ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่742 ผู้เฝ้าสถานธรรม

     หนานกงอวิ๋นสีหน้าแววตาเขา เต็มเปี่ยมไปด้วยความไม่จำยอม จ้องมองอี้เฉินด้วยดวงตาเขม็ง ครั้นเห็น วงแหวนวัฏจักรขนาดใหญ่ หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง เพียงอี้เฉินปลดปล่อยการโจมตีออกมา เกรงว่ามันจะเป็นการโจมตีตัดสินผลแพ้ชนะ ของพวกเขาทั้งสองคน ว่าผู้ใดจะเป็นผู้ชนะ ยืนอันดับหนึ่ง อย่างไม่ต้องสงสัย 
 


    ทว่าทันใดอี้เฉินก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น เข้าติดกันเป็นปม ครั้นเห็นป้ายรายชื่อ ของเขาจู่ๆ ก็คะแนนหดหาย จนเหลือศูนย์แต้มอย่างรวดเร็ว จนบัดนี้ป้ายรายชื่อของอี้เฉิน ไม่เปล่งแสงเรืองรองอีกต่อไป

 


      ผิดกับป้ายรายชื่อของหนานกงอวิ๋น ที่ส่องแสงขึ้นมาพร่างพราว พร้อมแต้มที่พุ่งทะยาน ขึ้นมาลอยเด่นเป็นอันดับหนึ่ง “หืม!!มันเกิดเรื่องบ้าบอ อะไร ข้ายังไม่แพ้สักหน่อย” อี้เฉินอดไม่ได้ที่จะสบถด่าออกมา อย่างไม่พอใจ ครั้นเขาคิดจะไต่ถาม วจนะ เขากลับเห็นร่างชายแก่ มาปรากฏตัวเบื้องหน้าเขาอย่างกะทันหัน คำพูดที่อี้เฉินเตรียมจะกล่าวพูด ติดอยู่ในลำคอจนหมดสิ้น เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นหู

 


      หนานกงอวิ๋น เขาหัวเราะออกมาดังก้อง “ฮ่าๆ ไอ้เวรอี้เฉิน เหมือนว่าข้าจะเป็นอันดับหนึ่ง เกรงว่าเจ้าจะหมด ดวงแล้วกระมัง ฮ่าๆ” ครั้นสิ้นเสียงหัวเราะของหนานกงอวิ๋น เขายกยิ้มเย้ยหยัน อี้เฉินที่มีใบหน้าตื่นตะลึง แววตาแหลมคม เผยจิตสังหารที่อยากจะฆ่าสังหารตัวอี้เฉิน ออกมาอย่างไม่มีปิดบัง ครั้นเห็นอี้เฉินบัดนี้เต็มไปด้วยช่องว่าง พร้อมจะให้เขาฆ่าสังหาร

 


      แม้แต่หมู่ชนพวกเขายัง พูดคุยออกมาเสียงดังระเบ็งเซ็งแซ่ “คุณชาย หนานกงอวิ๋น เป็นอันดับหนึ่งแล้วอย่างนั้นหรือ แล้วอี้เฉินแพ้ได้อย่างไร เหตุใด วจนะไม่กล่าวขาน”

 


      ชายผู้หนึ่งที่ยืนมือไพล่หลัง อยู่บนลำเรือรบใหญ่ เขากล่าวพูดขึ้นมาทันใด “ไม่ผิดแน่ พวกเจ้าดูแผ่นป้าย คุณชายหนานกงอวิ๋นซิ เขาขึ้นเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่มีข้อสงสัย”

 


      ครั้นหมู่ชนรับรู้ว่า ชายหนุ่มที่กล่าวพูดเป็นใคร พวกเขาต่างก็พยักหน้ารับคำ “เกรงว่าคุณชายเอ๋อร์เตา เขาจะแค้นเคืองอี้เฉินผู้นี้ไม่น้อย ถึงได้คลี่ยิ้มออกมาเช่นนั้น”

 


“อืมๆ ข้าก็ได้ยินก่อนงานประลองจะเริ่มมาก่อนเช่นกัน ว่าคุณชายเอ๋อร์เตา พ่ายแพ้ให้กับ จักรพรรดิหนุ่มผู้ปกครองดินแดนเทพผู้นั้น”

 


       หนานกงอวิ๋น ครั้นเขาที่คิดจะลงมือฆ่าสังหารอี้เฉิน แค่นเสียงฆ่าคำรามออกมาดังก้อง เขาก็ต้องหยุดชะงักฝีเท้าลง ครั้นได้ยินเสียงผู้เป็นอาจารย์ ส่งคำพูดเข้ามาย้ำเตือนชายหนุ่ม ดังก้องเข้ามา ภายในโสตประสาทของเขา “หนานกงอวิ๋น เจ้าอย่าลืมสิ่งสำคัญที่สุด คือการตามหา วิชาสังสารวัฏอีกส่วนหนึ่ง เจ้าที่ได้โชคสะท้านฟ้าจากแต้ม ที่ไม่มีใครเคยได้มาก่อน ดีไม่ดีเจ้าอาจจะพบเจอ วิชาสังสารวัฏ อีกส่วนหนึ่งก็เป็นได้”

 


“ขอบคุณท่านอาจารย์ที่กล่าวเตือน”

 


      หนานกงอวิ๋น ครั้นออกมาจากทะเลปราณจิตของเขาได้ ปรายตาไปมองใบหน้าอี้เฉินที่ตกตะลึงไม่หาย หนานกงอวิ๋น เขาแค่นเสียงขึ้นมาทันใด “อี้เฉินเจ้าถือว่าเจ้าโชคดีไป วันนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไปก่อน”

 


      ครั้นสิ้นเสียงร่างชายหนุ่ม บินทะยานลงต่ำมาช้าๆ ด้วยสภาพที่บาดเจ็บไม่น้อย สวนกับอี้เฉินในเสี้ยวพริบตา ก่อนหนานกงอวิ๋นจะสืบฝีเท้า ขึ้นโซ่ขนาดใหญ่ จากไปยังหอตำราทางทิศเหนือ ไม่ปรายตามองอี้เฉินอีกต่อไป

 


      เสียงหมู่ชนที่เห็นภาพเช่นนั้น พวกเขานึกว่าจะเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่เข้าเสียแล้ว พวกเขาต่างก็ถอนลมหายใจออกมายาว โดยเฉพาะเหล่าสตรีหญิง ที่มองใบหน้าอี้เฉินอย่างไม่วางตา

 


      ทว่าก็มีหลายๆ คนเสียดาย อยากจะดูฉากจบ ที่มันดุเดือดเลือดพล่านกว่านี้ “เฮ้อ!!การประลอง จบแล้วเช่นนั้นหรือ” สายตาหมู่ชนเองก็เลิกสนใจทุกสิ่ง ที่อยู่รอบๆ บางคนถึงกับหลับตาลงด้วยความเสียดาย ครั้นเห็นอี้เฉินเอาแต่ยืนนิ่ง

 


      ทางด้านอี้เฉินที่ยืนอยู่บนลานประลองเพียงลำพัง เขามีใบหน้าตื่นตะลึงไม่หาย ส่งปราณจิตออกไปหา ชายแก่ที่อยู่เบื้องหน้าเขาในทันใด ครั้นเห็นว่า เรื่องราวต่างๆ เหมือนจะคลี่คลายหมดแล้ว “พวกเขาไม่เห็น ตัวตนของท่านเช่นนั้นหรือ แม้แต่จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เองก็ตาม”

 


     ชายแก่กล่าวพูดพลางอธิบาย ออกมาอย่างไม่ปิดบัง “ภายในสถานธรรมแห่งนี้ ข้าเป็นผู้ควบคุม ข้าจะให้ผู้ใดเห็นตัวตนของข้า ย่อมอยู่ในการควบคุม ของข้าไม่ใช่หรือ” ก่อนชายแก่ผู้นี้ จะคลี่ยิ้มออกมากว้าง

 


     อี้เฉินเองก็รับรู้ได้ว่า ยามที่เขามีชีวิตอยู่ ชายแก่ผู้นี้ เกรงว่าจะน่าประหวั่นพรั่นพรึง อานุภาพสูงล้ำไม่ธรรมดา เขาไม่คิดว่า วจนะ ที่ขานเรียกจะเป็นชายแก่ผู้นี้ไปเสียได้ นี่มันหลอกลวงกันชัดๆ

 


     “เจ้านั่งลงปลดผนึกวิชาสังสารวัฏอีกส่วน ที่อยู่ด้านใต้ สนามประลองเถอะ เจ้ามีเวลาแค่10วันเท่านั้น ก่อนที่นี่จะปิดตัวลง หวังว่าเจ้า จะปลดปล่อยข้า จากสถานที่แห่งนี้ได้”

 


       คำพูดนั้นของชายแก่ ทำให้อี้เฉินหน้ามืด ทะมึนไม่น้อย ไม่คิดว่าชายแก่จะรู้ว่า ตัวเขารู้ที่ซ่อนของ วิชาสังสารวัฏอีกส่วนอยู่ก่อนแล้ว อี้เฉินกลอกตา เอ่ยพูดออกมา“แล้วเหตุใด ท่านไม่ช่วยข้าปลดผนึกมันออกเล่า”

 


       ชายแก่สีหน้าเขา พลันแปรเปลี่ยนเป็นเดือดดาล ขึ้นมาน้อยๆ “สหายของข้าผู้หนึ่ง มันหลอกใช้ให้ข้า อยู่เฝ้าสถานที่สืบทอดแห่งนี้นะซิ แม้แต่วิชาของมัน อย่างวิชาสังสารวัฏ ที่หลงเหลืออยู่อีกส่วน จะถูกมันฉีกทิ้งไปหลายครา มันก็ยังอยากจะหาผู้สืบทอดอยู่ มันมีนามว่าจักรพรรดิ9ภพ ชื่อมันบอกว่า9ภพ แต่มันไม่เคยเกิดใหม่ มาปลดปล่อยข้าเลย”

 


       อี้เฉินที่ได้ยินเขาพยักหน้ารับคำ ครั้นรับรู้ถึงความเดือดดาลของชายแก่ เอ่ยน้ำเสียงขึ้นมาด้วยความขุ่นเคืองใจ ทว่าคำพูดนั้นของชายแก่ กลับแฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อย เกรงว่า จักรพรรดิ9ภพ จะเป็นมิตรสหายของเขาอย่างแน่นอน “ข้าจะพยายามดูแล้วกัน ท่านผู้อาวุโส”

 


       ในทันใดที่อี้เฉินนั่งขัดสมาธิด้านบนสนามประลอง หมู่ชนที่เห็นการกระทำของอี้เฉิน พวกเขาต่างก็ส่ายหัวออกมาน้อยๆ มีแม้บางคนปรายตาไปมองอี้เฉิน ด้วยสายตาเย้ยหยัน ก่อนจะเก็บสายตาเหล่านั้นกลับไป ไม่ได้สนใจอี้เฉินอีกต่อไป

 


       แม้แต่เหล่าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ พวกเขายังปรายตามามองอี้เฉิน ด้วยสายตาลึกล้ำอยู่ชั่วครู่ ครั้นรู้สึกถึงบางอย่างไม่ถูกต้อง มาพร้อมกับบางอย่างที่กวนใจ จน คิ้วพวกเขาขมวดเข้าหากันเป็นปม อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 


       ...ช่วงเวลา5วันไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว หมู่ชนต่างก็นั่งสงบเงียบรอ งานประลองหอคัมภีร์เกียรติยศสิ้นสุดลง พวกนิกายน้อยใหญ่ พวกเขาต่างก็อยากรู้ เหล่าจอมยุทธ์รุ่นใหม่ จะมีผู้ใดได้รับวิชา ระดับชั้นฟ้า ติดมือกลับมาบ้าง มันส่งผลให้ นิกายนั้นแข็งแกร่งขึ้นมาได้ ซึ่งมันอาจจะเป็นตัวกำหนดชี้วัด ว่านิกายใดจะผงาด ขึ้นมาโดดเด่น ภายในดินแดนจักรพรรดิในยุคสมัยถัดไป

 


       ความเกี่ยวพันที่ส่งผลออกไปใหญ่หลวง เป็นวงกว้างเช่นนี้ ทำให้พวกเหล่าผู้อาวุโสนิกายใหญ่ต่างๆ พวกเขานั่งไม่ติดอีกต่อไป ในช่วงวันเวลาที่เหลืออยู่ พวกเขาได้แต่หวังว่าศิษย์ของพวกเขา จะมีใครได้รับ วิชา ระดับ ชั้นฟ้าติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง ไม่เช่นนั้นแล้วนิกายของพวกเขา อาจถึงจุดตกต่ำ หากไร้ซึ่งมรดกตกทอด

 


        ด้านอี้เฉินที่ร่างปราณจิต ออกจากร่างมานานหลายวัน เขายังคงไม่อาจเข้าไปใกล้ วิชาสังสารวัฏ ที่ถูกแสงศักดิ์สิทธิ์โอบล้อมคุ้มกันได้ จากความรุนแรง ของแสงศักดิ์สิทธิ์ชำระล้าง ช่วงเวลาร่วม5วันนี้เขาจึงเอาแต่ จดจ่ออยู่กับการปลดผนึกเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ ทว่ามันซับซ้อนมาก เป็นไปได้ที่อี้เฉินอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย ร่วมๆ 1ปีเพื่อจะปลดผนึกมันออก

 


        ‘ซึ่งมันไม่สมเหตุสมผล งานประลองหอคัมภีร์เกียรติยศ จัดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น แต่หากใช้เวลานานขนาดนั้น มันจะปลดผนึกเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร’ “หรือว่าวิชาสังสารวัฏนี้ จักรพรรดิ9ภพ เขาไม่ยินยอมให้ผู้ใด ได้มันไป”

 


       ชายแก่ที่มองชมอี้เฉินอยู่ตลอด เขาค้านเสียงแข็ง คำพูดของอี้เฉินขึ้นมาทันใด “จักรพรรดิ9ภพ เขาเชื่อมั่นมาตลอดว่า วิชาสังสารวัฏ จะเป็นเส้นทางแห่งการหลุดพ้น เขาไม่มีทางทำเช่นนั้นแน่”

 


       ก่อนชายแก่ จะถอนลมหายใจออกมายาว พร้อมกับกล่าวพูดออกมาอีกครา “ข้าเคยเจอคนพูดแบบเจ้า เมื่อหนึ่งพันปีก่อนกระมัง ตอนที่สถานที่แห่งนี้ถูกเปิดขึ้นมา มันทำให้ข้าหวนนึกถึงชายหนุ่มผู้หนึ่ง สุดท้ายเขาก็ต้องยอมแพ้ถอดใจ ถูกลบความทรงจำเรื่อง วิชาสังสารวัฏไป”

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน