Pioneer Era

    ตอนที่ 49 บอสใหญ่แห่งป่าเส้นด้ายดำปรากฏตัวแล้ว !

    *ก๊าสสสส! *

    เสียงกรีดร้องโหยหวยนั้นช่างฟังดูเจ็บปวดรวดร้าว

    หยาดน้ำตาแห่งความเศร้ากำลังไหลลงมาจากเบ้าขนาดใหญ่สีดำ

    เป็นน้ำตาที่สวยงามประดุจหยาดน้ำเพชรโปรงแสงที่บริสุทธิ์

    มันใช้หัวขนาดใหญ่สอดส่องดินแดนสีดำอันยิ่งใหญ่ที่จมลงไปในกองเพลิงสีแดง

    ไม่มีอีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะอาหาร ลูกน้อง กับบ้านที่แสนสบายและปลอดภัย

    *ก๊าสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสสส! *

    สายลมที่ลอดผ่านลำคออันยาวเหยียดของมัน ได้ถูกรีดเร้นผ่านปลายลิ้นท่อกลมกับเขี้ยวที่ใหญ่จนกลายเป็นเสียงคำรามแหลมบาดหูที่เจ็บปวด

    หมู่เมฆใต้ท้องฟ้าแสงอาทิตย์ได้แหวกตัวแยกออกเป็นสองฝั่งอันเนื่องจากเสียงคำรามนั้น

    “ [ทำการเปลี่ยนหัวกระสุน ทำการปราบปราม ทำการปราบปราม ทำการปราบปราม---] ”

    เสียงน่ารักไร้อารมณ์ของกองทัพหุ่นยนต์เมดหมาป่าเงินดังขึ้น

    พวกเธอมีจำนวนมากกว่าสองหมื่นคน แต่ถูกทำลายไปแล้วเกือบครึ่งด้วยการตวัดหางเพียงครั้งเดียวของเจ้าแห่งอสรพิษแมงมุม

    หุ่นยนต์เมดเริ่มวิ่งกระจายตัวออกเพื่อลดอัตราความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และเข้าล้อมยิงโจมตีจากทุกทิศทาง

    เกิดเสียงบรรจุกระสุนอันน่าเกรงขามดังลั่นจากตัวปืนใหญ่อย่างต่อเนื่อง

    เสียงบรรจุนั้นเกิดขึ้นจากภายในโดยที่พวกเธอไม่ต้องเปลี่ยนซองหรือหัวกระสุนแม้แต่น้อย

    เพราะว่ามันไม่จำเป็นสักนิด

    พวกเขาใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย ติดตั้งประตูมิติเอาไว้ข้างในปืนใหญ่ ใช้มันในการเปลี่ยนหัวกระสุน ณ ข้างในตัวปืนโดยตรงด้วยประตูมิตินั้น

    แสงไฟสุกสว่างที่เจิดจ้าออกมาจากปากกระบอกชั่วครู่ คือสัญญาณที่บอกให้รู้ว่าหัวกระสุนได้ถูกสับเปลี่ยนกับกระสุนสำรองที่มีอยู่ในคลังของตัวยานแล้ว

    “ [เปิดระบบยิงต่อเนื่อง] ”

    เกิดเส้นแสงสว่างขึ้นที่รอบตัวปืนใหญ่รูปทรงโบราณ พร้อมกับเกิดเสียงอันดังกึกก้องขึ้นต่อเนื่องตามมา

    กระสุนเยือกแข็ง กระสุนไฟลาวา กระสุนเพลิงสุริยะ กระสุนระเบิดแรงโน้มถ่วง กระสุนดาวกระจายเลเซอร์ กระสุนพิษอัมพาต กระสุนบิดมิติ สรรพกระสุนได้ถูกลั่นยิงออกไป

    สามวินาทีต่อหนึ่งนัด นั่นคืออัตราความเร็วลั่นปืนใหญ่ที่พวกเธอทำได้

    ความร้อนจากการลั่นยิง จะถูกระบายออกไป ผ่านทางห้วงมิติที่บิดเบือน ไปสู่เวิ้งอวกาศที่ไร้สรรพสิ่ง

    สรุปคือพวกเธอไม่จำเป็นต้องกังวลว่าปืนใหญ่ในมือจะพังลงอันเนื่องจากความร้อน และสามารถยิงต่อไปได้อย่างไร้ที่สิ้นสุด

    *ฟ่ออออออ! *

    เจ้าป่ารู้สึกได้ถึงอันตราย

    อาจเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายพันปีที่มันรู้สึกได้ถึงอันตรายต่อชีวิต

    ต่อให้มีความภาคภูมิใจในเกล็ดที่แข็งแรงทนทานเพียงใด มันก็ขอเชื่อในสัญชาตญาณแทน

    มันแนบตัวเองไปกับพื้นดินจนมีความสูงเหลือเพียงสองเมตร แผ่ขาแมงมุมทั้งแปดออกกว้าง แล้วพ่นใยสีดำผสมเมือกพิษร้ายออกมาปกคลุมรอบตัวเองอย่างรวดเร็วแทนการป้องกัน

    ถ้าเป็นปกติของการสู้กับสัตว์ร้าย ใยพิษนี้จะช่วยปกป้องมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    คงไม่มีสัตว์ตัวไหนอยากสัมผัสพอษด้วยตัวเองหรอก

    แต่มันไม่เคยต่อสู้กับอาวุธลำสมัยเช่นนี้มาก่อน

    ประการณ์ที่ไม่เคยเจอ กำลังจะทำให้มันตาย

    ความร้อนที่ไม่เคยต้องหวาดกลัว แต่ตอนนี้มันกลับไม่อาจป้องกันได้อีกต่อไป

    เพราะคราวนี้มีหัวกระสุนระเบิดความร้อนระดับพระสุริยะติดมาด้วย

    ความร้อนจำนวนมหาศาลที่มากจนเกินไป ได้แผ่ทะลุผ่านชั้นเกล็ด ผ่านชั้นไขมันหนา เข้าสู่เลือดเนื้อร่างกายที่อยู่ข้างใต้ จนทำให้เกล็ดส่วนนั้นหลุดร่อนออกมาเพราะเนื้อเยื่อที่ใช้ยึดเหนี่ยวข้างใต้ได้ตายลงไป

    กระสุนเยือกแข็งทำให้อุณหภูมิผิวเกล็ดลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ความต่างยิ่งยวดที่ฉับพลันนี้ทำให้เปลือกนอกของมันเริ่มปริแตก

    กระสุนโน้มถ่วงที่เคยทำอะไรไม่ได้ เริ่มส่งผลทำให้มันเหนื่อย เพราะต้องใช้พลังงานในการเคลื่อนไหวมากขึ้น

    กระสุนบิดมิติ ได้บิดอากาศโดยรอบ เกิดเป็นรูหนอนขนาดเล็ก และฉีกกระชากผิวสีดำของมันจนขาดสะบั้น

    ใยสีดำอาบพิษที่เคยคิดว่าปกป้องได้ทุกสิ่ง กลายเป็นสิ่งไร้ค่าในบันดล

    *ก๊าสสสสสสสสสสสสสสสสส! *

    ช่างเจ็บปวดและรู้สึกพ่ายแพ้หวาดกลัว

    มันไม่ได้รู้สึกเจ็บและหวั่นวิตกต่อความตายเช่นนี้มายาวนานนับหนึ่งพันปีแล้ว



    ดังนั้นมันจึงพิโรธยิ่งกว่าเดิม

    *กีสสสสสสสสสสสสสสสสส! *

    เปลวไฟแห่งความโกรธแผดเผาจิตใจของมัน และชักนำให้กลายเป็นพลังเคลื่อนไหวอีกครั้ง

    มันยืดตัวให้ยาวออกเป็นเส้นตรง แล้วใช้ขาแมงมุมวิ่งหมุนรอบตัวพร้อมกับพ่นใยพิษโจมตีสวนกลับไป

    มันหมุนตัวเร็วขึ้น เร็วขึ้นจนกลายเป็นพายุสีดำ

    พายุสีดำนั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึงสามสิบเมตร หากรวมเส้นใยพิษที่พ่นยืดยาวออกไป ก็จะกลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่กินพื้นที่กว้างขวางถึงหนึ่งร้อยห้าสิบเมตร

    มันคือการแลกโจมตีเสี่ยงตายที่มีชีวิตตัวเองเป็นเดิมพัน

    ยอมให้ร่างกายถูกโถมโจมตี ยอมให้ถูกเฉือนเนื้อหักกระดูก เพื่อแลกกับโอกาสทำลายล้างกองทัพเมดทั้งหมด

    เส้นใยสีดำวิ่งสอดแทรกกับเส้นแสงสีแดงของหัวกระสุนปืนใหญ่

    ภาพของการโจมตีทั้งสองที่สวนทางกัน ได้กลายเป็นภาพบนผืนแผ่นดินโลก เป็นภาพของดอกไม้สีดำที่ผลิบานท่ามกลางเปลวไฟสีแดงที่สอดแทรกแผ่เป็นรัศมีงดงาม

    เสียงปะทะ เสียงระเบิด คลื่นลมร้อน ผสมปนเปดังกึกก้องจนมิอาจรับรู้ได้อีกว่าเสียงใดเกิดขึ้นจากการโจมตีของใคร

    ฝุ่นควันลอยคลุ้งบดบังวิสัยทัศน์ เสียงพังทลายของโรงเก็บอาวุธ เสาและผนังถูกหางฟาดพัดปลิวกระเด็น หลังคาถล่มทับทุกชีวา ทุกสิ่งล้วนถูกทำลายวินาศสันตะโร

    วุ่นวาย สับสน โกลาหลจนมิอาจแยกออกได้อีก ว่าใครคือมิตร ใครคือศัตรู

    ภาพแห่งความวิบัตินี้เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานราวหนึ่งนาที ก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบ

    หุ่นยนต์เมดจำนวนมากนับหมื่นตนได้ถูกเส้นใยพิษจับมัดรวมเป็นกลุ่มก้อน และถูกเหวี่ยงจนกลายเป็นเศษขยะแยกชิ้นส่วนกระจายไปทั่วหล้า

    ศัตรูของมันถูกกวาดจนเหี้ยนด้วยการโจมตีที่รุนแรงเหนือสามัญสำนึกของสัตว์ร้าย

    พื้นที่ซึ่งเคยเต็มไปด้วยเศษซากและเส้นใย ได้ถูกกวาดออกด้วยหางอันทรงพลังจนเป็นที่ราบดินรกร้าง

    กำแพงที่เคยเต็มไปด้วยประตูมิติไม่มีปรากฏอยู่อีกต่อไป เพราะกำแพงเกือบทั้งหมดถูกพังถล่มไปแล้ว

    ใจกลางภูมิทัศน์ที่ถูกปรับแต่งใหม่ มีร่างของเจ้าผู้ปกครองนครผืนป่ายืนหยัดอยู่เพียงตัวเดียวเท่านั้น

    ชีวิตทั้งลูกน้อง กับชีวิตของศัตรู ล้วนถูกสังหารไปพร้อมกันด้วยฝีมือของมัน

    แต่ถึงจะชนะ ก็ใช่ว่าจะไร้บาดแผล

    ผิวที่เคยทอประกายไปด้วยเกล็ดสีดำกำลังเต็มไปด้วยเลือดสีฟ้า กับเศษเนื้อที่ห้อยฉีกขาดออก

    บางส่วนถูกบิดจนหักงอผิดรูป บางส่วนถูกฉีกกระชากออกไปถึงครึ่ง

    ขาแมงมุมถูกหักประดุจต้นไม้ใหญ่ที่ถูกโค่นลงมา

    ขาที่เคยมีถึงแปดขานั้น เหลือเพียงแค่สองขาเท่านั้น

    ดวงตาขวาเองก็ถูกทำลายไป

    มันหอบหายใจรวยริน



    ข้า...ยังมีชีวิตอยู่…

    ข้า…ยังไม่ถูกแย่งชิงถิ่นที่อยู่…

    ข้า...ยังสามารถสร้างนครขึ้นมาใหม่ได้…

    แต่ตอนนี้… ข้าขอนอนพักก่อน...

    มันคิดเช่นนั้นด้วยลมหายใจที่ใกล้ฝั่ง

    แต่ทว่าในตอนที่มันคิดจะแผ่ร่างกายนอนพักฟื้นในตอนนั้นเอง

    *...กีสสสสสสสสสสสสสสสสสส! *

    มันก็คำรามลั่นด้วยโทสะขึ้นมาอีกครั้ง

    ที่ปลายริมขอบของบ้านแสนรักของมัน มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกลุ่มหนึ่งกำลังย่องเดินหนีออกไป

    มันจำภาพของภูติหัวเขี้ยวตัวนั้นได้

    ในตอนนั้นมันปล่อยให้ลูกน้องของมันจัดการเพราะความขี้เกียจ

    และผลลัพธ์ของความขี้เกียจนั้น คือความวิบัติที่เกิดขึ้นกับบ้านของมันเอง

    ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของยัยตัวจิ๋วนั้นหรือเปล่า?

    มันไม่รู้

    แต่มันกำลังโกรธ กำลังพาล

    มันรู้แค่ว่าตั้งแต่ภูติหัวเขียวคนนั้นปรากฏตัวในรังของมัน ชีวิตที่สงบสุขของมันก็เริ่มพังทลาย

    ดังนั้นมันจึงล้มเลิกความคิดที่จะนอนพัก และยอมหักขาอีกสองข้างอันแกะกะทิ้ง แล้วเลื้อยไปตามพื้นอย่างรวดเร็ว



    ผืนแผ่นดินถูกวาดประทับด้วยร่างอันใหญ่โตกว่าห้าเมตรของเจ้าป่าที่กำลังเต็มไปด้วยไฟแห่งความโกรธ

    มันร่นระยะที่มากกว่าสามร้อยเมตรได้ภายในชั่วอึดใจ

    “มันเห็นตัวพวกเราแล้วเจ้าค่ะ! ”

    “แผนการแอบย่องหนีล้มเหลว! ดอง! ”

    “มานี่เร็วเจ้ามังกรน้อย! ”

    “ปี้! (อยากกลับบ้านแล้วงะ!) ”

    ตัวต้นตอแห่งความวิบัติกำลังกรีดร้องลั่น

    เพวกเธอสับฝีเท้าวิ่งหนีเต็มกำลังด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนก

    “มันกำลังจะพ่นใยออกมาแล้วค่ะ”

    “ดีละจาวิส งั้นกางบาเรีย---”

    “ไม่ได้ค่ะ ต่อให้ฉันกับคุณลี่ร่วมมือกันสร้างบาเรีย ก็ไม่อาจปัดเป่าเส้นใยจำนวนมากเช่นนั้นได้ แนะนำว่าให้ใช้วิธีอื่นค่ะ”

    “แล้วจะให้ทำยังไงกันละดอง! ”

    พวกเขากำลังหมดหนทางเอาตัวรอด

    ในตอนนั้นเองที่ [เอท] แม่สาวชนเผ่ากระต่ายหยุดวิ่งพร้อมกับหันไปมองอะไรบางอย่างที่กองอยู่ทางขวา

    ถึงจะบอกว่าห้องโถงเก็บอาวุธถูกทำลายจนย่อยยับ แต่ก็ยังคงมีบางส่วนที่คงสภาพรอดมาได้

    ณ จุดที่ห่างออกมาจากการต่อสู้ ที่ริมขอบรังของอสรพิษแมงมุมอันร้ายกาจ ยังคงมีกำแพงส่วนหนึ่งที่ยังตั้งตระหง่าไม่ล้มพังทลายลงมา

    เศษซากอาวุธกับเครื่องจักยนต์สังหารที่ก่อตัวพิงกำแพงคล้ายเหล็กเก่าแก่นั้น มีช่องว่างขนาดเล็กพอให้พวกเธอลอดผ่านเข้าไปได้พอดี

    “ทางนั้นเจ้าค่ะ! ”

    กระต่ายสาวนำทีมวิ่งลอดเข้าไปซ่อนอยู่ในช่องแคบเล็ก ๆ ใต้ซากที่ว่านั้น

    ในเวลาเดียวกัน เส้นใยสีดำจากอสรพิษก็ถูกพ่นออกไป

    มันกางออกมาเป็นตาข่ายกินพื้นที่เป็นรูปพัดมากกว่าห้าร้อยตารางเมตร และถูกอาบไปด้วยพิษกัดกร่อนที่รุนแรง

    กลิ่นเหม็นเปรี๊ยวและควันกัดกร่อนลอยพุ้งขึ้นมาทุกตารางนิ้วตรงหน้ามัน

    แต่ทว่าเหยื่อของมันรอดไปได้

    มันเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยตาข้างซ้ายกับลิ้นสัมผัสของมัน ว่าพวกวายร้ายวิ่งหนีเข้าไปซ่อนอยู่ใต้ภูเขาขยะตรงหน้าแล้ว

    มันเลื้อยอย่างรวดเร็วเข้าไปใกล้กองภูเขาขยะ แล้วเริ่มลงมือใช้กรามอันแข็งแกร่งขุดภูเขาขยะที่สูงกว่าสี่สิบเมตร ขึ้นมา

    เพียงแค่ขย้ำกรามเพียงครั้งเดียว พื้นที่ 1/20 ของภูเขาขยะก็เป็นอันต้องถูกทำลายทิ้งไป

    “มันพยายามขุดเข้ามาแล้วค่ะ! ”

    “ปี้ ปิ ปิ ปี้! (คุณแม่พรุนงับ ช่วยหนูด้วยงับ! หนูจะไม่ดื้อแอบหนีออกมาเที่ยวเอาเองอีกต่อไปแล้วงับ!) ”

    “จะทำยังไง---”

    พริบตานั้นเองที่เหมือนมีสายฟ้าฟาดลงมาตรงร่างกายของภูติน้อย

    เธอได้ความคิดบางอย่างแล้ว

    ถึงเธอจะยังไม่แน่ใจในข้อเท็จจริง แต่เธอก็พอจะทราบได้จากสภาพของซากโบราณ ว่าสถานที่แห่งนี้คือโรงเก็บอาวุธ

    มันมีสิ่งของที่น่ากังขาวางเป็นกองขยะอยู่จำนวนมาก แต่ใช่ว่าจะใช้ประโยชน์จากมันไม่ได้

    บางที… มันอาจจะมีบางส่วนที่ยังใช้งานได้อยู่หรือเปล่า?

    ถึงปกติหากคิดด้วยสามัญสำนึก ของที่ไม่ถูกใช้งานมานานย่อมพังทลายไปตามอายุ แต่หลายครั้งแล้วที่เธอได้เห็นกับตาว่าซากโบราณพวกนี้ยังคงทำงานได้อยู่

    ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสีย งั้นก็ขอเสี่ยงดวงกับมันแล้วกัน

    เธอคิดเช่นนั้น

    “ทุกคนกระจายตัวออก ลองหาอาวุธที่น่าจะใช้การได้มาสู้กับมันกันเถอะดอง! ยังไงมันเองก็อยู่ในสภาพจวนเจียนจะไปแล้ว พวกเราเอาชนะได้แน่ ดอง! ”

    คำพูดของเธอไม่ผิดไปซะทีเดียว

    เพราะสภาพของเจ้าป่าตอนนี้คือจวนเจียนจะลงโลงอยู่แล้ว

    “อืม! ”

    ดังนั้นทุกคนจึงทำตามคำสั่งของเธออย่างไม่มีลังเล

    พวกเธอวิ่งวุ่นอยู่ใต้ซากภูเขาขยะ มุดลอดไปตามโพรงขนาดเล็กพร้อมกับหลบคมเขี้ยวของเจ้าป่าที่กัดแทะเข้ามาอย่างว่องไว

    ภูเขาขยะที่เคยใหญ่โตได้กลายสภาพเป็นเนินขนาดเล็ก และจากเนินขนาดเล็ก กำลังจะกลายเป็นพื้นที่เรียบโล่งไร้สิ่งใดคอยปกป้องพวกเธออีก

    พวกเธอต้องแข่งกับเวลาที่เหลืออยู่



    “เสียง…”

    มีเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านข้างของเอท

    มันเป็นเสียงเธอคุ้นเคยดี

    " [หากท่านมองหาอาวุธที่ใกล้ที่สุด สามารถไปหาได้ที่ห้องเกราะสรรพอาวุธทางซ้ายค่ะ] "

    "ท่านเทพ! "

    เอทเข้าใจว่าเสียงของระบบควบคุมที่ดังลอดผ่านลำโพงข้างใต้ซากนี้ คือเสียงจากสาวกเทพเจ้าของเธอ

    และเธอคงไม่มีวันรู้ว่าโพรงใต้ซากนี้ แท้ที่จริงคือเส้นทางเชื่อมระหว่างเตาสุริยะที่เจ็ด กับโรงงานเก็บอาวุธในอดีต

    เอทมองลอดผ่านช่องว่างขนาดเล็กออกไปภายนอกที่ทางซ้าย

    สิ่งที่เธอเห็นนั้น คือร่างของอสรพิษสีดำที่บาดเจ็บหนัก กับแคปซูลบรรจุชุดเกราะทั้งตัวสีขาวหน้าตาประหลาดที่ดูคล้ายกับแมงมุม

    ส่วนเกราะหัวนั้นถูกครอบด้วยแก้วเลนสีเหลืองที่มีลวดลายรังผึ้ง

    ตัวชุดมีสีขาวดู่ออนนุ่ม แต่กลับให้ความรู้สึกแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดด้วยลวดลายรังผึ้งขนาดเล็กที่ปรากฏให้เห็น

    เจ้าชุดที่ว่านั้นมีอยู่เป็นจำนวนมากกองเรียงรายตามพื้น

    ถึงจะไม่ทราบว่ามันคืออะไร แต่เธอขอเชื่อมั่นในคำพูดของเทพเจ้าที่เธอนับถือ

    “ขอตัวสักครู่เจ้าค่ะ! ”

    เอทวิ่งออกจากที่ซ่อนสู่ภายนอกเพื่อเข้าใกล้ชุดเกร่ะเหล่านั้น

    แต่นั่นทำให้เธอกลายเป็นเป้าให้กับอสรพิษร้าย

    มันไม่ปล่อยเหยื่อที่วิ่งออกมาเอาเองจากรังอยู่แล้ว

    มันอ้าปากกว้าง และทิ้งตัวลงมากลืนกินเอทไปพร้อมกับชุดเกราะบนพื้น

    “เอท! ”

    ลิลลี่กรีดเสียงดังลั่น

    มันเกิดขึ้นเร็วมาก เธอจึงไม่ทันชักปืนขึ้นมายิงสกัดปกป้องเธอได้

    “ (นี่ฉันปกป้องเพื่อนตัวเองไม่ได้อีกแล้วหรือ…) ”

    ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจ ที่เธอเคยมีประสบการณ์เห็นร่างของโนอาร์เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกับตามาแล้วครั้งหนึ่ง เลยทำให้จิตใจของเธอคราวนี้สงบเยือกเย็นมากกว่าครั้งที่แล้ว

    ในทางหนึ่งเธอรู้ว่าสถานการณ์แบบนี้ควรเยือกเย็นเอาไว้ แต่ในอีกทางหนึ่งมันก็น่าเศร้าที่จิตใจของเธอเริ่มแข็งกระด้าง

    แต่ท่ามกลางความสับสนในจิตใจ เธอก็พบว่าเพื่อนสาวต่างเผ่าของเธอยังไม่ตาย



    *กี๊ส? *

    เกิดแสงสว่างเล็ดลอดออกมาจากภายในปากของอสรพิษร้าย

    *กี๊สสสสสสส! *

    อยู่ ๆ มันก็ร้องอย่างเจ็บปวด แล้วลงไปดิ้นทุรนทุรายกับพื้นดิน

    *ก๊าสสสสสสสสสส!?! ”

    มันอาเจียนของเหลวมี่ส่งกลิ่นน่ากลัวออกมาเจิงนองพื้น จนกลายเป็นบ่อน้ำขนาดย่อม

    หางของมันฟาดไปทั่วทุกตารางนิ้วอย่างสับสน

    “เหวอ!? ”

    “เกิดอะไรกันขึ้นเนี่ยดอง! ”

    พวกลิลลี่รีบวิ่งหนีออกมาจากที่ซ่อน เพราะมันเริ่มทำท่าจะถล่มลงมาทับ

    *เก๊---*

    เสียงของเจ้าอสรพิษดังขาดช่วง

    ร่างของมันกำลังถูกผ่าครึ่งออก

    มีแสงสีน้ำเงินเข้มพุ่งทะลุออกมาจากภายใน

    แสงนั้นวิ่งออกมาเป็นรูปร่างคล้ายใบมีด

    มันมีจำนวนแปดแฉกแผ่ออกมาเป็นวงกลมรอบทิศทาง

    แสงนั้นแทงทะลุพร้อมกับที่มีกรดสีเหลืองไหลทะลักออกมา

    แต่มันไม่จบแค่นั้น

    แสงสว่างสีน้ำเงินเริ่มออกตัววิ่ง ตัดทะลุจากกลางลำตัว วิ่งไล่ตามความยาวของมันขึ้นมาสู่ส่วนหัว ก่อนจะวิ่งทะลุออกมาสู่โลกภายนอก

    ร่างของเจ้าป่าแห่งอสรพิษแมงมุมถูกผ่าแยกออกเป็นแปดส่วนจากกลางลำตัวด้วยวิธีเช่นนั้น

    "เอท… อย่างงั้นหรือ!? ดอง? "

    "ถูกต้องเจ้าค่ะ"

    คนร้ายที่ผ่าร่างอสรพิษแมงมุมตอบเธอกลับมาด้วยน้ำเสียงที่กึ่งทึ่งกึ่งแปลกใจ

    กระต่ายสีดำถูกห่อหุ้มทั้งตัวด้วยชุดเกราะรัดรูปสีขาวบริสุทธิ์

    ลวดลายรังผึ้งสีดำบนชุดส่องแสงสีแดงเป็นเส้นจางทอประกาย

    เกราะหัวปิดใบหน้ามิดชิด และถูกคาดด้วยแผ่นโปรงแสงสีเหลือง

    หน้าอกกับส่วนเว้านูนอันน้อยนิดถูกดันให้เด่นชัดอย่างมีมนต์เสน่ห์

    ที่ใจกลางหลังมีเปลวแสงสีน้ำเงินกางออกกว้าง

    มันมีจำนวนแปดแฉก ราวกับเป็นปีกของเทวทูต

    สิ่งเดียวที่ทำให้รู้ว่าเธอคือ [เอท] คือใบหูกระต่ายสีดำ กับผมสีดำที่ยาวทอประกายแสง

    "โคตรเท่เลยดอง! "

    ดวงตาของภูติน้อยกลายเป็นประกายแสงสว่างแห่งความชื่นชม

    "มันคืออะไรนะดอง! "

    "ชุดเกราะของเทพเจ้าค่ะ! ข้าน้อยยังค่อยแน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ตอนนี้รีบหนีก่อนเถอะเจ้าค่ะ! "

    ไม่ใช่เป็นชุดเกราะนาโนอะไรเทือกหรอกนั้นหรือดอง?

    ลิลลี่คิดเช่นนั้นแต่ไม่ได้พูดออกไป

    "ท่านเทพบอกว่าที่แห่งนี้กำลังจะลุกเป็นไฟเจ้าค่ะ! "

    "งั้นก็แย่นะสิดอง! "

    ถึงจะมีคำถามอีกมากมาย แต่คงต้องเก็บเอาไว้ในใจก่อน

    ว่าแล้วพวกเธอจึงรีบวิ่งออกไปจากที่นี่ในทันที



    พวกเธอพึ่งทำสิ่งที่ผิดพลาดลงไป

    นั่นคือการตรวจสอบสภาพศพของศัตรู

    เจ้าป่าแห่งพงไพรเส้นด้ายดำยังไม่ตาย

    ถึงจะถูกผ่าร่างแยกออกเป็นแปดส่วน ถึงสมองจะถูกทำลาย แต่ด้วยระบบประสาทที่พิเศษของมัน จึงทำให้มันยังคงมีชีวิตอยู่

    แต่ไม่ใช่มีชีวิตด้วยสติปัญญา

    ประสาทที่เหลืออยู่เข้าควบคุมชิ้นส่วนร่างที่ถูกแยกออก และเริ่มกระตุ้นชีวิตเอาตัวรอดตามสัญชาตญาณ

    นั่นคือการล่าหาอาหาร

    มันต้องการสารอาหารจำนวนมากเพื่อฟื้นสภาพเซลล์ ต้องการพลังงานเพื่อรักษาบาดแผลของมัน

    แรงกระตุ้นตรงนั้นทำให้มันดุร้ายและหิวกระหาย

    อาหาร…

    มันต้องการอาหารจำนวนมาก...

    ลิ้นที่ถูกแยกส่วนเริ่มทำหน้าที่รับสัมผัสแทนดวงตา

    อ๊า… มีเหยื่ออยู่ตรงหน้าห้าตัวหรือ?

    มันคิดเช่นนั้นแล้วชูคอขึ้นสูง

    หัวที่ถูกแยกออกแปดส่วนได้ยกขึ้นท้องฟ้ากว้าง

    ถึงจะเปล่งเสียงออกมาไม่ได้ แต่มันใช้วิธีส่ายหัวไปมาสร้างเป็นเสียงกระพืออันน่ากลัว

    เสียงนั้นวังเวงชวนสยองขวัญจนทำให้พวกลิลลี่ต้องหยุดแล้วหันกลับมามองดู

    "นั่นตัวบ้าอะไรเนี่ยดอง! "

    "ยังกับ [ไฮดร้า] ในตำนานเลยค่ะ! "

    "ใส่ตีนผีเต็มกำลังเลยดอง! "

    ขอไม่สู้กับตัวที่ดูน่ากลัวชวนขนลุกนี้เด็ดขาด

    พวกเธอคิดเช่นนั้นไม่ต่างกัน

    มีแปดหัว เต็มไปด้วยบาดแผลท่วมเลือดสีฟ้า อีกทั้งยังส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ลอยโฉย

    เลื้อยไปตามพื้นด้วยเสียงน่าหวาดหวั่น ทิ้งคราบเลือดเป็นทางยาว อีกทั้งตวัดหัวทั้งแปดไล่ฟาดไปทั่วอย่างบ้าคลั่ง

    " เหวออออ! "

    พวกเธอวิ่งหนีสุดชีวิต

    หากช้าลงเพียงก้าวเดียว คงได้ถูกหัวที่หนาเท่าต้นไม้ใหญ่ฟาดจนบี้แบนเหนือแผ่นดิน

    ทุกครั้งที่หัวมันกระแทกพื้น ก็จะเกิดลมแรงพัดกระหน่ำขึ้นมา

    กระแสลมนั้นทำให้วิ่งได้อย่างยากลำบาก อีกทั้งหนทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยป่าสีดำหนาทึบคอยขวางเส้นทาง

    พวกเธอต้องวิ่งอย่างระวัง ทั้งสิ่งกีดขวางที่อยู่ข้างหน้า รวมไปถึงภัยอันตรายที่ฟาดฟันเข้ามาจากด้านหลัง

    เป็นการวิ่งเสี่ยงตายที่ไม่อาจให้เกิดความผิดพลาดขึ้นมาได้

    โชคดีเดียวของพวกเธอ คือการที่เจ้าอสรพิษร้ายมันคลั่งไปแล้ว จึงทำให้เป็นการโจมตีไร้รูปแบบ และไม่ให้ความสำคัญต่อการไล่ตามเพื่อจับกุม

    ใช่ ตอนนี้มันสนใจแต่โจมตีเพื่อหมายสังหารและกินลงไปเท่านั้น

    "ไม่ใช่เกมส์ [เป๊ปซี่แมน] นะดอง! "

    "มุขดักแก่มากค่ะลี่"

    ดิวซ์ตบมุขภูติน้อยด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า

    "วิ่งตรงไปเลยเจ้าค่ะ! "

    แต่ถ้าหากวิ่งหลบไปมาแบบนี้ คงได้พลาดท่าเข้าสักวัน

    เอทจึงหาทางออกที่ง่ายและสะดวกที่สุด

    เธอเริ่มเร่งความเร็วตัวเอง

    ปีกทั้งแปดเริ่มเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นสีแดง แล้วพุ่งทะยานเร็วสามเท่า บินแหวกผ่านป่าตรงหน้าไปพร้อมกับคมมีดเลเซอร์ที่ยื่นออกมาจากปลายแขนทั้งสองข้าง

    ป่าที่ขวางเส้นทางถูกตัดจนเหี้ยนกลายเป็นถนนเส้นตรงให้กับพวกเธอ



    "จะหลุดจากป่าแล้ว! "

    "อีกนิดเดียว! "

    พวกเธอใช้เวลาครึ่งชั่งโมงวิ่งมาราธอนจนกระทั้งพบทางออกจากป่า

    พวกเธอจดจำมันได้ เพราะว่ามันคือฐานทัพสำรวจภาคพื้นตะวันออกที่พวกเธอจากมา

    "เฮ้ย! นั่นใคร! ผู้บุกรุก--ไม่สิ นั่นใช่นักเรียนของไพโอเนียร์หรือเปล่า!? "

    "แล้วข้างหลังนั่นมันตัวบ้าอะไรฟะ! "

    "เปิดสัญญาณฉุกเฉิน! เรียกหน่วยช่วยเหลือกลับมาด้วย! เตรียมพร้อมรับมือสัตว์ยักษ์เดียวนี้! โจ๊ว! "

    ภูติหัวโล้นประจำฐานรีบออกคำสั่งรับมือทันทีที่เห็นเจ้าสัตว์ร้ายแปดหัวขนาดสามสิบเมตรเหนือป่าเส้นด้ายดำ

    "ไม่! ไม่ต้องเตรียมอาวุธ ทุกคนรีบหาที่กำบังเจ้าค่ะ! "

    แต่ทว่าเอทกลับตะโกนให้ทุกคนหาที่กำบังแทน

    เธอใช้ดาบเลเซอร์จากแขนตัดทำลายบาเรียโปรงแสงที่หุ้มฐาน ตัดรั้วแสงตรงหน้า และตัดกำแพงคอนกรีตหนาจนเป็นรูกว้าง

    "เข้ามาเร็วเจ้าค่ะ! "

    "ทำบ้าอะไรของพวกแกฟะ โจ๊ว! "

    เอทเมินเสียงกรีดร้องประท้วงของภูติหัวโล้น แล้วยืนมองเพื่อนต่างเผ่าของเธอวิ่งเข้ามาในตัวฐานแทน

    "หมอบบบบ! "



    และแล้วมันก็ถึงเวลา

    เอทที่ได้ยินเสียงเตือนจากชุดเกราะมาตลอดเวลานั้น รู้เพียงแค่ว่าจะเกิดลูกไฟขนาดใหญ่ลุกท่วมป่าเท่านั้น

    เธอไม่รู้เลยว่าความจริงแล้วนั่นคือการเตือนภัยของระบบเตาสุริยะที่เจ็ด

    ความเสียหายจากครั้งอดีตเริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้งในปัจุบัน

    ใต้ผิวดินลึกลงไปจากรังของ [สไปเดอร์-อาร์บอก] มีวัตถุสีขาวทรงกลมปรากฏอยู่

    สิ่งนั้นคือ [พระอาทิตย์จำลอง] เป็นตัวตนของ [เตาพลังงานสุริยะ]

    ความร้อนจากเตาพลังที่ไม่อาจระบายออกได้อย่างถูกต้อง เริ่มทำให้แผ่นดินเหนือเตาพลังงานร้อนระอุ

    แผ่นดินเหือดแห้ง พืชพรรณล้มตายลุกไหม้ ก่อนจะกลายเป็นทะเลลาวาผืนใหญ่

    *กีสสสสสสสสสส! *

    เจ้าป่าที่ไล่ตามมากำลังจมลงไปในทะเลลาวานั้น

    มันร้องโหยหวน ดิ้นรนเอาชีวิตรอด

    แต่มันทำได้เพียงแค่นั้น

    เพราะไม่มีสิ่งใดสามารถเอาชนะพลังธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ได้

    ทะเลลาวาเริ่มปะทุหนักขึ้นตามการปะทุของเตาสุริยะที่เจ็ด

    เตาที่ถูกฝังใต้ดินนั้นระอุร้อนมากขึ้น มากจนไม่อาจคงสภาพสมดุลได้อีกต่อไป

    ผิวเนียนสีขาวของมันปริแตก มันระเบิดต่อเนื่อง รังสีภายในรั่วไหลลุกลามแผ่ขยายออกไป ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นเริ่มรุนแรงและควบคุมไม่ได้

    *พรึบ! *

    และแล้ว… แสงสว่างสีขาวก็ได้ปกคลุมไปทั่วทั้งทวีป พร้อมกับเกิดดอกเห็ดขนาดยักษ์ปะทุขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือผืนป่าเส้นด้ายดำในท้ายที่สุด



    ***เจ้าป่าเส้นด้ายดำ [เนทีส-เอเคน]

    นี่ข้า...ตายแล้วหรือ?

    เป็นอย่างงั้นสินะ…

    ดีจัง…

    ไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้อีกต่อไป

    ไม่ต้องลำบากหาอาหารอีกต่อไป

    ไร้ซึ่งความกังวลต่อภัยร้ายภายนอก

    ไร้ซึ่งศัตรูก่อความรำคาญ

    ข้า… กำลังจะได้พักผ่อน

    กำลังจะได้นอนหลับฝันดี

    ได้นอนหลับยาวนานตราบเท่าที่พึ่งใจปราถนา

    ยาวนานตราบชั่วฟ้าดินสลาย…

    ลาก่อน… ชีวิตที่… เหนื่อยยาก

    ข้าขอ… ราตรีสวัสดิ์… ละ…