หลี่กุ้ยจือไม่ได้ชอบหลินกั๋วอันจากใจจริง ดังนั้นเธอจึงไม่มีใจจะพูดคุยตามมารยาทกับเขาแม้แต่น้อย
น้าสะใภ้ของจางเสี่ยวเสียเห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็รู้สึกจนใจอยู่บ้าง เธอยิ้มให้หลินกั๋วอันอย่างจนใจแล้วพูดว่า "ที่บ้านยังมีธุระ คงอยู่ต่อไม่ได้แล้ว เจ้าสาม ไว้รอให้ลูกหมูของแกโตแล้ว เก็บไว้ให้น้าสักตัวนะ"
หลินกั๋วอันรีบตอบรับ "ครับ"
"น้าสะใภ้ น้องกุ้ยจือ นั่งต่ออีกสักแป๊บก่อนสิ เดี๋ยวฉันจะไปทำอาหารกลางวัน พวกน้าอยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนค่อยกลับก็ได้นี่นา" จางเสี่ยวเสียรู้ดีว่าครั้งนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่าแล้ว ที่เธอพูดแบบนี้ก็เป็นเพียงคำพูดตามมารยาทเพื่อรักษาหน้าเท่านั้น
ถึงแม้หลี่กุ้ยจือจะไม่ค่อยสนใจหลินกั๋วอัน แต่เธอก็ยังคงยิ้มตอบจางเสี่ยวเสีย "ไม่รบกวนแล้วค่ะพี่ ฉันต้องกลับแล้ว เผิงเผิงอยู่บ้านคนเดียว ฉันไม่ค่อยวางใจ"
ในทันใดนั้นหลี่กุ้ยจือและน้าสะใภ้ของจางเสี่ยวเสียก็จากไป
หลังจากส่งแขกกลับไปแล้ว จางเสี่ยวเสียก็หันกลับมาอาละวาดใส่หลินกั๋วอันทันที "เจ้าสาม แกเป็นอะไรของแกกันแน่? น้องกุ้ยจืออยู่ที่นี่แกก็ไม่พูดกับเธอ แกไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอดีๆ ด้วยซ้ำ เพื่อจัดการเรื่องดูตัวของพวกแกสองคนครั้งนี้ ฉันต้องพูดจนปากเปียกปากแฉะไปเท่าไหร่ ทำตัวอย่างนี้ ยังจะหวังหาเมียได้ง่าย ๆ อีกหรือไง ฝันกลางวันไปเถอะ!"
เมื่อเผชิญหน้ากับคำด่าทออย่างสาดเสียเทเสียของจางเสี่ยวเสีย หลินกั๋วอันก็ได้แต่ก้มหน้าฟังเงียบๆ ตั้งแต่ต้นจนจบก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
หลินกั๋วอันไม่ปริปาก จางเสี่ยวเสียก็ยิ่งด่าแรงขึ้น จนกระทั่งด่าจนเหนื่อยเธอถึงได้หยุด หลินกั๋วอันจึงลุกขึ้นเดินจากไปเงียบๆ
เมื่อเดินออกจากบ้าน หลินกั๋วอันก็เห็นเสียวเสวี่ย
สาวน้อยเปลี่ยนเป็นชุดเดรสสีชมพูอ่อนหวาน ล้างหน้าสะอาดแล้ว แต่รอยฝ่ามือที่ถูกหลินหงเหมยตบยังคงอยู่ ผมก็หวีใหม่แล้ว
เมื่อเห็นอาสามเดินออกมาจากข้างใน ทิงเสวี่ยรีบเดินเข้ามาหา "อาสาม วันนี้ตอนเที่ยงหนูจะทำบะหมี่เย็นให้ พ่อกับอาทาน ไปบ้านหนูนะคะ"
สาวน้อยจูงมือใหญ่หยาบกร้านของหลินกั๋วอัน
ในวินาทีนั้น หลินกั๋วอันรู้สึกอบอุ่นและอ่อนโยนในใจ เขาถูกเด็กหญิงจูงเดินไปทีละก้าว ความน้อยเนื้อต่ำใจและความจนใจเมื่อครู่ได้มลายหายไปในอากาศโดยไม่รู้ตัว
เมื่อกลับถึงบ้าน ทิงเสวี่ยก็ให้หลินกั๋วอันช่วยก่อไฟ จากนั้นเธอก็ไปเตรียมวัตถุดิบทำบะหมี่เย็น
ไม่นานหลินกั๋วอันก็ก่อเตาติดแล้ว เขาทำตามคำสั่งของทิงเสวี่ย ล้างหม้อให้สะอาดแล้ววางบนเตา จากนั้นก็เติมน้ำสะอาดสำหรับต้มเส้นบะหมี่ พอน้ำเดือดก็ใส่เส้นบะหมี่ที่เตรียมไว้ลงไป พอเส้นบะหมี่สุกก็ตักขึ้นมา แล้วนำไปแช่ในน้ำเย็นให้เย็น
ระหว่างนั้น ทิงเสวี่ยก็เตรียมเครื่องปรุงสำหรับคลุกบะหมี่เย็นเรียบร้อยแล้ว มียอดต้นชุน แครอท แตงกวา ทั้งหมดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ วางรวมกัน จากนั้นใช้กระเทียมสับ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู เกลือ และน้ำมันงามาปรุงรส รอจนเส้นบะหมี่เย็นสนิทแล้วจึงใส่เครื่องปรุงเหล่านี้ลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน บะหมี่เย็นก็เป็นอันเสร็จ
หลินกั๋วผิงไปขายซาลาเปาที่ตลาด ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ ทิงเสวี่ยกับหลินกั๋วอันจึงทานกันก่อน แล้วแบ่งไว้ให้หลินกั๋วผิงต่างหาก นอกจากนี้ยังแบ่งออกมาอีกส่วนหนึ่งให้หลินชุ่ยหงทานด้วย
"อาสาม บะหมี่เย็นอร่อยไหมคะ?" ทิงเสวี่ยถามหลินกั๋วอันที่กำลังทานบะหมี่อยู่พลางยิ้ม
หลังจากรีบกลืนอาหารในปากลงไปอย่างรวดเร็ว หลินกั๋วอันก็ให้คำตอบที่หนักแน่นแก่ทิงเสวี่ย "อร่อยมาก อร่อยกว่าที่ย่าของหนูทำเสียอีก"
การทำบะหมี่เย็น ทิงเสวี่ยเรียนมาจากย่า แต่ก็ไม่ทั้งหมด สมัยที่ย่าหลินยังมีชีวิตอยู่ ทุกฤดูร้อนย่าจะทำบะหมี่เย็น ทิงเสวี่ยไม่ได้ตั้งใจเรียนจากย่าจริงจังนัก ตอนนั้นเธอยังเด็กเกินกว่าจะคิดว่าย่าจะจากเธอไป ถ้าไม่ใช่เพราะการเกิดใหม่ ทิงเสวี่ยคงไม่สามารถทำบะหมี่เย็นได้อย่างคล่องแคล่วเช่นนี้
ทิงเสวี่ยเห็นอาสามทานอย่างมีความสุข เธอก็ถือโอกาสปลอบใจ "อาสาม การดูตัวไม่สำเร็จ อาสามอย่าเสียใจ อย่าท้อแท้ใจนะคะ น้ากุ้ยจือคนนั้นไม่รู้ถึงความดีของอา เขาพลาดอาไปจะต้องเสียใจแน่ๆ อาสามต้องตั้งใจทำนา ตั้งใจเลี้ยงหมู ตั้งใจหาเงินเก็บเงินนะคะ พออามีเงิน มีความมั่นคงแล้ว อาก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตอาจะต้องได้แต่งงานกับอาสะใภ้ที่อ่อนโยนและดีพร้อม แล้วก็มีน้องชายน่ารักๆ ให้หนูด้วยค่ะ"
คำปลอบใจของเด็กหญิงทำให้หลินกั๋วอันรู้สึกสบายใจขึ้นมาก "เสียวเสวี่ย อาไม่เสียใจหรอก อาจะตั้งใจทำงานเก็บเงิน ในอนาคตจะซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ให้เสียวเสวี่ย ส่งเสียวเสวี่ยเรียนมหาวิทยาลัย"
ทิงเสวี่ย "อาสาม หนูจะอยู่เคียงข้างอาตลอดไป กตัญญูต่ออาค่ะ แต่หนูไม่อยากให้อาซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ให้ หนูอยากให้อาตั้งใจหาเงินเก็บเงิน แล้วก็ซื้อข้าวของเครื่องใช้ให้ตัวเองเยอะๆ ค่ะ"
หลินกั๋วอันไม่ได้หวังเรื่องการสร้างครอบครัวแล้ว แม้แต่แม่ม่ายลูกติดยังไม่มองเขา แล้วเขาจะไปหาผู้หญิงแบบไหนได้อีก? โชคดีที่เขามีหลานสาวที่แสนดีและเอาใจใส่ เขาเชื่อว่าทิงเสวี่ยที่เขาเลี้ยงดูมาด้วยความรัก โตขึ้นจะไม่ทอดทิ้งเขาตอนแก่แน่นอน
ทิงเสวี่ยรู้ดีว่าอาสามกำลังหมดอาลัยตายอยาก เธอรู้ว่าตอนนี้ต่อให้พูดปลอบใจไปก็เปล่าประโยชน์ เปรียบเสมือนการเกาไม่ถูกที่คัน รังแต่จะดูไร้น้ำหนักและไม่ได้ผล ทางเดียวคือต้องช่วยสร้างความเข้มแข็งและความมั่นใจให้เขา จิตใจของเขาจึงจะปลอดโปร่งขึ้นมาได้จริงๆ
ไม่ว่ายุคสมัยไหน ผู้ชายขอเพียงมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงพอ แม้ร่างกายจะพิการก็จะได้รับการยอมรับและเป็นที่หมายปอง ดาราหญิงฮ่องกงไต้หวันคนหนึ่งก็แต่งงานกับผู้ชายที่ร่างกายพิการไม่ใช่เหรอ ชายคนนั้นเป็นมหาเศรษฐีร้อยล้าน สามารถมอบชีวิตเยี่ยงเจ้าหญิงให้ภรรยาสาวแสนสวยของเขาได้
ทิงเสวี่ยเชื่อว่าขอเพียงอาสามสร้างฐานะร่ำรวยขึ้นมาได้ ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีผู้หญิงดีๆ ยอมแต่งงานกับเขา ทิงเสวี่ยไม่คิดว่าการที่ผู้หญิงมองฐานะทางเศรษฐกิจของผู้ชายเป็นอันดับแรกนั้นเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัวหรือยึดติดกับความเป็นจริงมากเกินไป
การแต่งงาน พูดกันตามตรงก็คือการแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรมระหว่างชายหญิงทั้งสองฝ่าย ผู้หญิงมีทรัพยากรในการให้กำเนิดบุตร ผู้ชายให้รากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคง ซึ่งยุติธรรมและสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
ตอนที่หลินกั๋วผิงกลับมาจากตลาด ทิงเสวี่ยและหลินกั๋วอันก็ทานอาหารกลางวันเสร็จนานแล้ว
"พ่อคะ วันนี้กลับมาเร็วจัง พ่อไปล้างมือก่อน วันนี้ตอนเที่ยงหนูทำบะหมี่เย็น อาสามบอกว่าอร่อยกว่าที่ย่าทำอีกค่ะ" ทิงเสวี่ยรับกระเป๋าของหลินกั๋วผิงมา ในนั้นเป็นเงินที่ได้จากการขายซาลาเปาในวันนี้ มีทั้งธนบัตรหลากสีและเงินปลีกย่อยรวมๆ กัน มองแล้วก็ชื่นตาชื่นใจ
หลินกั๋วผิงล้างหน้าเสร็จก็นั่งลงทานข้าว หลังจากทานบะหมี่เย็นฝีมือลูกสาวไปคำหนึ่ง เขาก็พยักหน้าซ้ำๆ "อาสามของหนูพูดถูก บะหมี่เย็นที่เสียวเสวี่ยทำอร่อยกว่าที่ย่าทำจริงๆ"
ทิงเสวี่ย "ถ้าพ่อชอบทาน งั้นต่อไปหนูจะทำให้พ่อทานค่ะ อ้อ ใช่แล้วก็มีอาสามด้วย"
"เสียวเสวี่ย หน้าหนูเป็นอะไรไป?" หลินกั๋วผิงเห็นรอยฝ่ามือบนแก้มของลูกสาวก็เริ่มมีสีหน้ากังวล
ทิงเสวี่ยรีบอธิบายให้หลินกั๋วผิงฟัง "พ่อคะ หนูทะเลาะกับพี่หงเหมยค่ะ พ่อไม่ต้องห่วง หนูไม่ได้โดนทำร้ายฝ่ายเดียวนะ หนูข่วนเขาด้วย หนูฉีกเสื้อผ้าเขาขาดเลยค่ะ"
หลินกั๋วผิง "..."
"อยู่ดีๆ ทำไมถึงไปทะเลาะกับพี่หงเหมยของหนูล่ะ?" หลินกั๋วผิงถาม
ทิงเสวี่ยบอกว่า “ก็เพราะพี่หงเหมยว่าอาสามเป็นคางคก แน่นอนว่าหนูไม่ยอม คนอื่นหัวเราะเยาะอาสามก็แล้วไป แต่หลินหงเหมยเป็นหลานสาวแท้ๆ ของอาสาม กลับมาหัวเราะเยาะอาสามเสียเอง แบบนั้นมันน่าโดนตีจริงๆ นี่คะ"
หลินกั๋วผิง "..."