ตอนที่ 12 ใส่ไคล้
เสวียนฮวามือเย็นเฉียบ ชีพจรของนางเต้นระรัว เหงื่อไหลซึมจนรู้สึกเปียกชื้นทั้งที่อากาศหนาวเย็น
ความลับของข้าแพร่งพรายแล้วงั้นหรือ – นางถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ไหนแต่ไรมา ตำหนักนางเคยมีขันทีที่ไหนกัน แต่นี่หลังจากที่อาว่านกับอาเมี่ยวออกไปซักล้าง ส่วนอาตงขออนุญาตนางออกไปทำธุระที่นอกวังหลวง แต่พลันที่นางอยู่ผู้เดียวได้แค่ก้านธูปเศษ จู่ๆ ขันทีมากมายก็มาล้อมตำหนักนาง
เสวียนฮวาไม่เคยจ้ำจี้จ้ำไชนางกำนัลของตัวเองว่าต้องมาคอยเฝ้ารับใช้ข้างกายตัวเองตลอด นางเข้าใจนางกำนัลทั้งสามดีว่าการเป็ข้ารับใช้ฮองเฮาตกยากกันเพียงสามคน ช่วยให้นางพยายามชูคอดำรงอิสริยยศสมพระเกียรติฮองเฮาให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้นั้นไม่ใช่เื่ง่าย
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?” เสวียนฮวาพยายามตั้งสติถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่ปกติที่สุดเท่าที่ทำได้ ทั้งๆ ที่นางกลัวแสนกลัวตามประสาคนที่ทำความผิดอันใหญ่หลวงเอาไว้
“ท่านเสนาบดีกรมวังสั่งพวกข้าน้อยให้มาถวายอารักขาฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
“ด้วยเหตุใด”
“หม่อมฉันมิทราบจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันขออภัยด้วย แต่มีคำสั่งมาให้องค์ฮองเฮาทรงประทับอยู่ในตำหนักเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้ว...แล้วนางกำนัลของข้าเล่า?”
“หม่อมฉันมิทราบพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าไปตามให้ได้หรือไม่? หรือส่งคนไปตามให้ข้าก็ได้”
“มิได้พ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมได้รับคำสั่งให้มาอารักขาฮองเฮาเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
เสวียนฮวากลัวยิ่งนัก สถานการณ์อันไม่ปกติที่เกิดขึ้นมันเป็เื่ดีไม่ได้ เหล่าขันทียังเรียกนางว่าฮองเฮาอยู่ก็จริงแต่นางหมดสิ้นอำนาจที่จะสั่งการใครผู้ใดในวังหลวงไปตั้งนานแล้ว และตอนนี้นางยังถูกปฏิบัติเยี่ยงนักโทษอีก
.....ถ้าพวกเขารู้เื่ที่นางมีชู้ เขาไม่ปฏิบัติกับนางเช่นนี้แน่นอน ป่านนี้นางถูกลากตัวเข้าคุกหลวงเพื่อรอสำเร็จโทษไปแล้ว
แล้วนี่มันเื่อันใดกัน!?
เสวียนฮวาก้าวไปที่หีบสมบัติข้างแท่นบรรทม นางเปิดหีบไม้แล้วหยิบห่อใส่เงินแท่งหนึ่งถุงออกมา นางรีบเดินไปหาหัวหน้าขันทีแล้วยื่นถุงเงินให้กับเขา
“นี่ของเ้า เ้าเอาไปทั้งหมดเลย ช่วยตามนางกำนัลทั้งสามให้ข้าที ได้โปรดเถิด”
มิคาด ขันทีร่างใหญ่ผู้นั้นกลับปัดถุงเงินที่นางยัดเยียดจนถุงเงินนั้นหล่นลงแล้วกระจัดกระจายดั่งก้อนกรวดที่ไร้ค่า
เสวียดฮวาโกรธด้วยโทสะอันแรงกล้า แต่นางรู้ดีอยู่แก่ใจว่านางทำอะไรอีกไม่ได้แล้ว ในยามปกติมีเงินยังจ้างผีโม่แป้งได้ แต่ในยามนี้ อำนาจของผู้ที่จะมาเอาผิดกับนางนั้นยิ่งใหญ่ที่สุดในวังหลวง ต่อให้นางเอาสมบัตินางทั้งหมดยื่นให้กับคนพวกนี้ก็หามีใครแยแสไม่
หญิงสาวเก็บความรู้สึกเอาไว้ พยายามไม่แสดงสีหน้าออกมา นางค่อยๆ หันกายกลับแล้วยืนตัวตรงหน้าเชิดเพื่อคงเกียรติที่นางไม่มีเหลืออีกแล้วเข้าไปที่นั่งของตนเอง
เสวียนฮวารู้แล้ว สิ่งที่รอนางอยู่ข้างหน้านั้นคือความตายอันทุกข์ทรมาณเป็แน่แท้
ป่านนี้ผาวเยว่จะเป็อย่างไรบ้าง? เขาคงถูกทัณฑ์ทรมาณแล้วกระมัง
ส่วนนางเล่า จะโดนอะไร โดนหลิงฉือ....เฉือนเนื้อนางอย่างช้าๆ จนตาย หรือถูกแขวนประจานไว้หน้ากำแพงเมืองให้อีกาจิกกินนางทีละน้อย...ทีละน้อย หรือจะต้มนางทั้งเป็ หรือ...หรือ...
เสวียนฮวาคิดเอาไว้แล้ว ว่าจะจัดการตัวเองอย่างไรหากความลับนางไม่ใช่ความลับอีกต่อไป
หญิงสาวยกมือขึ้นไปจับปิ่นปักผมของตนเอง
ในขณะที่นางจะดึงมันออกมานั้น ก็มีมือหนึ่งที่เอื้อมมาจับมือนางในทันใด บีบจนเสวียนฮวารู้สึกเจ็บ
“บังอาจ!” หญิงสาวะโใส่ขันทีผู้นั้น
“กระหม่อมได้รับหน้าที่ให้มาอารักขาพระองค์ มีหรือกระหม่อมจะปล่อยให้พระองค์มีอันตรายได้ มิเช่นนั้นกระหม่อมก็จะมีโทษตามไปด้วย” แล้วขันทีผู้นั้นก็บังอาจดึงปิ่นปักผมทั้งหมดออกจากศีรษะของเสวียนฮวา “กระหม่อมขออภัยด้วยเถิด นี่กระหม่อมทำตามหน้าที่”
เส้นผมเงางามของนางก็หล่นสยายลง เสวียนฮวารู้สึกดุจตัวเองเป็นักโทษ นางขบริมฝีปากจนหยาดโลหิตซึมออกมา นางไม่เคยโดนดูิ่เหยียดหยามถึงเพียงนี้เลย
ได้....ถ้างั้นข้าก็เผชิญหน้ากับมัน ตายทรมาณอย่างไรข้าก็จะยอมเผชิญหน้ากับมัน และข้าก็จะบริภาษอ้ายฮ่องเต้โสโครกผู้นั้น ข้าจะบอกโลกว่าข้ารักผางเยว่ให้ทุกคนได้รับรู้ ข้าจะฟ้องคนทั้งโลกว่าคนที่เป็สามีข้าปฏิบัติกับข้าเลวทรามอย่างไร
ถึงข้าตายทรมาณแค่ไหน ข้าก็ไม่เสียใจที่ข้าได้เจอชายที่ข้ารัก! - ในหัวของหญิงสาวคิดเพียงเช่นนั้น แต่พระนางก็ยังนั่งอย่างสงบเพื่อจะคอยดูว่าคนพวกนี้จะทำอย่างไรกับนาง
ยังมีเวลาเหลือเฟือสำหรับการโหยหวน....เสวียนฮวาคิด
ถึงกระนั้น นางก็ยังสั่นไปทั้งวรกาย ม่านน้ำคลอคลุมั์ตา นางยังคงต้องใช้ความพยายามอย่างที่สุดที่จะดำรงพระเกียรติของตนเอง
ถึงอย่างไรความตายมันก็น่าสพรึงกลัวนัก
“ถวายพระพรองค์ฮองเฮา” เสียงหนึ่งพูดขึ้น ปลุกเสวียนฮวาให้พ้นจากภวังค์
สิ่งที่นางมองทะลุม่านน้ำในดวงตานั้นก็คือ เสนาบดีกรมวังที่เดินมาพร้อมกับทหารองครักษ์อีกสองคน และที่เสวียนฮวาไม่อยากเชื่อเลยนั่นก็คือนางเห็นผางเยว่มากับเ้านายของตนด้วย เขาใส่เกราะใส่หมวกเต็มยศเช่นที่นางเห็นเขาเมื่อตอนพบกันครั้งแรกไม่มีผิด
ผางเยว่คารวะให้กับนางเช่นเดียวกับเ้านายเขา ในพริบตานั้น นางเห็นเขามองมาที่นางแล้วขยิบตาข้างหนึ่ง
นี่มันเื่อันใดกัน เื่ข้ากับผางเยว่เป็ชู้กันยังมิได้เป็ที่แพร่งพรายงั้นหรือ
“เกิดสิ่งใดขึ้นหรือ” จิตใจของเสวียนฮวาสงบทันทีเมื่อมีชายคนรักอยู่ข้างกาย
“พระนางทำผิดอันใหญ่หลวงนัก”
“เื่ใดรึ? ใครใส่ไคล้ข้าท่านก็เชื่อแล้วหรือไร” เสวียนฮวายอกย้อน นางมั่นใจแล้วว่าเื่ที่กำลังเกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ความผิดแท้จริงที่นางทำเลย
“ท่านทำเสน่ห์ใส่องค์ฮ่องเต้”
เสวียนฮวาตัวสั่นขึ้นมาด้วยความขบขัน นางน่ะหรือจะไปทำเสน่ห์ใส่เ้าหวังฮุ่ยผู้นั้น มันมีเสน่ห์อันใดให้นางถวิลหาหรือ หากเป็ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายเขาล่ะนางก็ยอมรับอยู่ว่านางอยากจะได้ความรักของคนผู้นั้นมาตะบันใส่นางทุกค่ำคืน
“ข้าจะทำเสน่ห์ยาแฝดได้เยี่ยงไร ถึงข้ากำเนิดในตระกูลขุนศึกแต่พวกเราก็มีความรู้รอบด้าน มิเคยเลยที่ข้าจะไปงมงายเื่พ่อมดหมอผี ท่านเคยได้ยินหรือว่าข้าเคยหมกมุ่นเื่พวกนั้น ตำราที่ข้าอ่านก็มีแต่จดหมายเหตุประวัติศาสตร์ของชาติบ้านเมือง”
“องค์ฮองเฮาทรงใจเย็นก่อนพ่ะย่ะค่ะ ข้าต้องให้ความเป็ธรรมแก่พระองค์แน่ แต่หลักฐานที่เกิดขึ้นมันมัดตัวพระองค์เหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ”
เสวียนฮวาตาเบิกโพลง คำถามว่าใครกันที่ใส่ร้ายนางก็วาบขึ้นในความคิด
“เบิกตัวพยาน”
“พยาน...อะไร ท่านทำดั่งท่านเป็ผู้พิพากษา ที่นี่เป็ศาลหรือก็หาไม่” เสวียนฮวาถามอย่างใ นางรู้ตัวแล้วว่านางกำลังถูกใส่ร้ายว่ากระทำผิดด้วยข้อหาที่นางไม่ได้กระทำ
สิ่งที่ทำให้เสวียนฮวาใที่สุดนั่นก็คือ พยานนั้นก็คืออาตงนั่นเอง
เสนาบดีกรมวังก็ยกไม้ไผ่ท่อนหนึ่งขึ้นมาขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือหน่อยหนึ่ง บนไม้ไผุ่มีตัวอักษรสีแดงเขียนชื่อนางเอาไว้ชัดเจน “ผู้นี้คือนางกำนัลที่รับใช้ท่านมายาวนาน นางเป็ผู้สารภาพเองว่าพวกท่านร่วมมือกันวางแผนทำเสน่ห์ใส่องค์ฮ่องเต้ เดชะบุญที่ขันทีพบกู่ไม้ไผ่อาบน้ำมันศพที่ใต้แท่นพระบรรทมพระองค์ในรุ่งเช้าหลังจากวันที่ท่านเข้าไปถวายตัว กู่ไม้ไผ่นี้เขียนชื่อท่านเอาไว้ด้วย”
เสวียนฮวามองอาตง นางไม่เห็นร่องรอยของการถูกทรมาณร่างนั้นเลย ชุดนางกำนัลของนางยังคงเรียบร้อยเช่นตอนที่เดินออกจากตำหนัก อาตงทำดั่งไม่มีเ้านายของตนอยู่ตรงนั้น แววตาไม่ได้มองมาที่เสวียนฮวาแม้นแต่นิดเดียว เสวียนฮวาเพ่งเข้าไปในดวงตาคู่นั้นของอาตง นางก็ไม่พบแววความเครียดบนสายตาคู่นั้นสักกระผีกริ้น
ตอนนี้เสวียนฮวารู้ตัวแล้ว นางถูกอาตงทรยศ