หวนคืน: ตำนานจักรพรรดิเซียนโอสถ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 40 ผู้เฒ่าสูงสุดหวนคือบ้านเดิม

            บทที่40ผู้เฒ่าสูงสุดหวนคือบ้านเดิม

            ผ่านไปได้สักพักลู่เหว่ยจุนก็ได้สติกลับมาและสังเกตเห็นสายตาที่หลากหลายความรู้สึกและท่าทีที่กระสับกระส่ายของบรรดาผู้เฒ่าที่กำลังมองไปทางยาวิเศษบนโต๊ะก็ยากที่จะยอมรับได้เมื่อเห็นยาอายุวัฒนะอยู่ในมือจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถใช้ได้อย่างเต็มที่ทั้งยังต้องกลับมาฝึกฝนด้วยความลำบาก หากเช่นนี้ทำเช่นนี้ไม่เรียกว่าทรมานคนแล้วจะเรียกว่าสิ่งใดได้?

            ลู่เหว่ยจุนเคยได้ยินผู้เฒ่าสูงสุดกล่าวไว้ว่าเพราะมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ เช่นนั้นในแง่ของการฝึกจิต จึงด้อยกว่าผู้บำเพ็ญเพียรในสำนักหลักและนักพรตสันโดษเป็นผลกระทบที่มาจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ทุกตระกูลที่สืบทอดต่อกันมายาวนานก็เป็นเช่นนี้หลายคนต่างมีความหวังและเชื่อว่า ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันสักเท่าไร อันที่จริงมันก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนักยามต่อสู้กันก็ไม่เห็นผู้แข็งแกร่งของสำนักหลักแข็งแกร่งกว่าผู้แข็งแกร่งของตระกูลใหญ่มากนักแต่หากในแง่ของความเป็นยอดฝีมือระดับสูงที่เกิดมา และจำนวนของผู้บำเพ็ญเพียรตนของตระกูลยังมีฝีมือที่ห่างชั้นกว่ากันมากสิ่งนี้มันแสดงให้เห็นจากอีกด้านว่าสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันอย่างดุเดือดและโหดร้ายเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีในการฝึกฝนของผู้บำเพ็ญเพียร

            แต่รู้ก็ส่วนรู้เข้าใจก็ส่วนเข้าใจ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นการสืบทอดของตระกูลและบรรลุขั้นพลังยุทธ์ให้มากขึ้นอย่างรวดเร็วแต่มันเป็นการยากที่จะยอมละทิ้งทุกอย่างเพื่อขั้นพลังยุทธ์ที่ว่างเปล่านั้นและทอดทิ้งวงศ์ตระกูลโดยที่ไม่สนใจ

            บรรดาผู้เฒ่ามองมาที่ลู่เหว่ยจุนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามในเวลานี้เห็นได้ชัดว่าอยากฟังความคิดของเขา ถึงแม้ลู่อวี่จะพูดกระจ่างชัดจนเข้าใจ แต่ของเหล่านี้สำหรับผู้เฒ่าในตระกูลที่ฝึกฝนมาน้อยสุดร้อยกว่าปีแล้วไม่นับว่าเป็นความลับอะไร

            ในอดีตถึงแม้จะเข้าใจเหตุผลนี้แต่ในขณะนั้นที่ไม่ได้มียาอายุวัฒนะมากมายเช่นนี้ ต่อให้อยากจะกินยาอายุวัฒนะเพื่อการฝึกฝนก็ทำไม่ได้เช่นนั้นแล้วทุกคนจึงจำต้องกลั้นใจฝึกฝน แต่ตอนนี้มีคนปรุงโอสถขั้นห้าอยู่ในตระกูลแล้วคงต้องปรึกษาหารือกันอีกเรื่อง

            หลังจากลู่เหว่ยจุนครุ่นคิดอยู่สักพักก็ยกยิ้มและกล่าวว่า“เจ้าเด็กดื้อนี่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะทำได้หรือไม่ แต่นำของมายั่วยวนเราเช่นนี้แล้วพวกเราเองก็ต้องทำความเข้าใจและศึกษาให้เชี่ยวชาญด้วยตัวเอง คิดว่าหากฝ่าด่านไปได้ด้วยตัวเองแล้วอย่างไรก็ย่อมดีกว่าอาศัยการกินยาอายุวัฒนะเพื่อบรรลุขั้นพลังยุทธ์มิเช่นนั้นต่อไปคงต้องอาศัยยาอายุวัฒนะเพื่อพัฒนาตัวเองขึ้นเพียงอย่างเดียว ถึงแม้มันจะมีข้อดีแต่ไม่มั่นใจว่าจะทำสำเร็จ แล้วยังจะมาพูดคุยถึงความยิ่งใหญ่อะไรกันอีก?”

            ลู่หงเฟิงพยักหน้าแรงๆพลางพูดว่า “ใช่ มียาอายุวัฒนะใช้อย่างไรย่อมดีกว่าไม่มี ขอเพียงใช้อย่างระวัง ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว”

            ผู้เฒ่าใหญ่ลู่หงเซิ่งพูดโต้ตอบด้วยความไม่พอใจ“หากสามารถควบคุมตัวเองได้จริง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพายาอายุวัฒนะเพื่อบรรลุขั้นพลังยุทธ์แล้วแม้เป็นความคิดที่ดี แต่สิ่งนี้ไม่เหมาะสม ลู่เหว่ยจุน เจ้าเก็บมันเอาไว้ ยาอายุวัฒนะที่ใช้บรรลุขั้นพลังยุทธ์และฝ่าด่านขั้นพลังยุทธ์เจ้าจงเก็บรักษาไว้ให้ดี ไม่ว่าใครก็ตาม เว้นเสียแต่ว่าจะสิ้นอายุขัยแล้วส่วนคนอื่นๆ ก็ตั้งใจฝึกฝนบำเพ็ญเพียร หากไม่มีกะจิตกะใจก็ไปขัดเกลามันมาให้ข้า หากพลังยุทธ์ไม่พอก็ไปบำเพ็ญเพียรเข้าฌานหากมีประสบการณ์สะสมไว้ไม่พอก็ออกไปเสาะแสวงหา ออกไปต่อสู้ ในเมื่อตระกูลลู่ของเรากำลังจะยิ่งใหญ่ขึ้นจะมาเดินอยู่บนเส้นทางเดิมๆ ต่อไปได้อย่างไร?”

            “พูดได้ไม่เลว ไม่เจอกันมาสิบกว่าปี ลู่หงเซิ่ง ไม่เพียงแต่มีพลังยุทธ์เพิ่มขึ้นไปอีกขั้นแม้แต่จิตใจก็ยังดีขึ้นมากด้วย ขอแสดงความยินดีด้วยจริงๆ!”ตามมาด้วยเสียงชราที่ดังขึ้น และร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวอย่างเลือนรางขึ้นมาในศาลาเล็กๆและคนคนนั้นก็คือลู่ไท่ชังที่กลับมาจากหุบเขาหลิงหยวนนั่นเอง

            “ยินดีต้อนรับการกลับมาของท่านผู้เฒ่าสูงสุด!” เมื่อลู่เหว่ยจุนและคนอื่นๆเห็นเขา ก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพด้วยความแปลกใจและดีใจทันที จากนั้นก็เชิญท่านผู้เฒ่าสูงสุดให้มานั่งตรงที่นั่งหลัก

            ลู่ไท่ชังโบกมือขึ้นและกล่าวว่า“เอาละ นั่งลงกันเถอะ! เมื่อครู่นี้หงเซิ่งพูดถูกต่อให้เราจะมียาอายุวัฒนะมากเพียงใด ก็ไม่ควรนำยาเหล่านั้นมาใช้บรรลุขั้นพลังยุทธ์หากทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างจากการละทิ้งรากฐาน สนใจเพียงปลายทาง เห็นทีจะมีเพียงข้อเสียไร้ประโยชน์ แต่ไม่ต้องกลัวว่ามันจะมีปัญหาแล้วไม่ลงมือทำเสียดื้อๆ หากพบเจอกับอุปสรรคที่ใกล้จะถึงฝั่งฝันหรือด่านที่ยากจะฝ่าฟันหากมียาอายุวัฒนะมาช่วยเสริม เช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการหว่านพืชอันน้อยนิด เพื่อหวังผลตอบแทนอันคุ้มค่าเรื่องนี้ต่อไปมอบหมายให้หงเซิ่งไปศึกษาดู หากลูกหลานในตระกูลต้องการใช้ยาอายุวัฒนะขอเพียงมีคุณสมบัติครบตรงตามข้อกำหนด ก็ให้มายื่นเรื่องกับเจ้าเป็นพอ เพื่อไม่ให้พวกเขาสูญเสียการควบคุม!”

            “ขอรับ!” ลู่เหว่ยจุนและคนอื่นๆ รีบลุกขึ้นโค้งคำนับรับ และไม่ได้รู้สึกไม่พอใจที่ท่านผู้เฒ่าสูงสุดเอ่ยสั่งการต่างก็คิดว่ามันสมเหตุสมผลแล้ว

            “ท่านผู้เฒ่าสูงสุด ท่านออกไปครั้งนี้ได้อะไรมาบ้างหรือ? ‘หญ้าอำพรางสวรรค์’เม็ดนั้นไม่มีใครเห็นใช่หรือไม่!” ลู่เหว่ยจุนเห็นลู่ไท่ชังอารมณ์ไม่ค่อยดี จึงคิดว่าก่อนจะพูดอะไรย่อมต้องระมัดระวัง

            พวกเขาทั้งหมดกำลังเฝ้าดูอยู่และเห็นได้ชัดว่าเป็นห่วงตัวเอง ดังนั้นท่านผู้เฒ่าสูงสุดจึงจำใจพูดว่า “ได้ยาวิเศษมาไว้ในมืออย่างราบรื่นดี แต่หาคนปรุงโอสถให้ยากยิ่งนัก ข้าไปค้นหามาหกแห่งแล้วทั้งหมดเป็นคนปรุงโอสถที่มีชื่อเสียงมายาวนาน เพียงแต่ความสำเร็จนั้นอยู่ไกลเกินเอื้อมคงไม่คุ้มหากจะเสียเวลากว่าร้อยปีเพื่อสิ่งนี้”

            ผู้เฒ่ารองลู่หงชางกล่าวว่า “ท่านผู้เฒ่าสูงสุด แต่ข้าคิดว่า แม้ว่าการปรุงยาครั้งนี้จะใช้เวลาพอสมควรแต่วัตถุดิบยาที่รวบรวมมาได้ก็ล้ำค่าอย่างยิ่ง หากค่อยๆ รวบรวม จริงๆ ก็ยังไม่แน่ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไรหากเกิดช่วงระยะเวลานี้เจอกับคนปรุงโอสถที่สามารถปรุงยาอายุวัฒนะนี้ได้ จะไม่เสียดายจนตายเลยหรือ? ตอนนี้คงต้องรอดูโอกาสอีกครั้ง หากกันไว้ก่อนคงดีกว่ามาตามแก้ภายหลัง”

            ทันใดนั้นผู้เฒ่าสามลู่หงจีก็ตาเปล่งประกายขึ้นและถามว่า “แม้ว่าจะไม่น่าเป็นไปได้ แต่ตระกูลลู่ของเราก็มีคนปรุงโอสถขั้นห้าเช่นเดียวกันข้าว่าระดับความสามารถยังสูงกว่าคนจากเขาหนิงชุยเฟิงนัก ไม่ทราบว่าท่านผู้เฒ่าสูงสุดอยากจะลองถามเขาดูหรือไม่หากตระกูลของเราสามารถปรุงยาอายุวัฒนะนี้ขึ้นมาเองได้ เช่นนั้นแล้วเหตุใดคงไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากคนนอกอีก”

            คนอื่นๆก็พลันตาเป็นประกายขึ้นมาเช่นกัน เพียงเอ่ยปากถามและลองดูคงใช้เวลาไม่นาน

            ลู่ไท่ชังจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า“ตระกูลของเรามีคนปรุงโอสถขั้นห้าด้วยหรือ? เป็นไปได้อย่างไรกัน? หรือว่าจะเป็นลู่หงหมิง? แต่ข้าจำได้ว่าเขาเพิ่งเป็นคนปรุงโอสถขั้นเจ็ดเท่านั้น? เพียงระยะเวลาสั้นๆก็กลายเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าแล้วหรือ?”

            ผู้เฒ่าสามผู้นี้ปกติเป็นคนพูดน้อยยิ่งนักแต่วันนี้กลับพูดขยายความซ้ำอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน “ยังมีเรื่องที่ผู้เฒ่าสูงสุดยังไม่ทราบ ลูกชายของเหว่ยจุน ลู่อวี่ ไม่รู้ไปโชคดีอะไรมาถึงบังเอิญได้รับความโปรดปรานจากผู้อาวุโสขั้นเทพลึกลับท่านหนึ่งและถูกรับเป็นศิษย์ทั้งยังได้รับการถ่ายทอดวิชาปรุงยาอายุวัฒนะมาอีกด้วย ตอนนี้กลายเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าที่หนุ่มแน่นที่สุดในเทียนตูของเราไปแล้วแม้ว่าการปรุงยาศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างเทียนเฟิงนั้นจะยากไม่น้อยไปกว่าการปรุงยาอายุวัฒนะขั้นสี่แต่ก็ไม่เสียหายหากจะลองดู อย่างไรเสีย ก็เป็นคนในตระกูลของเราเอง เช่นนั้นแม้ว่าจะเสียวัตถุดิบยาบางอย่างไปอย่างไรก็ย่อมคุ้มค่ากว่า ถือเสียว่าให้โอกาสลู่อวี่น้อยได้ฝึกฝนฝีมือ!”

            ตระกูลลู่มีคนปรุงโอสถขั้นหาอย่างนั้นหรือ? เรื่องนี้ทำให้ลู่ไท่ชังอดตกใจไม่ได้ หากตามที่เขารู้มา คนปรุงโอสถขั้นห้าที่อายุน้อยที่สุดในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรของเทียนตูในตอนนี้คือราชาโอสถเสิ่นตานเจวี๋ยของเขาหนิงชุยเฟิง ซึ่งได้เป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าเมื่อห้าร้อยปีก่อนเหตุการณ์ยามนั้นได้สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเทียนตูแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะมีลูกหลานที่มีพรสวรรค์และเก่งกาจกว่าราชาโอสถยามที่เรื่องราวน่าปีติยินดีมาเยือน มักจะมาอย่างกะทันหันเสียจริงๆ

            ลู่เหว่ยจุนและผู้เฒ่าคนอื่นๆรู้ว่าเรื่องนี้ช่างน่าตกใจไม่น้อย แต่หากไม่ใช่เพราะพวกเขาเห็นมาเองกับตา ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางเชื่อเช่นเดียวกันคนอื่นใช้เวลากว่าร้อยปีหรือหลายร้อยปีถึงจะประสบผลสำเร็จ แต่ลูกหลานของตัวเองใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีหรืออาจเพียงไม่กี่เดือน สิ่งนี้มันทำให้คนที่ต้องเสียเงินทองไปมากจนนับไม่ถ้วนต้องเสียใจ!

            เมื่อนึกถึงตัวเองที่วิ่งไปทั่วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมารวมถึงความน้อยเนื้อต่ำใจที่ได้รับ เพียงเพื่อตามหาคนปรุงโอสถขั้นห้า? แต่ตอนนี้ตระกูลลู่ของเขาเองก็มีคนปรุงโอสถขั้นห้าเช่นกัน แม้ว่าอาจจะไม่สามารถปรุงยาศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างเทียนเฟิงออกมาได้และอาจสูญเสียวัตถุดิบไปกับการฝึกซ้อมฝีมือ แต่เขากลับรู้สึกสบายใจ หลังจากผ่านไปได้สักพักลู่ไท่ชังถึงได้สติกลับคืนมาเมื่อเห็นลู่เหว่ยจุนและคนอื่นๆ หันมาจ้องมองตัวเองอยู่ตรงนั้น ก็อดตำหนิตัวเองด้วยความโกรธไม่ได้“มองอะไรกันนัก! ยังไม่รีบไปเรียกเจ้าเด็กคนนั้นมาอีกนั่งเหม่อลอยอะไรอยู่?”

            ผู้เฒ่าหลายคนถึงกับก้มหน้างุดและไม่กล้าพูดอะไรสักคำทางด้านลู่เหว่ยจุนจึงรีบหยิบยันต์ศักดิ์สิทธิ์ม้วนตำราหยกออกมาทันที หลังจากนั้นก็ร่ายเวทใช้งานมันแผ่นหยกก็กลายร่างเป็นแสงศักดิ์สิทธิ์และหายวับไปทันที มาถึงจุดนี้แล้วของสิ่งนี้จะเป็นของล้ำค่าหรือไม่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะอย่างไรเสียตระกูลลู่ก็เป็นตระกูลใหญ่ หากจะสิ้นเปลืองบ้างคงไม่เป็นอะไร

            ลู่ไท่ชังผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่ เวลานี้ยังคงรู้สึกว่าใจเต้นตึกตัก สูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วถามว่า “หงหมิงเล่า เขาอยู่ที่ใด? เหตุใดเขาไม่อยู่ที่ตระกูล? ข้าจำได้ว่าเจ้าเด็กนั่นนอกจากอยู่แต่ในห้องปรุงโอสถแล้ว ก็ไม่มีที่ไหนที่จะหาตัวเขาพบได้หรือว่าเขาออกไปเปิดหูเปิดตา ออกไปท่องโลกแสวงหาความรู้แล้ว? ตระกูลลู่ของเรามีคนปรุงโอสถขั้นห้าเช่นนี้ไม่ใช่ว่าคนที่ควรมีความสุขที่สุดในตระกูลลู่จะเป็นเขาหรือ!”

            แม้ว่าลู่ไท่ชังจะเหมือนกับผู้เฒ่าสูงสุดของทุกตระกูล ที่เอาแต่สนใจการบำเพ็ญเพียรและไม่สนใจเรื่องราวใดๆ แต่ก็คุ้นหน้าคุ้นตากับลูกหลานในตระกูลที่มีความพิเศษไม่น้อยยิ่งไปกว่านั้นลู่หงหมิงยังดำรงตำแหน่งเป็นถึงผู้เฒ่าห้าด้วย แม้ว่าคนผู้นี้จะมีความคล้ายคลึงกับท่านผู้เฒ่าสูงสุดแต่ก็ไม่สนใจอะไรเลยนอกจากปรุงยาอายุวัฒนะ

            ลู่หงเซิ่งจึงหันไปกล่าวว่า“หงหมิงตอนนี้เป็นคนปรุงโอสถขั้นหกแล้วเช่นเดียวกัน เมื่อไม่กี่เดือนก่อน หลังจากที่ลู่อวี่น้อยกลายเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าก็ไปเที่ยวเล่นในเมืองเทียนตูเซียนเพื่อเยี่ยมชมและซื้อวัตถุดิบยา แล้วก็พักอาศัยอยู่ที่นั่นต่อ หงหมิง เพื่อที่จะขอคำชี้แนะจากเขาจึงเดินทางไปหาพร้อมลูกหลานที่มีพรสวรรค์เก่งกาจในด้านการปรุงโอสถ จนกระทั่งลู่อวี่น้อยประมูล‘ผลวิญญาณหยกเขียว’ มาได้เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ขึ้น จนในที่สุดก็เปิดเผยตัวตนว่าเขาเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าเช่นนั้นแล้วถึงได้รีบเดินทางกลับมา แต่หงหมิงยังคงอยู่ในเมืองเทียนตูเซียนต่อไป!”

            เดิมทีเมื่อลู่หงเซิ่งพูดถึงลู่หงหมิงว่าเป็นคนปรุงโอสถขั้นหก น้ำเสียงก็ยังฮึกเหิมไม่น้อยแต่ใครจะรู้ว่าพูดไปพูดมา ใบหน้าของผู้เฒ่าสูงสุดกลับยิ่งบึ้งตึงมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายเขาก็ดูเหมือนจะรู้ตัวเสียงจึงแผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนสุดท้าย เขาถึงได้รู้ว่าเหตุใดท่านผู้เฒ่าสูงสุดถึงทำหน้าเช่นนี้ไม่เพียงจะรู้สึกละอายใจและขลาดเขินเท่านั้น แต่รีบก้มหน้ายอมรับความผิดแล้วพูดออกมาทันทีว่า“หงเซิ่งสำนึกผิดแล้ว!”

            คนอื่นๆอีกหลายคนรวมถึงลู่เหว่ยจุน ก็สังเกตเห็นสายตาที่คมราวกับใบมีดของท่านผู้เฒ่าสูงสุดกวาดมองมาที่พวกเขาก็แอบเจ็บปวดใจยิ่งนัก ตอนแรกๆ ก็ยังดีอยู่ จะหาเรื่องไม่สบายใจให้ตัวเองไปด้วยเหตุใดกันแต่ลู่หงเซิ่งได้หลุดปากพูดออกไปแล้ว พวกเขาจะทำอะไรได้ นอกจากรีบก้มหน้ายอมรับผิดเสียดีกว่าแม้ว่ายามปกติท่านผู้เฒ่าสูงสุดจะอารมณ์ดี และยิ้มแย้มอยู่เสมอ แต่โกรธเมื่อไรก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะทนรับมันได้

            ดังนั้นเขาจึงรีบก้มหน้าตามลู่หงเซิ่งและกล่าวว่า“ผู้เฒ่าสูงสุดโปรดให้อภัย พวกเราสำนึกผิดแล้ว!”

            “ฮึ่ม!” ลู่ไท่ชังถอนหายใจด้วยความไม่พอใจ ทำให้ทั่วทั้งห้องโถงสั่นสะเทือนเพราะเสียงจนเศษฝุ่นละอองลอยคละคลุ้งกลางอากาศลู่เหว่ยจุนและคนอื่นๆ ตกตะลึงจนลมปราณและโลหิตเดือดพล่าน แต่ก็พยายามอย่างสุดความสามารถถึงยังยืนนิ่งอยู่ได้“พวกเจ้าก็ไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว ฝึกฝนมาอย่างน้อยก็หลายร้อยปี เรื่องเช่นนี้ ยังต้องให้ข้ามาอธิบายให้ฟังอีกกี่ร้อยครั้ง?ใช้ชีวิตกันมาจนปูนนี้แล้ว พวกเจ้ามีชีวิตกันมาอย่างเปล่าประโยชน์หรืออย่างไร?”

            แรกเริ่มเดิมทีน้ำเสียงของลู่ไท่ชังยังคงสุภาพและเยือกเย็นแต่หลังจากผ่านไปเพียงสองประโยคสั้นๆ น้ำเสียงก็พลันเข้มงวดและดุดันมากขึ้น ในตอนท้ายประโยคก็เอ่ยตำหนิด้วยน้ำเสียงเย็นชาจนผู้เฒ่าทั้งห้าคนของตระกูลลู่ที่อยู่เบื้องล่าง เหงื่อตกเมื่อได้ยินเช่นนี้แต่ก็ทำได้เพียงก้มหน้าลงอย่างยอมจำนน แม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกไม่เป็นธรรมอยู่บ้างแต่ลู่อวี่ก็ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ อย่างผิดแปลกไปจริงๆ ใครจะคาดคิดว่าเด็กชายในวัยเพียงสิบเจ็ดสิบแปดปีจะเปลี่ยนจากคนเสเพลกลายมาเป็นคนปรุงโอสถอย่างกะทันหันได้เช่นนี้ และใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็กลายเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าได้นี่มันปีศาจในปีศาจชัดๆ!

    คล้ายกับเรื่องหวนคืน: ตำนานจักรพรรดิเซียนโอสถ 【จบ】 ที่คุณอ่าน