บทที่ 75 กุญแจอีกดอก
ท่ามกลางสายตาของชายหนุ่มและจอมยุทธ์คนอื่นๆ เวลานี้กลุ่มคนอีกหลายสิบกลุ่มได้ค่อยๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
เพียงไม่นานคนคุ้นหน้าคุ้นตาของชายหนุ่มก็เริ่มปรากฏตัว
“เจียงเมิงถิง จากสำนักพยัคฆ์ผยอง”
“เกาเนี่ยนเจิน จากสำนักนกยูงผ่าเมฆา”
เมื่อชายหนุ่มเห็นทั้งสองก็ไม่ได้สนใจอันใดมากนัก พร้อมกับมองไปยังผู้ที่กำลังเข้ามาอย่างต่อเนื่องด้วยความคาดหวังว่าจะเจอพวกพ้องของตนในดินแดนถงเทียน
ต่อมาสิบขุมอำนาจใหญ่ที่เหลือก็ได้ปรากฏตัวขึ้น
“ดูนั่นสิๆ นั่นสำนักพงไพรอนันต์มาถึงแล้ว”
“แม่นางเหยาฉานฉานยังคงงดงามอย่างเคย”
“อย่างเคยได้เช่นไร นางงดงามกว่าเดิมเสียอีก เสียดายที่ข้าคงจะมีวาสนาได้แค่มองอยู่ห่างๆ”
สิ้นเสียงสนทนาของคนกลุ่มนี้ สายตาของทั้งกลุ่มก็ได้หันไปมองยังชายหนุ่ม
“แม่นางตี้ซินอี้กับแม่นางหวงเซียนเซียนและน้องสาวนางก็งดงามไม่แพ้กัน เหตุใดเจ้าคนแซ่หลินนั่นถึงได้โชคดีเช่นนี้นะ”
แต่เสียงบ่นเช่นนี้ก็อยู่เพียงครู่เดียวเท่านั้น ทุกคนก็ต่างกลับไปให้ความสนใจกับผู้มาเยือนอีกครั้ง
“นั่นคือถังเต๋อจากสำนักเทพสายฟ้าใช่หรือไม่ ดูเหล่าศิษย์ที่ตามหลังเขามาสิแต่ละคนดูเหมือนไม่ใช่คนที่พวกเราจะไปต่อกรได้เลย”
คนผู้นั้นทอดถอนใจออกมา
“เฮ้ย…พวกเจ้ารีบถอย!!!”
ชายผู้หนึ่งตะโกนออกมา พร้อมกับวิ่งถอยไปก่อนคนอื่นๆ เมื่อทุกคนมองย้อนกลับไปทางที่ชายคนนั้นจากมา เท้าของทุกคนก็เคลื่อนไหวในทันที
เวลานี้ปราณพิษมากมายได้แพร่กระจายออกมาใส่ฝูงชน
“สะ…สำนักหมื่นพิษ มาถึงแล้ว”
เหล่าจอมยุทธ์จากขุมอำนาจเล็กๆ ต่างถอยห่างออกมาอย่างรวดเร็ว เป็นที่รู้กันดีว่าในสิบขุมอำนาจใหญ่นอกจากสมาคมดับดาราแล้วก็มีสำนักหมื่นพิษนี่แหละ ที่สามารถสังหารผู้คนได้อย่างไร้เหตุผลและยากจะหาคนมาต่อกร
“เก็บพิษของพวกเจ้ากลับไปซะ เว้นเสียแต่ว่าพวกเจ้าอยากจะสู้กับข้าแซ่โจตรงนี้เลย”
สิ้นเสียงนี้ ร่างหลายร้อยร่างได้ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายตาของทุกผู้คน นี่นับได้ว่าเป็นขุมอำนาจที่มีจำนวนคนเข้ามามากที่สุดในตอนนี้ก็ว่าได้ ผู้พูดคือชายด้านหน้าสุดหน้าตาหล่อเหลาคิ้วคมประดุจกระบี่
ด้านหลังของเขาคือสตรีนางหนึ่งใบหน้าของนางถูกผ้าบางบดบังไว้เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่สวยเสมือนไข่มุกแห่งท้องทะเล
“เหอะ…โจคุน จักรวรรดิต้าโจของเจ้ากล้าจะเจ็บทั้งสองฝ่ายกับสำนักข้างั้นรึ”
เฉิงเฮาเรินเอ่ยออกมาพร้อมจ้องมาไปยังชายที่ชื่อโจคุน
“เจ้าจะลองก็ได้”
เสียงอันไม่แยแสตอบกลับมา
“เหอะ…ไว้เข้าไปด้านในข้าหวังว่าคนของเจ้าจะกลับมาได้เกินครึ่งนะ”
แม้จะเอ่ยข่มขู่ไปเช่นนั้น แต่ปราณพิษโดยรอบก็ได้สลายไปแล้ว หากไม่ใช่คนโง่ย่อมไม่มีใครอยากปะทะกันตรงนี้อย่างแน่นอน
“แหมๆ…ข้าก็นึกว่าจะได้ชมอะไรสนุกๆ เสียแล้ว ทำไมพวกเจ้าไม่สู้กันเลยล่ะข้าอยากดูจริงๆ นะ”
สิ้นเสียง ชายผู้หนึ่งได้เดินนำกลุ่มคนนับร้อยคนออกมาจากความว่างเปล่า
“นะ…นี่มันวิชาพรางตัวอะไรกัน ข้าสัมผัสถึงการมีอยู่ของคนกลุ่มนี้ไม่ได้เลย”
ศิษย์ของสำนักระดับสองผู้หนึ่งเอ่ยออกมา
ในตอนนี้เองร่างของสตรีพร้อมกับผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้ปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่าเช่นกัน
สตรีนางนี้คือหลิวจินเยว่ ทันทีที่นางปรากฏตัวสายตาของนางก็จับจ้องไปที่ชายหนุ่มอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนำกลุ่มของตัวเองไปหยุดอยู่ไม่ไกลจากคนอื่นๆ
“นี่…มีคนเช่นนี้ถึงสองกลุ่มเชียวรึ ไม่สิคนพวกนี้สวมเสื้อผ้าแบบเดียวกัน”
“คนพวกนี้คือใครกันนะ เหตุใดข้าจึงคุ้นตาเช่นนี้”
เหล่าจอมยุทธ์จากขุมอำนาจเล็กๆ ต่างพากันคาดเดาต่างๆ นานา
ตอนนี้เองเสียของคนผู้หนึ่งได้ให้คำตอบแก่พวกเขาทุกคน
“สะ…สมาคมดับดารา”
“ถึงข้าจะไม่รู้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงแยกเป็นสองกลุ่ม แต่คนพวกนี้คือคนของสมาคมดับดาราไม่ผิดแน่”
เฮือก…ทุกคนต่างสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ เป็นที่รู้กันดี หากถามว่าขุมอำนาจใดที่ไม่ควรไปยุ่งด้วยมากที่สุด ทุกคนย่อมตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องเป็นสมาคมดับดารา
เมื่อขุมอำนาจเช่นนี้ต่างพากันมานับร้อยคน เหล่าจอมยุทธ์จากขุมอำนาจเล็กๆ ต่างรู้สึกเหมือนว่าความปลอดภัยของชีวิตตนจากเดิมที่นับว่าน้อยแล้ว ตอนนี้มันแทบจะริบหรี่เลยทีเดียว
แต่นั่นก็เป็นแค่ความคิดของขุมอำนาจเล็กเท่านั้น สำหรับขุมอำนาจระดับกลางแม้ว่าจะเกรงกลัวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นหมดหวัง หากขุมอำนาจระดับกลางรวมกลุ่มกันก็ยังพอสามารถต่อกรกับขุมอำนาจใหญ่ได้บ้าง แม้จะยากที่จะชนะแต่ก็ไม่แพ้พ่ายอย่างง่ายดายแน่นอน
“เหอะ…คนเช่นเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาบอกให้ข้าสู้หรือถอยไว้เข้าไปด้านในข้าจะไม่พูดพร่ำอะไรให้เสียเวลา”
เฉิงเฮาเรินเอ่ยออกมาพร้อมกับมองไปที่กู่ยงที่เวลานี้ได้ไปรวมกลุ่มอยู่ไม่ไกลจากพวกเขา
และแล้วความขัดแย้งเล็กน้อยนี้ก็หายไป พร้อมกับการมาถึงของขุมอำนาจใหญ่สองกลุ่มสุดท้าย
ตระกูลตี้ถูกนำมาโดยบุรุษผู้หนึ่ง ใบหน้าคลับคล้ายคลับคลากับตี้ซินอี้อยู่หลายส่วน สุดท้ายชายหนุ่มจึงรู้จากปากของตี้ซินอี้ว่านั่นคือพี่ชายของนาง นางเองก็เป็นคนของหนึ่งในสิบขุมอำนาจใหญ่ทว่าด้วยเหตุผลบางอย่างนางจึงกลายเป็นศิษย์ของสำนักภูตเหมันต์
และขุมอำนาจใหญ่สุดท้ายที่มาถึงคือ หอสุราปราบเซียนที่ถูกนำมาด้วยชายหนุ่มที่ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มที่เอวของชายหนุ่มผู้นั้นมีขวดน้ำเต้าห้อยอยู่พร้อมกับกลิ่นสุราที่โชยไปทั่วพื้นที่ เหล่าคนที่ตามเขามานั้นต่างก็ห้อยขวดน้ำเต้าเช่นกัน
ในตอนนี้สิบขุมอำนาจใหญ่ได้มารวมกันครบแล้ว ทว่าเหล่าขุมอำนาจน้อยใหญ่ต่างๆ ก็ยังพากันเข้ามาอยู่เรื่อยๆ
“คงจะได้เวลาแล้วแหละนะ”
หวงเซียนเซียนเอ่ยออกมาพร้อมกับเดินไปยังกำแพงปราณสีขุ่นเบื้องหน้า เหล่าผู้นำของขุมอำนาจอื่นก็เช่นกัน
“ช้าก่อน!!”
ในตอนนี้เองเสียงๆ หนึ่งได้ดังขึ้นขัดการกระทำของทุกคน ผู้ที่เอ่ยออกมาก็คือซีไห่นั่นเอง
เมื่อหวงเซียนเซียนเห็นว่าผู้พูดคือใครนางจึงขมวดคิ้วพร้อมเอ่ย
“มีเรื่องอะไรงั้นรึ”
ผู้นำคนอื่นๆ ก็รอฟังคำตอบเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังหันความสนใจมาทางตน ซีไห่ก็ได้แอบยิ้มอยู่ในใจพร้อมเอ่ย
“ถึงแม้พวกขุมอำนาจทั่วไปจะไม่รู้ แต่พวกเจ้าที่เป็นคนของขุมอำนาจใหญ่และเป็นถึงผู้สืบทอดก็คงจะรู้ใช่หรือไม่ แต่เดิมแล้วมหาทวีปฟ้านิรันดร์ก็มีถึงสิบเอ็ดขุมอำนาจ”
“เวลาที่จะเข้าไปในมุกฟ้านิรันดร์นั้นก็ต้องใช้กุญแจสิบเอ็ดดอกเพราะแม้จริงแล้วม่านปราณนี้ก็ถูกสร้างโดยสิบเอ็ดขุมอำนาจในตอนนั้น”
“แต่เมื่อตระกูลหลินถูกทำลายไปเพื่อที่จะไม่ให้ของสำคัญถูกศัตรูนำไปกุญแจของตระกูลหลินก็ตกไปอยู่ในมือของตระกูลโจ”
“แต่บัดนี้ทายาทของตระกูลหลินก็อยู่ที่นี่แล้ว ข้าว่าพวกเจ้าควรจะคืนกุญแจให้เจ้าของที่แท้จริงได้แล้วนะ”
สิ้นเสียง ซีไห่ก็ได้ชี้นิ้วไปยังชายหนุ่ม ในตอนนี้เองยกเว้นขุมอำนาจที่รู้ถึงตัวตนของชายหนุ่มทุกสายตาได้มองไปที่หลินตงด้วยความแปลกใจ โดยเฉพาะหญิงสาวด้านหลังโจคุน
จากผู้เขียน: ตอนนี้เป็นไงกันบ้างครับ ไรต์กำลังจะเร่งให้เนื้อเรื่องขยับไปเร็วๆนะครับ รู้สึกว่าจะเป็นยางยืดไปหน่อย ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมานะครับ ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะครับ????????????
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio