ผมมองดูผีพรายที่ค่อยๆไต่ขึ้นมาจากน้ำโดยไม่รู้สึกอะไรนัก
เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรือครั้งที่สองที่ผมเห็นสิ่งแบบนี้
ตั้งแต่จางเฉียงที่จมน้ำตาย ไปจนถึงผีพรายในทะเลสาบของโรงเรียนที่ต้องส่งวิญญาณด้วยการสั่งสมคุณความดีและสูบปราณต้นกำเนิดผีพรายที่ผมเคยเจอมีอยู่หลายตนแล้ว
แต่เจ้าตนนี้ดูแตกต่างออกไปเล็กน้อย
ไอหยินบนร่างของมันหนากว่าปกติ ดวงตาก็เป็นสีดำสนิท
ผีที่มีดวงตาดำแสดงว่าเริ่มมีพลังอาฆาตแล้วนั่นแปลว่าแรงแค้นของมันรุนแรงจนกลืนกินดวงตา
อาจารย์เคยบอกว่า ผีประเภทนี้บางตนยังมีสติหลงเหลืออยู่เล็กน้อยยังรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร
ถ้าความเป็นคนยังไม่หมดไปหากรู้ผิดและยอมกลับใจก็ยังสามารถส่งไปเกิดใหม่ได้
แต่หากเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าและยึดมั่นในความอาฆาตอย่างไม่ลดละอย่างนั้นก็ต้องกำจัดสถานเดียว
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงจับตาดูผีพรายตนนี้อย่างใกล้ชิดไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
หากมันมีเจตนาจะทำร้ายใครแล้วพุ่งเข้ามากัดจั่วต้าเหนียนหรือคนอื่นขึ้นมาคงเป็นเรื่องใหญ่แน่
เมื่อเห็นว่าผีพรายใกล้ขึ้นฝั่งแล้ว ผมหันไปบอกทุกคนรอบข้าง “พวกคุณอยู่ข้างหลังผม อย่าเข้ามาใกล้ วิญญาณของศพกำลังจะขึ้นมาบนฝั่งแล้ว”
ทั้งสามคนมองไม่เห็นวิญญาณ เห็นเพียงโซ่เหล็กดำที่ตึงไปยังผืนน้ำ
เมื่อได้ยินคำพูดของผม พวกเขาเริ่มตื่นตระหนกถอยร่นไปอยู่ข้างหลังผมหมด
โดยเฉพาะจั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วยิ่งหลบไปไกล
ในสายตาของพวกเขา พื้นดินตรงริมตลิ่งเริ่มปรากฏรอยเท้าเปียกน้ำ
รอยเท้าเหล่านั้นเดินออกมาจากทะเลสาบ มุ่งตรงมาทางร่างของศพ
“รอยเท้า!” หวังเหมิ่งอุทานออกมาอย่างตกใจ
จั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วถึงกับพูดไม่ออก ใช้มือปิดปากแน่นไม่กล้าหายใจแม้แต่น้อย
ผมยังคงกดมือลงบนศพ มองผีพรายที่กำลังย่างเท้าขึ้นมาแล้วพูดว่า “พวกเขาเพิ่งถูกลากขึ้นมาบนฝั่ง ตอนนี้จึงยังทิ้งรอยเท้าไว้ได้ แต่พอเขาพ่นไอเย็นในปากจนหมด สลายพลังน้ำที่ติดตัวได้ รอยเท้าก็จะหายไป…”
ผมเพิ่งพูดจบ ผีพรายตนนั้นก็พ่นไอสีดำออกมาจากปากทันที
ไอดำลอยกระจายไปตามลมรอยเท้าที่เหยียบอยู่บนตลิ่งก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกแดดเผาจนแห้งหายไปในพริบตา...
ผีพรายที่ขึ้นฝั่งมายังคงจับโซ่ไว้แน่น ค่อยๆคลานเข้ามาใกล้ร่างศพทีละน้อย
แม้ดวงตาจะยังคงเป็นสีดำ แต่ผมสังเกตได้ว่าแววตาของมันเริ่มเลื่อนลอยเหมือนไม่แน่ใจ
จนกระทั่งมือของมันสัมผัสถึงเท้าของร่างศพนั่นเอง ก็หยุดนิ่งไป
ผมเองก็ละมือออกจากศพ ถอยหลังหนึ่งก้าวแล้วหยิบธูปยาวหนึ่งดอกออกมาจุดไฟ ก่อนปักไว้ที่ข้างๆ
ผีพรายตนนี้มีท่าทางไม่ต่างจากตอนที่หลี่เสี่ยวหมิ่นกลับมา
มันโน้มตัวพิงศพของตัวเอง แล้วพยายามจะนอนซุกกลับเข้าไปในร่างเดิม
แต่มันตายไปตั้งครึ่งเดือนแล้ว ศพก็เปื่อยยุ่ยไปหมดจะกลับเข้าไปได้อย่างไรกัน
ไม่ว่ามันจะพยายามนอนอย่างไร วิญญาณของมันก็ไม่อาจกลับเข้าสู่ร่างได้
ตอนนั้นเอง ผมก็เปิดปากกล่าว “ธุลีคืนสู่ธุลีดินคืนสู่ดิน พี่ชายเอ๋ย ชะตาคนเรามีเกิดมีดับคุณได้ตายไปแล้ว!”
ขณะพูด ผมควักกระดาษเงินกระดาษทองขึ้นมากำมือหนึ่ง แล้วโปรยใส่มัน
กระดาษโปรยปรายวูบวาบ ร่วงลงตรงหน้าผีพราย
และในตอนนั้นเองผีพรายที่พยายามจะซุกกลับเข้าไปในร่างศพก็ชะงักกะทันหัน
ดวงตาสีดำของมันสั่นไหว สีหน้าเริ่มบิดเบี้ยวแปลกประหลาด
“ตาย...ตายแล้ว? ฉัน...ฉันตายได้ยังไงไม่ ฉันยังไม่ตาย ฉันยังไม่ตาย...”
พูดไปมันก็เอามือกุมศีรษะ แสดงท่าทีเจ็บปวดสับสนอย่างเห็นได้ชัด
ผมขมวดคิ้วทันที มือข้างหนึ่งวางอยู่บนกระบี่กระดูกปลาอย่างเตรียมพร้อม
ตามที่อาจารย์เคยสอนไว้เวลานี้คือช่วงตัดสินว่าจะสามารถส่งวิญญาณตนนี้ได้หรือไม่
หากเขายอมรับว่าตัวเองตายแล้วแล้วสูดควันจากธูปส่งวิญญาณเข้าไปหนึ่งคำ พลังอาฆาตในตัวก็จะจางลง
ดวงตาที่เคยดำสนิทจะค่อยๆ กลายเป็นสีเทา และสติสัมปชัญญะจะกลับคืน
เหมือนกับตอนที่จางเฉียงได้สติ แล้วส่งวิญญาณได้สำเร็จ
แต่ถ้าเขาไม่ยอมรับความตาย ยึดติดกับความอาฆาตเขาจะไม่สามารถสูดควันจากธูปส่งวิญญาณได้
ตอนนั้นพลังอาฆาตจะยิ่งทวีความรุนแรง กลายเป็นดุร้ายและกระหายเลือด
บางครั้งดวงตาสีดำอาจกลายเป็นขาว กลายสภาพเป็นวิญญาณอาฆาตโดยสมบูรณ์
ถ้าเป็นแบบนั้น ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกำจัดเขา
เพราะด้วยฝีมือของผมยังไม่อาจส่งวิญญาณอาฆาตได้
“ธุลีคืนสู่ธุลี ดินคืนสู่ดิน ชีวิตมีเกิดมีดับ พี่ชาย...ได้โปรดวางลงเถอะ!” ผมเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
เพราะความตายของเขานั้นเป็นความตายโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวผมจึงอยากให้โอกาสเขาอีกสักครั้ง
ผีพรายยังคงกุมศีรษะพลางร่ำไห้
“ตายแล้ว...ฉันตายแล้ว ตายแล้วจริงๆ ...”
พูดได้เท่านั้น เขาก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่ ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
และในตอนนั้นเอง ควันสีเขียวจากธูปส่งวิญญาณที่ผมปักไว้ข้างๆก็ลอยเข้าไปในจมูกของเขาโดยอัตโนมัติ
เมื่อเห็นภาพนี้ ผมโล่งใจขึ้นเล็กน้อย
รู้สึกว่าตัวเองสามารถลดการระวังลงได้บ้างเพราะมันแสดงให้เห็นว่าผีพรายยอมรับความตายของตนแล้ว และปล่อยวางจากความอาฆาต
ดวงตาสีดำของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงสะอื้น คราบน้ำบนร่างก็เริ่มลดลง
นี่แสดงว่าสามารถส่งไปได้แล้ว
หวังเหมิ่งที่อยู่ด้านหลังผมรวมถึงจั่วต้าเหนียนและซุนโหย่วที่อยู่ไกลออกไปต่างมองไม่เห็นผีพราย
พวกเขาทำได้เพียงมองผมพูดอยู่คนเดียว ตาเบิกกว้างเงียบงัน ไม่เอ่ยคำใด
ในขณะที่ผีพรายร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่นั้นผิวน้ำของทะเลสาบพลันเกิดความเคลื่อนไหวขึ้น
ผมมองเห็นจากระยะไกล ศพอีกสองร่างโผล่ขึ้นมาจากน้ำห่างออกไปราวสิบเมตร
อาจารย์โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำครู่หนึ่ง แล้วก็ดำกลับลงไปอีกครั้ง
ผมไม่รู้ว่าอาจารย์ต่อสู้กับศพอาฆาตและวิญญาณร้ายพวกนั้นในน้ำอย่างไรบ้างแต่มั่นใจได้เลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแน่
เมื่อเห็นว่ามีศพลอยน้ำใหม่ขึ้นมา ผมก็หันไปเรียกหวังเหมิ่งทันที “พี่เหมิ่ง มีศพใหม่ลอยขึ้นมาอีกแล้ว ฝากพายเรือต่อหน่อยครับ”
หวังเหมิ่งพยักหน้า “ไม่มีปัญหา!”
จากนั้นผมก็หันไปพูดกับผีพรายที่ยังคงสะอื้นไม่หยุด
“พี่ชาย ใจเย็นๆ ก่อนอีกเดี๋ยวผมจะส่งคุณกลับไปหาครอบครัว”
เมื่อผีพรายได้ยินคำว่า “ครอบครัว” ก็เงยหน้าขึ้นมองผม
เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ แต่ในดวงตาสีเทาคู่นั้นมีแววขอบคุณปนอยู่
ผมยิ้มบางๆ แล้วเดินตรงไปยังริมฝั่ง ก่อนจะขึ้นเรือลำเล็กอีกครั้ง
หวังเหมิ่งเริ่มพายเรือมุ่งหน้าไปยังทิศทางของศพลอยน้ำ
ตอนแรกเรือยังเคลื่อนได้ดี แต่พอออกจากฝั่งไปราวสี่ห้าเมตรความเร็วก็เริ่มลดลง กลายเป็นเหมือนเดิม
หวังเหมิ่งต้องออกแรงมากกว่าปกติจึงจะสามารถพายเรือฝ่าทะเลสาบได้
ผิวน้ำกลับมาเชี่ยวกรากอีกครั้ง เสียงคลื่นกระทบเรือดัง “ตึงๆๆ” ไม่ขาดสาย
บางครั้งเสียงก็กระแทกแรงมาก ราวกับมีคนฟาดฝ่ามือเข้ากับแผ่นไม้ของเรือโดยตรง
ผมรู้ดีว่านี่คือฝีมือของพวกสิ่งชั่วร้ายใต้น้ำ
แต่ผมเองก็ไม่มีวิธีอะไรนัก ได้แต่ช่วยหวังเหมิ่งพายเรือ
ระยะทางแค่สิบกว่าเมตร พวกเรากลับใช้เวลากว่าเจ็ดถึงแปดนาที
พอเข้าใกล้ศพ ผมก็พบว่าเป็นนักประดาน้ำอีกแล้ว
ศพนอนคว่ำหน้าในน้ำเหมือนเดิมไม่ต่างจากก่อนหน้านี้
ผมจึงใช้วิธีเดิม
ใช้เชือกเกี่ยวศพเกี่ยวร่างศพไว้ แล้วออกแรงลากกลับ
แต่ศพลอยน้ำทั้งสองร่างไม่ต่างกันเลย ลากไม่ไปสักนิด
สุดท้ายต้องปล่อยไอศพออกก่อน แล้วตามด้วยขู่เล็กน้อย
ใช้กระบี่กระดูกปลาแทงลงไปไม่ยั้ง พอไอศพระบายออกไปบ้างก็ขู่เพิ่มอีกสองสามคำ เท่านี้ก็สามารถลากศพกลับมาได้
การรับมือกับศพสองร่างนี้ ผมกับหวังเหมิ่งเสียเวลาไปประมาณสิบห้านาที
หลังจากลากศพขึ้นฝั่งเรียบร้อยแล้วผมกำลังจะเริ่มประกอบพิธีเรียกวิญญาณ
แต่แล้ว เสียงน้ำสาด “ซ่าๆ” ก็ดังมาจากอีกฟากของท่าเรือ
พวกเราทุกคนหันไปมองตามเสียงนั้นพบว่าอาจารย์แบกศพสองร่างขึ้นมาจากทะเลสาบ แล้วเดินขึ้นฝั่งมาทั้งอย่างนั้น...