เมื่อจูเกาเซวียนกลับมาถึงจวน เรือนทั้งหลังก็ตกอยู่ในความเงียบ เขาโยนเชือกบังเหียนม้าให้ทหารเฝ้าประตูแล้วเดินเร็ว ๆ ไปตามระเบียงเชื่อมเรือน เมื่อเดินไปถึงมุมกำแพงก็หยุดเดินอย่างกะทันหัน คิ้วขมวดมุ่น ดวงตาหรี่แคบ
เสียงสาวใช้ที่กำลังยกถาดน้ำชาเดินมาตามทางเดินสนทนากันเบา ๆ
“หญิงชาวบ้านคนหนึ่ง เหตุใดจึงขวัญกล้าถึงเพียงนั้น”
“หวางเฟยประพฤติตนไม่เหมาะ ออกไปเดินรอบเมืองยามหวางเย่ไม่อยู่จริง ๆ นี่นา ในนิยายอาจไม่ได้ปรักปรำนางเลย”
“ชู่ว ! เจ้าอยากตายหรือไร” เสียงสาวใช้อีกนางปรามเสียงต่ำ
เมื่อพวกนางเดินพ้นมุมกำแพง เห็นจูเกาเซวียนยืนนิ่ง แววตาแหลมคมราวกับใบมีดจับจ้องมองมา สาวใช้ทั้งสองสะดุ้งตกใจ ถาดน้ำชาในมือเอียงร่วง ถ้วยชาแตกกระจายเกลื่อนพื้น
คนทรุดลงราวกับหมดแรง คุกเข่า หมอบกราบด้วยร่างสั่นสะท้าน “หวางเย่ บ่าวผิดไปแล้ว !”
จูเกาเซวียนมองสาวใช้ที่กล่าววาจาดูหมิ่นเจ้านาย เอ่ยถามเสียงเย็น “เจ้าชื่ออะไร”
สาวใช้นางนั้นสะดุ้ง ตอบเสียงตะกุกตะกัก “บะ...บ่าว...ชื่อ...เยว่อวิ๋นเจ้าค่ะ”
จูเกาเซวียนหันไปทางจางเจี้ยน ถามเสียงเย็น “จำได้หรือยัง”
จางเจี้ยนขมวดคิ้ว ประสานมือก้มหน้า “พ่ะย่ะค่ะหวางเย่”
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้นางไปอยู่โรงซักล้าง”
พูดจบร่างสูงก็เดินผ่านสาวใช้ทั้งสองไป เยว่อวิ๋นดวงตาเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริก ร่างทรุดฮวบลงบนพื้น จางเจี้ยนมองนางแวบหนึ่งอย่างเวทนา
“ผู้ใดให้เจ้าปากมากกัน”
จากนั้นเขาก็รีบเดินตามเจ้านายไปทางเรือนหลังทันที
จูเกาเซวียนเปิดประตูฉุยฮวาเหมินเข้าไป ลานหน้าเรือนว่างเปล่า ไม่มีบ่าวทำงานสวนอยู่แล้ว มีเพียงบ่าวรับใช้ห้าคนยืนอยู่หน้าประตูห้องบรรทม
หม่าหมัวมัวยืนนิ่งหลับตา ชางอิงและลี่หนานสีหน้าวิตกกังวลต่างยืนเอาหูแนบประตู เฉินหลิงและเฉินชิงชิงยืนนิ่งราวกับยามเฝ้าประตู
ชางอิง กระซิบกระซาบเสียงเบา “นานเพียงนี้แล้ว เหตุใดหวางเฟยไม่เรียกหาน้ำชาหรืออาหารกลางวัน คงไม่เป็นไรกระมัง ใช่หรือไม่”
ลี่หนานถอนใจกล่าว “ครั้งนี้เรื่องใหญ่มากจริง ๆ พวกเราจะถูกเรียกสอบความผิดด้วยหรือไม่นะ”
เมื่อเห็นฮั่นอ๋องเดินเข้ามา เสียงพูดคุยก็หยุดลง พวกนางพากันยืดตัวยืนตรง ยอบกายคารวะ
“หวางเย่มาเสียที หวางเฟยโดนรังแกเพียงนี้ กลับไม่มีผู้ใด...” เสียงของชางอิงขาดห้วง แขนถูกลี่หนานกระตุกเบาๆ
สาวใช้ตัวน้อยเม้มริมฝีปาก สีหน้าไม่ยินยอมแต่ก็หยุดพูดแต่โดยดี
“หวางเฟยอยู่ข้างในหรือ” จูเกาเซวียนถามเสียงขรึม
หม่าหมัวมัวตอบ น้ำเสียงกังวล “ใช่แล้วเพคะ หวางเฟยไม่ยอมให้พวกบ่าวเข้าไป ทรงบอกว่าอยากอยู่คนเดียวสักพัก แต่นี่ก็ผ่านมานานแล้ว”
ฮั่นอ๋องพยักหน้า ก่อนจะผลักประตูเข้าไป ชางอิงจะเดินตาม กลับถูกหม่าหมัวมัวดึงแขนไว้ เอ่ยตำหนิเสียงกระซิบ
“เจ้าจะตามเข้าไปใย ยามนี้ต้องให้หวางเย่ปลอบเท่านั้นจึงจะได้”
ชางอิงย่นคิ้ว ทำหน้ามุ่ย “ข้าน้อยกลัวว่าหวางเฟยจะทะเลาะกับหวางเย่อีกนี่เจ้าคะ”
หม่าหมัวมัวถอนใจยาว “ต่อให้ทะเลาะ ก็ยังเป็นสามีภรรยากันอยู่ สาวใช้อย่างเจ้า อย่าได้สอดมือเข้าไปยุ่ง”
ภายในห้องนอน หน้าต่างฝั่งตะวันตกเปิดอ้า ใต้หน้าต่างคือตั่งกุ้ยเฟยตัวยาว ยามนี้มีสตรีร่างเล็กบางเอนกายนอนตะแคง หันหน้าไปทางหน้าต่างหันหลังเข้ามากลางห้อง ผมยาวของนางสยายเต็มแผ่นหลัง ทิ้งตัวลงพาดกับตั่งราวกับน้ำตกสีดำสนิท หนังสือเล่มหนึ่งหล่นอยู่ด้านข้างหน้าหนังสือเปิดอ้า
จูเกาเซวียนเดินเข้าไปด้วยฝีเท้าแผ่วเบา เขาหยุดมองใบหน้าด้านข้างที่ตะแคงพิงพนักเท้าแขนนิ่ง เปลือกตาของนางหลับพริ้ม ขนตาเปียกชื้นสั่นระริก คิ้วใบหลิวขมวดนิด ๆ ราวกับว่านิทรานี้ไม่น่าภิรมย์
เขายื่นปลายนิ้วออกไปหวังจะช่วยคลายรอยขมวดนั้นออก ทว่ายังแตะไม่ถึง มือข้างนั้นก็ชะงักค้างกลางอากาศ ปลายนิ้วขยับเล็กน้อยคล้ายลังเล ก่อนจะค่อย ๆ กำไว้แล้วดึงกลับมาอย่างเงียบงั้น
ร่างสูงยืนอยู่เงียบ ๆ เช่นนั้น เนิ่นนานกว่าจะก้มเก็บหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา แล้วเดินออกมาจากห้องด้วยใบหน้าเรียบเย็น
“หวางเฟยหลับอยู่ ให้นางพักผ่อนเถิด หม่าหมัวมัวค่อยปลุกนางเวลาน้ำชายามบ่ายก็แล้วกัน”
“เพคะ”
กล่าวจบจูเกาเซวียนก็เดินออกมาจากเรือนหลัง มุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือ เรียกหาเหอไห่และหลี่เหวินหมิงทันที
“เกิดอะไรขึ้น เล่ามาให้หมด”
หลี่เหวินหมิงก้าวเข้ามารายงานเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ตกหล่นอะไรไปแม้แต่น้อย
ก่อนจะเสริมอีกประโยค “กระหม่อมตามคนปาไข่ไป พบว่านางเป็นหญิงขายผักธรรมดาคนหนึ่ง นางถูกทางการจับตัวแล้วลงโทษโบยทันทีเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง หลังจากสืบย้อนหลังกลับไป นางไม่ได้มีรายรับเป็นเงินก้อนใหญ่ผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา นางชอบไปฟังนักเล่านิทานในตรอก”
หลี่เหวินหมิงมองสีหน้าผู้เป็นนายแวบหนึ่ง ก่อนจะรายงานต่อ
“ระยะนี้นักเล่านิทานส่วนใหญ่มักเล่าเรื่อง ‘สมรสร้าย’ บางทีนางอาจจะมีอารมณ์คล้อยตามหลังจากฟังนิทานมามากเกินไปพ่ะย่ะค่ะ”
“นิทานอะไรนะ” จูเกาเซวียนขมวดคิ้ว
“นิยายสมรสร้ายพ่ะย่ะค่ะ นักเล่านิทานในเป่ยจิงยามนี้ พร้อมใจกันยกนิยายเรื่องนี้มาเล่าในโรงน้ำชา แม้แต่นักเล่านิทานตามตรอกเล็กๆ ก็ยังเล่าเรื่องนี้ เป็นที่น่าสงสัยยิ่งนัก”
ฮั่นอ๋องพลันจดจำได้อย่างเลือนราง ว่ามีนิยายที่ใช้เขาและจางลั่วหลินมาอ้างอิงเป็นตัวละครเอก แต่ยามนั้นเขาคิดว่ามันก็แค่นิยายเล่มหนึ่ง หากไปใส่ใจมันมากเกินไป ก็ไม่ต่างจากการยืนยันข่าวลือว่าเนื้อหาในนิยายคือเรื่องจริง
ไม่คิดเลยว่าเพียงไม่กี่เดือนที่เขาไม่อยู่เมืองหลวง นิยายเรื่องนี้จะมีเพิ่มขึ้นมาถึงเล่มห้า
เล่มห้านี้มันยังจงใจโจมตีพระชายาของเขาโดยตรงอีกด้วย
หัวใจของเขาหดเกร็ง ปลายนิ้วเย็นลงเล็กน้อยยามแตะเบา ๆ ที่หยกพก เขากะพริบตาก่อนจะหันไปสั่งหลี่เหวินหมิง
“เจ้าไปจับตาดูคนปาไข่ให้ดี นางไม่ได้ร่ำรวยขึ้นมาก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนี้จะไม่ ข้าไม่เชื่อว่าชาวบ้านธรรมดาจะกล้าทำร้ายร่างกายหวางเฟยเพียงเพราะฟังนิทานมามากจนแยกแยะดีชั่วไม่ได้”
“เหอไห่ เจ้าไปสืบหาบัณฑิตที่ประพันธ์นิยายเรื่องนี้ ให้คนจับตาดูร้านที่นักเล่านิทานนำนิยายไปเล่าไว้ด้วย เปิ่นหวางจะทำให้พวกมันได้รู้ซึ้งว่าปากที่พูดสิ่งที่ไม่ควรพูดนั้นต้องโดนดีอย่างไร”
“พ่ะย่ะค่ะ หวางเย่”
เหอไห่และหลี่เหวินหมิงรับบัญชาแล้วจากไป จูเกาเซวียนยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สายตาเลื่อนไปทางห่อหนังสือที่ซูอันหนิงยัดใส่มือเขาในวันนั้น แล้วจึงก้มมอง ‘สมรสร้าย’ ที่เขาหยิบมาจากห้องนอนพระชายา ค่อย ๆ เปิดอ่านไปทีละหน้า
ยิ่งอ่านคิ้วก็ยิ่งขมวด ยิ่งพลิกหน้าต่อไปแรงมือก็ยิ่งหนักแทบจะดึงกระดาษติดมือออกมา
สันกรามค่อย ๆ นูนขึ้น เส้นเอ็นขมับปูดนูน ดวงตาฉาบไปด้วยไอเย็นเยียบ มือใหญ่ตบลงบนหน้าหนังสือ เสียงผรุสวาทดังลั่น “กล้าดีอย่างไร ถึงได้ออกไปล่อผึ้งภมร...”
คำพูดของเขาขาดตอน ใบหน้าชะงักค้าง ริมฝีปากอ้าน้อย ๆ คล้ายยังอยากจะเอ่ยวาจา สุดท้ายเขาก็ทำแค่เม้มปากแล้วหลับตาลงสูดหายใจลึก
“นี่ก็แค่เรื่องแต่งขึ้น ข้าควรระงับอารมณ์” เขากล่อมตัวเองเช่นนั้น แต่ภาพแม่นางน้อยที่เยื้องย่างไปบนถนนสายหลักของเป่ยจิงขณะสวมอาภรณ์หน้าร้อนงดงามบางเบาก็ผุดขึ้นมาตบหน้าเขาจนใบหน้าร้อนผ่าว
ไม่...นางไม่มีทางสวมชุดแบบนั้นออกเดินข้างนอกแน่ !
ดวงตาที่ปิดแน่นพลันลืมขึ้น เอ่ยเสียงกร้าว “บังอาจนัก กล้าแต่งเรื่องให้ร้ายเชื้อพระวงศ์ จับตัวได้เมื่อใดเปิ่นหวางจะให้เจ้ารับโทษให้สาสม !”
เขาสูดหายใจเข้าออกลึกยาว ราวกับได้ระบายความอัดอั้นออกไปแล้ว จึงทำใจอ่านข้อความในหน้าหนังสืออีกครั้ง ไม่นานคิ้วก็ย่นเข้าหากันอีก
จางเจี้ยนยืนนิ่งอยู่ข้างเตาอุ่นชา ทำตัวให้ลีบเล็กที่สุด ไอเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาอย่างชัดเจนเช่นนั้น เขารับรู้ได้ทันที...ท่านอ๋องไม่ได้ใจเย็นลงเลยแม้แต่น้อย
“เตรียมม้า !”
คำสั่งที่ดังราวกับเสียงฟ้าร้องทำให้จางเจี้ยนสะดุ้ง ขานรับคำหนึ่งแล้วรีบวิ่งออกไปทันที
หวางเย่โกรธแล้ว งานนี้ต้องมีคนซวยแน่ ๆ
เสียงท้องร้องปลุกซูอันหนิงให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนบ่าย นางพยุงตัวลุกขึ้นนั่งปรือตามองไปรอบ ๆ เมื่อไม่เห็นผู้ใดจึงส่งเสียงเรียก
ประตูด้านนอกเปิดออกทันที สาวใช้เรียงแถวเดินเข้ามาพร้อมอาหารร้อนกรุ่น กลิ่นหอมของน้ำแกงไก่และขิงทำให้นางตาสว่างขึ้นมาเล็กน้อย หม่าหมัวมัวรีบเข้ามาพยุงนางเดิน
บ่าวชรามองผมยาวที่ไม่ได้เกล้าครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ให้หม่อมฉันหวีผมให้หวางเฟยก่อนนะเพคะ แล้วค่อยเสวย”
ซูอันหนิงพยักหน้า “ไม่ต้องเกล้าซับซ้อน รวบเป็นมวยต่ำไว้ด้านหลัง หรือจะมัดด้วยแพรยาวแล้วปักปิ่นชิ้นหนึ่งก็พอ”
หม่าหมัวมัวไม่อยากเอ่ยขัด ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ออกไปไหน จึงได้ทำตามความต้องการนางไปเงียบ ๆ หลังจากทานอาหารเรียบร้อย ซูอันหนิงก็หันไปสั่งงานสาวใช้ราวกับไม่เคยผ่านเหตุการณ์ที่ถูกหยามหมิ่นมาก่อน
สีหน้าของนางสงบนิ่ง น้ำเสียงราบเรียบ หม่าหมัวมัวและสาวใช้ทั้งสี่ได้แต่มองตากัน ไม่รู้ต้องกล่าวอะไรเพื่อให้ผู้เป็นนายสบายใจขึ้น
แม้แต่เรื่องที่ฮั่นอ๋องเข้ามาดูนางตอนหลับก็ยังไม่กล้าเอ่ยถึง เกรงว่าความหวังดีจะกลายเป็นผลร้าย
เรือนหลังจวนฮั่นอ๋องวันนั้นจึงปกคลุมด้วยชั้นหมอกบาง ๆ แห่งความอึดอัดคับข้องใจ
“หนังสือนิยายของข้าไปที่ใด เหตุใดจึงไม่เห็นแล้ว” นางหันมาถามสีหน้าฉงน
หม่าหมัวมัวตอบเสียงเบา “หวางเย่เสด็จมาตอนที่หวางเฟยบรรทม คาดว่าคงจะหยิบไปด้วยเพคะ”
ซูอันหนิงเบิกตากว้าง ผลุนผลันวิ่งออกจากเรือนไปทางเรือนหน้า องครักษ์ที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูห้องหนังสือกระโดดออกมาจากความว่างเปล่า ขัดขวางนางไว้
“ขออภัยหวางเฟย ยามนี้หวางเย่ไม่อยู่พ่ะย่ะค่ะ ห้องหนังสือจึงเป็นเขตหวงห้าม”
ซูอันหนิงหายใจหอบ พูดเสียงขาดห้วง “ข้าจะเข้าไปหยิบหนังสือเล่มเดียว นิยายเล่มเดียวเท่านั้นจริง ๆ”
“กระหม่อมต้องขอประทานอภัย ที่ไม่อาจให้หวางเฟยเข้าไปได้ หาไม่แล้วกระหม่อมจะต้องถูกโบยจนเนื้อขาด ข้อหาละเลยหน้าที่พ่ะย่ะค่ะ”
ซูอันหนิงเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาแดงก่ำมองคนตรงหน้าเขม็ง สองมือที่ขยุ้มกระโปรงยกวิ่งมาตลอดทางยิ่งกำแน่น เอ่ยถามเสียงเย็น “หวางเย่ไปที่ใด”
“กระหม่อมไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ” คำตอบสั้นกระชับขององครักษ์ยิ่งทำให้ซูอันหนิงกรุ่นโกรธ
“ได้ ! ได้ !” นางเน้นเสียงหนัก ๆ สองคำ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไป แต่ละก้าวราวกับจะสั่นสะเทือนเรือนทั้งหลัง
องครักษ์หนุ่มงอหลัง ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่ซึมออกมาตามไรผม ใบหน้ายับย่นโอดครวญออกมาเสียงแผ่ว “ข้าทำถูกหรือผิดกันละนี่ หวางเย่รู้เข้าข้าจะถูกโบยหรือไม่”
ซูอันหนิงกลับเข้าไปในห้องหนังสือที่เรือนข้างอีกครั้งแล้วขังตัวเองอยู่ในห้องนั้น เขียนสิ่งที่นางจดจำได้หลังจากอ่านนิยายมาแล้วทั้งห้าเล่ม เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปนางจึงวางปากกาขนนกลง อ่านทวนสิ่งที่เขียนเอาไว้ทีละแถว ยิ่งอ่าน เหงื่อเย็นก็ยิ่งผุดซึม ปลายนิ้วสั่นระริกจนต้องรวบกำเอาไว้แน่น
นอกจากเนื้อหาที่ถูกเขียนเพื่อความบันเทิงโดยใช้ฮั่นอ๋อง นาง และจางลั่วหลินเป็นบุคคลอ้างอิงตัวละคร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนิยายส่วนมากกลับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงจนน่าตกใจ
งานแต่งที่ไม่เต็มใจ โศกนาฏกรรมในคืนเข้าหอ
สตรีที่รักแต่ไม่ได้แต่งกัน เกิดเป็นการลักลอบพบที่บอกใครไม่ได้
ชายาองค์ชายที่ถูกบังคับสมรส จำต้องพรากจากคนในใจ
ในเล่มห้า นางคือตัวละครเอก... สตรีที่อาศัยช่วงเวลาที่สามีออกรบ สวมชุดนอกขนบ แต่งหน้างดงามออกมาเดินรอบเมืองเป่ยจิง เรียกผึ้ง ล่อผีเสื้อ