จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 42 จักรวรรดิล่องนภาในตำนาน

            ตอนที่ 42 จักรวรรดิล่องนภาในตำนาน


            ภาพเบื้องหน้าปรากฏเป็นอาณาบริเวณขนาดใหญ่มหึมา มันกว้างขวางมากกว่าจะเรียกกว่าราชอาณาจักรราวกับนำราชอาณาจักรมารวมตัวกันอย่างไรอย่างนั้น แน่นอน! มันเป็นจักรวรรดิ!! สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจกว่านั้นคือมันกำลังลอยอยู่เหนือผืนดินราวสามหมื่นกิโลเมตร เป็นจักรวรรดิที่ลอยอยู่เหนือผืนธรณี ท่ามกลางจักรวรรดิลอยฟ้าสุดเลื่องชื่อก็ปรากฏเป็นชายชราคนหนึ่งที่สุดขอบดินแดน แค่ก้าวออกไปเพียงก้าวเดียว มันผู้นั้นจะต้องตกจากดินแดนลอยฟ้านี้เป็นแน่ ข้างหลังชายชรากลับเต็มไปด้วยบุรุษและอิสตรีรวมกันทั้งหมดแปดคน ขอบเขตพลังที่พวกเขายืนหยัดอยู่นับได้ว่าเป็นอัจฉิรยะ เป็นมังกรในหมู่คน!


            ชายชราร่างสูงเพียวราวสามเมตรสี่เมตรเป็นคนที่สูงมากเลยทีเดียวกระทั่งแดนเทพมนุษย์ยังยากจะหาคนที่มีความสูงเช่นนี้ได้ ผิวขาวผ่องดั่งหิมะกลับเต่งตึง เผ้าผมและเคราล้วนเป็นสีขาวโพลน ดวงตาก็หรี่จนจวนจะปิด ทว่า กลิ่นอายของเขากลับยิ่งใหญ่จนน่าเคารพก่อนบุคคลที่สูงส่งราวกับตัวตนในตำนานจะเริ่มเอ่ยกล่าวขึ้นมา "โฮ่ๆๆ ศิษย์ข้าต่างอ้อนวอนให้พาพวกเจ้ามาส่ง"


            ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่พลันย่างก้าวออกมาพลางโค้งคำนับ เพียงการนำของเขาแค่คนเดียวเหล่าอัจฉริยะอีกเจ็ดคนต่างกระทำตามอย่างพร้อมเพรียงก่อนกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน "เป็นเกียรติของพวกข้ายิ่งนักที่ได้พบกับปรมาจารย์วูซาซิส อสูรเฒ่าครองนภา" น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกรงใจอย่างที่สุด ทว่า ปลายประโยคสุดท้ายมันแฝงไปด้วยความหวาดกลัว


            "โฮ่ๆๆ อย่าใส่ใจ อย่าใส่ใจ เหล่าศิษย์ของข้าช่างน่ารักกันเสียจริงถึงกับส่งเหล่าเด็กน้อยที่เป็นผลผลิตมาให้ข้าเชยชมเช่นนี้ พวกเจ้าต่างเป็นอัจฉริยะที่น่าจับตามองภายใต้การนำของเหล่าศิษย์รักข้าแล้ว พวกเจ้าจะเป็นผู้ท่องยุทธภพได้อย่างแน่นอน" ชายชรากล่าวพลางหันมองผืนฟ้าอันกว้างไกล


            เหล่าอัจฉริยะทั้งแปดต่างก้มหัวคำนับไม่ยอมเงยขึ้น ความรู้สึกเหลือแค่เพียงคำว่า "เป็นเกียรติอย่างหาที่สุดไม่ได้" ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาบ่งบรรยายถึงวาสนาที่ตนได้เห็นบุคคลตรงหน้า เขาเป็นตัวตนในตำนานขนานแท้ จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิล่องนภา!! แถมความจริงแล้วเขายังเป็นอาจารย์ของเหล่าจักรพรรดิจากจักรวรรดิทั้งห้าอีกด้วย


            บุรุษร่างสูงใหญ่ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่ม เขาก้าวเดินออกไปใกล้สุดขอบเขตเหวก่อนเหล่าอัจฉริยะจะเดินตามเขาไป รุ่นเยาว์ทั้งแปดชีวิตพลันหันมองปรมาจารย์อย่างพร้อมเพรียงก่อนเอ่ยกล่าว "เป็นพระคุณอย่างหาที่สุดมิได้ขอรับ!!!" สิ้นเสียงชายหญิงทั้งแปดชีวิต พวกเขาต่างทิ้งดิ่งตัวเองลงจากเวหา


            .

            .

            .

            .


            ท่ามกลางความโกลาหลที่เพิ่งคืนสู่ความสงบสุขได้ไม่นาน ในที่สุดประธานงานก็จะกล่าวเปิดงานเสียที หนึ่งร่างสูงเกือบสองเมตรพลันก้าวเดินเพื่อจะขึ้นสู่เวทีที่สูงราวร้อยขั้นบันได ชายชราผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ปกครองที่ได้รับการยอมรับจากเจ็ดจักรวรรดิ "เจ้าเมืองดินแดนศักดิ์สิทธิ์" ด้วยพลังอำนาจสะเทือนฟ้าดินแค่เพียงการต่อต้านเขาก็นับว่าเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ ชายชราพลันก้าวขึ้นเวทีอย่างช้าๆ ตัวตนที่น่ายำเกรง ตัวตนที่ไม่อาจต่อกร ผู้ปกครองเมืองศักดิ์สิทธิ์ "เจ้าเมืองฉินหลัว"


            "ข้าคือฉินหลัว เจ้าเมืองดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาแผ่นดิน" ชายชรากล่าวน้ำเสียงดังฟังชัดพลางกวาดตามองเหล่าบรรดาโต๊ะอาหารนับพันพันโต๊ะ ความน่าเกรงขามล้วนส่งถึงพวกเขาทั้งหมดแค่เพียงกล่าวแนะนำตัวกลับทำให้รู้สึกได้ถึงโลหิตที่เดือดพลุ่งพล่านไปทั่วทั้งร่าง!!


            "ในนามแห่งประธานผู้จัดงานก่อนอื่นข้าขอแนะนำแขกท่านผู้มีเกียรติ" เจ้าเมืองฉินหลัวกล่าวพลางกวาดตามองไปยังเหล่าเก้าอี้ทองคำทั้งเก้า ใบหน้าพลันยกยิ้มก่อนเอ่ยกล่าว "แขกท่านผู้มีเกียรติ ท่านปรมาจารย์ยูไค ท่านปรมาจารย์โชลิช ท่านปรมาจารย์โหวู๋ ท่านปรมาจารย์ธูมัส" เจ้าเมืองกล่าวพลางเหล่าปรมาจารย์ที่ยืนขึ้นจากเก้าอี้ทองคำ


            ผู้น่าเกรงขามและทรงพลังทั้งสี่ยังคงความนิ่งสงบ เป็นการให้เกียรติเจ้าเมืองขณะที่กำลังแนะนำพวกเขาก่อนเจ้าเมืองจะกล่าวต่อ "พวกท่านทั้งสี่คือเหล่าปรมาจารย์จากสภาผู้อาวุโสแห่งสี่แดนเทพมนุษย์!!" น้ำเสียงดังกึกก้องทั่วทั้งงาน


            ....


            บรรยากาศกลับแตกต่างจากเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละโลก บรรยากาศอึกกระทึกครึกโครมแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบสงัดราวกับป่าช้า ทุกสีหน้าต่างเต็มไปด้วยความตกตะลึงงัน สภาผู้อาวุโสแห่งสี่แดนเทพมนุษย์!! ตัวตนสุดยิ่งใหญ่แห่งแดนมนุษย์ พวกเขาคอยปกป้องดินแดนมนุษย์จากการรุกรานของเผ่าพันธุ์ต่างต่าง เป็นตัวตนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทุกอย่าง ทว่า สำหรับคำว่า "ปรมาจารย์" เป็นที่พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาอยู่เหนือยิ่งกว่านั้น เป็นตัวตนที่เป็นรองเพียงแค่เทพมนุษย์!!


            ก่อนความเงียบงันจะถูกเติมเต็มไปด้วยเสียงของเจ้าเมืองอีกครั้ง "และเหล่ารุ่นเยาว์ซึ่งเป็นศิษย์เอกของท่านเหล่าปรมาจารย์" สิ้นเสียงเจ้าเมืองก่อนเหล่าศิษย์เอกจะยืนขึ้นเพื่อเป็นการให้เกียรติเจ้าเมือง แม้หนึ่งในนั้นจะไม่อยากยืนเลยก็ตามอย่างน้อยเขาก็ต้องเห็นแก่หน้าอาจารย์ของตัวเอง


            บรรยากาศที่เงียบงันอยู่ครู่ใหญ่ก่อนใบหน้าของเหล่าปรมาจารย์ทั้งสี่จะแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึงราวกับพบภูติผีพลันเอ่ยกล่าวขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง "มวลอำนาจพลังสุดมหาศาลนี่มันอะไรกัน!!!"


            เปลือกตาที่เคยปิดอยู่ตลอดพลันเบิกโพลงกว้างหันแหงนมองเพดานราวกับมีบางสิ่งบางอย่างอยู่ข้างบน บางสิ่งบางอย่างที่ทรงอำนาจ บางสิ่งบางอย่างที่มีพลังมากกว่าท่านเทพมนุษย์ ตัวตนที่ยากจะเข้าใจก่อนปรมาจารย์โชลิชจะอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามเจ้าเมือง "ท่านพาแขกพิเศษมาด้วยหรือ" สายตาจับจ้องไปยังผู้ปกครองเมือง ใบหน้าเจ้าเมืองที่สุขุมมาตลอดแปรเปลี่ยนเป็นสับสนและท่าทางกริยาที่กำลังลนลาน


            เจ้าเมืองฉินหลัวได้แต่งุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่า ทุกอย่างมันแสดงผ่านสีหน้าเหล่าปรมาจารย์ทั้งหมดแล้วราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวกำลังมุ่งตรงมาทางนี้ เหล่าศิษย์เอกก็ได้แต่งุนงงเช่นกัน อาจารย์ของตนกำลังทำสีหน้าจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนกระทั่งการต่อกรกับพวกนอกดินแดน พวกท่านยังไม่เคยแสดงสีหน้าแบบนี้มาก่อน ท่ามกลางความตรึงเครียดบานประตูพลันถูกเปิดดัง ปัง!!!


            ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังบานประตูที่เปิดอ้ากว้างก่อนเสียงใสนวลจะดังออกมา "เฮ้! โททัช!! ออกแรงเบาเบาไม่เป็นหรือไร ประตูเกือบพังแล้วนะนั่น" เป็นเสียงของหญิงสาวแน่นอนก่อนเสียงที่ตอบกลับมาจะแสดงถึงความรู้สึกผิด "ฮาฮาฮา ข้าคุมพลังผิดเองแหละ ข้าผิดนะข้าผิด"


            ก่อนภาพจะปรากฏเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ที่กำลังลูบศีรษะของตนเองพลางกล่าวกับหญิงสาวนางหนึ่ง ทว่า ด้านหลังพวกเขากลับเต็มไปด้วยเหล่ารุ่นเยาว์เพียงเปรยมองยังบอกได้เลยว่าพวกมันทรงพลังมากเพียงใดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงสาวและชายหนุ่มตรงหน้าก่อนบุรุษที่กำลังเคอะเขินจะดึงสติกลับมา ใบหน้าแย้มยิ้มรู้สึกผิดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นเฉียบนิ่งและเย็นชาพลางกวาดตามองโดยรอบอย่างช้าๆ เพียงแค่การกวาดตามองผ่านผ่าน เขากลับเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดในทันที


            ชายหนุ่มพลันหาโต๊ะว่าง แน่นอน ทุกที่แทบจะเต็มไปด้วยเหล่ารุ่นเยาว์กันหมดแล้ว ไม่สิ... ไม่มีที่ไหนว่างแล้วต่างหาก ใบหน้าคมเข้มและแววตาที่เฉียบคมพลางมองไปทางเจ้าเมืองก่อนเขาจะก้าวเดินไปทางเวทีพลางเหล่ารุ่นเยาว์อีกเจ็ดคนที่ตามไปติดติด เต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถของผู้นำรุ่นเยาว์ทั้งแปดต่างเดินผ่านโต๊ะกลมมากมายได้อย่างสบายๆ น่าตกใจที่ตอนนี้ทั้งห้องโถงต่างเงียบสงัดมีแค่เพียงเสียงลงเท้าของเหล่ารุ่นเยาว์ทั้งแปด!!


            รุ่นเยาว์แปดชีวิตพลันเดินถึงหน้าเวทีได้อย่างสบายๆ เวลาก็ผ่านไปมากกว่าสิบลมหายใจแล้ว ยังไม่มีเสียงใดใดเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างมีเพียงความเงียบงันราวกับบุคคลทั้งแปดตรงหน้าเป็นตัวตนที่สูงส่งอย่างบ่งบรรยายไม่ได้ พวกที่รบก่อนคิดยังต้องสยบให้กับพวกเขา เป็นความรู้สึกถึงความต่างชั้นจนเกินไป ทุกสายตาจับจ้องเหล่ารุ่นเยาว์ทั้งแปดตาไม่กระพริบก่อนชายหนุ่มร่างสูงใหญ่จะเอ่ยขึ้น


            "ท่านเจ้าเมืองขอรับ!! ข้ารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากที่ท่านไม่สามารถจัดเตรียมโต๊ะให้เหล่าอัจฉริยะได้อย่างพอดิบพอดี ท่านเป็นถึงเจ้าเมืองแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เลยนะขอรับ เหตุเช่นนั้นแล้วพวกข้าทั้งแปดควรจะทำเช่นไรดีขอรับ ท่านจะไม่ต้อนรับเหล่าอัจฉริยะจากจักรวรรดิทั้งห้าจริงจริงหรือขอรับ"


            คำพูดต่างรัวเร็วและเด่นชัดแม้น้ำเสียงจะสุภาพหากแต่ทุกคำพูดต่างเป็นการตำหนิอย่างชัดเจน เด็กเมื่อวานซืนกำลังตำหนิเจ้าเมืองศักดิ์สิทธิ์ผู้ดำรงชีวิตมากว่าสองพันปีงั้นรึ!! ความอับอายเช่นนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใดหากเป็นผู้อื่นแล้วละก็ เจ้าเด็กเหลือขอนี้ได้ตายไปแล้วแน่ๆ ทว่า เจ้าเมืองกลับใจเย็นอย่างที่สุด "ยินดีต้อนรับเหล่าอัจฉริยะจากจักรวรรดิทั้งห้าและโปรดให้อภัยในความไม่ละเอียดรอบคอบของข้าด้วย" เจ้าเมืองกล่าวพลางดีดนิ้วดัง โป๊ะ!


            โต๊ะกลมพลันปรากฏขึ้นมาห่างจากเวทีเพียงห้าเมตรในขณะที่โต๊ะที่อยู่ใกล้เวทีมากที่สุดกลับห่างถึงสิบเมตร อาหารต่างๆ นานากลับอยู่เต็มโต๊ะดังเช่นโต๊ะอื่นๆ เจ้าเมืองฉินหลัวกระทำเรื่องเช่นนี้ได้โดยแค่เพียงดีดนิ้ว เหล่ารุ่นเยาว์เต็มเปี่ยมไปด้วยความประทับใจไม่น้อยก่อนชายหนุ่มร่างสูงใหญ่จะกล่าวก่อน "ข้ามีนามว่า โททัช โปรดให้อภัยในความโอหังของข้าเมื่อครู่ด้วย"


            สิ้นเสียงชายหนุ่มก่อนเขาจะเดินกลับโต๊ะที่ท่านเจ้าเมืองเพิ่งจะสรรหามาให้ อัจฉริยะทั้งแปดนั่งลงด้วยท่าทีสบายๆ ไม่มีความเกรงกลัวปรากฏให้เห็นบนใบหน้าราวกับพวกเขาแข็งแกร่งจนไม่ต้องรู้สึกเช่นนั้น น่าเหลือเชื่อที่ตั้งห้องโถงยังคงเงียบเชียบราวกับป่าช้าแม้ความโอหังของโททัชจะทำให้พวกเขารู้สึกหงุดหงิดไม่น้อย ทว่า กลับไม่มีใครแสดงปฏิกิริยาตอบโต้เลยสักคน ก่อนบุคคลที่ไม่น่าจะลดตัวลงไปถามเจ้าพวกโอหังก็ได้เอ่ยขึ้น


            "พวกเจ้า! พลังเวทย์ที่มากล้นเกินคณาเหนือน่านนภานั่นคือสิ่งใด!!" น้ำเสียงกึกก้องดังเด่นชัดซึ่งเจ้าของเสียงคือปรมาจารย์โหวู๋


            ปรมาจารย์โหวู๋มั่นใจเป็นอย่างมากว่าไอ้พลังปริศนานี้มีความเกี่ยวข้องกับรุ่นเยาว์แปดคนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาเนื่องจากสามารถตรวจจับพลังงานชีวิตที่กำลังดิ่งลงมาจากท้องนภาด้วยความเร็วสูงซึ่งพลังงานชีวิตมันมีมากถึงแปดจุด มันตรงกับจำนวนรุ่นเยาว์อย่างพอดิบพอดี ไม่มีทางที่เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญแน่นอน อาจเป็นไปได้ว่ามันเกี่ยวข้องกับเจ้าพวกเด็กนี้ทั้งหมด


            เหล่ารุ่นเยาว์ทั้งแปดที่ได้ยินเสียงเช่นนั้นก็ต่างสะดุ้งตกใจ สายตาทั้งแปดพลันจับจ้องไปยังปรมาจารย์จากแดนเทพมนุษย์แค่มองผิวเผินยังบอกได้เลยว่าเขาแข็งแกร่งมากเพียงใด โททัชพลันเอ่ยออกไปอย่างไม่ยั้งคิด "พวกข้ามากับจักรวรรดิล่องนภาขอรับ" สิ้นเสียงชายหนุ่มอีกเจ็ดชีวิตถึงกับเผยสีหน้าตกตะลึง เพื่อนร่วมชะตากรรมพลันกำหมัดแน่นกันทุกคน


            ก่อนหญิงสาวที่สนิทกับโททัชที่สุดจะถีบเขาลงพื้น โครม!! ชายหนุ่มที่ไม่ทันตั้งตัวพลันลงไปนอนกับพื้นก่อนจะเอ่ยอย่างงุนงง "โอ้ย!! มาซู! เจ้าทำอะไรเนี่ย" ก่อนฝ่าเท้าหญิงสาวจะกระทืบลงหน้าท้องของชายหนุ่ม ตุบ!! "โอ้ย!!" เสียงโอดครวญดังขึ้นอย่างเด่นชัดก่อนมาซูจะเอ่ยกล่าว "ยังมีหน้ามาถามอีกหรอว่าข้ากำลังทำอะไร!! ข้าก็กำลังเตือนสติไอ้บื้ออยู่นี้ไง!!" หญิงสาวกล่าวพลางฝ่าเท้าที่กระทืบชายหนุ่มอย่างไม่หยุดยั้ง "ท่านอุส่ากล่าวแล้วนะว่าการมาเยือนของท่านเป็นความลับ!!"


            สิ้นเสียงหญิงสาวก่อนฝ่าเท้าสุดท้ายจะกดลงไปอย่างเต็มแรง "บื้อจริงๆ"


            "มาซู มาซู พอได้แล้ว! เดี๋ยวโททัชก็ตายพอดีหรอก" หญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา เธอมีนามว่า "รูเปีย" ใบหน้าสะสวยและรูปร่างสมส่วน


            "บ้าจริง!! ท่านผู้เฒ่าอุส่ากำชับแล้วเชียวว่าอย่างหลุดปากออกไป" มาซูที่กล่าวอย่างหงุดหงิดพลันกวาดมองเหล่าสหายจากจักรวรรดิทั้งห้า


            "เอาน่า...ท่านผู้เฒ่าก็บอกกับข้าด้วยนะว่าถ้าเรื่องมันหลุดไปก็ไม่เป็นอะไรหรอก ท่านคาดการณ์แต่แรกแล้วว่าเจ้าโททัชมันเก็บความลับไม่ได้ ฮ่าๆๆ" ชายหนุุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้น รูปร่างสูงเพียว ใบหน้าก็ดูหล่อเหลาเอาการ เขามีนามว่า "พาลา"


            ท่ามกลางการทะเลาะของเหล่าอัจฉริยะจากจักรวรรดิทั้งห้า มันดูเหมือนจะเป็นการกระทืบอยู่ฝ่ายเดียวมากเสียกว่าการทะเลาะ ทว่า ใบหน้าของเหล่าผู้เข้าร่วมนับพันพันคนกลับแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึงงัน แววตาเบิกโพลงกว้างปานถลน แม้อาการจะดูสำรวมกิริยาเอาไว้หากแต่ภายในกลับร้อนระอุราวกับเปลวไฟกำลังเผาไหม้ ชื่อที่ถูกกล่าวขานในฐานะตำนานแห่งแดนมนุษย์ จักรวรรดิในตำนานที่ล่องลอยไปทั่วยุทธภพ จักรวรรดิอันมีความเป็นมานับพันพันปี จักรวรรดิล่องนภาในตำนาน!!


            ปรมาจารย์โหวู๋ที่ราวกับเก็บอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่ ความทรงจำในอดีตต่างผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด "อะ...อะไรนะ จักรวรรดิล่องนภา!!!"


    ...สเตตัสปัจจุบัน...


    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์

    เลเวล:5,387 พลังกาย:168,999 พลังเวทย์:770,903 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ


    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิผีดิบ ที่คุณอ่าน