ข้าคือสาวใช้ค่ะ ท่านแม่ทัพ

    บทที่ 5 // ตอนที่ 4-2 โรงเรียนชนชั้นสูง แผนการลอบสังหาร

            ลู่ฉีเอามือแตะด้ามกระบี่

            “บังอาจ  นี่รถม้าท่านแม่ทัพเซียว  ใครขวาง อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”

            หนึ่งในชายชุดดำยกมือออกจากผ้าคลุม

            ทันใดนั้นปฏิกิริยาลู่ฉีกลับไวกว่าเขาตระเตรียมหยิบหน้าไม้ที่เหน็บแขวนไว้ด้านข้างแต่แรกยกขึ้นมายิงใส่ชายชุดจนล้มลง  ทว่า ชายชุดดำนั้นที่ปลอกแขนกลับมีอุปกรณ์ใช้ยิงลูกดอกสั้นที่อันตราย

            นับว่าลู่ฉีลงมือทันการณ์

            ฟุบ ฟุบ

            ฉึก!

            ชายชุดดำอีกสองคนล้มลง

            ลูกดอกหน้าไม้นี้ยิงออกมาจากในรถม้าหนึ่งจากสารภีหนึ่ง

            ชั่ววูบลงมือกำจัดมือสังหารไป 3 จาก8 คน

            ลูกศอกที่ข้อมือชายชุดดำแม้เป็นอาวุธลับที่ซ่อนเร้นชั่วร้ายอำมหิตแต่หามีความแม่นยำในระยะไกลไม่ จึงต้องรอจังหวะยิงในระยะกลางที่หวังผล

            ทำให้พวกเขาไม่สามารถยิงสังหารจากระยะไกล

            อีก 5 คนไม่ชักยิงอีกเพราะไม่เห็นคนในรถม้า  เป้าหมายพวกเขาหาใช่คนคุ้มกันและสารถี  นั่นต้องเข้าประชิดตัวแล้ว

            คนทั้ง 5 ชักดายโค้งคมเดียวออกจากหลังเอว

            เคร้ง!

            เสียงชักดาบออกพร้อมเพรียง  พริบตาถลันตัวเข้ามา

            ระหว่างนี้ลู่เอินมีเวลาใส่ลูกดอกอีกอันยิงออกใส่อีก 1 นักฆ่า นับว่าเหลือ 4 จากนั้นสารถีกับลู่ฉีก็ชักกระบี่ออกไปสู้กับนักฆ่าอีก2 คน

            เสียงกระบี่ปะทะกันเกลียวกราว  แต่ชาวบ้านแถบนั้นหาได้กล้าออกมาชมดูไม่

            นักฆ่าไม่กล่าเข้าทางด้านหน้ารถม้าแทงดาบเสือกเข้าหน้าต่างที่คลุมม่านด้านข้างของตัวรถทันที

            สวบ

            กระบี่สองเล่มแทงออกมาจากหน้าต่างสังหารนักฆ่าทั้งสอง

            ลู่เอินกับหนิงเอ๋อแทงกระบี่ออกพร้อมกันเช่นกัน

            เสียงกระบ่าพลันขาดหาย

            ลู่ฉีกล่าว

            “เรียนคุณชาย”

            “พวกมันอีกสอง...”

            “ตายแล้วครับ แต่....”

            มองไปรอบๆ นักฆ่าอีกชุดโผล่มา  นับจำนวนแล้วทั้งสิ้น 14 คน

            แต่ละคนใช้เคียวสั้นสองท่อนคล้องสายโซ่

            นับเป็นอาวุธนอกสารระบบที่มีแต่องค์กรนักฆ่าเท่านั้นที่จะใช้ แทบหาไม่ได้ในแวดวงชายยุทธ์

            วูบเดียวที่ยังไม่ทันลงมือ

            สองสามีภรรยาก็พุ่งตัวออกมาพร้อมกระบี่ในมือ

            หนิงเอ๋อสะบัดกระบี่เจ็ดทิวาที่เป็นกระบี่โบราณทรงกระบี่ฮั่น  ตัวกระบี่ไม่โค้งงอมาก แม้ความหนาและหนักของมันจะลดลงกว่ากระบี่ของเดิมสมัยโบราณ  แต่ก็ยังหนักไปสำหรับเพลงกระบี่ยุคใหม่

            กระบี่ส่วนมากที่ใช้ในยามนี้  จะมีโกร่งกระบังที่มีรูปร่างสวยงามแตกต่างกันไปมีสายพู่ห้อยท้ายกระบี่ไว้ฝึกและคอนเตือนว่าตวัดกระบี่แต่ละครั้งห้ามให้สายพู่พันแขน

            การตัวด ตัดแทงด้วยตัวกระบี่ที่เบาบาง และงออ่อนได้นั้น ทำให้ลงมือได้คล่องและไวกว่าดาบมากนัก  ทั้งยังไม่โดนดาบฟันปะทะหักได้โดยง่ายเนื่องด้วยความที่งอได้ของมันลดแรงเสียดต้านไว้มาก

            แต่กระบี่ทรงฮั่นโบราณนั้น  แม้จะลดขนาดลงมามากแล้ว  แต่จะหนัก แข็ง และไม่พลิ้วไหว  ดังนั้นผู้ใช้จะมีน้อยมาก  และข้อมือต้องแข็งแรงพอ  ลมปราณต่อเนื่องไม่ขาดช่วงโดยง่าย

            เพลงกระบี่ของนางใช้ออกด้วยมือขวาที่ขยับบังคับคล่องอ่อนไหวพลิ้วตามสภาพ  พริบตาปาดคอไป 2 คน

            หนิงเอ๋อตกใจไปครู่หนึ่งนางไม่เคยฆ่าคนจริงๆ ด้วยกระบี่มาก่อน กระบี่เจ็ดทิวาทั้งแกร่งและคม ฟันดาบคนร้ายหักบิ่นไปตามๆ กัน

            ขณะที่ยืนอุ้งกับ 2ศพที่นอนคอเปิดอยู่นั้น

            “ระวัง”

            เคร้ง!!

            สิ้นเสียงเหล็กกระทบกัน นางได้สติกันขวับไปพบว่าท่อนพลองปลายเคียวที่ตวัดหวดมาเพิ่งกระดอนออก

            กระบี่ของลู่เอินฟันปัดออกทันควัน

            หนิงเอ๋อได้สติโยนกระบี่เข้ามือซ้ายใช้เพลงกระบี่ที่ดุดันเรียบง่ายไม่ซับซ้อนหวดฟันด้วยสภาพที่รู้ว่าตนมีอาวุธที่ดีกว่าใส่เข้าเนื้อตัวคู่ต่อสู้โดยตรง

            คู่หนึ่ง  พวกมันทั้ง 14 ล้มตายจนเหลือแค่ 3 คน

            คำสั่ง

            “ถอย”

            ลั่นออกมา  แยกย้ายหนีกันคนละทาง

            พวกของลู่เอินไม่มีใครตามพวกเขาเข้ามารวมตัวกัน ตรวจสอบสภาพความเสียหาย มีใครใน 4 คนบาดเจ็บมั้ย เมื่อพบว่าไม่มีคนถูกของมีคมจากนักฆ่ามือสังหารก็เบาใจ  เพราะส่วนมากพวกมันจะฉาบยาพิษไว้ที่อาวุธ  ม้าไม่มีอะไรผิดปกติ  รถม้าเองก็ต้องเอากลับไปตรวจสอบ  ระหว่างชุลมุนไม่ทราบศัตรูเอาอะไรใส่ไปในรถหรือไม่  จึงนั่งที่นั่งของสารถีกันสามคนลู่ฉีขี่ม้านำไปจนถึงบ้าน

            “พวกเราถูกดักสังหารกลางทาง”

            คำแรกที่ลู่ฉีบอกกล่าว   สตรีในหมู่ตึกแตกตื่น  แต่พวกคนที่ลู่เอินฝึกมาพากันมาตรวจสอบรถม้าไม่พบสิ่งผิดปกติ

            ทั้งหมดไปพักผ่อน เวรยามจัดแน่นหนา

            ระหว่างอาบน้ำ

            หนิงเอ๋อนั่งข้างหลังเอาน้ำค่อยราดตัวและถูตัวให้สามี

            พลันพบว่าติ่งหูของเขามีรอยฟกช้ำ

            “ท่านพี่ .. ท่านบาดเจ็บ?!”

            “ไม่ใช่บาดแผลซะหน่อย  เดี๋ยวก็หาย”

            “ตอนไหนกันคะ?”

            หนิงเอ๋อพลันย้อนนึก  เคียวโซ่นั้นที่โดนปัดออก  สายโซ่เฉียดใบหน้าลู่เอินไป  ที่แท้กระทบใบหูของเขานี่เอง

            ลู่เอินหันมา

            “เจ้าเป็นอะไร ทำไมร้องไห้?”

            “ข้า  ข้าไม่ได้ร้องไห้ค่ะ”

            “แต่น้ำตาเจ้านองดวงตา  รอยแค่นิ้ ข้าฝึกวรยุทธ์กับท่านพ่อตอนเด็กยังสาหัสกว่า  ตามเนื้อตัวแม้แต่ใบหน้าก็มีรอยฟกช้ำ  บาดแผลจากคมทวนคมกระบี่ก็มี”

            “ข้า...ข้าทำให้ท่านพี่เจ็บ”

            “เด็กโง่  เจ้าเพิ่งฆ่าคนครั้งแรกใช่มั้ย?”

            “ค่ะ”

            “งั้นข้าเองแหล่ะที่ต้องขอโทษ  เพราะพาเจ้ามาพัวพันเรื่องแบบนี้  เจ้าถึงต้องลงมือฆ่าคน”

            “ไม่ใช่นะคะ  ท่านสำควรทราบ ข้าเลือกเข้าขบวนการเอง ต่อให้ไม่ร่วม ชะตาข้ายังไงก็มีอันต้องลงมือ  แค่จะช้าหรือเร็ว  ถ้าไม่เพราะท่านเมตตารับข้ามา  ป่านนี้ข้าอาจต้องดิ้นรน  ฆ่าคนเยอะกว่านี้”

            ลู่เอินยิ้ม  มองด้วยรัก เอ็นดู และสงสาร  โอบนางมากอด แล้วจูบที่เปลือกตา

            นางหลับตาพริ้มให้เขาจูบทีละข้าง

            “หยุดร้องซะนะ”

            ลู่เอินกล่าวจบ หนิงเอ๋อยิ้มพยักหน้า  นางก้มลงไปเห็นแท่งของเขาชี้ชันนางเลื่อนมือจับรูดขึ้นลงแล้วกล่าว

            “ท่านพี่ชอบเห็นข้ามีน้ำตา?”

            “ไม่ใช่นะ..อ่าห์....อ่ะ...ข้า .. เห็นเรือนร่างเจ้าต่างหาก”

            “ท่านพี่..ล่ะก็....”

            ว่าจบ ลู่เอินที่นั่งไม้นั่งเล็กก็เอามือช้อนก้นที่กลมกลึงอวบนุ่มนิ่มของนางขึ้นมาวางบนตักตนเอง  หนิงเอ๋อเขินอายแต่ก็รู้งามจับแท่งให้มั่นแล้วเอาส่วนสงวนของนางจ่อ นั่งกดพรวดลงไป  แท่งไหลเข้าข้างในในที่สุด  นางมีน้ำซึมง่าย  และไหลออกมาตั้งแต่เริ่มเปลือยกายอาบน้ำด้วยกันแล้ว

            ลู่เอินดุจขึ้นสรวงสวรรค์ที่ไม่มีมนุษย์คนไหนเคยได้รับ  ความรู้สึกยากบรรยายทั้งคู่บรรเลงเพลงกามราคะกันจนดึกเหงื่อโทรมกาย แล้วก็ราดน้ำแล้วทำต่อ รู้ตัวอีกทีน้ำอุ่นที่ใช้อาบในถังเริ่มเย็นแล้ว พวกเขาจึงหยุดกิจแล้วรีบอาบน้ำกันต่อจนเสร็จ หนิงเอ๋อไม่อยากปลุกสาวใช้ให้มาเตรียมน้ำดึกดื่น

            .......

            วันเข้าวัง

            หน้าพระพักตร์ฮ่องเต้และฮองเฮา  บัณฑิตทั้ง 4 เป็นอาจารย์มีชื่อเสียงแล้ว 3

            คนแรก

            เซี่ยชุน อายุ 34 อาจารย์มหาบัณฑิตคนขององค์ชายรัชทายาท  ส่งมาสกัดดาวรุ่งหนิงเอ๋อหน้าแหลม ผอมบาง

            คนที่สอง

            จวงเฟยหย่า อายุ 29  อาจารย์มหาบัณฑิต คนขององค์ชายสอง นิสัยสุภาพมากวความรู้ หน้าตาสะอาดสะอ้าน แต่ก็ไม่ได้หล่อเหลาเท่าไหร่

            คนที่สาม  ผู้นี้นอกจากเป็นสตรีแล้ว ยังถูกจับตามมอง  และดูฮ่องเต้จะยิ้มภูมิใจในตัวนาง

            จ้าวฮุ่ยเหมย อายุ 23 เท่าองค์ หญิงสาม นางคือองค์หญิงอันดับ4 ซึ่งพี่ร่วมมารดาจ้าวฮุ่ยหวง องค์ชาย เจ็ด  มีความรู้มาก ชำนาญดนตรี เพลง กลอนเชี่ยวชาญเพลงทวนอ่อน  หน้าตางดงาม  นิสัยเอาชนะ ร่วมมือช่วยน้องชายชิงบัลลังก์

            คนสุดท้าย

            หนิงเอ๋อ ฮูหยินหมู่ตึกสกุลเซียว  อายุ 16 ของเรานี่เอง

             

            ทุกคนพากันตกใจยิ่งกว่าเพราะผมนางแม้จะสั้นและส่วนที่ยามถักเปียรัดเกล้าไว้ แต่ใบหน้ากลับเหมือนฮองเฮาทุกประการ

            ฮองเฮาเป็นฝ่ายยิ้มบ้าง

            ฮ่องเต้หันมา

            “เซี่ยวเซียน... นี่คือน้องสาวที่เจ้าว่า...?”

            “เพคะฝ่าบาท”

            “เหมือนมาก”

            ฮองเฮากระซิบ

            “ถ้าความรู้นางจะมีมาก  แต่เรื่องบางเรื่องนางไม่ประสาและไม่มีเหมือนหม่อนฉันนะเพคะ”

            ทั้งคู่ยิ้มแย้มหยอกเย้ากัน

            แต่แท้จริงแล้ว  เซี่ยวเซียนกล่าวไว้เพื่อไม่ให้น้องสาวมีอันต้องถวายงาน  หนิงเอ๋อ..นางแม้จะมีร่างกายทั้งภายนอกภายในที่ยั่วเย้าไม่เท่าพี่สาว  แต่กับสตรีทั่วไป นับว่าชนะทุกนางในแดนดินเป็นรองแค่หนิงเซียน

            การทบสอบเริ่มขึ้น...