สองวันแล้วเหรอที่เราอยู่กับพวกเขา ดวงตาอันมืดหม่นค่อย ๆ ส่องสว่างเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทีละเล็กน้อยถ้ายังต้องคอยระแวงหลังว่าจะถูกฆ่าเมื่อไรก็คงจะไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้
"พวกเราจะลงไปดูในดันเจี้ยนสักหน่อย นายจะรออยู่ที่นี่ก็ได้นะ" โอกิพูดอย่างทะมัดทะแมงในมือมีเพียงโล่เล็ก ๆ ไม่ได้เอาอาวุธสำหรับสู้ไปด้วยเลย
"ผมขออยู่ตรงนี้ละกัน พวกคุณคงเคลื่อนไหวได้สะดวกกว่า" ซึฮากิตอบกลับเอาแต่มองออกไปทางข้างหน้าที่เต็มไปด้วยป่าลึก
"นายไม่ลองไปล่ามอนสเตอร์สักหน่อยเหรอ? พวกเขาสามารถคอยควบคุมสถาณการณ์ทำให้ล่าได้ง่ายขึ้น" นีน่าที่กำลังยกข้าวของขึ้นรถเพื่อเตรียมเดินทางต่อแม้เธอจะดูอ่อนแอกว่าใครในกลุ่มแต่ก็ยังแข็งแกร่งกว่าซึฮากิ
"คุณนีน่าทำอาหารอร่อยมากเลยนะครับ"
"แหม่ ๆ ชมกันแบบนี้ฉันก็เขินเป็นนะ" เธอเอามือปกปิดแก้มอันแดงก่ำเพียงแค่ได้ยินประโยคพวกนั้นจากซึฮากิอีกทั้งยังบิดตัวไปมาแทบจะยืนไม่อยู่
"โฮะ ๆ ๆ ทีฉันพูดชมบ้างไม่เห็นจะทำท่าดีใจขนาดนั้นเลย" อูเซโร่พูดต่อทันทีที่ได้เห็นท่าทีของนีน่า
"ตาแก่แบบนายฉันจะไปรู้สึกอะไร"
"ฉันไม่ได้แก่นะก็แค่โตตามอายุขัย !"
"กรรรร !" ทันใดนั้นก็มีเสียงร้องคำรามดังมาจากด้านหลังก่อนที่ต้นไม้จะล้มราบจนเผยให้เห็นร่างของสัตว์อสูรขนาดยักษ์ รูปร่างของมันคล้ายคลึงกับหมีดำแต่มันกลับเต็มไปด้วยหนามแหลมทั่วทั้งร่างอย่างกับถูกหอกนับร้อยฝั่งอยู่ในตัว
"โอ้ว ! หมีดำร้อยศพเหรอเจ้านี่เลเวลมากถึงเจ็ดเชียวนะ" ขณะที่กำลังอธิบายให้ซึฮากิฟังเจ้าสัตว์อสูรก็ได้พุ่งเข้าใส่พร้อมด้วยกรงเล็บมานาแค่เห็นก็ทำให้รู้สึกสั่นกลัว
"ระวัง !" ซึฮากิวิ่งเข้าเผชิญหน้าเมื่อเห็นอูเซโร่ยืนเฉยไม่มีท่าทีจะหนีหรือสู้
"ใจเย็นน่าซึฮากิ..."
ทันใดนั้นก็มีเสียงล้มตึงลงตรงหน้าเจ้าหมีดำขนาดยักษ์ตัวนั้นถูกของมีคมผ่าร่างจากด้านบนขาดครึ่งตายในทันที
"เรายังไม่ได้บอกนายสินะซึฮากิ..."
ซึฮากิได้แต่ยืนมองแผ่นหลังอันบอบบางที่ถูกเลือดกระเซ็นสาดใส่ในมือของเธอถือเพียงมีดทำครัวเท่านั้นและเธอยังหันกลับมายิ้มให้อีกต่างหาก
"ทุก ๆ คนภายในกลุ่มของวิกตอเรียอยู่เลเวลเก้าหมดแล้ว แม้แต่นีน่าเองก็เช่นกันเธอเป็นผู้ถือครองเดอะคัตเตอร์เวทมนตร์ที่สามารถตัดผ่านได้ทุกสิ่งทำให้เธอเกือบจะเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเรา"
"เอาล่ะ ๆ ขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะ" นีน่าเดินผ่านซึฮากิไปหน้าตาเฉยไม่ได้รู้สึกสั่นหรือต้องออกแรงเลยสักนิด
แข็งแกร่งมากไม่ใช่เพียงแค่เลเวลเก้าแต่เดอะของเธอต่างหากที่โดดเด่น
"ผมขอออกไปเดินเล่นนะครับ"
"ตามสบายเลย" ซึฮากิเดินแยกกลุ่มออกมาเพียงลำพังมองหาบางสิ่งแต่ก็มีแต่ต้นไม้ใบหญ้าขนาดสัตว์ป่ายังไม่พบด้วยซ้ำ แต่เมื่อซึฮากิได้เงยหน้ามองต้นไม้ก็ได้เห็นขนสีขาวบริสุทธิ์และปีกอันสง่างามของเจ้าปุยโดดลงมาหาเขา
"ปุย?" เขาเองก็ยังไม่เชื่อในสายตาเพราะคาดจากกันไปนานและยังเดินทางไกลข้ามน้ำข้ามทะเลยากที่จะตามมาได้ เจ้าแฟรงค์ที่บินวนอยู่ข้างบนโผลงโฉบดูอารมณ์ไม่ดีแต่ซึฮากิก็จับปุยหลบไปอีกทาง
"หยุดเลยนะแฟรงค์ เดี๋ยวนะแกเห็นปุยด้วยเหรอ?" เจ้าแฟรงค์ยังคงโฉบใส่ไม่หยุดดูมันจะไม่ชอบปุยมาก ๆ จนเจ้าปุยกระโดดออกจากอ้อมแขนใช้เวทมนตร์ก่อรูปมานาเคลือบปีกของตนให้ใหญ่อย่างกับดาบและสะบัดฟาดใส่แฟรงค์ร่วงลงพื้นในทีเดียว
"กรร !" เจ้าแฟรงค์โผบินขึ้นอีกครั้งสร้างคลื่นใบดาบโจมตีปุยเช่นเดียวกับปุยที่กำลังร่ายเวทดินสร้างหอกแหลมแข็ง ๆ พุ่งสวนกับเวทพวกนั้น
"หยุดตีกันได้แล้ว !" ซึฮากิตะโกนลั่นคว้าจับเจ้าปุยและแฟรงค์ถือไว้คนละข้าง
"พวกแกไม่ถูกกันหรือยังไง? มาถึงก็ใส่กันไม่ยั้งเลย"
"มีอะไรหรือเปล่าซึฮากิ?" ดีนเดินตามเสียงนึกว่าเกิดเรื่องอะไรไม่ดี
"ไม่มีอะไรครับ" เขายิ้มออกไปไม่ทันตั้งตัวซ่อนปุยกับแฟรงค์ไว้ข้างหลัง
"เหรอถ้ามีอะไรก็ตะโกนเรียกได้เลยพวกเราจะมาอย่างไว" ดีนพยักหน้าตอบรับมองดูรอบ ๆ ก่อนจะเดินกลับไป
"..." เมื่อดีนออกไปซึฮากิก็พาทั้งสองตัวไปนั่งคุยกันแม้จะเป็นเพียงการจ้องหน้ากันไปมาเฉย ๆ ก็ตาม
"คำถามแรกเลย แฟรงค์แกเห็นปุยได้ยังไง? เฮ้อไอ้เราก็บ้าไปถามนก" ซึฮากิ แฟรงค์และปุยนั่งจ้องตากันเฉย ๆ เป็นสิบนาทีจนเขาลุกออกมาคนแรก
"เหมือนจะไม่ได้เรื่องงั้นกลับกันเถอะ คราวหลังอย่าตีกันอีกล่ะ" ขณะที่ซึฮากิพูดอยู่เจ้าปุยกับแฟรงค์ก็ยังคงดีกันลับหลังไม่หยุดไม่รู้ไปแค้นอะไรมา
"โอ้ ! กลับมาแล้วเหรอ อีกเดี๋ยวพวกวิกตอเรียก็น่าจะออกมาแล้ว" พูดไม่ทันขาดคำคุณวิกตอเรียก็เดินออกมาจากดันเจี้ยนแม้แต่รองเท้าของพวกเธอก็ไม่มีร่องรอยหรือคราบสกปรกเลยสักนิด
"ไม่ใช่..." เธอส่ายหน้าบอกพวกดีนที่ยิ้มเหมือนรู้อยู่แล้วว่าจะพูดอะไร
"ไปกันต่อเถอะ ยังมีดันเจี้ยนให้แวะดูอีกสักสองสามแห่งแต่ก็คงจะคว้าน้ำเหลวอีกเช่นเคย"
"คุณวิกตอเรียก็อย่าเศร้าไปเลย การจะตามหาดันเจี้ยนซ้อนดันเจี้ยนไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ" อูเซโร่ดูเป็นห่วงกว่าที่คิดเลื่อนมือเหี่ยว ๆ วางลงบนไหล่ของวิกตอเรีย
"ดันเจี้ยนซ้อนเหรอ...หมายความว่ายังไง?" ซึฮากิเอ่ยถาม
"ถ้าไม่รู้เดี๋ยวเราจะอธิบายให้ฟัง ดันเจี้ยนจะแบ่งได้หลายระดับขึ้นอยู่กับเลเวลมอนสเตอร์ในดันเจี้ยนแต่จะแบ่งได้อีกจากโครงสร้างของมัน หนึ่งในดาวฤกษ์มฆาถูกพบภายในดันเจี้ยนซ้อนดันเจี้ยนนั่นคือข้อมูลที่เรามีซึ่งดันเจี้ยนพวกนั้นจะพิเศษตรงที่มีการเคลื่อนย้ายข้ามมิติไปยังอีกสถานที่หนึ่ง"
"คุณบอกว่ามีการค้นพบแล้ว? ในหนังสือบอกไว้สินะ"
"ถูกต้อง หนึ่งในดาวฤกษ์มฆาที่ค้นพบนั้นคือเผ่าสิงโตมีร่างกายกำยำและยังแข็งแรงมากแต่หลังจากนั้นเขาก็หนีหายไปจนตอนนี้ก็ยังไม่มีใครพบเห็น"
"มีชื่อไหม?" ซึฮากิดูเหมือนจะสงสัยเป็นพิเศษเขาตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ
"โอะ เราจำได้แม่นเลยล่ะเพราะอ่านมันหลายรอบมาก ๆ เขามีชื่อว่าสตาร์เพาร์ริ่งไลอ้อน"
เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ ด้วย ชื่อแบบนั้นมันเหมือนกับสตาร์คลาวค์มังกี้แสดงว่าเธอคนนั้นก็เป็นดาวฤกษ์มฆาด้วยสินะ
"ทำไมถึงอยากรู้ล่ะ? มันจะเป็นชื่อจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงข้อมูลเดียวที่อาจจะพาเราก้าวข้ามเลเวลเก้าได้" วิกตอเรียเดินนำหน้าไปหลังจากที่พูดจบขณะที่เจ้าฟูวะฟูวะหันมามอง
"เธอดูเป็นยังไงล่ะหัวหน้าของพวกเรา เธอยอมสละบัลลังก์ที่เป็นถึงเจ้าของอาณาจักรเพื่อตามหาความแข็งแกร่งที่แท้จริง...หรือเพราะเธอยังคิดว่าตัวเองไม่แข็งแกร่งพอ" ดีนกระซิบเบา ๆ หวังจะไม่ให้วิกตอเรียได้ยินแต่มันก็สายไปเพราะเธอหายตัวมายืนตรงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
"ฉันบอกนายไปกี่ครั้งแล้วว่าเรายังอ่อนแออยู่ หากได้เผชิญหน้ากับเหล่าจอมมารก็คงสู้ได้ยากยิ่งตอนทำสงครามจอมมารครั้งก่อนก็ใช้ทหารกว่าเก้าแสนนายในการตั้งรับและผลที่ได้ก็คือพ่ายแพ้...หากท่านผู้นั้นไม่ออกโรงมาจัดการด้วยตนเองป่านนี้ก็คงไม่มีอาณาจักรเซีย"
"พวกเขาแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยเหรอครับจอมมารน่ะ พวกเราที่ไม่ได้อยู่ในสงครามเลยไม่เคยเห็นพลังของจอมมารแต่ก็เคยได้ยินข่าวลือของจอมมารเนเน่ที่ออกมาประกาศต่อสาธารณชนให้ออกห่างจากทะเล"
"จอมมารแห่งเสียงเนเน่เธอเป็นคนที่เราสามารถระบุความสามารถได้แบบชัดเจนและยังมีจอมมารแห่งพันธนาการมีความสามารถในการจับ ผูกมัดและขังสิ่งต่าง ๆ ได้ ส่วนที่เหลือ...จอมมารแห่งความว่างเปล่า จอมมารแห่งการเดินทาง จอมมารแห่งความตาย จอมมารแห่งปัญญาและจอมมารแห่งดาบ พวกเขานั้นยังไม่สามารถระบุพลังได้แน่ชัดทำเพียงตั้งชื่อที่พอจะเป็นไปได้ไว้"
"แล้วคุณวิกตอเรียคิดว่าใครแข็งแกร่งที่สุดในหมู่จอมมารล่ะ?" ดีนยังคงถามต่อขณะที่พวกเขาเดินทางไปเรื่อย ๆ คุยกันเรื่อยเปื่อย
"อืม ๆ เราว่าจอมมารแห่งความตาย...พวกเจ้าคิดว่ายังไงล่ะ?"
"โอ้ ! ความตายก็คงเป็นสิ่งที่น่ากลัวและยิ่งใหญ่สุดแล้ว" อูเซโร่พูดต่อทันที
"ฉันว่าจอมมารแห่งความว่างเปล่าก็ดูลึกลับดีนะอาจจะเก่งสุดก็ได้" นีน่าพูดตามหลังจากที่อูเซโร่เงียบไป
"ไม่ ๆ ๆ ฉันว่าต้องเป็นจอมมารแห่งปัญญาเพราะความรู้ก็คือรากฐานของความแข็งแกร่งยังไงล่ะ" ฮันน่าตอบกลับท่าทางฉุนเฉียวเป็นจริงเป็นจัง
พวกเขาดูจะ...นิสัยเหมือนเด็กไปหน่อยนะ แววตาอันเฉยชากลับมาอีกครั้งเมื่อซึฮากิได้เฝ้ามองกลุ่มนักเดินทางที่มีแต่ผู้ที่อยู่เลเวลเก้าแต่กลับเถียงเรื่องไร้สาระกันดุเดือดแทบจะชักอาวุธออกมางัดกัน
ถึงแม้จะดูเหมือนทะเลาะกันแต่ก็ยังคงยิ้มและหัวเราะอยู่เหมือนเดิมราวกับเป็นกิจวัตรประจำวันที่เคยชินอยู่แล้ว เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งกำลังลั่นไปยังป่าลึกเป็นดั่งสัญญาณยั่วยุให้สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นให้เข้ามาหา
"อีกเดี๋ยวก็มืดแล้วเราควรจะหาที่พักเสียก่อน" อูเซโร่เดินไปรอบ ๆ หาจุดที่ดีที่สุดในการตั้งแคมป์
"อีกประมาณยี่สิบกิโลเมตรเราก็จะพ้นออกจากป่านี้และไปต่ออีกสักห้าสิบกิโลเมตรก็จะมีเมืองอีกเมือง ไม่แน่เราอาจจะเจอพรรคพวกของซึฮากิที่นั่นก็ได้" ชายแก่ผู้นั้นเปิดแผนที่และขีดเขียนอะไรบางอย่าง
"ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีนะครับ..." ซึฮากิเดินแยกตัวออกมาเล็กน้อยนั่งลงนิ่งจ้องมองต้นไม้ใบหญ้าไปเรื่อย ๆ
พอมาคิด ๆ ดูแล้วเราก็ไม่ได้ฝึกฝนตัวเองมานานพอสมควรคงต้องกลับมาทำอีกครั้ง ซึฮากินอนลงราบกับพื้นและออกแรงดันตัวเองขึ้นมาด้วยมือทั้งสองข้างยกขึ้นลงอยู่อย่างงั้นนานเป็นสิบนาที
"เฮ้อ..." ดูเหมือนการฝึกแบบปกติจะไม่มีประโยชน์กับเราแล้ว ก็นะถึงขั้นต่อยหินแตกกระทืบพื้นเป็นหลุมสมรรถภาพด้านร่างกายเลยความเป็นมนุษย์ไปแล้ว ขณะที่กำลังนั่งคิดไปเรื่อยเปื่อยเจ้าแฟรงค์และปุยก็เข้ามาประจบประแจงเป็นพิเศษซึฮากิจึงลูบพวกมันเหมือนสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่ง
"พวกแกนี่มันขี้อ้อนจริง ๆ โชคดีแล้วที่พวกเขาไม่คิดมากกับสัตว์อสูรไม่อย่างงั้นพวกนายโดนจัดการไปนานแล้วแน่ ๆ"
"ปุย...ทำไมแกถึงเปิดเผยตัวให้พวกวิกตอเรียเห็นล่ะทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้แทบจะไม่ให้ใครเห็นเลยด้วยซ้ำ" เขาจ้องมองแววตาอันใสซื่อของปุยกระต่ายสีขาวดูสะอาดสะอ้านอย่างกับอาบน้ำตลอด
"หรือว่าแกปกปิดได้แค่กับคนที่เลเวลน้อย ๆ ไม่เหมือนกับกลุ่มของวิกตอเรียที่อยู่เลเวลเก้ากันทุกคนจึงไม่สามารถปกปิดได้ ถ้าคิดตามนั้นก็ดูสมเหตุสมผลดีแต่อีกสิ่งหนึ่งที่ยังคงสงสัยแกอยู่ก็คงการหายไปหายมา"
"ส่วนแกแฟรงค์ถึงตอนแรกจะดูหัวรั้นขัดขืนแต่พอได้นั่งปรับความเข้าใจก็ดีขึ้นแถมยังฉลาดมาก ๆ อีกด้วย" ขณะที่ซึฮากิคุยกับสัตว์ก็มีวิกตอเรียและพรรคพวกเงี่ยหูฟังอยู่ไกล ๆ ด้วยความสงสัยใคร่รู้
"ฉันว่าซึฮากิคงจะเหงาแหละ เล่นคุยกับสัตว์เป็นเพื่อนเลยแถมเจ้าพวกนั้นมันพูดได้ที่ไหนล่ะ?" อูเซโร่เอ่ยขึ้นขณะที่กำลังเพ่งสายตามอง
"เราก็พอจะเดาได้ว่าซึฮากิขาดความอบอุ่น...อาจจะเป็นสัญชาตญาณคนเป็นแม่หรือเปล่าก็ไม่รู้แต่ตอนที่ได้กอดไว้เขาสั่นไปทั่วทั้งตัวผิดกับภาพลักษณ์ที่เราเห็นกันอยู่"
"เหรอ...กอดผมบ้างสิคุณวิกตอเรีย-" ไม่ทันพูดจบก็ถูกฝ่ามือยันหน้าล้มลงไป
"เจ้าอย่าได้หวังเลย" นั่นสินะทำไมเราถึงยอมโอบกอดเจ้าเด็กนั่นไว้ทั้ง ๆ ที่พึ่งได้รู้จักกัน
"ซึฮากิ..." วิกตอเรียก้าวเดินไปยังเบื้องหน้าของซึฮากิขณะที่พูดก็ยังคงจ้องตาไม่กะพริบ
"ถึงเวลาที่เจ้าต้องบอกความลับของเวทมนตร์พวกนั้นแล้ว"
"อืม...ตามผมมา" ซึฮากิเบือนหน้าหนีไม่อยากสบตาด้วย
"เวทมนตร์แบบพิเศษที่ผมใช้เป็นการดึงเอาแก๊สออกซิเจนและแก๊สอื่น ๆ ออกจากพื้นที่บริเวณหนึ่ง ซึ่งไฟจะติดได้ก็ต่อเมื่อมีออกซิเจนทำให้มันเป็นเวทที่สามารถลบล้างเวทไฟได้อย่างสมบูรณ์แลกกับการที่มันส่งผลกับตัวเองด้วย"
"เวทที่สามารถลบล้างเวทไฟได้อย่างสมบูรณ์...นั่นมันดูจะเกินจริงไปหรือเปล่า ถ้าเกิดเป็นแบบที่เจ้าพูดจริง ๆ ทำไมพึ่งจะมามีเอาป่านนี้ช่วงเวลาหลายสิบปีที่เราฝึกฝนและต่อสู้มาไม่เคยมีเวทแบบนั้นมาก่อน"
"ผมก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเหมือนกันยกเว้นที่ตัวเองสามารถใช้ได้หรือไม่ก็เป็นเพราะเจ้าเด็กพระเจ้านั่น"
"นายพูดว่าอะไรนะ พระเจ้าหรือ?" เธอดูตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินคำว่าพระเจ้าและยังจับแขนทั้งสองข้างเขย่าตัวซึฮากิ
"ก็เธอคนนั้นชอบเรียกผมไปแล้วบอกว่าตัวเองเป็นพระเจ้าจ้องแต่จะให้ของขวัญน่ารำคาญเป็นบ้า ล่าสุดก็พึ่งจะเรียกไปหาเมื่อสามวันก่อนเล่นเอาปวดหัวเพราะนอนไม่พอเลย" ซึฮากิส่ายหน้าไม่พอใจเมื่อนึกถึงสาวน้อยคนนั้นที่ไม่เคยเห็นหน้าเธอเลยสักครั้งเป็นเพียงกลุ่มก้อนควันขาว ๆ ปกปิดใบหน้าไว้แต่ความกวนประสาทก็ยังคงฝังอยู่ในหัว
"ทำไมล่ะเจ้ารู้ไหมว่าการจะให้พระเจ้าเรียกตัวไปพบมันยากเย็นแค่ไหน และของขวัญที่พวกเขาให้ก็อาจจะทำให้เจ้าก้าวข้ามเลเวลได้ไวขึ้นหรือไม่ก็เป็นเวทมนตร์ระดับสูงก็ได้"
"เพราะมันไม่น่าไว้ใจ" ของขวัญหรือที่แห่งนี้เรียกว่าพรจากพระเจ้ามันเหมือนกับตอนนั้น...ตอนที่คานะร่ายเวทระดับสูงตอนสู้กับเลวาธานจากนั้นก็ช็อกหมดสติไปกลายเป็นสถานะนิทรา
"ไม่น่าไว้ใจเหรอ? จะมีใครน่าไว้ใจเท่าพระเจ้าอีกแล้วล่ะพระองค์คอยช่วยเหลือพวกเรามามากแค่ไหนตัวเราเองเคยพบกับท่านแค่สองครั้ง แต่ทำไมเจ้าที่ได้พบกับพระเจ้ากลับเพิกเฉยไม่สนพรของท่านเลยเหรอ?" วิกตอเรียตะคอกเสียงดังด้วยความโมโหเมื่อเธอนึกย้อนกลับไปตอนที่ตนเองเคยพบกับพระเจ้าเพียงแค่คำชี้แนะเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เธอบรรลุการใช้เวทมนตร์ เธอยากจะเข้าพบพระเจ้ามากแค่ไหนแต่พระองค์ก็ไม่เห็นหัวแต่ซึฮากิกลับปฏิเสธทุกครั้งมันยิ่งทำให้เธอโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
"ไม่ แค่มองดูท่าทางและน้ำเสียงก็รู้แล้วว่าพระเจ้านั่นมันไม่สนใจเราถึงจะไม่รู้เหตุผลจริง ๆ แต่ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงเป็นใยชีวิตมนุษย์แน่นอน"
"ใจเย็น ๆ กันก่อนน่า" ทั้งดีนและโอกิรีบเข้ามาคั่นตรงกลางก่อนที่จะซัดกัน
หลังจากเกิดเรื่องเมื่อคืนวิกตอเรียและซึฮากิก็เงียบใส่กันไม่พูดไม่จากันเลยสักคำ
"วันก่อนเห็นกอดกันกลมพอมาเมื่อคืนทะเลาะกันอย่างกับจะฆ่าจะแกงให้ได้" ดีนส่ายหัวเหลือบตามองวิกตอเรียที่เดินดุ่ม ๆ นำหน้าทุกคนไม่สนใจใคร
"อาจจะเป็นวันนั้นของเดือนก็ได้บางทีคุณวิกตอเรียก็จะหงุดหงิดเป็นพิเศษ" ฮันน่าเดินไปเคียงคู่กับวิกตอเรียพยายามจะพูดคุยกับเธอจากนั้นไม่นานนีน่าก็เดินตามไปเช่นกัน
"วิกตอเรีย...เธอดูไม่เป็นตัวเองเลยนะไปทะเลาะกับเด็กแบบนั้นแถมยังเกือบจะใช้เวทมนตร์ซะด้วย" นีน่าเอื้อมแขนไปจับไหล่อีกฝั่งไว้เหมือนกำลังพยุงตัววิกตอเรีย
"ไม่มีอะไรหรอกเราก็แค่รู้สึกโกรธที่เจ้าเด็กนั่นปฏิเสธพระเจ้า พวกเธอทุกคนก็น่าจะรู้นะว่าพระองค์นั้นช่วยเหลือเรามามากแค่ไหนหากไร้พระองค์เราก็คงจะพัฒนาตัวเองจนขึ้นสู่เลเวลเก้าไม่ได้"
"ก็จริงของเธอแต่ก็ไม่น่าไปโกรธเขาเลย...เขาอาจจะมีเหตุผลบางอย่างก็ได้"
"เฮ้อ...นีน่าเธอก็รู้ว่าทำไมพวกเราถึงออกเดินทางด้วยกัน พวกเรามีเป้าหมายคือการก้าวข้ามเลเวลเก้าไปยังผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงแต่ก็ไม่มีใครเลยที่สามารถทำได้จะมีก็เพียงแค่พวกจอมมารและท่านผู้นั้น"
"ท่านผู้นั้นแข็งแกร่งมากเลยเหรอ?" หาเรื่องชวนคุยเธอจะได้ผ่อนคลายลงบ้าง ทั้งฮันน่าและนีน่าเดินเคียงข้างวิกตอเรียคุยกันไปเรื่อยเปื่อยตามประสาผู้หญิงปล่อยให้ชายฉกรรจ์เดินตามหลังไกล ๆ
"ท่านผู้นั้นเป็นชายลึกลับที่เป็นศาสดาของศาสนา ท่านสามารถสื่อสารกับพระเจ้าได้และหลาย ๆ ครั้งท่านก็ได้รับสารเกี่ยวกับอนาคตให้มาบอกกับชาวสตาร์คินเพื่อเตรียมรับมือ ท่านนั้นมีอายุยืนยาวและเป็นผู้ร่วมก่อตั้งอาณาจักรเซียเช่นเดียวกับท่านบรรพบุรุษแอสต้า"
"ร่วมก่อตั้งอาณาจักรเหรอ ! ถ้าเป็นอย่างงั้นอายุก็ต้องมากกว่าสามร้อยปีแล้วสิเขาเป็นอมนุษย์ใช่ไหม?"
"เราเองก็ไม่รู้แต่ตัวท่านเคยป่าวประกาศไว้ว่าตนเองนั้นเป็นมนุษย์เพียงแต่ด้วยเวทมนตร์บางอย่างทำให้มีอายุยืนยาวกว่ามนุษย์ทั่ว ๆ ไป แม้แต่เราที่เป็นผู้สืบเชื้อสายโดยตรงจากท่านแอสต้าแต่ก็ยังไม่อนุญาตให้เห็นใบหน้าของท่านได้ยินเพียงแค่เสียงของท่านที่เหมือนกับเด็กหนุ่มอายุราว ๆ สักยี่สิบไม่มีผิด นอกจากเรื่องนี้แล้วก็ไม่อาจระบุตัวตนของท่านผู้นั้นได้เลย"
"โห...ดูลึกลับดีแฮะ ถ้าแข็งแกร่งขนาดนั้นทำไมถึงยังต้องกลัวจอมมารอีกล่ะ"
"นั่นคงเป็นเพราะสารจากพระเจ้าที่ท่านผู้นั้นได้รับ จอมมารอาจจะพัฒนาตนเองจนไม่อาจต้านทานไว้ได้อีกหรือไม่ก็ในอนาคตอาจจะมีจอมมารกำเนิดขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะอย่างไหนเราก็ต้องเพิ่มระดับพลังให้มากที่สุดเพื่อต่อกรกับพวกจอมมารแม้จะมีคำทำนายเรื่องการอัญเชิญผู้กล้าแต่เราไม่อยากจะให้คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่มาลำบากทำให้เราทะเลาะกับพวกเขาหนักเอาการ"
"บอกตามตรงนะตอนที่เธอเล่าให้ฟังครั้งแรกฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะสามารถอัญเชิญผู้คนจากอีกที่หนึ่งได้ แล้วก็นะทำไมถึงคิดว่าผู้กล้าคนนั้นจะแข็งแกร่งพอที่จะสู้กับพวกจอมมารได้ทั้ง ๆ เราไม่รู้เลยว่าเขาคนนั้นเป็นใครจากไหน"
"แต่คำทำนายจากท่านผู้นั้นไม่เคยพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว และถ้าเป็นจริงแสดงว่าเราเหลือเวลาไม่ถึงสี่ปีในการก้าวข้ามเลเวลเก้า" เธอดูเหมือนจะฉุกคิดอะไรขึ้นเดินกลับยังกลุ่มผู้ชายตรงไปหาซึฮากิ
"ซึฮากินายเป็นคนจากที่อื่นสินะ แล้วใครกันที่เป็นผู้กล้าเขาคนนั้นนิสัยเป็นยังไงแล้วแข็งแกร่งแค่ไหน?" วิกตอเรียมาถึงก็ยิงคำถามใส่ไม่ยั้งจนซึฮากิไม่ทันได้อ้าปากพูด
"ใจเย็น ๆ ก่อนสิครับคุณวิกตอเรีย" ขณะที่เธอพยายามจะเอาหน้าเข้ามาใกล้ซึฮากิต้องออกแรงดันตัววิกตอเรียออกห่าง
"อะ- ขอโทษละกัน เรามีเรื่องอยากจะถามอีกมากมายเลย" ไม่ทันที่ซึฮากิจะตอบโต้ก็ถูกเธอลากตัวไปด้านหน้ามีเพียงดีนและอูเซโร่โบกมือลาอยู่ข้างหลัง
"นี่ ๆ นายเป็นคนที่ถูกอัญเชิญมาใช่ไหม? มีกันกี่คนแล้วใครแข็งแกร่งที่สุดแล้ว?"
"ก็อย่างที่ผมบอกไปว่าคนกว่ายี่สิบคนตายในระหว่างฝึกซ้อมที่ค่ายทหารเหลือรอดอยู่สิบเอ็ดคนเท่านั้น มีห้าคนที่ถูกย้ายไปเมืองหลวงและเจ็ดคนที่ถูกทิ้งไว้ที่ค่ายทหารพวกเขาคงเลือกเฉพาะคนที่มีพรสวรรค์ไปทิ้งพวกที่ไร้อนาคตไว้เบื้องหลัง"
"...ฟังดูเศร้าเหมือนกันนะเนี่ยแล้วเจ้าคิดว่าใครเก่งสุดในหมู่คนพวกนั้นล่ะ?" วิกตอเรียถามต่อทันที
"ผมเองก็ไม่แน่ใจเพราะตอนฝึกเขาจับพวกเราแยกออกจากกัน แถมช่วงท้าย ๆ ของการฝึกก็ดันมีมิโนทอร์โผล่ออกมาฆ่าพวกเราไปหลายคนผมโชคดีที่แค่หมดสติพอตื่นมาอีกทีก็นอนอยู่ห้องพยาบาลแล้ว"
"แสดงว่ามีคนจัดการมิโนทอร์ตัวนั้นแล้วช่วยพวกเจ้าออกมาสินะ"
"ก็น่าจะเป็นแบบนั้น...และคนเดียวในกลุ่มของผมที่ถูกส่งไปเมืองหลวงก็คือฟรานแสดงว่าเธอเป็นคนจัดการมิโนทอร์ตัวนั้นหรือเปล่า? แต่สงสัยไปก็คงหาคำตอบไม่ได้เอาเป็นว่าคนที่เก่งที่สุดต้องเป็นหนึ่งในคนที่ถูกย้ายไป" พวกเขาเดินไปคุยไปลืมเรื่องที่ต่อล้อต่อเถียงก่อนหน้านี้ไปโดยสิ้นเชิง
"เจ้าพอจะรู้อะไรบ้างไหมเกี่ยวกับพวกเขา?" วิกตอเรียถามต่อ
"ก็พอประมาณ..."
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเมืองที่ดูเจริญรุ่งเรืองมากกว่าเมืองก่อนหน้านี้ทั้งถนนหนทางที่เป็นระเบียบมีการวางแบบแปลนเมืองไว้ดีแต่มันก็ไม่อาจเทียบได้กับเมืองแอสต้าที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยกลับกันเมืองแห่งนี้ยังคงใช้เทียนและตะเกียงเป็นแหล่งให้แสงสว่างไม่มีไฟฟ้าหรือรถขนส่งอันสะดวกสบาย
"เรารู้สึกได้...พวกเขาอยู่ในเมืองนี้"
[เกล็ดเล็กเกล็ดน้อย - เชื้อเพลิงได้รับความร้อนจากการเกิดก๊าซหรือไอที่ผิวมากพอที่จะติดไฟได้และมีออกซิเจนในอากาศไม่ต่ำกว่าร้อยละ 16 ไฟถึงจะติด โมเลกุลของเชื้อเพลิงจะแตกตัวเป็นโมเลกุลที่มีขนาดเล็กลงๆ จนแปลสภาพเป็นก๊าซแล้วลุกไหม้ต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่ซึ่งจะมีองค์ประกอบทั้งหมดได้แก่ 1. เชื้อเพลิง 2. ออกซิเจน 3. ความร้อน 4. ปฏิกิริยาลูกโซ่]