ผักดองครองภพ 10 ว่าด้วยเื่ของมาร
“โอ้! เ้ากลายเป็พี่เลี้ยงเด็กไปั้แ่เมื่อไรกันอิ๋งเทียน?” ขณะที่เหล่าอันกำลังหัวเราะชอบใจกับกระต่ายสีเงินตัวน้อยที่ะโโลดเต้นไปมาภายในห้องเก็บของ หวังหย่งเฉียงก็ส่งเสียงทักทายมาแต่ไกล เขาไม่ได้เดินเข้ามาทางประตูแต่ย่อกายลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาโดยตรงเลย ครั้นพอเข้ามาได้แล้วเขาก็บ่นว่า “ห้องนี้มิแคบไปหน่อยหรือ? ข้าพาห่าวเหมยมาด้วยประเดี๋ยวก็หายใจไม่ออกกันพอดี”
“ถ—ถ้าอย่างนั้นย้ายที่ห้องหนังสือก็ได้ขอรับ” เหล่าอันอุ้มกระต่ายตัวจิ๋วเอาไว้ในมือจากนั้นก็รีบเชื้อเชิญแขกให้เข้าไปในห้องหนังสือที่อยู่ติดกัน อิ๋งเทียนเดินนำเข้าไปก่อนตามด้วยหวังหย่งเฉียง และที่ตามมาติดๆ คือร่างในชุดสีแดงสดใสที่กำลังลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามา
อาภรณ์สีแดงนั้นบิดพลิ้วเป็เกลียวแล้วค่อยๆ คลี่ออกราวกับกลีบดอกไม้ที่กำลังแย้มบาน เหล่าอันจดจ้องภาพนั้นด้วยความตื่นเต้น เขาอยากเห็นคนงามจะแย่แล้ว
ทว่าทันทีที่บุปผางามเบ่งบานจนสุด ผู้ที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่คนงามอย่างที่เขาคาดหวัง แต่เป็บุรุษร่างกำยำราวกับขุนพลไร้พ่ายในตำนานผู้หนึ่ง เหล่าอันจ้องตะลึงอย่างลืมตัว จวบจนกระทั่งเซียนร่างโตผู้นั้นหัวเราะเสียงดังกังวานขึ้นมา
“เสี่ยวเซียนจื่อเอ๋ย เ้าตะลึงในความสง่างามของาุโผู้นี้จนพูดไม่ออกเลยหรือ? ฮ่าๆ พวกเ้าดูห่าวเหมยคนนี้น่าทึ่งกว่าพวกเ้าเสียอีก”
“เซียนน้อยเ้าเห็นคนเถื่อนนี่น่าสนใจกว่าข้าอย่างนั้นหรือ?” หวังหย่งเฉียงยอมรับคำกล่าวอ้างของสหายไม่ได้จึงคาดคั้นเอากับเหล่าอัน เด็กชายผงะถอยหลังไปเล็กน้อย แต่ถึงแม้จะกลัวเขาก็ตอบออกไปเพราะกลัวจะเป็การเสียมารยาท “คือ...ข้าน้อยไม่คิดว่าคนงามที่ท่านพูดถึงจะ...แข็งแรงเช่นนี้ขอรับ” พูดไปแล้วก็กระถดถอยไปอีกหลายก้าวศีรษะก้มต่ำมองปลายเท้า หัวใจเต้นรัวด้วยกลัวว่าเซียนาุโทั้งหลายจะไม่พอใจ
แต่แล้วสิ่งที่ตามมากลับเป็เสียงหัวเราะดังสนั่นของหวังหย่งเฉียง “คนงาม? ฮ่าๆ พี่ห่าวคนงามท่านสมควรเปลี่ยนชื่อจริงๆ”
“เพ้ย! ทารกน้อยผู้นี้ก็แค่ฟังผิดไปเท่านั้น เด็กๆ ทำผิดพลาดกันได้ดังนั้นเ้าไม่ควรล้อเลียนเขา” ห่าวเหมยตำหนิสหายของตน จากนั้นก็หันมาทางเหล่าอัน กล่าวสั่งสอนอย่างใจเย็นว่า “เด็กน้อยาุโผู้นี้แซ่ห่าว มีนามว่าเหมยอันแปลว่าข้าวฟ่าง อย่าได้เข้าใจผิดว่าเป็คนงามอีกเล่า”
“ขอรับ ข้าน้อยผิดไปแล้วขอผู้าุโให้อภัยด้วย”
“ไม่ต้องมากพิธีถึงขนาดนั้นหรอก” ห่าวเหมยพูดอย่างไม่ถือสา ก่อนจะหันไปทางสหายอีกสองคน ถามว่า “ว่าแต่พวกเ้าจะไม่ไปทำงานกันหรืออย่างไร?”
อิ๋งเทียนฟังแล้วก็ผ่อนลมหายใจยาว เขาย่อตัวลงเล็กน้อยกล่าวกับเหล่าอันว่า “ข้ากับหวังหย่งเฉียงจะเข้าไปตรวจสอบในเซียนซาน เ้าอยู่กับห่าวเหมยข้างนอกนี่ก่อนจะได้หรือไม่”
“ได้ขอรับ” เด็กน้อยพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง อิ๋งเทียนยกยิ้มอย่างพอใจแล้วเขากับหวังหย่งเฉียงก็หยิบขวดกระเบื้องเล็กๆ ออกมา ภายในขวดนั้นบรรจุผงสีทองที่ดูสวยงามเอาไว้ ทั้งสองประพรมมันไปทั่วร่างของตน พลันเหล่าอันก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ยากจะอธิบาย คล้ายกับว่าพวกเขาไม่แผ่แรงกดดันมากเหมือนก่อน แต่ก็ยังน่ายำเกรงอยู่ดี
“เสี่ยวเซียนจื่อเ้าก็รู้สึกว่าพวกเขาอ่อนแอลงใช่หรือไม่?” ห่าวเหมยเห็นเหล่าอันเปลี่ยนสีหน้าไปเล็กน้อยก็เอ่ยถาม ในใจรู้สึกยินดีที่ทารกผู้นี้มีประสาทััไวใช้ได้
“ข—ข้าเพียงรู้สึกว่าาุโทั้งสองดูเข้าหาได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเองขอรับ”
“เข้าหาได้ง่ายขึ้น? ฮ่าๆ พวกเ้าทำเด็กกลัวแล้วเห็นรึไม่?” ห่าวเหมยหัวเราะลั่นก่อนโอ้อวดตนโดยมิสนสายตาเอือมระอาของสหายทั้งสองเลยแม้แต่นิดเดียว “ต้องอย่างข้าสิ เด็กๆ เห็นแล้วต่างตกตะลึงหลงใหลในรูปลักษณ์อันสง่างามของข้ากันทุกราย”
“ข้ากับหย่งเฉียงจะเข้าไปด้านในแล้ว รบกวนพี่ห่าวเหมยดูแลเขาด้วย”
“พวกเ้าเห็นข้าเป็ตัวอะไรกัน? แน่นอนว่าข้าต้องดูแลเขาเป็อย่างดีอยู่แล้ว” ห่าวเหมยตบอกตัวเองอย่างมั่นใจ จากนั้นอิ๋งเทียนกับหวังหย่งเฉียงก็ย่อกายหายเข้าไปในเซียนซาน
“ทีนี้ก็เหลือแค่เราสองคนแล้ว ไหนเ้าลองเล่าให้าุโท่านนี้ฟังหน่อยสิว่าปกติแล้วเ้าสร้างกุศลด้วยวิธีไหนกัน...” และแล้วบทสนทนาระหว่างเซียนน้อยและเซียนาุโก็ได้เริ่มต้นขึ้น
๐๐๐
ขณะเดียวกันภายในส่วนลึกของสระบัวก็ปรากฏดวงตาสีแดงหลายคู่ส่องสว่างวาบขึ้นมาในความมืด กรงเล็บอันยาวแหลมของพวกมันค่อยๆ ละออกจากิัอันขาวซีดที่เกาะกุมอยู่ จากนั้นก็ค่อยๆ คืบคลานไปตามโคลนตม ไต่ผนังสระขึ้นไป้า ตอนที่ปลายเล็บเรียวแหลมของพวกมันโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมานั้นช่างเป็ภาพที่น่าสยดสยองเป็อย่างยิ่ง
เงาร่างสีดำเ่าั้ปืนขึ้นมาจากสระบัวทีละตนสองตน ไม่นานลานบ้านอันรกร้างก็เต็มไปด้วยอสุรกาย สัณฐานของพวกมันคล้ายมนุษย์แต่ก็อัปลักษณ์จนแทบทนดูไม่ได้ ดวงตาสีแดงดุร้ายของพวกมันจับจ้องไปยังทิศทางเดียวนั่นคือห้องหนังสือ ทว่าก่อนที่อสุรกายตนแรกจะก้าวขึ้นไปบนชานเรือนประกายสีทองสว่างก็ตวัดผ่านร่างของมันจนขาดครึ่ง
อสุรกายตนนั้นกรีดร้องเสียงแหลม อีกหลายตนก็ร้องคำรามออกมาออกมาอย่างกราดเกรี้ยว ท่าที่เฉื่อยชาในตอนแรกเปลี่ยนเป็ดุดันพร้อมจู่โจม ทว่าพวกมันก็ไม่อาจต่อกรกับประกายแสงสีทองนั้นได้ หลายตนล้มลงไปนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น หมดประกายแสงในดวงตาไปในทันที ทว่าท่ามกลางอสุรกายเ่าั้กลับมีบางตนที่ว่องไวและแข็งแกร่งมากกว่าตนอื่น พวกมันหลบหลีกเส้นแสงสีทองได้อย่างง่ายดาย ที่ยิ่งไปกว่านั้นพวกมันยังตวัดกรงเล็บตอบโต้อย่างดุร้าย เกิดเป็ประกายแสงสีโลหิตวาดผ่านอากาศ ทว่าแสงสีแดงนั้นก็มิอาจกระทำอันตรายแก่ฝ่ายจู่โจมที่เร้นกายอยู่หลังม่านรัตติกาลได้เลยแม้แต่น้อย
เส้นแสงสีทองวาดผ่านอากาศอีกสามครั้งก็เหลืออสุรกายที่ยังยืนหยัดอยู่ได้เพียงสองตนเท่านั้น
“พวกเซียนสารเลว! ไสหัวออกมา!” มารตนหนึ่งตวาดก้องพร้อมกันนั้นกรงเล็บยาวแหลมที่เปล่งประกายสีชาดเจิดจ้าราวกับเหล็กเผาไฟของมันก็ฟาดลงบนลานจนพื้นดินที่แข็งนั้นแตกกระจายเป็เสี่ยงๆ
สิ้นคำท้าทายของมารตนนั้นก็มีเสียงแค่นหัวเราะดังมาจากที่ไกลๆ ตามด้วยประกายแสงสีทองสว่างจ้ากว่าเดิม แสงนั้นตัดกรงเล็บอันทรงพลังของมารตนนั้นจนหักสะบั้นลงอย่างง่ายดาย
ั์ตาแดงก่ำของมารเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อตระหนักถึงพลังอันบริสุทธิ์ที่กำลังคุกคามร่างกายของมันอย่างรุนแรง และก่อนที่มันจะทันได้คิดสิ่งใดต่อไป ประกายสีทองก็ปรากฏเข้ามาในลานสายตา มารร้ายะโถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณ แต่ประกายแสงสีทองนั้นไม่ได้ตามเข้ามาอย่างที่มันคิด นั่นก็เพราะว่าสีทองที่เห็นคือประกายจากชุดสีทองของหวังหย่งเฉียงมิใช่พลังจากดาบเซียนในมือของเขา
บุรุษหน้าหยกยกยิ้มเย็นพลางตวัดดาบในมืออย่างดุดัน สร้างคลื่นพลังทิพย์สีทองออกเป็หลายสาย บีบบังคับให้มารร้ายต้องหลบหลีกอย่างไร้ทางตอบโต้ แต่ถึงแม้จะพยายามแค่ไหนสุดท้ายมันก็าเ็ไปหลายแผล อีกทั้งพลังทิพย์ยังค่อยๆ กัดกินเนื้อหนังของมันจะสลายกลายเป็ฝุ่นไปทีละน้อยด้วย
ข้างฝ่ายมารอีกตนเมื่อเห็นว่าพวกตนตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบก็รีบล่าถอยกลับลงสระบัว แน่นอนว่าบุรุษชุดทองไม่เปิดโอกาสให้มันได้ทำอย่างที่ตั้งใจ ร่างสูงถีบเท้าทะยานเข้าไปสกัดขวางหน้า ดาบใหญ่ฟาดฟันด้วยกระบวนท่าซับซ้อนดุดันไม่เปิดโอกาสให้มารได้ตอบโต้และสุดท้ายพวกมันก็ตกตายภายใต้คมดาบของหวังหย่งเฉียง ทว่าในขณะที่เขากำลังผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกนั้นเอง เงาร่างสีดำที่ซุ่มซ่อนอยู่ในน้ำมาแต่แรกก็พุ่งเข้าจู่โจม
เสียงโลหะปะทะกันดังกังวานและเกิดคลื่นอากาศซัดออกไปโดยรอบ มารร้ายที่เพิ่งขึ้นมาจากสระแสยะยิ้มชั่วร้าย กล่าวอย่างลำพองว่า “ตอบสนองไวดีนี่ ข้าอยากรู้นักว่าเซียนอย่างเ้าจะจองหองไปได้อีกสักเท่าไรกัน!” มันกล้าพูดเช่นนั้นเพราะมั่นใจว่าก่อนหน้านี้เซียนชุดทองได้ใช้พลังทิพย์ไปมากแล้ว มารลิ่วล้อของมันแต่ละตนพื้นฐานพลังมิใช่ชั่ว ต่อให้าเ็จากการต่อสู้กับเทพัดำพวกมันก็ยังแข็งแกร่งมากอยู่ดี ยิ่งอีกฝ่ายพยายามจัดการพวกมันภายในหนึ่งกระบวนท่าด้วยแล้วยิ่งเป็การใช้พลังสิ้นเปลืองอย่างยิ่ง ระดับพลังที่มันััได้ก็เป็แค่เซียนชั้นล่างทั่วไป ดังนั้นเ้าเซียนชุดทองแสบตาผู้นี้ย่อมทนประมือกับมันได้อีกไม่กี่กระบวนท่า และเมื่อถึงเวลานั้นมันก็จะได้อาหารโอชะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง
“ข้าทนต่อไปได้อีกนานเลยล่ะ” หวังหย่งเฉียงตอบเสียงระรื่นทั้งๆ ที่มือสั่นราวกับจะต้านแรงกดของดาบมารเอาไว้ไม่ไหว แต่พลันใบดาบเซียนก็เรืองแสงสีขาวสว่างวาบพุ่งตรงออกไป
มารร้ายสบถลั่นถีบเท้าถอยหลังด้วยความตื่นตระหนก พลังทิพย์สีขาวเช่นนี้รุนแรงกว่าพลังทิพย์สีทองหลายเท่า ตัวมันในตอนนี้ยังฟื้นพลังได้ไม่เต็มที่หากรับเข้าไปตรงๆ จะต้องตกที่นั่งลำบากแน่ แต่ในขณะที่มันคิดว่าสามารถเอาตัวรอดไปได้แล้วแหสีขาวสว่างก็ทอดคลุมร่างของมันอย่างแ่า
“ระยำ!” มารร้ายดิ้นพล่านเป็ปลาติดแห ั์ตาสีแดงเหลือกโปนอย่างน่ากลัว แต่สำหรับหวังหย่งเฉียงกับอิ๋งเทียนแล้วพวกเขาไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
“เหลือแค่ตนเดียวหรือ?” หวังหย่งเฉียงผู้ทำหน้าที่เป็ “เหยื่อล่อ” เอ่ยถาม สีหน้าเจือความผิดหวังเล็กน้อย กลุ่มมารที่รุมทำร้ายอิ๋งเทียนควรจะมีมากกว่านี้ น่าแปลกที่พวกมันแอบกบดานอยู่เพียงสิบกว่าตนเท่านั้น แถมมากกว่าครึ่งยังเป็มารระดับต่ำที่มีสติปัญญาเทียบเท่ากับเด็กห้าขวบเท่านั้น
“ตาข่าย์ตรวจพบเพียงเท่านี้คงไม่ผิดแน่” อิ๋งเทียนกล่าวเรียบๆ พลางหยิบถุงผ้าลงอาคมออกมาจากความว่างเปล่าแล้วจับมารร้ายใส่ลงไป จากนั้นก็มัดถุงด้วยเชือกเซียนอย่างแ่า ป้องกันมิให้มารร้ายหลุดไปได้
“น่าแปลก ปกติแล้วหากลองเ้าได้ลงมือจะต้องเหลือมารอยู่มากกว่านี้มิใช่หรือ?” หวังหย่งเฉียงหมายถึงมาราเ็ที่อ่อนกำลังลง เพื่อความอยู่รอดแล้วมารเหล่านี้จะไม่กลับไปที่ภพมาร แต่จะหลบซ่อนตัวอยู่ในแดนมนุษย์ ออกล่าเหยื่อเพิ่มพูนพลังจวบจนแข็งแรงดีแล้วจึงจะกลับภพมาร หรือหากติดใจรสชาติเหยื่อในแดนมนุษย์พวกมันก็จะออกอาละวาดต่อไป
ก่อนหน้านี้อิ๋งเทียนเผชิญหน้ากับกองทัพมารดังนั้นจึงควรจะมีมารหลบซ่อนอยู่ในเมืองเป็จำนวนมาก ทว่าหลังจากค้นหาจนทั่วบริเวณ รวมกับมารที่พบในจวนสกุลหลี่กลับมีจำนวนเพียงไม่กี่สิบตนเท่านั้นซึ่งนับว่าน้อยจนน่าสงสัย
“ในกลุ่มพวกมันมีมารชั้นสูงอยู่มาก ไม่แน่ว่าพวกมันอาจกินกันเอง” อิ๋งเทียนสันนิษฐาน แต่แววตาคล้ายครุ่นคิดถึงเื่อื่น และั์ตาสีอำพันที่จับจ้องไปยังสระบัวนั้นก็แทนความกังวลใจของเขาได้เป็อย่างดี
“กังวลเื่เสี่ยวเซียนจื่อหรือ? เช่นนั้นก็เรียกเขามาคุยดีหรือไม่?” หวังหย่งเฉียงถามความเห็น แล้วกล่าวต่อไปว่า “อย่างไรเสียก็ต้องอธิบายเื่เซียนซานชิ้นนั้นอยู่แล้ว”
“ก็คงต้องเป็อย่างนั้น” กล่าวแล้วอิ๋งเทียนก็เก็บถุงกักขังมารเข้าไปในถุงแสนกล จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือ
๐๐๐
ขอบคุณค่ะแมวขนยุ่ง