตอนที่ตนเองยังมีภรรยาอยู่เคียงข้างไม่ได้
คู่รักทั้งสองคนมุ่งหน้าไปหาเจ้าของที่ดินผืนดังกล่าวเป็นอันดับแรก การเจรจาซื้อขายเป็นไปได้ด้วยดี ด้วยคารมและความจริงใจของคาเบโร่ อีกฝ่ายตกลงขายที่ดินตรงจุดนั้นให้ทันที การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปโดยราบรื่น ไม่นาน พื้นที่นั้นก็ตกเป็นของตระกูลพีไรซ์
ทั้งคู่ดูสถานที่แห่งนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินออกมา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มุ่งหน้ากลับคฤหาสน์ตระกูลในทันที
จินเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าคนทั้งสองจะไปไหนต่อ จึงเฝ้าดูการเดินทางของทั้งคู่ต่อไป พวกเขาเดินผ่านตึกรามบ้านช่องมากมาย ผ่านลานน้ำพุ นั่งพักที่สวนสาธารณะ ก่อนจะเดินไปชมศูนย์การค้าซึ่งอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของเมือง
ศูนย์การค้าแห่งนี้มีของมากมายให้ได้เลือกซื้อ ร้านรวงเรียงราย หรือจะเป็นเพิงขายของสดเล็กๆ ก็มี
ดูเหมือนทั้งคู่จะมาซื้อวัตถุดิบกลับไปทำอาหาร พวกเขาเดินมาถึงแผงขายผักแห่งหนึ่ง กำลังต่อรองราคากับแม่ค้าเจ้าของร้านอย่างสนุกสนาน
แต่บัดนี้สายตาของจินไม่ได้จับจ้องไปที่คู่รักชายหญิงทั้งคู่อีกต่อไป นั่นเพราะมีสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขาได้มากยิ่งกว่า ม่านตาของจินหดแคบลง ริมฝีปากที่เคยหุบค่อยๆ เผยอออกอย่างไม่รู้ตัว
แผงขายของด้านข้างเป็นหญิงสาวในชุดคลุมสีม่วง ให้ความรู้สึกสดใสนุ่มนวล กำลังหยิบแตงโมลูกใหญ่ขึ้นมาพิจารณาด้วยความตื่นเต้น
หญิงคนนี้ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาและจริตท่าทาง เหมือนว่าเขาจะเคยพบเจอหญิงนางนี้มาก่อน ยิ่งมองนานเท่าไหร่เขาก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคยมากขึ้นเท่านั้น
ความทรงจำในหัวค่อยๆ ย้อนกลับไปในสมัยก่อน......
“พี่สาวจ้าว ดูผลไม้พวกนี้สิ เยอะแยะไปหมดเลย! ในช่วงหลายปีมานี้ข้าไม่เคยเห็นอาหารที่อุดมสมบูรณ์ขนาดนี้มาก่อน มีแต่ของสดๆทั้งนั้นเลย!” หญิงสาววิ่งพล่านไปมา จ้องมองอาหารที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น
แม้จะอายุอานามปาเข้าไปเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่หญิงสาวคนดังกล่าวก็ยังมีลักษณะซุกซนเหมือนเด็กไม่ผิดเพี้ยน ช่างตื่นเต้นกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ได้ง่ายนัก
“นี่เป็นเพียงคลังเก็บอาหารโซนด้านนอกเท่านั้น หากได้เห็นโซนด้านในเจ้ามิตื่นเต้นจนทำลายข้าวของเลยรึ?” ชายหนุ่มใบหน้าเกลี้ยงเกลา นัยน์ตาสีน้ำตาลกล่าวหยอกเย้าหญิงสาวด้วยความเอ็นดู
“เยว่ซิน เจ้าจงเลือกหยิบของที่เจ้าชอบออกไปแต่พอดีเถิด หากข้าได้รับอนุญาตให้เข้ามาที่คลังเก็บอาหารอีกเมื่อใด สัญญาว่าข้าจะพาเจ้าเข้ามาด้วย” หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าพี่สาวจ้าวยิ้มอย่างใจดี มองไปที่หญิงสาวผู้ซุกซน
“ฟางหรูเจ้าตามใจเยว่ซินมากขนาดนี้นางถึงเสียผู้เสียคน กลายเป็นเด็กไม่รู้จักโตอย่างนี้ไงเล่า” ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นตำหนิจ้าวฟางหรู ก่อนจะหันหน้าไปกระเซ้าเย้าแหย่หญิงสาวอีกคน
“โถ่จิน ซินซินเองก็ผ่านเรื่องราวมามากมายก่อนจะมาเจอพวกเราที่ฐานผู้รอดชีวิตแห่งนี้ เจ้าก็รู้ว่าเป็นเรื่องยากแค่ไหนที่ได้กลับมาเจอคนคุ้นเคยอีกครั้ง อีกอย่างข้าเองก็มีอำนาจไม่น้อยในมือ จะเอาใจเด็กสาวคนหนึ่งทดแทนเรื่องร้ายๆ ที่นางต้องประสบพบเจอมา มันจะเป็นอะไรไป” หญิงสาวหันกลับมามองชายหนุ่มด้วยความเสน่หา ส่งยิ้มอันนุ่มนวลออกไปให้
“ใช่ๆ! ในฐานที่มั่นแห่งนี้พี่สาวจ้าวเก่งกาจไม่เป็นสองรองใคร มีไม่กี่คนเท่านั้นที่มีอำนาจสั่งการพี่สาวจ้าวได้ พี่จินไม่ต้องมายุ่งเลย เรื่องกินเรื่องใหญ่ ข้าจะเอาของที่ข้าชอบไปให้หมด!!” หญิงสาวผู้ซุกซนทำหน้าถมึงทึงใส่ชายหนุ่มที่อยู่ภายในห้อง
เธอวิ่งเข้าไปหยิบผลไม้มากมายใส่ถุงผ้า
“อันนี้ก็ชอบ อันนี้ก็อร่อย อ๊า! แตงโม มีแตงโมอยู่ตรงนี้ด้วย ข้าชอบแตงโมที่สุดดด!” หญิงสาวคว้าแตงโมหลายผลใส่เข้าไปในถุงผ้าจนเต็ม ไม่เหลือที่ไว้ใส่อย่างอื่นเพิ่มแม้แต่น้อย
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมามองอีกสองคนพร้อมกับรอยยิ้มเขินๆ “แหะๆ พวกท่านช่วยข้าถือผลไม้อย่างอื่นไปด้วยได้หรือไม่ ถุงผ้าของข้ามันเต็มแล้วน่ะ”
ชายหนุ่มและหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่หันมองหน้ากัน ก่อนจะหัวเราะกับท่าทางของหญิงสาวเจ้าปัญหาตรงหน้า......
ภาพจำที่แวบขึ้นมาในหัวของจินซ้อนทับกับหญิงสาวที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้ ทั้งสองคล้ายคลึงกันมาก ทั้งท่วงท่า หน้าตา แล้วยังแตงโมนั่นอีก.... หญิงสาวตรงหน้ายิ้มมองแตงโมในมือด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะจ่ายเงินซื้อมา เห็นได้ชัดว่าโปรดปรานผลไม้ชนิดนี้ไม่น้อย
สิ่งที่แตกต่างเพียงอย่างเดียวคือหญิงสาวคนดังกล่าวดูไม่ได้ซุกซนเท่ากับหญิงสาวในความทรงจำของเขา ออกจะดูสุขุมเยือกเย็นเสียด้วยซ้ำ
จินตกอยู่ในภวังค์นานเท่าไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ รู้ตัวอีกทีซายาโกะกับคาเบโร่ก็ซื้อของเสร็จเรียบร้อยและเดินออกมาจากจุดนั้นแล้ว