บทที่ 37 สูตรลับเครื่องปรุงรส (เปิดฟรี 27/08/2568)
อย่างไรก็ตาม แก่นแท้ของการทำอาหารอยู่ที่การปรุงรส และเครื่องปรุงรสหลายชนิดจำเป็นต้องอาศัยเวลาและสภาพอากาศที่เหมาะสม เช่น พริกชนิดต่างๆ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู และเครื่องปรุงรสอื่นๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจสำคัญในการรังสรรค์อาหาร หากไม่มีเครื่องปรุงรส ต่อให้มีวัตถุดิบที่ดีที่สุด ก็เป็นเพียงวัตถุดิบ หาใช่อาหารรสเลิศไม่
เดิมทีหนิงลั่วไม่กล้าคิดถึงเรื่องนี้เลย เพราะเครื่องปรุงรสเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้ภายในวันหรือสองวัน ทว่าตอนนี้นางมีของวิเศษที่คนทั่วไปไม่มีอยู่ในมือ นั่นก็คือคัมภีร์ว่านเจี๋ยฉวน คัมภีร์ที่ว่ากันว่าเป็นขุมทรัพย์แห่งปัญญา รู้ทุกสิ่งทั้งบนฟ้าและใต้ดิน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่นางจะสามารถค้นหาสูตรเครื่องปรุงที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว
แท้จริงแล้วหนิงลั่วได้วางแผนใช้ถั่วเหลืองทำซีอิ๊วหวาน เพื่อเป็นเครื่องปรุงสำหรับทำอาหารในระยะยาวแล้ว แต่ตอนนี้ยังหาวัตถุดิบอื่นๆ ที่ใช้ทำเครื่องปรุงได้ไม่ครบ จึงทำได้เพียงรอเวลาให้ทุกอย่างพร้อมเสียก่อน
สิ่งที่นางต้องการอย่างเร่งด่วนในตอนนี้คือเครื่องปรุงที่มีรสเปรี้ยวและเผ็ด ซึ่งต้องมีคุณสมบัติทำให้อาหารธรรมดากลายเป็นอาหารชั้นเลิศได้ ต้มเครื่องในหมูกับเลือดหมูทำไม่ยาก แต่หากต้องการให้ผู้คนลิ้มลองแล้วติดใจจนลืมไม่ลงนั้นนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แรกเริ่มหนิงลั่วมีเพียงแนวคิดเลือนรางอยู่ในใจ แต่เมื่อได้เปิดอ่านคัมภีร์ว่านเจี๋ยฉวน ทุกอย่างก็พลันกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที สูตรเครื่องปรุงรสใหม่พลันผุดขึ้นมาในหัว ที่แท้เครื่องปรุงที่สดใหม่ที่สุดนั้นก็มีวิธีทำเช่นนี้นี่เอง
ขั้นตอนการทำก็คือลงมือดองผักสดใหม่ แล้วจึงนำไปเคี่ยวกับน้ำมันหอมเพื่อสกัดเอาความเปรี้ยวและความเผ็ดออกมาอย่างเต็มที่
วัตถุดิบที่ต้องใช้มีแค่ผักกาดขาวสดกับพริกเท่านั้น วิธีทำก็แสนสะดวกและง่ายดายยิ่งนัก ใช้เวลาเพียงหนึ่งถึงสองวันก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์
นี่ช่างตรงกับคำกล่าวที่ว่า ‘ตามหาจนทั่วกลับไม่พบ แต่กลับได้มาโดยง่ายดายเสียอย่างนั้น’
แม้ความคิดจะโลดแล่นไปไกล แต่จะสำเร็จหรือไม่นั้น หนิงลั่วก็ยังต้องลงมือทดลองเองอยู่ดี โชคดีที่บ้านของพวกนางมีผักกาดขาวอยู่ไม่น้อย และในสวนผักก็มีพริกเหลือเฟือ โดยเฉพาะพริกเฉาเทียนที่เผ็ดร้อน เพียงคำเดียวก็ยากจะลืมเลือน
หนิงลั่วรีบรุดไปยังห้องใต้ดินของบ้าน ยกผักกาดขาวหัวใหญ่ออกมา นางเลือกใช้ส่วนยอดที่อ่อนที่สุด ส่วนใบแก่ที่อยู่ด้านนอกก็นำไปเก็บไว้สำหรับผัดกินตอนเย็น
พริกทั้งหมดถูกล้างทำความสะอาด ก่อนใช้กรรไกรตัดเป็นเส้นบางยาว ส่วนผักกาดขาวก็ถูกหั่นเป็นฝอยละเอียด
เพียงไม่นาน หนิงลั่วก็หั่นวัตถุดิบได้เต็มชาม จากนั้นนางใส่เกลือลงไปพร้อมกับโป๊ยกั๊ก ยี่หร่า กระเทียม และขิง แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน ก่อนจะนำไปวางไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเท ให้ทุกอย่างแห้งลง
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม หนิงลั่วถึงค่อยกลับมาคลุกเคล้าอีกครั้งแล้วกรองน้ำเกลือออก ก่อนจะบีบคลึงให้เครื่องปรุงรสซึมซาบเข้าไปในผักได้เป็นอย่างดี
เพื่อหมักผักดอง หนิงลั่วจึงพบไหดองผักเก่าอยู่ในบ้านด้วย ที่น่าแปลกใจคือ ด้านในยังมีน้ำหมักเก่าเหลืออยู่ นางตักขึ้นมาชิมเล็กน้อย พบว่ารสชาตินั้นเปรี้ยวและกำลังเผ็ดได้ที่ ให้รสชาติที่กลมกล่อมอย่างยิ่ง
ดูท่าแล้วมารดาผู้ล่วงลับของหนิงลั่วนามหลี่ซื่อก็คงเป็นยอดฝีมือด้านการทำอาหารคนหนึ่ง เพราะนางใช้เพียงวิธีดองผักแบบธรรมดาที่สุด ปราศจากเครื่องปรุงซับซ้อน ทว่ารสชาติกลับออกมาไม่เลวเลย ด้วยน้ำหมักเก่าเหล่านี้ จึงช่วยย่นเวลาในการดองผักกาดขาวและพริกดองของหนิงลั่วได้มาก
เมื่อนำผักกาดขาวและพริกทั้งหมดบรรจุลงโอ่งแล้ว หนิงลั่วจึงปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา คาดว่าพอถึงวันพรุ่งนี้ก็น่าจะนำออกมาทำเครื่องปรุงรสเปรี้ยวเผ็ดได้แล้ว
แต่อย่าคิดว่าทำเพียงเท่านี้จะได้เครื่องปรุงรสเปรี้ยวเผ็ดเลิศรส เพราะยังต้องผ่านขั้นตอนสำคัญอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือการเคี่ยวเครื่องปรุงให้ได้ที่
หนิงลั่วเคยลิ้มรสเครื่องปรุงรสเปรี้ยวเผ็ดเลิศรสในชาติก่อน ซึ่งทำจากพริกสด หลังจากได้คัมภีร์ว่านเจี๋ยฉวน นางก็จำสูตรนั้นขึ้นมาได้ทันที
สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือหาน้ำมันในปริมาณมาก น้ำมันนี้ต้องสามารถหาได้ง่าย มีแหล่งผลิตที่แน่นอน และสามารถใช้ปรุงอาหารได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่ายมากอีกด้วย น้ำมันที่มีอยู่ในบ้านตอนนี้ยังไม่เพียงพอแม้แต่จะใช้ทำอาหารปกติ นับประสาอะไรกับการนำมาทำเครื่องปรุง อีกทั้งน้ำมันเหล่านี้ยังเป็นเพียงน้ำมันถั่วเหลืองที่ไม่ได้ผ่านการกลั่นเต็มที่ จึงมีกลิ่นถั่วเจือปน ใช้ปรุงอาหารพอได้ แต่หากนำมาทำเครื่องปรุงรสอาจส่งผลต่อรสชาติได้
ส่วนเรื่องน้ำมันตัวอ้นจากคราวก่อน หนิงลั่วยิ่งไม่กล้าใช้ เกรงว่าหากมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ความพยายามทั้งหมดคงสูญเปล่า
อย่างไรก็ตาม สำหรับหนิงลั่วแล้ว ปัญหานี้ไม่ได้ยากเกินไปนัก ที่จริงนางได้เล็งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ครั้งก่อนแล้ว นั่นก็คือน้ำมันจากเมล็ดชาน้ำมัน สำหรับผู้ที่ทำอาหารเป็นประจำ เมื่อพบเห็นวัตถุดิบที่เหมาะสมก็มักจะให้ความสนใจเป็นพิเศษและจดจำไว้ในใจเสมอ
หนิงลั่วตัดสินใจจะขึ้นเขาอีกครั้งเพื่อเก็บผลชาน้ำมัน นางรู้ตำแหน่งที่แน่นอนแล้ว หากค้นหาอย่างละเอียด ย่อมต้องพบแน่ จำได้ว่ามีต้นสนขนาดใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง และไม่ไกลจากต้นไม้นั้น มีต้นชาน้ำมันป่าขึ้นอยู่อย่างแน่นขนัด บริเวณใต้ต้นชาน้ำมันมีผลชาน้ำมันเม็ดกลมสีเทากระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด หากนางคาดไม่ผิด นั่นก็คือผลชาน้ำมันที่นางตามหามาโดยตลอด
น้ำมันจากเมล็ดชาชนิดนี้ให้รสชาติดีกว่าน้ำมันจากเมล็ดพืชชนิดอื่น ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดอกคาโนลา น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน หรือแม้แต่น้ำมันถั่วเหลือง จุดเด่นของน้ำมันเมล็ดชานี้ไม่เพียงแค่คุณภาพดี แต่ยังมีความหอมอ่อนๆ จากต้นชาน้ำมันโดยธรรมชาติด้วย อีกทั้งน้ำมันเมล็ดชายังมีคุณสมบัติพิเศษในการบำรุงเส้นผมและดูแลผิวพรรณ ซึ่งมีประสิทธิภาพเหนือกว่าน้ำมันชนิดอื่น
หนิงลั่วรู้ดีว่าที่นี่อาจมีคนที่รู้ว่าต้นชาน้ำมันนี้สามารถนำมาสกัดน้ำมันได้ แต่คงไม่มีใครตระหนักถึงสรรพคุณในการดูแลเส้นผมและผิวพรรณของน้ำมันชนิดนี้
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ในกระบวนการสกัดน้ำมัน น้ำมันจากเมล็ดชาสามารถสกัดได้ง่ายกว่าน้ำมันชนิดอื่น นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หนิงลั่วตัดสินใจขึ้นเขาไปตามหาผลชาน้ำมันในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้
ครั้งนี้หนิงลั่วไม่อยากให้ชาวบ้านในหมู่บ้านสังเกตเห็น จึงใช้ผ้าโพกศีรษะเก่าผืนหนึ่งพันรอบศีรษะ ปิดบังทั้งจมูกและดวงตา แล้วสวมเสื้อผ้าเก่าขาดซีด หากไม่ใช่คนที่สนิทสนมกันจริงๆ ย่อมไม่มีทางจำได้
เพื่อให้เดินทางสะดวกขึ้น หนิงลั่วยังนำกิ่งไม้มาใช้เป็นไม้ค้ำชั่วคราว ช่วยให้เดินขึ้นภูเขาได้โดยไม่เหนื่อยจนเกินไป
แต่เพื่อความปลอดภัยของหนิงลั่ว เสี่ยวอู่ก็ตามไปด้วย คราวนี้มันไม่ได้หลับ พอขึ้นถึงภูเขาแล้วก็ช่วยนางค้นหาพื้นที่ที่มีต้นชา
ในขณะเดียวกัน หนิงเสี่ยงเสี่ยงกับหนิงเวยไม่อยู่บ้าน หนิงลั่วจึงไม่ได้บอกใครและออกเดินทางไปโดยลำพัง แต่แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดฝัน หนิงลั่วกับหนิงเวยคาดไม่ถึงว่าหนิงเสี่ยงเสี่ยงจะเกิดเรื่องขึ้น
หนิงเสี่ยงเสี่ยงออกจากบ้านไปก่อนหน้านั้นแล้ว บอกเพียงว่าอยากไปเล่นกับสหาย เมื่อไม่มีย่าหนิงคอยควบคุม เด็กทั้งสามแห่งตระกูลหนิงก็เหมือนได้รับอิสรภาพ เสมือนนกน้อยที่พ้นจากกรง มีอิสระในการเข้าออกบ้านได้ตามใจ
หนิงเวยหัวเราะพลางกล่าวกับเขา “ที่แท้เจ้าก็มีสหายเหมือนกันนี่”
หนิงเสี่ยงเสี่ยงรีบยืนกอดอก ยืดตัวตรงด้วยความไม่ยอมแพ้ “พี่รอง อย่าดูถูกข้านะ! ข้าย่อมต้องมีสหายอยู่แล้ว!”
“ก็ได้ เช่นนั้นเจ้าออกไปเล่นสักครู่ แล้วรีบกลับมาล่ะ ข้าต้องออกไปทำงานแล้ว” หนิงเวยกล่าว นางกำลังจะไปหาอาสะใภ้หวังเพื่อทำรองเท้า เมื่อวานนางเอาแบบรองเท้าไปให้อีกฝ่ายดู วันนี้จึงตั้งใจจะไปถามความเห็นเพิ่มเติม
เมื่อได้รับอนุญาตจากพี่สาว หนิงเสี่ยงเสี่ยงจึงออกจากบ้านไปอย่างร่าเริง ก่อนออกไป เขายังแอบหยิบเนื้อสองชิ้นติดตัวไปด้วย
บางทีหนิงเวยอาจสงสัยว่าหนิงเสี่ยงเสี่ยงคงกินไม่อิ่ม จึงแอบเอาเนื้อออกไปกินข้างนอกด้วย ความจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น เนื้อเหล่านั้นเขาตั้งใจนำไปให้สหายของเขาต่างหาก และสหายของเขาก็ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสุนัขขนสีเทาตัวหนึ่งที่ไม่มีใครต้องการ ไม่เพียงเท่านั้นมันยังเป็นสุนัขขาพิการเสียด้วย