บทที่ 36 ใครกล้าพูดว่าไม่รับ
ด้านนอกห้องทำงานของผู้อำนวยการ
อันโหรวเดินวนไปมาอย่างกระวนกระวายอยู่ที่หน้าประตูมาสิบนาทีแล้ว พลางเหลือบมองประตูห้องทำงานที่ปิดสนิทเป็นระยะ ๆ
เธอไม่รู้ว่าข้อสอบเข้าเรียนเป็นอย่างไร ไม่ได้กังวลเรื่องลูกชาย เพราะหยางหยางชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เริ่มรู้หนังสือ และมีความรู้กว้างขวาง เธอแค่กังวลว่าหน่วนหน่วนจะสอบไม่ผ่าน
ลูกสาวที่ถูกตามใจตั้งแต่เด็กแม้จะฉลาด แต่ไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือ พอทำท่าออดอ้อนเธอก็ใจอ่อน
อันหยางและอันหน่วนที่อยู่ในห้องทำงานกำลังทำข้อสอบ ผู้อำนวยการห่าวบอกว่าสัมภาษณ์ผ่านแล้ว ถ้าสอบข้อเขียนผ่านก็จะได้เข้าเรียนที่โรงเรียน
ห่าวเหลยนั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงาน มองเด็กทั้งสองทำข้อสอบอย่างตั้งใจ เธอเป็นคนออกข้อสอบเอง มีทุกวิชา ยิ่งทำไปข้อหลัง ๆ ก็ยิ่งยาก ข้อสุดท้ายเป็นโจทย์คณิตศาสตร์โอลิมปิก เด็กทั่วไปทำไม่ได้เลย
อันหยางเขียนข้อสอบอย่างตั้งใจ ข้อสอบเหล่านี้ไม่ยากเท่าไหร่สำหรับเขา พอทำถึงข้อสุดท้ายที่เป็นโจทย์คณิตศาสตร์โอลิมปิก เขาขมวดคิ้วคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงจดลงไปอย่างรวดเร็ว
เขาสนใจคณิตศาสตร์มาตลอด เคยตามซื้อหนังสือคณิตศาสตร์โอลิมปิกมาหลายเล่ม ดังนั้นข้อนี้จึงไม่ยากสำหรับเขา
แต่อันหน่วนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกลับไม่เหมือนกัน เธอยื่นปากออกมา ท่าทางเหมือนจะร้องไห้ มือป้อม ๆ กำดินสอแน่น เขียนได้ไม่กี่ตัวอักษร
“พี่ชาย พี่ชาย…” อันหน่วนคว่ำหน้าลงบนโต๊ะ และเรียกอันหยางเบา ๆ สองมือบิดดินสอไปมาอย่างกระสับกระส่าย ตาโตกะพริบปริบ ๆ อย่างน่าสงสาร
อันหยางรู้ว่าน้องสาวทำไม่ได้ เขาขมวดคิ้วอย่างกังวล ในที่สุดก็ตัดสินใจแอบเอียงกระดาษข้อสอบขึ้นมุมหนึ่ง ตั้งใจจะให้อันหน่วนดู
ทุกอย่างอยู่ในสายตาของห่าวเหลย เธอเคาะนิ้วบนโต๊ะเบา ๆ แล้วประกาศเสียงดัง “หมดเวลาสอบแล้ว วางปากกาและกระดาษไว้บนโต๊ะ ห้ามเขียนต่อ”
อันหน่วนยังไม่ได้ลอกเลย เธอวางปากกาแล้วลงจากเก้าอี้ ในที่สุดก็อดกลั้นไม่ไหว น้ำตาไหลพราก ๆ
อันโหรวที่ยืนรออยู่ด้านนอกใจคอไม่ดี พอเห็นลูก ๆ ออกมา ความตึงเครียดในใจก็คลายลงในที่สุด
เธอย่อตัวลงแล้วถามอย่างร้อนใจว่า “หยางหยาง หน่วนหน่วน ข้อสอบยากไหม”
อันหยางส่ายหัวไม่พูดอะไร เพียงแต่ชำเลืองมองน้องสาว
“แม่จ๋า หนู...หนูโง่จังเลย ข้อสอบพวกนั้นหนูทำไม่ได้เลย” อันหน่วนรู้สึกแย่มากขึ้นเรื่อย ๆ มือป้อม ๆ ปาดน้ำตาไม่หยุด
อันโหรวเจ็บใจมาก เพิ่งจะปลอบใจลูกสาว ห่าวเหลยก็เดินออกมาจากห้องทำงาน สีหน้าดูเคร่งขรึมอยู่บ้าง “ผู้ปกครองเข้ามาข้างในหน่อยค่ะ”
“ได้ค่ะ” อันโหรวตอบรับพร้อมพยักหน้า สั่งให้หยางหยางดูแลหน่วนหน่วนดี ๆ แล้วจึงเดินเข้าไป
ประตูห้องทำงานปิดลง ห่าวเหลยถือกระดาษคำตอบที่ตรวจแล้วสองแผ่นยื่นให้เธอ “ลูกชายของคุณมีผลการสอบดีเยี่ยม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพรสวรรค์ฉลาดหลักแหลม หากได้รับการสั่งสอนที่ดี อนาคตย่อมไร้ขีดจำกัดแน่นอน แต่ลูกสาวของคุณมีความสามารถธรรมดา และเมื่อครู่ยังมีพฤติกรรมทุจริตในการสอบ ไม่ถึงมาตรฐานการรับเข้าเรียนของโรงเรียนเราจริง ๆ ดังนั้น...ฉันรับได้แค่ลูกชายของคุณเข้าเรียน”
อันโหรวเกือบจะคาดเดาได้ว่าผลจะเป็นแบบนี้ แต่มีจุดหนึ่งที่เธอไม่ยอมรับ...
“หน่วนหน่วนไม่มีทางโกงข้อสอบแน่นอน!”
ห่าวเหลยหัวเราะเยาะ เปิดวิดีโอจากกล้องวงจรปิดให้อันโหรวดูโดยตรง “เด็กแบบนี้ มีคุณธรรมไม่ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่เด็ก โรงเรียนเราไม่รับเด็ดขาด”
“คุณหมายความว่ายังไงคะ” คิ้วและตาของอันโหรวเย็นชาลงในทันที
คำพูดของห่าวเหลยเหมือนหนามทิ่มแทง ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว น้ำเสียงก็ยิ่งดุดันมากขึ้น
ห่าวเหลยเต็มไปด้วยความคล่องแคล่วว่องไว ทวนซ้ำอีกครั้งอย่างนิ่งสงบ “ฉันคิดว่าฉันพูดชัดเจนมากแล้ว ลูกสาวของคุณโกงข้อสอบ ไม่ใช่เด็กที่ซื่อสัตย์ เด็กแบบนี้พวกเราไม่รับ!”
เธอพูดจบ ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออก ชายคนหนึ่งอุ้มอันหน่วนที่ยังสะอื้นไห้ไม่หยุดเข้ามา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย ใครกล้าพูดว่าไม่รับ”
เมื่อห่าวเหลยเห็นคนที่มา ใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนสีทันที เธอก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวแล้วทักทายอย่างเกรงใจ “คุณถัง คุณมีเวลาว่างมาที่นี่ได้ยังไงคะ”
ถังซั่วสวมชุดสูทลำลองสีเทาเงิน ริมฝีปากบางสีแดงเข้มเชิดขึ้นเล็กน้อย ตอนนี้เขากำลังอุ้มหน่วนหน่วนพลางปลอบเบา ๆ
เมื่ออันโหรวเห็นว่าเป็นถังซั่ว จิตใจของเธอก็สับสนไปหมด เธอรีบหันหน้าหนี หยิบแว่นตาดำจากกระเป๋ามาใส่ แล้วมองลูกชายอีกครั้ง ในใจรู้สึกร้อนรนมาก
สายตาของถังซั่วมองข้ามห่าวเหลย ตรงไปที่อันโหรว ความสงสัยในใจยิ่งทวีคูณ
เขาแน่ใจว่าผู้หญิงคนนี้เห็นเขา แต่ทำไมต้องรีบใส่แว่นตาดำด้วย
“แม่จ๋า หนูจะไม่ได้ไปโรงเรียนกับพี่ชายแล้วใช่ไหม” เสียงของอันหน่วนแหบแห้งจากการร้องไห้ ตาแดงก่ำ ดูน่าสงสารมาก
เธอโกง ไม่ใช่เด็กที่ซื่อสัตย์ ไม่มีโรงเรียนอนุบาลไหนจะรับเธอเข้าเรียน
อันโหรวรู้สึกเจ็บปวดในใจ ก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวเพื่อจะอุ้มลูกสาวจากถังซั่ว แต่ถังซั่วกลับหมุนตัวทำให้เธอคว้าอากาศ
“คุณ กรุณาคืนลูกสาวให้ฉันด้วย” อันโหรวยืดตัวตรง สีหน้าเย็นชาเล็กน้อย
โอวหยางลี่แย่งโทรศัพท์เธอ ตอนนี้ถังซั่วก็มาแย่งลูกสาวเธออีก พวกคุณชายเหล่านี้กินอิ่มแล้วเบื่อหรือไง
ถังซั่วชำเลืองมองอันโหรว แล้วมองอันหน่วน ก่อนจะเลิกคิ้ว “เธอเป็นแม่ของเด็กคนนี้เหรอ”
อันหน่วนพยักหน้าเชื่อฟัง ยื่นมือไปหาอันโหรว พลางอ้อนเสียงอ่อนหวาน “แม่จ๋า อุ้ม”
อันโหรวเจ็บปวดใจมาก ยื่นมืออุ้มลูกสาว แล้วโอบลูกชายไว้ข้างหลัง เงยหน้ามองถังซั่วตรง ๆ เอ่ยเสียงเรียบเฉย “ขอบคุณที่คุณหลีกทางให้”
เธอต้องรีบไป ถึงแม้ว่าเมื่อหลายปีก่อนจะไม่เคยเจอถังซั่ว และเขาก็ไม่รู้จักเธอ แต่ถ้านานไปความลับของเธออาจจะถูกเปิดเผยได้
ถังซั่วไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงคนนี้พอเห็นเขาแล้วถึงได้เดินหนี หรือว่าเสน่ห์ส่วนตัวของเขาลดลงไปแล้ว?
เขาขยับตัวหนึ่งก้าวเพื่อเปิดทางให้ แต่กลับเอ่ยปากขึ้นอย่างเฉื่อยชาตอนที่เดินสวนกัน
“ลูกของคุณ ผมสามารถให้พวกเขาเข้าเรียนได้นะ” ถังซั่วหยิบไฟแช็กที่สั่งทำพิเศษขึ้นมาเล่นอย่างไม่ใส่ใจ ดวงตารูปดอกท้อของเขาเหล่ไปทางห่าวเหลยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วยิ้มออกมา “คุณห่าวเหลย คุณว่าผมมีสิทธิ์นี้ไหม?”
ถังซั่วเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนอนุบาลรุ้งเจ็ดสี แน่นอนว่าเขามีสิทธิ์นี้
ห่าวเหลยก้าวไปข้างหน้าอย่างตื่นกลัว แล้วพยักหน้าเห็นด้วย “คุณถังแน่นอนว่าคุณมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าใครจะเข้าเรียน คุณพูดอะไรก็เป็นอย่างนั้น”
อันโหรวเข้าใจได้ในที่สุด ตระกูลถังเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการบันเทิง บางทีอาจจะยึดหลักเงินสร้างเงิน การลงทุนจึงกว้างขวางมาก โรงเรียนอนุบาลเอกชนแห่งนี้ก็น่าจะอยู่ภายใต้ตระกูลถังด้วย
การหาโรงเรียนอนุบาลที่ดีให้หยางหยางและหน่วนหน่วนนั้นไม่ง่ายเลย ถึงแม้ว่าอันโหรวจะไม่ค่อยชอบผู้อำนวยการคนนี้เท่าไหร่ แต่ตอนนี้ก็ได้แต่ฝากลูกทั้งสองไว้ที่โรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ชั่วคราว
สุดท้ายอันโหรวก็ยอมจำนนโดยการพยักหน้า “ฉันจะไปจัดการเรื่องเข้าเรียนให้ลูกเดี๋ยวนี้”
ถังซั่วไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ตาก็ชำเลืองมองไปที่อันหยางที่อยู่ด้านหลังของอันโหรวโดยไม่ได้ตั้งใจ
ทำไมยิ่งดูเขาก็ยิ่งเหมือนจิ่งเป่ยเฉิน ตั้งแต่ตอนแรกที่เห็นเขาที่หน้าประตูห้องทำงาน ในใจก็รู้สึกประหลาดใจไปครู่หนึ่ง
นี่มันคือจิ่งเป่ยเฉินเวอร์ชั่นย่อส่วนชัด ๆ
หลังจากอันโหรวจัดการเรื่องเข้าเรียนเสร็จ จึงค่อยรู้สึกเบาใจเหมือนได้วางหินก้อนใหญ่ลง เธอถอนหายใจเบา ๆ พอหันกลับไป ก็เห็นถังซั่วกำลังพินิจพิเคราะห์อันหยางอยู่
เธอตกใจ รีบดันลูกชายไปข้างหลัง ท่าทางตื่นตระหนกเล็กน้อย “คุณคะ วันนี้ต้องขอบคุณจริง ๆ ฉันยังมีธุระที่บ้านอีก ขอตัวก่อนนะคะ วันหลังจะเลี้ยงข้าวเป็นการขอบคุณ”
“ไม่มีวันไหนดีเท่าวันนี้หรอก ถ้าจะขอบคุณก็วันนี้เลย” ถังซั่วหรี่ตาลงเล็กน้อย และตอบกลับอย่างไม่เกรงใจ
อันโหรวถูกปิดปากจนพูดอะไรไม่ออก ไม่คิดว่าแค่พูดเป็นมารยาทไปประโยคเดียว อีกฝ่ายกลับเอาจริงซะงั้น ตอนนี้อยากหนีก็หนีไม่ได้แล้ว
“แม่จ๋า พวกเราพาลุงไปเคเอฟซีกันดีไหม” อันหน่วนยื่นมือน้อย ๆ ออกมาดึงชายเสื้อของอันโหรวเบา ๆ พลางพูดด้วยเสียงอ่อนหวาน
การที่เธอได้เข้าเรียน ล้วนเป็นเพราะความดีความชอบของลุง ต้องให้แม่ขอบคุณลุงให้ดี ๆ หน่อย