ภายในระยะเวลาสั้นๆเพียงหนึ่งถ้วยชา หินแร่เหล็กก็ถูกหลันเฟิงรีดเค้นคุณภาพออกมาหมดด้วยเพลิงคลั่ง
ก่อนหน้านี้ที่หลันเฟิงใช้ความร้อนจากภายนอกเขาต้องเสียเวลาไปสองสามชั่วยามถึงจะทำเช่นนี้ได้
แม้ว่าเพลิงคลั่งจะผลาญไอปราณจำนวนมากแต่ผลของมันก็น่าตกตะลึงเช่นกัน
หลันเฟิงปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาบนหน้าผากนำเหล็กที่เย็นลงและแข็งตัวมาวางบนทั่งตีเหล็ก มือหนึ่งถือค้อนมือหนึ่งตกอยู่ข้างตัว
เขาจ้องมองเหล็กก้อนที่มีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่ำไม่เสมอนิ่งๆราวกับรูปปั้น
หลังจากนั้นสองสามชั่วลมหายใจลวดลายสิบหกสายบนเหล็กก้อนก็ปรากฎขึ้นในการรับรู้ทางจิตวิญญาณของเขา
“เกร๊ง”
ฟาดค้อนในมือลงไปด้วยความเร็วราวกับสายฟ้าไม่ปล่อยให้จุดตัดของทั้งสิบหกสายที่รวดเร็วดังสายฟ้าหนีรอดไปได้
เสียงกระทบกันดังกังวานสิ่งเจือปนที่ผสมอยู่ในเหล็กก้อนไหลออกมาราวกับเม็ดทรายก็ไม่ปาน
เหล็กหลอมที่ราวกับผลึกศิลาก้อนหนึ่งปรากฎขึ้นในครรลองสายตาของหลันเฟิงและชายชรา
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าเด็กนี่จะเข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนได้โดยใช้เวลาแค่ห้าชั่วลมหายใจ...”เกิดระลอกคลื่นเล็กๆ ขึ้นในใจชายชรา สายตาที่มองชายหนุ่มฉายแววเจ็บปวดใจเล็กน้อย
เขาเหมือนมองเห็นได้รางๆว่าตอนที่ตนหลับไป ชายหนุ่มบ้าคลั่งแค่ไหน อดหลับอดนอนไม่กินอาหารอย่างไร ถึงเข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้
และทุกอย่างที่ชายหนุ่มทำก็เพื่อปลุกตนที่หลับใหล
ชายชราทั้งรู้สึกปลื้มใจซาบซึ้งใจและรู้สึกเจ็บปวดใจในเวลาเดียวกัน
ทว่าชายชราไม่ได้ส่งเสียงใดๆคำพูดมากมายและความโศกเศร้านานาล้วนติดอยู่ในใจ
ยามนี้เหล็กหลอมที่แฝงไว้ด้วยวิญญาณที่อยู่ตรงหน้าดูเหมือนจะสูญเสียแรงดึงดูดไปแล้วสำหรับชายชรา
หลันเฟิงไม่ทันได้สังเกตว่าชายชราที่อยู่ข้างกายตนเหม่อลอยไปแล้วเขายังคงอยู่ในสภาวะละเอียดอ่อน ดวงตาสีดำสนิทเปล่งประกายจางๆ
ภายใต้สภาวะละเอียดอ่อนเหล็กหลอมงดงามราวกับฝีมือของเทพขวานแห่งสวรรค์ ให้ความรู้สึกแตกต่างอย่างคาดไม่ถึง
ลวดลายไร้รูปร่างสิบหกสายยังคงทะลวงผ่านและตัดสลับกันไปมาอยู่ด้านใน
หลันเฟิงนิ่งงันไม่ไหวติงจิตใจของเขาจดจ่ออยู่ที่เหล็กหลอม พยายามจับจุดตัดทั้งสิบหกสาย
เทียบกับลวดลายทั้งสิบหกสายของเหล็กก้อนลวดลายทั้งสิบหกสายของเหล็กหลอมรวดเร็วยิ่งกว่า ราวกับกำลังดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการฟื้นฟูกลับคืนสู่ธรรมชาติอย่างไรอย่างนั้น แม้ว่าพวกมันจะไม่ได้มีชีวิตจริงๆ และไม่อาจเอ่ยปากพูดจาได้แต่หลันเฟิงราวกับได้ยินเสียงหัวเราะสนุกสนานของพวกมัน
เร็วยิ่งกว่าเดิมหมายความว่าจุดตัดของมันย่อมจับยากกว่าเดิม
ทว่าความอดทนของหลันเฟิงได้รับการฝึกฝนให้อยู่เหนือคนทั่วไปตั้งแต่สามปีก่อนแล้วเงาร่างราวกับรูปสลัก ไม่ไหวติงเลยแม้แต่น้อย
เขากำลังรอรอโอกาสที่ยอดเยี่ยมที่สุด
เดิมชายชราคิดว่าหลันเฟิงจะทนไม่ไหวรีบร้อนลงมือแต่พอเห็นฉากนี้ ความกังวลในใจก็มลายหายไป ความชื่นชมในแววตายิ่งมากขึ้น
“เจ้าเด็กนี่ชอบทำให้ตกตะลึงระคนดีใจยิ่งนัก!”
ชายชรามองเห็นคุณสมบัติของผู้แข็งแกร่งในยุทธภพบนเรือนร่างของหลันเฟิงรางๆ!
หากเจ้าเด็กนี่ไม่ตายไปเสียก่อนอนาคตจะต้องไร้ขีดจำกัดแน่!
หลันเฟิงยืนนิ่งอยู่หน้าทั่งตีเหล็กในพลังการรับรู้ทางจิตวิญญาณ จุดตัดของลวดลายทั้งสิบหกปรากฏขึ้นรางๆ บางครั้งอยู่บนพื้นผิวบางครั้งอยู่ในตัวเหล็กหลอม ตำแหน่งเปลี่ยนไปมาไม่แน่นอน ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ
นี่คือเกมซ่อนหาจนถึงยามนี้หลันเฟิงก็ยังเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ทว่าขอแค่เขาชนะครั้งหนึ่งเกมนี้ก็จะจบลง
และโอกาสก็ไม่ปล่อยให้เขารอนาน
ยามที่จุดตัดสิบหกสายเคลื่อนมาอยู่บนพื้นผิวอีกครั้งเงาร่างของหลันเฟิงก็เคลื่อนไหว ค้อนในมือสะบัดลงไป
ชั่วพริบตาพลันมีเสียงดังขึ้นตามมาด้วยสายลมอ่อนๆ สายหนึ่ง
“เกร๊ง”
เสียงกระทบอันไพเราะเสนาะหูดังมาจากจุดที่ค้อนและเหล็กหลอมกระทบกัน
โดนแล้ว?
เมื่อกวาดสายตาไปที่เหล็กหลอมใบหน้าของหลันเฟิงและชายชราแทบปรากฏรอยยิ้มจางๆ ออกมาพร้อมกัน
รอบเหล็กหลอมมีไอสีดำสนิทกลุ่มหนึ่งแผ่ออกมาและมีกลิ่นของถ่านโค้กกับกำมะถันลอยออกมาจางๆ
ผิวของเหล็กหลอมราวกับผิวหนังมนุษย์อย่างไรอย่างนั้นมันมีรูเล็กๆ ที่ยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่าจำนวนมาก
คาร์บอนและกำมะถันที่เป็นส่วนผสมหลักถูกกำจัดออกจากเหล็กหลอมภายในพริบตาราวกับการหายใจออกของมนุษย์แล้วไปผสมกับอากาศอย่างรวดเร็ว ทำให้บรรยากาศรอบๆ มีกลิ่นเหม็นจางๆ
และวินาทีนั้น เหล็กหลอมก็ถูกตีจนกลายเป็นเหล็กบริสุทธิ์
เหล็กหลอมงดงามราวกับผลึกโปร่งแสงสีสันสดใสที่ไหลวนโคจรราวกับก้อนเมฆแต่เดิมแยกออกไปตามส่วนต่างๆ จนสีจืดจางลงจนแทบจะโปร่งแสง
“เป็นเหล็กบริสุทธิ์ที่งดงามมาก”หลันเฟิงจ้องมองเหล็กบริสุทธิ์ที่งดงามตรงหน้าแล้วเหม่อลอยไปเล็กน้อย
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นเหล็กบริสุทธิ์แต่เขาแค่ไม่เคยเห็นเหล็กบริสุทธิ์ที่งดงามจนน่าตกตะลึงเยี่ยงนี้มาก่อนความงดงามของมันไม่เหมือนกับสิ่งที่อยู่ในโลกมนุษย์!
“แค่ก...”เสียงกระแอมไอเบาๆ ดังขึ้น ปลุกหลันเฟิงจากภวังค์
ชายชราเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“ขั้นต่อไปแม้ว่าจะไม่ได้ยากอะไรแต่ระดับความสำคัญของมันนั้นไม่น้อยไปกว่าการตีเหล็กก่อนหน้านี้เลย เอาล่ะเจ้าจงตั้งใจให้ดี”
หลันเฟิงถือคีมจับเหล็กนำเหล็กบริสุทธิ์ก้อนนั้นใส่เข้าไปในเตาหลอม
ฟังคำชี้แนะของชายชราไปพลางบดถ่านไม้ไปพลางแล้วเทเข้าไปตรงก้นเตาหลอม ก่อนปิดฝาเตาไว้อย่างแน่นหนาไม่ให้อากาศไหลเข้าไป
“เพลิงคลั่ง”
หลันเฟิงชี้ปลายนิ้วไปที่ก้นเตาหลอมไอปราณในจุดตันเถียนพิษพลันเดือดพล่าน เปลวเพลิงร้อนแรงพุ่งออกมาจากปลายนิ้ว
เตาหลอมทำจากวัสดุทนความร้อนแม้ว่าจะทนความร้อนแต่ก็นำความร้อนได้ดีเยี่ยม
ความร้อนที่น่าสะพรึงกลัวนี้ราวกับทะลุผ่านก้นเตาหลอมไปแผดเผาเหล็กบริสุทธิ์ในเตาเหมือนกับเผาถ่านไม้อย่างไรอย่างนั้น
เตาเพลิงกลายเป็นสีแดงก่ำอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเนื้อราวกับตอนพลบค่ำอย่างไรอย่างนั้น
ระลอกคลื่นความร้อนเป็นชั้นๆแผ่ออกมาจากใจกลางเตาหลอมมันแผ่ออกไปจากทั่วทั้งสี่ทิศแปดด้านทำให้อุณหภูมิโดยรอบเพิ่มสูงขึ้น
หลังจากเผาไปได้ประมาณหนึ่งก้านธูปหลันเฟิงก็มีหยาดเหงื่อขนาดน้อยใหญ่ยี่สิบสามสิบเม็ดผุดขึ้นมาบนใบหน้าไอปราณในจุดตันเถียนก็เหือดแห้งไปภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งก้านธูปแต่ก่อนที่ชายชราจะเอ่ยปากเขาย่อมไม่หยุดส่งพลังปราณ ทำได้เพียงพยายามประคองไว้จุดตันเถียนพิษหมุนโคจรด้วยความเร็วที่แทบจะบ้าคลั่งไอปราณที่โคจรอยู่กลางอากาศทะลักเข้าไปตามจุดลมปราณต่างๆ ในร่างกายด้วยความเร็วที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ระดับความเร็วในการดูดซับไอปราณเช่นนี้เหนือกว่าการฝึกฝนครั้งไหนๆของหลันเฟิง
เหนือกว่าความเร็วในการดูดซับยามที่อยู่ในสภาวะละเอียดอ่อนเสียอีก
“เอาล่ะหยุดได้แล้ว”
ยามที่หลันเฟิงรู้สึกเจ็บปวดจนไม่สามารถเปล่งคำพูดได้และไร้เรี่ยวจะฝืนทนต่อชายชราถึงได้ค่อยๆ เอ่ยปาก
หลันเฟิงหอบหายใจอย่างหนักเช็ดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาบนใบหน้า ภาพลวงตาของความรู้สึกหิวโหยแผ่ออกมาจากทุกสรรพส่วนของร่างกาย
“นั่งลงฝึกฝนทันที”
หลันเฟิงทำตามคำสั่งของชายชราด้วยการนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นอย่างรวดเร็วจิตสัมผัสแผ่เข้าไปในจุดตันเถียน ฉกชิงไอปราณจากโลกภายนอกอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากผ่านไปชั่วครู่จุดตันเถียนพิษก็ถูกไอปราณบรรจุเข้าไปจนเต็มและยิ่งไปกว่านั้นยังบริสุทธิ์กว่าเดิมหลายส่วน
ไอปราณยิ่งบริสุทธิ์ยามโคจรก็ยิ่งผ่อนคลายขึ้น ความยากในการทะลุทะลวงก็จะยิ่งลดลง
หลันเฟิงลืมตาอย่างช้าๆแววตามีความตกตะลึงระคนดีใจปรากฏขึ้น ไอปราณบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเดิมทำให้เขาประหลาดใจอย่างไม่ต้องสงสัย
แทบจะในเวลาเดียวกันความรู้สึกหิวโหยที่แผ่ออกมาจากส่วนต่างๆ ของร่างกายก็ค่อยๆ สลายหายไป
“หมดเวลาเล่นแล้วรีบขึ้นรูปศาสตรายุทธ์” ชายชราขัดจินตนาการของชายหนุ่ม
“นี่คือขั้นตอนสุดท้ายในการตีเหล็กหากทำขั้นตอนนี้สำเร็จ เจ้าก็จะมีคุณสมบัติให้ถูกเรียกว่าช่างตีเหล็กแล้ว”
เห็นได้ชัดว่าช่างตีเหล็กมีแรงดึงดูดใจสำหรับชายหนุ่มแม้กระทั่งมากกว่าแรงดึงดูดใจในการเพิ่มพลังยุทธ์ด้วยซ้ำ
ชายหนุ่มยืนขึ้นอย่างรวดเร็วเปิดปากเตาหลอม หยิบเหล็กกล้าที่มีลำแสงสีเงินห่อหุ้มอยู่ออกมาวางบนทั่งตีเหล็ก
“วิธีขึ้นรูปศาสตรายุทธ์ของวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กของข้าแตกต่างจากช่างตีเหล็กคนอื่นๆเพราะไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือขึ้นรูป และไม่จำเป็นต้องเสียแรงลับให้คม”ยามที่เอ่ยถึงวิชาตีเหล็ก น้ำเสียงของชายชราก็มักจะแฝงภาคภูมิใจเสมอ“เจ้าเข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนก่อน อีกเดี๋ยวข้าจะบอกเจ้าว่าต้องทำอย่างไร”
เมื่อได้ยินคำสั่งของชายชราหลันเฟิงก็จัดการความรู้สึกของตนเอง หลังจากผ่านไปสองสามชั่วลมหายใจ เหล็กกล้าก็เขามาสู่จิตวิญญาณรับรู้ของหลันเฟิง
ลวดลายสิบหกสายรากฎขึ้นอย่างชัดเจนบนเหล็กกล้าทว่าระดับการโคจรของมันกลับช้าลงมาก ราวกับถูกโซ่เส้นหนึ่งพันธนาการอยู่
“เจ้าน่าจะสัมผัสได้ถึงลวดลายสิบหกสายการโคจรของพวกมันดูเหมือนจะไม่มีกฎเกณฑ์ แต่ความจริงแล้วมันโคจรตามวิถีธรรมชาติทว่ายามนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจมากมายขนาดนั้นสิ่งที่เจ้าต้องรู้ก็มีแค่หากใช้ค้อนโจมตีลวดลายทั้งสิบหกสายก็จะทำให้รูปร่างของเหล็กกล้าเปลี่ยนแปลงไปหากใช้ค้อนตีอย่างต่อเนื่อง ลวดลายทั้งสิบหกสายก็จะค่อยๆ ขึ้นรูป ยามที่พวกมันนิ่งสนิทนั่นก็หมายความว่าศาสตรายุทธ์ขึ้นรูปเสร็จแล้ว รูปร่างของศาสตรายุทธ์ในยามนั้นก็คือรูปร่างที่มีอานุภาพมากที่สุดของมันหากเจ้าฝืนเปลี่ยนรูปร่างมันต่อ ก็จะทำให้อานุภาพของมันลดลง นอกจากนี้แต่ละลวดลายถูกตีได้มากสุดเก้าครั้งก็จะขึ้นรูปสมบูรณ์ดังนั้นก่อนที่เจ้าจะลงมือ ต้องขบคิดคำนวณให้ดีว่าจะสร้างศาสตรายุทธ์ใดกันแน่ ก่อนที่ลวดลายจะแข็งตัวแล้วไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีก”
ชายชราพูดถึงการขึ้นรูปศาสตรายุทธ์และการลับให้คมอย่างละเอียดเขาให้ความสนใจกับสิ่งนี้มาก ไม่ต่างจากรายละเอียดก่อนหน้านี้สักนิด
“แล้วก็มีจุดที่เจ้าต้องระวังให้ดีหากอยากได้ศาสตรายุทธ์ที่ต้องการความแหลมคมเช่นกระบี่หรือดาบ ก็จำต้องทำให้ลวดลายสองสายบริเวณปลายแหลมสุดแข็งเช่นนี้จะเพิ่มความแหลมให้กับศาสตรายุทธ์ได้เป็นสิบเท่า”
เมื่อได้ฟังคำแนะนำของชายชราหลันเฟิงก็อยากจะทดลอง แต่กลับรู้สึกกลัวหัวหดขึ้นมากะทันหัน
เมื่อเห็นท่าทางลังเลของชายหนุ่มชายชราก็หยอกล้อว่า “ทำไม เกิดกลัวขึ้นมาหรือไง”
“ใครกลัวกัน!” หลันเฟิงถลึงตากัดฟัน กั้นหายใจรวบรวมสมาธิ จับตามองร่องรอยของลวดลายทั้งสิบหกสาย
ล้มเหลวแล้วอย่างไรอย่างมากตนก็แค่เสียเวลาหลอมเหล็กกล้าอีกครั้งเท่านั้น