The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 147 เมื่อตกตายจึงรู้ตัว

            สายลมในคืนนี้หนาวเย็นมากกว่าทุกคืนวานที่ผ่านมา เสียงไผ่ลู่ลมผสมกับความมืดปกคลุมอยู่ทุกแห่ง ทำให้บรรยากาศรอบด้านดูวังเวง ในคืนนี้ดวงจันทรากำลังส่องสว่างไร้เมฆบัง จู่ๆ นกเค้าแมวที่กำลังร้องฮุกฮูกมองหาเหยื่อก็ตกใจ รีบบินจากไปในทันที



            ‘จากคนธรรมดาสู่ผู้วิเศษ…เกิดการตื่นรู้ทางพื้นฐานวิญญาณ…เมื่อหล่อเลี้ยงจนถึงจุดสูงสุดจึงเป็นผู้วิเศษชั้นสูง…ทำให้พื้นฐานวิญญาณควบแน่นกลายเป็นเศษผลึก…ในตอนนี้ข้าทำให้ผลึกวิญญาณของเหนือมนุษย์เต็มองค์ครบสมบูรณ์…กลายเป็นครึ่งเทพบัญญัติกฎแห่งปุจฉาถามมรรคา…เส้นทางแห่งอดีตกาลที่มองเห็น…เดาว่าน่าจะเป็นจุดสำคัญในการไปต่อ…เปลี่ยนภพจบชาติของข้าจะเป็นเช่นไรกันอยากจะรู้จริงๆ’ มิเนอร์วานั่งสมาธิจดจ่ออยู่กับการทบทวนตนเองภายในกระท่อม ชายหนุ่มกำลังใคร่ครวญถึงสิ่งที่ต้องทำอย่างเป็นลำดับ



            ‘หากกฎที่ว่านี้สมบูรณ์พร้อม…เช่นนั้นตัวข้าก็จะกลายเป็นเทวะ…ผู้มีกฎเกณฑ์พร้อมโดยบริบูรณ์…เพราะว่าเห็นอดีตจึงสามารถตั้งปุจฉา…ถามมรรคาจากสรรพสิ่งได้ตามใจ…ไร้พลังทำลายล้างในด้านต่อสู้…แต่กลับสามารถสร้างช่องโหว่เปิดช่องว่างได้เป็นอย่างดี…ประจักษ์โลกุตระก็รู้แจ้งเพียงผิวเผิน…ประเมินดูแล้วก็น่าจะเปิดช่องว่างมิติได้หลายสิบรู’ มิเนอร์วาประเมินกะเกณฑ์โดยจัดลำดับพลังที่มีเป็นหมวดหมู่



            ‘ในส่วนของอารมณ์ประทับร่างก็เอาไว้พัฒนาในภายหลัง…เรื่องของอารมณ์นั้นละเอียดอ่อนต้องตั้งใจควบคุมเอาไว้ให้ดี…อาวุธปืนก็คงจะใช้กับเหล่าเทพหรือปีศาจไม่ได้อีกต่อไป…แต่ถ้าเป็นบงกชโลหะที่สร้างมาจากแร่อลูมิไลท์นั่นก็เป็นอีกเรื่อง…ข้าเรียกบงกชโลหะนี้ว่าแมนดาลาก็แล้วกัน’ มิเนอร์วาศึกษาค่ายกลบนแมนดาลาโดยละเอียด เขาแบ่งแบบแผนตามการรับรู้ได้หกประเภท กักขัง ความเร็ว อำพราง หนักหน่วง หลอกตา ไร้รูปแบบ



            หกค่ายกลนี้จึงถูกรับรู้จำลองแบบผ่านห้วงจิต หมุนวนกักขังแปรผันเป็นผนึก พุ่งสลับสร้างความเร็ว เปลี่ยนสถานะจนกลายเป็นภาพติดตา หลบซ่อนอำพรางกาย ลอบโจมตีในมุมอับ รุมกระหน่ำปะทะเป็นชุดด้วยความหนักหน่วง มีจริงเหมือนมีเท็จหลอกตายากแยกแยะ สุดท้ายจึงกลายเป็นว่างเปล่าไร้รูปแบบไร้รูปร่าง



            ในขณะกำลังเรียนรู้ จดจำผ่านห้วงจิต จู่ๆ เสียงหอนของสุนัขก็ดังลอยมาจากทางถนนท้ายหมู่บ้าน ทำให้ทุกคนที่นั่งหลับตาอยู่ภายในกระท่อมปลายนา ต้องลืมตาขึ้นมาพร้อมกัน แม้โดยปกติวาสโคจะเป็นเด็กโผงผาง แต่ยามนี้ลางสังหรณ์ของเด็กหนุ่มกำลังกระตุ้นเตือนให้เงียบเสียงไม่ยอมหยุด บรรยากาศโดยรอบกำลังเย็นลงอย่างต่อเนื่อง เหล่าสุนัขทั้งหลายพากันเห่าหอน ลากเสียงยาวต่อติดไป เป็นทอดๆ



            บรู๊วววว…



            บนถนนเข้าหมู่บ้านเลยจากบริเวณกระท่อมปลายนาไปไกล ชายผู้หนึ่งกำลังเดินกลับบ้าน ในมือก็ถือมัจฉาหลายตัวซึ่งถูกร้อยเหงือกทำเป็นพวง เขาส่งเสียงฮัมเพลงอยู่ในลำคอ จนกระทั่งเดินมาถึงข้างกอไผ่ สายตาของเขาก็ถูกดึงดูด ทำให้ต้องมองไปยังบริเวณที่ถูกสุมไปด้วยใบไม้แห้งด้วยความไม่รู้ตัว จังหวะนั้นเองเสียงสุนัขหอนก็ลอยมาเข้าหูจนต้องชะงักร่างเพื่อหยุดเดิน แสงจันทร์ในค่ำคืนนี้ค่อนข้างสว่าง แต่เนินสูงตรงนั้นกลับมืดสลัวเพราะถูกบังด้วยเงาของกอไผ่



            ชายผู้นี้เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ซึ่งมักจะออกหาปลาในยามค่ำคืน เขาเดินผ่านทางนี้ตั้งแต่เด็กจนโต สองข้างทางก็ล้วนจดจำภาพทิวทัศน์พบเห็นจนชินตา แต่ในวันนี้ภาพที่เห็นกลับเปลี่ยนไปไม่คุ้นชิน ความรู้สึกที่สัมผัสได้ก็ดูจะหนาวเย็นมากกว่าปกติ เสียงสุนัขทั้งหลายก็สอดประสานกดดันให้จิตใจรู้สึกไม่มั่นคง ลางสังหรณ์ของเขาก็บอกให้รีบวิ่งหนีไป มือข้างที่ถือพวงปลาก็บีบกระชับแน่น เตรียมพร้อมสำหรับการก้าวขาวิ่ง



            “เจ็บจังเลย…”



            เสียงแหบแห้งดังมาจากทางด้านล่าง ด้วยเผลอตัวเขาจึงก้มลงไปมองทางต้นเสียง ภาพที่ได้เห็น ทำให้สัมผัสที่รู้สึกได้ผ่านฝ่ามือนั้นเปลี่ยนไป ราวกับว่าตอกไม้ไผ่นั้นกลายเป็นเส้นขน ชายผู้นี้หวีดร้องจนสุดเสียง สิ่งที่ถืออยู่ก็เห็นเป็นผมบนหัวของยายเฒ่าผู้หนึ่ง ทั่วร่างกายของนางล้วนเต็มไปด้วยบาดแผล โดยเฉพาะส่วนศีรษะที่ผิดรูป ดูไปแล้วน่าจะบาดเจ็บสาหัสมากเป็นพิเศษ ไม่ต้องให้ใครมาบอกตัวเขาก็รู้ดีว่านี่คือผี ปล่อยมือตัดไปจากพวงปลาได้ก็สับขาวิ่งไม่หันหลัง แหกปากร้องตะโกนจนชาวบ้านนั้นแตกตื่น เสียงของเขาลอยไปจนถึงหูของผู้ที่อาศัยอยู่ภายในกระท่อมปลายนา



            “เสียงสุนัขหอนก็ด้วยธรรมชาติของพวกมัน…พวกเจ้าอย่าได้เก็บเอามาคิดให้มากนัก…สิ่งใดเรียกว่าขวัญอ่อน…สิ่งนั้นก็คือจิตที่ขาดสติ” มิเนอร์วามองทุกคน เขาเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าอันเรียบเฉย



            “แล้วอะไรคือธรรมชาติของพวกมันขอรับ?” วาสโครู้สึกไม่ค่อยดีจึงรีบถามเพื่อความกระจ่าง เด็กหนุ่มมองมุมปากของบิดาซึ่งกำลังบิดยก ความรู้สึกแปลกๆ ก็ยิ่งชัด



            “โดยธรรมชาติแล้ว…หอนก็เพราะอยู่ในช่วงติดสัดอยากผสมพันธุ์…สร้างอาณาเขตแสดงความเป็นเจ้าของ…ถูกกักขังเกิดความเครียด…บ้างก็แค่อยากจะหอนเช่นมนุษย์ชอบร้องเพลง…แต่ก็มีการหอนเพราะเห็นสิ่งผิดปกติ หรือสิ่งที่น่าสงสัยด้วยเช่นกัน” มิเนอร์วาตอบไปตามประสบการณ์ซึ่งได้ไปรู้ไปเห็นมา



            “วาสโค…ออกไปบอกนางให้ไสหัวไปให้ไกล แล้วก็จงใช้โอกาสนี้พิจารณาอารมณ์ของตัวเอง เมื่อรู้สึกกลัวก็จงมองให้แน่ชัด ให้รู้ว่าตัวเองนั้นกลัวอยู่ จงข่มความกลัวนั้นเอาไว้ แล้วขุดเอาความกล้าออกมาเพื่อแทนที่ หากเจ้าไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ จิตก็จะไม่ซัดส่ายไปหาความกลัว” มิเนอร์วามองเห็นท่าทีผิดปกติของบุตร ก็ใช้โอกาสนี้เป็นการสั่งสอน



            วาสโคลอบกลืนน้ำลายกำลังจะอ้าปากค้าน แต่เสียงประหลาดก็ดังลากใบไม้มาขัดจังหวะ เห็นว่าบิดาจ้องมอง เด็กหนุ่มก็ได้แต่กัดฟันต้องรีบลุกยืน โผล่หัวพ้นหลังคากระท่อมได้ไม่นาน เด็กหนุ่มก็รีบปิดปากตัวเอง เพราะตกใจกับภาพที่ได้เห็น เกือบจะเผลอตัวร้องเสียงหลง ด้วยสภาพนี้หัวใจจึงเต้นแรง ได้ยินเสียงเต้นตุบๆ เต็มสองหูอย่างชัดเจน



            มีมือขาวซีดข้างหนึ่งกำลังจับข้อเท้าของเด็กหนุ่มเอาไว้ไม่ยอมปล่อย เมื่อเลื่อนสายตามองไปตามพงหญ้าซึ่งล้มราบยาวเป็นทาง เดาได้ว่าคนผู้นี้ใช้สองแขนลากตัวเองให้คลานมาตามทางนั้น แม้ใบหน้าจะผิดรูปแต่วาสโคก็จดจำได้เป็นอย่างดี เป็นหญิงชราที่พาพวกนักเลงมาเมื่อตอนบ่ายนั่นเอง หวนนึกไปถึงคำสอนของบิดา เด็กหนุ่มก็รีบสงบจิตใจลงอย่างรวดเร็ว



            “ท่านกลับไปเถิด…พวกข้าไม่อยากยุ่งกับท่านอีก ปล่อย!” เด็กหนุ่มรีบสลัดข้อเท้าให้เป็นอิสระ แต่ก็ต้องตกใจอีกครั้ง เพราะร่างของหญิงชรานั้นหายไปต่อหน้าต่อตา วาสโคสูดลมหายใจยาวเข้าปอด เมื่อกลัวก็ให้รู้ว่ากลัว แต่จิตจะไม่ซัดส่ายไปหาความกลัว ท่องคำเหล่านี้อยู่ในใจสักพัก เขาก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในกระท่อม



            “จิตที่เอาชนะอุปาทานได้…ย่อมต้องเป็นจิตซึ่งขัดเกลาอย่างต่อเนื่อง” มิเนอร์วาเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นหน้าบุตร วาสโคเข้าใจในจุดนี้ได้ทันทีจึงไม่เอ่ยเล่าสิ่งใด เด็กหนุ่มจดจำคำสอนของบิดาเอาไว้ภายในใจ เอนหลังนอนทำจิตให้สงบ หลับตาเข้าสู่นิทรา…



            เมื่ออรุณรุ่งกลับมาเยือน เหล่านกกาก็ส่งเสียงร้องบินผ่านไป ร่างทั้งสี่นุ่งโจงกระเบนคนละสีก็เริ่มออกเดินทาง มิเนอร์วาเพียงแค่ผ่านทางมา จึงคิดเอาไว้ว่าจะค้างเพียงแค่หนึ่งคืนเท่านั้น



            พวกเขาทั้งสี่เดินเกาะกลุ่มกันไปตามถนน มุ่งหน้าเข้าสู่หมู่บ้านเพื่อเปลี่ยนไปใช้ทางอีกเส้นหนึ่ง แต่ทว่ายังไม่ทันจะได้ก้าวขาเข้าสู่เขตชุมชน มิเนอร์วาซึ่งเดินนำอยู่ ก็มีเหตุให้ต้องหยุดเท้าไม่เดินหน้าต่อ ชายหนุ่มหันหน้ามองไปยังเนินสูงข้างกอไผ่ ทั้งสามที่เดินตามหลังมาก็หันมองตาม ทุกคนต่างก็เห็นเงาร่างของหญิงชรา นางก้มหัวหมอบกราบศิโรราบไปกับพื้น สัมผัสได้ถึงความพยาบาท และอารมณ์ด้านลบอันปั่นป่วน



            “เฮ้อ…ให้เวรกรรมมันนำพาก็แล้วกัน” ชายหนุ่มถอนหายใจยาว พูดจบเขาก็สะบัดมือ หมุนตัวเดินจากไป



            แม้จะได้ยินเสียงสะอื้นไห้ดังตามหลัง แต่ชายหนุ่มก็ทำเป็นหูทวนลมไม่สนใจ ทำให้เงาร่างของหญิงชราจางหายไปทั้งอย่างนั้น เมื่อเดินเข้าไปภายในหมู่บ้าน ผู้ใดจะคาดคิด มีคนจำนวนมากแห่กันมารอต้อนรับอย่างเนืองแน่น มองไปในมือของทุกคน ก็เพียบพร้อมด้วยอาวุธเตรียมทำศึก ชาวบ้านจำนวนมากต่างก็แอบมองจากที่ไกล พวกเขารอชมเรื่องสนุก ด้วยนิสัยชอบสอดรู้สอดเห็น



            “นั่นไง…ท่านพ่อ เจ้าพวกนี้แหละที่เอาเหรียญทองคำปลอมมาหลอกข้า” เจ้าของเสียงนี้กำลังโมโหเป็นอย่างมาก เหรียญทองคำที่ได้มาในคืนก่อน พอถึงรุ่งเช้าก็ดันเปลี่ยนเป็นก้อนกรวด ความรู้สึกถูกปั่นหัวโดนเอาเปรียบจึงมีมากเป็นธรรมดา ในขณะที่กำลังจะออกไปจับกุม ทั้งสี่คนก็ปรากฏตัวมาให้จับคร่าจนถึงที่



            “จับพวกมันทั้งหมดเดี๋ยวนี้!” คำสั่งจับกุมถูกบังคับใช้โดยการชี้หน้าจากชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ด้านข้างยืนคู่กันกับบุรุษร่างกำยำซึ่งมีใบหน้าอันคุ้นตา เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของอีกฝ่าย ธันวาก็รู้สึกคันที่หลังเท้าแทบจะทันที ยิ่งได้เห็นท่าทางประหลาดจากทหารเหล่านี้ เด็กหนุ่มก็ส่ายหน้าถอนหายใจยาว



            “อาจารย์…เดี๋ยวข้าจัดการเองขอรับ” ธันวาขันอาสา เขาเสนอตัวโดยการก้าวขายืนจังก้า เผชิญหน้ากับเหล่าทหารซึ่งจัดทัพเรียงเป็นแถวหน้ากระดาน



            “เจ้าก็ตามไปช่วยพี่เขาด้วยก็แล้วกัน” มิเนอร์วาพูดกับบุตรโดยไม่หันหลังกลับไปมอง



            เมื่อวาสโคก้าวขา ธันวาก็ฟาดแข้งเตะสูงใส่ศีรษะของทหารผู้หนึ่ง อีกฝ่ายมัวแต่ตั้งท่านั่งยองเปลืองการเคลื่อนไหวโดยใช่เหตุ จะโยกตัวหลบก็จำเป็นต้องหุบขาเสียก่อน ร่างกายจึงเอียงตัวหนีได้เพียงเล็กน้อย ดังนั้นลูกเตะนี้จึงพุ่งกระแทกจนคางสะบัด ร่างหมุนคว้างหมดสติในทันที



            แม้วาสโคจะตามมาทีหลัง แต่เขาก็ดุดันไม่แพ้ผู้เป็นมารดา เห็นทหารผู้หนึ่งกระโดดเหมือนลิง เด็กหนุ่มจึงเข้าประชิดตัวของทหารผู้นี้ในทันที สองแขนโอบคอโน้มลำตัว หัวเข่าแหลมจึงถูกยกรัวยัดใส่เต็มท้อง อีกฝ่ายได้แต่ร้องอึกอักตัวงอเป็นกุ้ง หลุดออกจากสองมือก็นอนจมกองอาเจียนของตัวเอง เด็กหนุ่มทั้งสองประเคนหมัดผลัดกันเตะสวน ภายในแววตาไม่มีความกลัวตายเลยแม้แต่น้อย ก็ด้วยบิดาอาจารย์นั้นเป็นแพทย์ ผู้มากด้วยวิชาการรักษา มีบางครั้งที่วาสโคยอมบาดเจ็บเพื่อเผด็จศึก นั่นจึงทำให้ได้เห็นในความเด็ดเดี่ยวอันหาได้ยาก



            มีทหารอยู่สองคนเป็นผู้วิเศษ พวกมันผสานการโจมตีกันอยากเป็นแบบแผน แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับผู้ที่ผ่านหลักสูตรการฝึกแบบพิเศษ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มทั้งสองที่มาจากตระกูลซัลวาโตเร ทหารผู้หนึ่งกำลังสร้างใบมีดสายลมไม่ยอมหยุด วาสโคก็หาได้สนใจบาดแผลอันตื้นเขิน หนึ่งหมัดแลกหนึ่งแผล หนึ่งการจับหักแลกหนึ่งเสียงร้อง เด็กหนุ่มถีบเท้าใส่หัวเข่าทั้งสองของอีกฝ่ายจนหัก สายลมรอบด้านจึงหยุดลง เสียงโอดโอยเจ็บปวดดังระงม จนชาวบ้านทั้งหลายต้องรีบเก็บตัวเงียบ



            ทหารอีกผู้หนึ่งก็อึดทนดั่งภูผา มันใช้ร่างกายอวบอ้วนเป็นโล่ศึก ยืนรับหมัดขาโดยใช้กระบองฟาดสวนเป็นระยะ แหวกอากาศใส่แต่ละทีก็หนักราวกับบรรพต เป็นสงครามแลกหมัดวัดความอึด แต่ธันวานั้นมีร่างกายยืดหยุ่นเป็นพิเศษ เขาเอียงตัวโยกหลบในองศาที่ผิดปกติ ราวกับเป็นการเคลื่อนไหวตามธรรมดา กระบองใหญ่ถูกวาด กวาดตามแนวขวาง



            เด็กหนุ่มเอียงตัว ถอยหลังหลบด้วยท่าสะพานโค้ง อาวุธจึงพลาดเป้าเปิดช่องโหว่ เริ่มจากการดีดตัวปล่อยหมัดซ้าย ด้วยแรงอัตราเร่งจึงตรงเข้าเต็มกกหู ตามด้วยการเปลี่ยนมาใช้สันมือซ้ายแทนดาบ ฟันฉับตวัดกลับเข้าเต็มคอหอย



            เห็นอีกฝ่ายชะงักค้าง ธันวาก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เด็กหนุ่มรัวหมัดยัดลำตัว ตับกับกระเพาะอาหารจึงถูกนวดจนออกอาการ แม้จะเป็นผู้วิเศษ แต่ร่างกายก็ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่ามนุษย์ธรรมดาสักเท่าไหร่ ออกแรงฟาดกระบองก็วืดตีไม่ถูก ร่างกายจึงถูกกระหน่ำนวด ธันวาเห็นอีกฝ่ายหมดแรงต้าน เขาง้างแขนเสยหมัดขวาขึ้นสุดแรง กระโดงคางโดนกระทบอย่างหนักหน่วง ปากแตกหมดสติหงายหลังล้มลงไป มิเนอร์วามองไปยังบุรุษทั้งสองซึ่งมีท่าทีตกตะลึง ผู้หนึ่งตาค้างไม่อยากจะเชื่อ อีกคนก็ใจหายคิดถึงเพียงแค่วิธีหนี



            “พวกเจ้าทั้งหลายที่แอบดูอยู่จงรับรู้ความจริงเอาไว้เถิด…ชายผู้นี้คือฆาตกร…เขาฆ่าคนฝังดินเอาไว้ข้างกอไผ่ตรงถนนท้ายหมู่บ้าน…เดิมทีนี่ไม่ใช่เรื่องของข้า…แต่นางก็สำนึกผิดแล้ว…ดังนั้นตัวข้าก็จะออกปากช่วยสักครั้งหนึ่ง” มิเนอร์วาพูดเสียงดังฟังชัด ชาวบ้านที่หลบซ่อนอยู่ ต่างก็ได้ยินชัดเต็มสองรูหู เสียงซุบซิบนินทาจึงดังระงมไปรอบด้าน ชายหนุ่มกวาดสัมผัสตามหาบุคคลน่าสงสาร



            บุรุษร่างกำยำหน้าเสีย ไม่คิดว่าจะถูกประกาศแฉอย่างโจ่งแจ้ง เขากำลังจะหาคำพูดมาเอ่ยค้าน แต่มิเนอร์วาก็ชิงพูดตัดหน้าขึ้นมาเสียก่อน



            “จะเชื่อหรือไม่…นั่นก็แล้วแต่พวกเจ้า” พูดจบมิเนอร์วาก็เดินผ่านทั้งสองคนไปโดยไม่แลตามอง แต่อีกฝ่ายกลับใช้โอกาสนี้เล่นทีเผลอ ปล่อยหมัดใส่ท้ายทอยของชายหนุ่ม ด้วยความหน้ามืดขาดสติ



            โนตูรอนซึ่งนิ่งเงียบมาโดยตลอดจึงกางนิ้ว เขาแบมือรวบกำปั้นของอีกฝ่ายได้อย่างชำนาญ เพียงกดข้อมือลงเล็กน้อย กำปั้นที่ถูกรวบกำก็อ่อนแรง ถูกดึงกระชากให้เสียสมดุลได้ไม่ยาก หอกแห่งสงครามโยนร่างกำยำไปให้พ้นทาง รีบติดตามผู้เป็นนายไปติดๆ พวกเขาทั้งสี่เดินหายไปจนลับตา ปล่อยให้ผู้ที่ค้างคาได้เริ่มบทสนทนา



            ชายวัยกลางคนเป็นทหารหลวงมานมนาน ประสบการณ์จึงมีมากไม่ธรรมดา เห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ ก็ลอบถอนหายใจด้วยความยินดี มองไปยังบุตรตัวต้นเรื่อง เห็นกี่ครั้งก็รู้สึกเอือมระอา พวกเขาสองพ่อลูกจึงรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่หายใจยังไม่ทันจะคล่องคอ ปัญหาใหม่ก็ตามมา ชาวบ้านจำนวนมากต่างก็กำลังตั้งข้อสังเกตอันผิดปกติ เริ่มจากการซุบซิบ ดังขึ้นเป็นเสียงพูด จนกระทั่งกลายเป็นการตั้งคำถาม พวกเขานึกถึงคำพูดของมิเนอร์วาขึ้นมาได้ ก็พากันเฮโลไปตามหากอไผ่ท้ายหมู่บ้าน



            “เฝ้าพวกเขาสองคนเอาไว้…เมื่อคืนข้าก็ถูกผีหลอกที่ท้ายหมู่บ้าน…ทางนี้ข้านำไปเอง!” ผู้พูดมีใบหน้าที่อิดโรย ขอบตาดำสนิทราวกับอดนอน ชายหาปลาในคืนนั้นพูดออกมาด้วยแววตาจริงจัง หลังจากที่ได้สบตามองกับชายนุ่งผ้าดำ เขาก็มีความรู้สึกแปลกๆ ชาวบ้านแถวนั้นจึงได้พบกับเจ้าของเสียงหวีดร้องตัวจริง คืนที่ผ่านมามีหลายคนได้ยินเสียงแหกปากร้อง อีกทั้งยังมีเสียงสุนัขหอนที่ดังอยู่ก่อนหน้า เพียงไม่นานชาวบ้านทั้งหมดก็มาถึงยังจุดเกิดเหตุ



            “ตรงนั้น!” ชายหาปลาตรงปรี่ไปยังเนินดินข้างกอไผ่ แม้ใจหนึ่งจะหวาดกลัว แต่อีกใจกลับมีความกล้าเป็นกำลัง เขาใช้มือปัดใบไผ่ที่ทับถมสุมจนสูง เพียงไม่กี่อึดใจ ทุกคนก็มองเห็นซากร่างหนึ่งนอนตายอยู่



            สภาพศพเต็มไปด้วยบาดแผลอันสาหัส กะโหลกศีรษะก็บิดเบี้ยวจนผิดรูป โลหิตที่ไหลติดอยู่กับผิวก็แห้งกรังแข็งเป็นเกล็ด หญิงชราผู้นี้ทุกคนภายในหมู่บ้านต่างก็รู้จัก คุ้นหน้าด้วยการสนทนากันก็บ่อยครั้ง ทุกคนต่างก็ตกอยู่ในความสังเวชใจอันหดหู่ จากความสงสารจึงกลายเป็นเดือดดาล ชาวบ้านทั้งหลายจึงรวมตัวกันเดินกลับไปทวงถาม ต้องการคืนความยุติธรรมให้แก่หญิงชราผู้โชคร้าย ผู้เป็นบุตรถูกชาวบ้านจับกุมรุมประชาทัณฑ์ ส่วนบิดาเพื่อช่วยบุตรก็ถูกกระหน่ำตีด้วยของแข็ง ตกตายไปตามบุตร



            ชาวบ้านทั้งหลายต่างก็สนใจเพียงการระบายโทสะ บริเวณข้างกอไผ่ในยามนี้จึงเหลือเพียงชายหาปลากับศพของหญิงชรา ด้วยความสงสาร กองไฟจึงถูกสุมสร้างด้วยท่อนไม้อันเป็นฟืน ร่างของหญิงชราผู้เป็นหม้ายไม่มีบุตรจึงถูกเผาส่งวิญญาณ ในขณะที่นั่งรอกองไฟมอด จู่ๆ อาการง่วงซึมก็เข้ามาแทรกแซง เขาพยายามต่อต้านมันด้วยการสะบัดหน้าเรียกสติ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็เห็นหญิงชราก้มกราบไปทางหมู่บ้าน ชายหาปลารีบขยี้ตาเพื่อดูให้ชัด แต่ทว่าภาพที่เคยเห็นกลับหายไปเสียแล้ว ความงุนงงสงสัยจึงแผ่ซ่านไปทั่วร่าง



            “อยู่ในกอไผ่กับใต้ต้นมะเขือ…ขอบคุณนะพ่อหนุ่ม…” เสียงพูดที่เหมือนกับคืนนั้นต่างกันเพียงแค่โทนเสียง ไหลเข้าสู่โสตประสาทแล้วก็เงียบไป ชายหาปลาสงสัยจึงเดินไปสำรวจดูในกอไผ่ คุ้ยไปเขี่ยมาก็เจอเข้ากับทองคำเหรียญหนึ่ง



            สืบเนื่องมาจากดวงวิญญาณที่อ่อนแอของหญิงชรา นางจึงไปไหนได้ไม่ไกล คงอยู่ได้ก็เพราะจิตพยาบาท และอารมณ์ด้านลบอันปั่นป่วน ก่อนที่มิเนอร์วาจะหันหลังให้นาง เขาก็ทิ้งทองคำเหรียญนี้เอาไว้ จ่ายให้เป็นค่าทำศพแก่ผู้มีโชค ชายหนุ่มเองก็คิดไม่ถึงเช่นกัน ไม่คิดว่าหญิงชราผู้โลภมากจะตัดใจจากสมบัติ ยอมเอ่ยบอกต่อชายหาปลาผู้อ่อนโยน



            เมื่อคิดวิเคราะห์อยู่สักพักหนึ่ง ชายหาปลาก็ตัดสินใจไปขุดค้น ตรงใต้ต้นมะเขือในเขตกระท่อมของหญิงชรา เป็นดังที่เขาคิด มีสมบัติของหญิงชราฝังเอาไว้ใต้ผืนดินจริงๆ ผู้หนึ่งจึงรู้สึกว่าตนนั้นมีโชค อีกผู้ที่เดินทางจากไปไกลแล้ว ก็รู้สึกแปลกจนต้องหันหลังกลับไปมอง



            “เกิดอะไรขึ้นกัน?” มิเนอร์วาพึมพำเสียงเบา ทอดตามองไปในที่ไกล ชายหนุ่มรับสัมผัสเอาทุกสิ่งมาคิดอย่างละเอียด แต่ก็ไม่ได้ยืนคิดจริงจังนัก ทั้งสี่คนจึงเดินท่องป่าล่องพนากันอีกครั้ง…


    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน