องก์ 2 รักษากาฬโรค
ตอนที่ 11 ลอบสังหาร (1)
เมื่อก้าวเข้าสู่พระราชวังอันลึกล้ำดุจมหาสมุทร การต่อสู้แก่งแย่งชิงดีไม่สิ้นสุดและจิตใจมนุษย์อันเ็าไร้ความรู้สึกเ่าั้ มิรู้ว่าคุมขังและกดทับคนในราชวงศ์ไว้มากน้อยเพียงใด
มีเพียงเทศกาลอันดีงามในงานเลี้ยงฉลองวันพระราชสมภพ ครอบครัวรวมตัวกันพร้อมหน้า จ้าวเสวี่ยสวินค่อยรู้สึกถึงความจริงใจที่ห่างหายไปเนิ่นนาน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชั่วขณะพร่าเลือน พริบตาเดียวก็มาถึงวันพระราชสมภพของจ้าวอ๋องแล้ว
งานเลี้ยงเฉลิมพระชนมพรรษา แเื่มากมายได้รับเชิญมาจากแว่นแคว้นต่างๆ จ้าวอ๋องกำชับลงมาเป็การพิเศษให้ดูแลจัดงานเป็อย่างดี อย่าให้แคว้นจ้าวต้องอับอายขายหน้าเป็อันขาด
พระอัครมเหสีย่อมทุ่มเทสุดแรงกายแรงใจ ทั้งยังให้องค์หญิงหลานจ้าวเมี่ยวหลานคอยช่วยงานอยู่ข้างกาย หวังสร้างความประทับใจแก่เหล่าคุณชายทั้งหลาย
วันงานเลี้ยงบรรยากาศคึกคักเป็พิเศษ คุณชายจากแคว้นต่างๆ ทยอยกันนำของขวัญเดินทางมายังวังอ๋องเพื่อร่วมถวายพระพรจ้าวอ๋อง แน่นอนว่าคุณชายจางเอ่อร์และพี่น้องสกุลหลิวย่อมรวมอยู่ในรายชื่อแขกที่ได้รับเชิญด้วย
วันนี้จางเอ่อร์สวมชุดคลุมยาวลายพญางูสีดำ นั่งอยู่ข้างโต๊ะยาวด้วยท่าทางสุขุมเรียบนิ่ง แลดูคล้ายคุณชายรูปงามรักอิสระคนหนึ่ง ดึงดูดสายตาเหล่าขันทีนางกำนัลให้มองมาได้ไม่น้อย
หลังมาถึงงานเลี้ยงแล้ว เขาไม่ได้ทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกับคุณชายคนอื่นๆ สายตากลับกวาดมองไปทางที่นั่งเ้าภาพโดยไม่รู้ตัว
เห็นเพียงดรุณีงามสง่าผ่องแผ้วผู้หนึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่ตรงมุมงานเลี้ยง นางสวมกระโปรงสีแดงเข้มปักลายร้อยผีเสื้อหมื่นบุปผาหลากสีสัน ปิ่นหยกปักเฉียงแทรกเรือนผมดำขลับยกมวยสูง ผิวพรรณนวลเนียนเกลี้ยงเกลา รูปโฉมเห็นแล้วต้องหันเหลียวมอง หากไม่ใช่จ้าวเสวี่ยสวินแล้วจะยังเป็ใครได้อีก
ความจริงแล้วั้แ่เสวี่ยสวินถูกจางเอ่อร์ว่ากล่าวอบรมไปวันนั้น ในใจก็อัดอั้นคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ไปๆ มาๆ สองคนกลับกลายเป็ไม่ได้พบหน้ากันหลายวัน
จางเอ่อร์แม้ปากไม่เคยพูดถึง ในใจกลับคิดถึงนางยิ่งนัก
ทันใดนั้นในงานเลี้ยงพลันส่งเสียงกลองรื่นเริงดังรัวเข้ามา เห็นเพียงคณะขับร้องพื้นบ้านกลุ่มหนึ่งเดินขึ้นมาแสดงฝีไม้ลายมือ บ้างลั่นกลองดังสนั่น บ้างแสดงทักษะเฉพาะตัว โยนลูกไฟลอยขึ้นฟ้าทีละลูก จากนั้นต่อมาก็เปลี่ยนรูปร่างเป็เปลวเพลิงหลายสิบสาย ประเดี๋ยวก็ตัดสลับกระจายตัว ประเดี๋ยวกลับเข้าสู่อุปกรณ์การแสดงอีกครั้ง การแสดงอันยอดเยี่ยมนี้ทำให้ผู้คนต่างร้องอุทานชื่นชม!
ที่แท้การแสดงเหล่านี้ก็เป็องค์หญิงหลานคิดริเริ่มกระทำในสิ่งแปลกใหม่ ตั้งใจไปหาชาวบ้านเชิญคณะละครที่เชี่ยวชาญการแสดงกายกรรมโดยเฉพาะ บรรดาท่านอ๋องและคุณชายชนชั้นสูงที่รับชมแล้วก็รู้สึกแปลกหูแปลกตา ด้วยเพราะั้แ่เด็กไม่เคยเห็นการแสดงเช่นนี้
ดังคาด แเื่ในงานเลี้ยงต่างพากันตบโต๊ะะโชื่นชม ร้องบอกว่า ‘ดี’ เสียงดัง
“ตัวลูกเคอฉี่ขอถวายพระพรให้เสด็จพ่อเกษมสันต์ล้ำฟ้า เกียรติก้องพันปี คุณูปการปกปักปวงประชาใต้หล้า วาสนาบ้านเมืองรุ่งโรจน์ยืนนาน!”
“เพ่ยกงหลิวปังถวายพระพรจ้าวอ๋อง ขอทรงพลานามัยแข็งแรง โชติ่ชัชวาลดั่งฟ้าดิน พระชนม์ชีพยิ่งยืนนานดุจตะวันจันทรา!”
ถึง่เวลามอบของขวัญ ทุกคนทยอยเข้ามาถวายสมบัติล้ำค่าหายาก พร้อมกล่าวถ้อยคำอวยพรเปี่ยมความหมาย ทำเอาจ้าวอ๋องยิ้มแย้มเบิกบาน พยักหน้าชอบใจไม่หยุด
ถึงคราวของเสวี่ยสวิน นางกับจางเอ่อร์สบตากันครู่หนึ่ง ทั้งสองเดินขึ้นข้างหน้าอย่างรู้กันโดยไม่ต้องเอ่ยคำ ถวายภาพอักษรอายุยืนยาวหมื่นปีที่พวกเขาสร้างสรรค์ด้วยกันในตำหนักอิ๋งเมิ่งวันนั้น
ภาพอักษรม้วนนี้บรรจงวาดพิถีพิถัน ลวดลายพู่กันลื่นไหลผ่าเผย ทั้งที่มีแค่อักษรคำว่า ‘ยืนยาวหมื่นปี’ เพียงสี่คำ ทว่าพอมองจากไกลๆ กลับดูดั่งกองทหารม้านับหมื่นพันวิ่งห้อทะยานพุ่งเข้ามา และเมื่อพิศดูอย่างละเอียดใกล้ๆ ก็ราวดั่งัคะนองน้ำเหินฟ้า ทรงพลังเปี่ยมอารมณ์ ผู้คนเห็นแล้วต่างร้องอุทานชมว่าเป็ผลงานเลิศล้ำชั้นยอด
เหล่าแเื่ต่างพากันชื่นชมองค์หญิงสวินกับจางเอ่อร์ไม่ขาดปาก ผู้ที่วาดภาพนี้แิทัศนะลึกล้ำชาญฉลาด ทักษะฝีแปรงยังเป็หนึ่งในร้อย สิ่งที่ล้ำค่าทำได้ยากยิ่งกว่าก็คือความหมายเป็สิริมงคลดีงาม!
ดูเหมือนว่าแคว้นจ้าวจะเป็ดินแดนกำเนิดอัจฉริยบุคคลอย่างแท้จริง แม้แต่องค์หญิงที่ได้รับการเลี้ยงดูในวังลึกก็ล้วนงดงามปัญญาเป็เลิศ ความรู้ความสามารถรอบด้าน
“สวินเอ๋อร์และญาติผู้พี่ขอเสด็จพ่อทรงพระชนมายุยิ่งยืนนานหมื่นปี สุขสันต์เกษมศานต์ เสวยสุขอยู่เป็ร่มโพธิ์ร่มไทรให้บุตรธิดา ปกปักรักษาแคว้นจ้าวของเราไปนับพันสารทหมื่นชั่วรุ่น!”
ขณะที่จ้าวเสวี่ยสวินกับจางเอ่อร์กำลังเอ่ยปากกล่าวคำอวยพร จู่ๆ คณะละครทางด้านหลังกลับปล่อยลูกไฟออกมาไม่ยั้ง พริบตาเดียวชายคาหลายแห่งก็ลุกไหม้
นักแสดงคณะละครร้องะโขึ้นหนึ่งเสียง ก่อนชักดาบออกมาจากอุปกรณ์การแสดง คิดไม่ถึงว่าจะมีเจตนามุ่งสังหารมาที่องค์หญิงสวิน!
เสวี่ยสวินใหน้าถอดสี ก้าวถอยหลังรัวอย่างควบคุมตัวไม่อยู่ ทว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นกะทันหันเกินไป หลบหลีกไม่ทันั้แ่แรกแล้วด้วยซ้ำ
โชคดีที่จางเอ่อร์ตาเร็วมือไว ใช้วิชาตัวเบาคุ้มกันนางพาเบี่ยงหลบไว้ด้านข้าง เงาร่างเคลื่อนไหวฉับไวประหนึ่งเมฆลอยลิ่ว ด้วยเหตุนี้จึงหลบการโจมตีร้ายแรงหมายเอาชีวิตพ้นไปได้
เหตุการณ์พลันชุลมุนวุ่นวายขึ้นทันใด เพลิงไหม้ขยายวงกว้างลุกลามอย่างรวดเร็ว แเื่ทั้งหลายใลนลานวิ่งแตกฮือไปทั่วสารทิศ จ้าวเคอฉี่ หลิวปังและหลิวเจียวล้วนเป็ผู้เข้าใจวรยุทธ์ พากันชักกระบี่ออกมาป้องกันตัว
จ้าวอ๋องกลับเหลือบมองพระอัครมเหสีแวบหนึ่ง แววตานั้นสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ เต็มไปด้วยความนัยซับซ้อนคลุมเครือ
พระอัครมเหสียิ่งอยากร่ำไห้แต่ไร้น้ำตา ตนไม่รู้อย่างแท้จริงว่าเกิดเื่อะไรขึ้น ทว่างานเลี้ยงครั้งนี้นางเป็คนดูแลจัดการ หากมีปัญหาอะไรตามมาภายหลังย่อมต้องเป็นางรับผิดชอบทั้งหมด แล้วนี่จะทำเช่นไรดี
เนื่องจากไม่มีเวลาให้ขบคิดอะไรมาก พระอัครมเหสีพลันะโขึ้น “ราชองครักษ์ตอนนี้อยู่ที่ไหน ยังไม่รีบออกมาคุ้มกันฝ่าาอีก!”
เสวี่ยสวินเห็นสถานการณ์ทางฝั่งจ้าวอ๋องตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่งยวดก็รีบผลักจางเอ่อร์ที่กำลังปกป้องตนออกแล้วะโ “รีบไปคุ้มกันเสด็จพ่อข้า!”
จางเอ่อร์เห็นแววตาขอร้องวิงวอนของเสวี่ยสวินก็ทำใจแข็งปฏิเสธไม่ลง ได้แต่พูด “เ้าระวังตัวด้วย!”
พูดแล้วจางเอ่อร์ก็หันร่างทันใด กระบี่ยาวในมือโบกตวัดเต็มแรง พริบตาเดียวก็จัดการมือสังหารไปได้หลายคน จากนั้นจึงทะยานร่างเข้าคุ้มกันข้างกายจ้าวอ๋อง
องครักษ์ในวังเดิมทีไม่ได้อ่อนแอ ทว่าเวลานี้กองทหารองครักษ์วังหลวงส่วนใหญ่ซึ่งนำด้วยเซี่ยงอวี่กำลังเฝ้ารักษาการณ์อยู่หน้าประตูวังอ๋อง น้อยคนนักจะรู้ว่ายามนี้ในงานเลี้ยงเกิดเื่ใหญ่ขึ้นขนาดนี้แล้ว
ราชองครักษ์ไร้หนทางมาได้ทันเวลา ผู้คนในงานล้วนตกอยู่ในวิกฤตเสี่ยงอันตราย แต่ละคนแทบเอาตัวไม่รอด
เวลานี้จ้าวเมี่ยวหลานเองก็กรีดร้องหลบดาบกระบี่โเี้ไร้ปรานีเ่าั้ ดวงหน้างามพริ้งเพราซีดขาวเล็กน้อย ทว่าความเ็ปที่คิดไว้กลับไม่ได้โจมตีเข้ามา
เสียง ‘เคร้ง’ ดังขึ้น เห็นเพียงจางเอ่อร์ปัดกระบี่ในมือนักฆ่าร่วงหล่น เข้ามาปกป้องเบื้องหน้าเมี่ยวหลาน “หลานเอ๋อร์ เ้าเป็อะไรหรือไม่”
เมี่ยวหลานสุดซาบซึ้งใจ ั์ตาทอประกายน้อยๆ นางเห็นพวกหลิวปังมัวแต่ห่วงตัวเอง กลับไม่คิดสนใจสตรีอ่อนแอเช่นนางผู้นี้ ในใจก็เกิดการเปรียบเทียบ ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อจางเอ่อร์เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
ในบรรดาแขกทั้งหลายย่อมไม่ขาดแคลนเหล่าผู้มีวรยุทธ์สูงส่ง ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน สุดท้ายสถานการณ์ก็เริ่มที่จะควบคุมได้
จางเอ่อร์ขนาบเคียงข้างจ้าวอ๋องตลอดเวลา จนกระทั่งจับตัวมือสังหารเ่าั้ได้แล้ว ขณะมองสำรวจท่ามกลางฝูงชนกลับค้นพบว่ามีเพียงเสวี่ยสวินคนเดียวที่หายตัวไป
‘แย่แล้ว!’ จางเอ่อร์แอบร้องในใจว่าไม่ดีแน่ เขานึกมาตลอดว่ามือสังหารเ่าั้มุ่งเป้ามาทางจ้าวอ๋อง กลับลืมไปว่าผู้ที่มือสังหารเริ่มลงมือทำร้ายคนแรกคือเสวี่ยสวิน ดูเหมือนจะมีคนหมายเอาชีวิตนาง!
จางเอ่อร์รีบถือกระบี่วิ่งออกมาจากงานเลี้ยง ตามหาร่องรอยของเสวี่ยสวินไปทั่วทุกหนแห่ง
…
แท้จริงแล้วมือสังหารกลุ่มนั้นไล่ล่าตามจ้าวเสวี่ยสวินไปตลอดทาง นางถูกบีบต้อนทุกย่างก้าว จำต้องหนีออกมาจากงานเลี้ยง
หญิงสาววิ่งไปเรื่อยๆ คิดไม่ถึงว่าจะวิ่งมาถึงตำหนักที่จยาฮูหยินผู้เป็มารดาเคยอาศัยเมื่อครั้งยังมีชีวิต คราวนี้ไม่มีทางให้หนีอีกต่อไปแล้ว
เสวี่ยสวินเดิมทีเป็สตรีอ่อนแอบอบบางคนหนึ่ง พยายามฝืนวิ่งมาถึงที่นี่ได้ก็ไม่ง่ายแล้ว ยังจะต้านทานมือสังหารที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีพวกนี้ได้อย่างไร ชั่วเวลาสั้นๆ ก็ถูกคนเ่าั้ใช้ดาบควบคุมตัวไว้ได้
“หยุดมือ!” ชั่วพริบตาเดียว จางเอ่อร์ได้สำแดงวิชาตัวเบาเข้ามาเบื้องหน้ามือสังหาร
ครั้นเห็นดาบแหลมคมวางจ่อบนลำคอเสวี่ยสวิน จางเอ่อร์จึงไม่กล้าเคลื่อนไหวบุ่มบ่าม สายตาเฉียบคมจับจ้องบนร่างมือสังหารเ่าั้ ได้แต่ตะคอกเสียงดุดัน “ถ้าพวกเ้ากล้าทำร้ายนางแม้แต่ปลายผมเส้นเดียว ข้ารับรองเลยว่าจะทำให้พวกเ้าทุกคนตายอย่างไร้หลุมฝังศพ ปะาเก้าชั่วโคตร!”
พวกมือสังหารได้ยินแล้วต่างรู้สึกสันหลังเย็นวาบ ผู้คนทั่วใต้หล้ามักกล่าวกันว่าคุณชายจางเอ่อร์ฝีมือเลิศล้ำเฉียบขาด ความคิดสุขุมลุ่มลึก นึกไม่ถึงว่าเวลาโหดขึ้นมาจะยิ่งเหี้ยมเกรียมดุดัน ไม่ยั้งมือไว้ไมตรีกันแม้แต่น้อย พานให้คนรู้สึกสั่นสะท้านทั้งที่ไม่ได้หนาวเย็น
คำพูดของจางเอ่อร์เห็นชัดว่าขู่ขวัญได้ผล ดาบของพวกมือสังหารไม่ประชิดเข้าใกล้เสวี่ยสวินอีก กลับเปลี่ยนเป็พูดจายั่วยุแทน
“คุณชายจางเอ่อร์ ท่านข่มขู่พวกข้าอย่างนั้นหรือ ดูท่าองค์หญิงสวินท่านนี้จะมีความสำคัญในใจท่านมาก ถ้าอย่างไรเรามาทำข้อตกลงกัน ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ขอเพียงท่านวางกระบี่ลง พวกข้าก็จะปล่อยนางไป!”
‘เคร้ง’ กระบี่ล้ำค่าหล่นลงพื้น จางเอ่อร์ไม่ลังเลแม้แต่น้อย โยนอาวุธที่มีเพียงชิ้นเดียวในมือลงทันที
เสวี่ยสวินคิดไม่ถึงว่าจางเอ่อร์จะยอมทำตามจริงๆ คนเ่าั้ล้วนเป็พวกเดนตาย ย่อมต้องเปลี่ยนอุบายทรมานเขาแน่นอน! ตอนถือกระบี่ในมือยังพอมีโอกาสควบคุมพวกเขาได้ แต่บัดนี้ไม่ว่าโอกาสอะไรก็หาได้มีอีกแล้ว!
ไม่ผิดจากที่เสวี่ยสวินคิด หลังมือสังหารเ่าั้เห็นจางเอ่อร์ทิ้งกระบี่ก็พลันยิ้มย่อง แทงตรงไปยังขาเขาทันที
“ไม่นะ!” เสวี่ยสวินรู้สึกเพียงทรวงอกแน่นหน่วง ร้องะโปานจะขาดใจ น้ำตาเอ่อคลอคู่ดวงตาจนพร่าเลือนทันใด
ทว่าสายไปเสียแล้ว เวลานี้่เอวจางเอ่อร์ยังถูกดาบแทงซ้ำ บนร่างกายเืไหลปานทะลัก ทว่าคิ้วคมเข้มของเขากลับไม่ย่นขมวดแม้แต่นิด
จางเอ่อร์ผู้ปราดเปรื่อง ทั้งยังมีวรยุทธ์ติดกายคนหนึ่ง เหตุใดต้องยอมทนให้มือสังหารยั่วยุท้าทายเช่นนี้เพื่อนางด้วย เพราะเหตุใด!
เสวี่ยสวินรู้ว่าขืนยังเป็เช่นนี้ต่อไป ตนรังแต่จะกลายเป็ภาระของเขา จึงอาศัยจังหวะตอนมือสังหารเสียสมาธิ ตัดสินใจเดิมพันด้วยชีวิต ผลักดาบออกกะทันหัน ะโลงไปในบ่อน้ำด้านหลังทันที
ความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นในชั่วพริบตาสั้นๆ พวกมือสังหารยังไม่ทันได้ตอบสนอง ก็เห็นจ้าวเสวี่ยสวินะโลงบ่อน้ำไปแล้ว
จางเอ่อร์เห็นดังนั้นก็รีบคว้ากระบี่กลับคืน สองตาแดงก่ำแผ่จิตสังหารรุนแรง บันดาลโทสะกวัดแกว่งกระบี่ฆ่ามือสังหารไปหลายคน จากนั้นะโลงบ่อน้ำตามอีกฝ่ายไป
…
ด้านล่างของบ่อน้ำนั้นมืดสลัว จางเอ่อร์อาศัยแสงจันทร์เพียงเล็กน้อยจากด้านนอกตามหาเสวี่ยสวิน เห็นนางกำลังทุ่มแรงตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำเพียงลำพัง
จางเอ่อร์คว้าเสวี่ยสวินเข้ามากอด ริมฝีปากบางได้รูปแนบประกบ เขาตั้งใจจะส่งผ่านอากาศให้นาง คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับผลักตนออกอย่างตื่นตระหนก และยังพยายามดิ้นรนคลำหาในน้ำด้วยตัวเองต่อไป
จางเอ่อร์ลอบถอนหายใจอยู่ภายใน ทำได้เพียงตามติดอยู่ข้างกายนางไม่ห่าง ป้องกันเผื่อจะเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นกับเ้าตัว
สองคนพยายามดิ้นรนอยู่ในน้ำนานครึ่งค่อนวัน หลังผ่านเวลาไปช้าๆ เสวี่ยสวินก็พาเขาคลำมาเจอทางขึ้นฝั่งหนึ่ง
จางเอ่อร์ค้นพบสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ บนผนังหินภายในบ่อน้ำแห่งนี้แท้จริงแล้วยังมีเส้นทางลับอยู่ด้วย เขาตามเสวี่ยสวินขึ้นฝั่งอย่างรวดเร็ว ก่อนเอ่ยถาม “สวินเอ๋อร์ เ้ารู้ได้อย่างไรว่ามีเส้นทางลับอยู่ที่นี่”
“ที่นี่คือตำหนักที่เสด็จแม่ข้าเคยอาศัยเมื่อตอนยังมีชีวิต เสด็จแม่เคยบอกว่าในบ่อน้ำแห่งนี้มีทางลับซ่อนอยู่แห่งหนึ่ง นางบอกว่ายามใดข้าตกอยู่ใน่เวลาคับขันอันตรายให้อาศัยทางลับนี้หลบหนี คิดไม่ถึงว่าที่เสด็จแม่พูดจะถูกต้องจริงๆ บ่อน้ำแห่งนี้นำพาโชคชะตาช่วยชีวิตข้าไว้...”
จางเอ่อร์พยักหน้า จิตใจคนในวังยากแท้หยั่งถึง ต่างฝ่ายต่างวางกลอุบายหลอกลวง แม้แต่จยาฮูหยินที่ไม่คิดแก่งแย่งชิงดีกับโลกก็ยังจำเป็ต้องหลงเหลือทางหนีทีไล่ไว้!
เสวี่ยสวินเห็นเนื้อตัวจางเอ่อร์เต็มไปด้วยคราบเื แยกไม่ออกแล้วว่าเป็เพราะมือสังหารหรือเป็าแของตัวเขาเอง รีบดึงชายกระโปรงฉีกออกมาพันแผลให้เขาอย่างระมัดระวัง
ระหว่างพันแผลย่อมยากจะเลี่ยงโดนแผลถลอกฉีกขาด ทว่าจางเอ่อร์มองดูท่าทางตั้งอกตั้งใจของนาง กลับไม่รู้สึกถึงความเ็ปแม้แต่นิด ตรงกันข้ามรอยยิ้มหล่อเหลาไร้เทียบเทียมพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ในเส้นทางลับแห่งนี้มีกลไกมากมาย มีบางอย่างที่กระทั่งข้าเองยังไม่รู้ ฉะนั้นทางที่ดีเราอย่าเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้าจะดีกว่า...”
เสวี่ยสวินพูดแล้วเงยหน้าขึ้นมองปากบ่อน้ำ้า “ตอนนี้ข้าไม่รู้สถานการณ์ข้างนอกแน่ชัด พี่ชาย อาการาเ็ของท่านคงไม่เหมาะจะออกไปตอนนี้ เราอยู่ที่นี่กันสักพักเถอะ!”
จางเอ่อร์ไหนเลยจะพูดว่าไม่ดี พยักหน้าข่มกลั้นความเจ็บ สายตาที่มองเสวี่ยสวินเต็มไปด้วยความเอ็นดู ซึ่งตัวเขาเองไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน!
ทั้งที่เป็หญิงสาวอ่อนแอบอบบางเช่นนั้น ทั้งที่ยังจำเป็ต้องให้ผู้อื่นปกป้อง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา เสวี่ยสวินกลับแสดงด้านเฉลียวฉลาดและสงบเยือกเย็นออกมาได้ถึงเพียงนี้ เมื่อเผชิญอันตรายอยู่เบื้องหน้าก็ไร้ความตระหนกลนลาน อาศัยการวิเคราะห์ด้วยตัวเอง ตัดสินใจทำสิ่งถูกต้องที่สุด!
หญิงสาวเช่นนี้ไม่ว่าเดินไปที่ใดก็เปล่งประกายเจิดจ้าเสมอ!
แม้เป็ทางลับ ด้านในก็มีของเตรียมไว้จำนวนหนึ่ง เผื่อจำเป็ต้องใช้ยามฉุกเฉิน
จางเอ่อร์เจอกิ่งไม้แห้งจำนวนหนึ่ง เสวี่ยสวินหาหินเหล็กไฟมาได้ สองคนช่วยกันจุดไฟ อังเสื้อคลุมชั้นนอกของตัวเองจนค่อยๆ แห้ง
ถึงที่สุดแล้วเสวี่ยสวินก็เป็องค์หญิงสูงศักดิ์บอบบางคนหนึ่ง ทั้งยังแช่อยู่ในน้ำเป็เวลานาน แม้ได้ผิงไฟก็ยังหนาวเย็นจนตัวสั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“สวินเอ๋อร์ เข้ามานั่งสิ” จางเอ่อร์ตบที่นั่งข้างกาย เอ่ยเสียงอ่อนโยน “สองคนพิงกันไว้จะช่วยให้อุ่นขึ้นหน่อย”
จู่ๆ เสวี่ยสวินกลับขยับร่างออกห่าง แววตาดูลนลานเล็กน้อย กล่าวคำพร้อมพยายามยิ้มฝืนๆ “ไม่ต้องหรอกพี่ชาย ข้าไม่เป็ไร...”
พูดจบนางก็เดินไปอยู่ตรงมุม กอดแขนตัวเองพลางนั่งขดตัว ไปๆ มาๆ กลับกลายเป็ว่ายิ่งห่างจากจางเอ่อร์ไกลกว่าเดิม
จางเอ่อร์แอบหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อย หนาวจนตัวแข็งเช่นนี้แล้วนางยังจะทำอวดเก่งอีก! ถ้าเปลี่ยนเป็เซี่ยงอวี่ละก็ นางจะยังห่างเหินเช่นนี้หรือไม่
คิดแล้วจางเอ่อร์ก็ไม่ถามความสมัครใจของเสวี่ยสวิน ดึงนางเข้ามาในอ้อมแขนทันที กระชับร่างกอดไว้แน่น ปล่อยให้ในดวงตาของนางเผยความประหลาดใจออกมา
เสวี่ยสวินตกตะลึง เริ่มแรกยังพยายามจะดิ้นหนี ทว่าทุกครั้งที่ขยับตัว จางเอ่อร์กลับยิ่งกอดนางแน่นขึ้นกว่าเก่า ราวกับ้าถ่ายเทอุณหภูมิอุ่นบนร่างกายทั้งหมดมาให้นาง!
“ถ้ายังอยู่ไม่นิ่งอีก แผลบนร่างกายข้าจะฉีกขาดเอาแล้วนะ” จางเอ่อร์มองอีกฝ่ายที่กำลังตระหนกลนลานอยู่ในอ้อมแขนอย่างนึกขบขัน เขาใช่บุรุษธรรมดาเสียที่ไหน ขอแค่ออกแรงเพียงนิดนางก็ดิ้นไม่หลุดแล้ว!
เสวี่ยสวินจนปัญญา ได้แต่ยอมหยุดดิ้นขัดขืน พวงแก้มขาวกระจ่างดุจหิมะพลันแดงเรื่อ หัวใจเต้นรัวดังตึกตักประหนึ่งลูกกวางน้อยะโวิ่งวุ่น
เขาเคยพูดเองว่าชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังในห้องไม่เหมาะสม ทว่าบัดนี้ในที่แห่งนี้มีเพียงพวกตนอยู่ด้วยกันสองคน หรือว่ากฎระเบียบเหล่านี้ไม่นับรวมตัวเขาเองด้วย
รอจนทั้งสองสงบลงแล้ว เสวี่ยสวินค่อยค้นพบว่าอ้อมกอดของจางเอ่อร์อบอุ่นยิ่งนัก ชวนให้รู้สึกสบายเป็อย่างยิ่ง ราวกับหลับใหลในห้วงฝันแสนหวาน และไม่รู้ด้วยเหตุใด คล้ายว่าเมื่อเขากอดตนไว้ ทุกอย่างล้วนดูทะนุถนอมและอ่อนโยนเป็พิเศษ
นางพลันช้อนตาขึ้นมองจางเอ่อร์เงียบๆ ไม่รู้ว่าเขาหลับตาลงั้แ่เมื่อใด ดูเหมือนเหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาเผยร่องรอยความสงบออกมา
เสวี่ยสวินที่วุ่นวายมาทั้งวันกลับไม่รู้สึกง่วงแม้แต่น้อย นางนึกถึงตอนที่ได้รู้จักกับญาติผู้พี่ ค่อยๆ สนิทรู้ใจกันทีละนิด รวมถึงเหตุการณ์หลายๆ ครั้งที่เขาช่วยชีวิตตนไว้โดยไม่ห่วงร่างกายตัวเอง ทุกอย่างทำให้นางยากจะหลับตานอนได้...