ตอนที่ 13 กาฬโรค (1)
นับตั้งแต่โบราณมา เมื่อใดก็ตามที่มีกาฬโรคเกิดขึ้น ทุกครั้งล้วนอันตรายผิดธรรมชาติ ตายเก้ารอดหนึ่ง ผู้คนได้ยินแล้วต่างหน้าเปลี่ยนสี! แม้นเป็นหน่อเนื้อผู้สูงศักดิ์ก็ยังหลบซ่อนภัยพิบัติและอุบัติเหตุที่มาเยือนกะทันหันนี้ไม่พ้น
องค์ชายรองจ้าวเซียแม้มิใช่พี่น้องร่วมอุทรขององค์หญิงสวิน แต่นางกลับห่วงใยน้องชายคนนี้ยิ่งนัก
จ้าวเซียบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เขาเป็นความอบอุ่นเดียวที่เสวี่ยสวินมองเห็นได้ในวังอ๋องอันเย็นชาแห่งนี้ ความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่ายจึงแตกต่างออกไป
เวลานี้เสวี่ยสวินทราบข่าวว่าน้องชายล้มป่วย จิตใจก็ร้อนรุ่มดั่งไฟสุม เอ่ยคำอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ไปกัน พวกเรากลับไปตอนนี้เลย!”
นางไม่สนใจระเบียบพิธีในวัง ยกชายกระโปรงขึ้นออกวิ่งไปยังตำหนักเหยียนฝูที่จ้าวเซียอาศัยอยู่พร้อมกับเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์
“ข้าจะไปกับเจ้าด้วย!” จางเอ่อร์วางใจไม่ลง ก้าวขาตามพวกนางไปอย่างใกล้ชิด ทิ้งเซี่ยงอวี่ให้ยืนอยู่หน้าประตูวังเพียงลำพัง
เซี่ยงอวี่มองดูเงาร่างของเสวี่ยสวินกับจางเอ่อร์ห่างออกไปไกล ถ้อยคำที่อยากพูดกำชับติดอยู่ตรงริมฝีปาก กลับเอ่ยออกมาไม่ได้ ทำได้เพียงแอบถอนใจอยู่เงียบๆ
“ยายหนูสวิน หากเจ้าไม่ใช่องค์หญิงของแคว้นจ้าว บางทีคนที่ดูแลเจ้าไปตลอดทางอาจเป็นข้าก็ได้...”
…
ในตอนที่กลุ่มคนเร่งเดินทางมาถึงตำหนักเหยียนฝูก็เห็นเพียงประตูใหญ่บานนั้นปิดแน่นสนิท มีทหารคุ้มกันไว้อย่างแน่นหนา ลี่ฮูหยินผู้เป็นมารดาของจ้าวเซียยืนร่ำไห้ไม่เป็นภาษาอยู่นอกตำหนัก โศกเศร้าเจ็บปวดปานจะขาดใจ
“หมอหลวงเล่า เหตุใดไม่เห็นหมอหลวงเลย!”
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์พูดน้ำเสียงเจือสะอื้น “ชาวบ้านในเมืองบางส่วนเริ่มติดกาฬโรคแล้ว ตอนนี้แคว้นฉินซึ่งเป็นเพียงแคว้นเดียวที่รู้เทียบยารักษากลับไม่ยอมบอกเทียบยาแก่พวกเรา ยามนี้หมอหลวงทุกคนต่างอับจนหนทาง ไม่รู้จะทำเช่นไรแล้วเพคะ!”
หรือว่าน้องชายตนจะรักษาไว้ไม่ได้แล้ว...
เสวี่ยสวินกำลังจะผลักประตูเปิดเข้าไป กลับถูกราชองครักษ์ที่เฝ้าหน้าประตูห้ามไว้ “องค์หญิง เสด็จเข้าไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!”
“ข้าอยากจะเข้าไปดูน้องเสี่ยวเซีย ไม่ได้หรือไร” เสวี่ยสวินมองด้วยสายตาเย็นชา ในหัวใจปวดร้าวหาใดเปรียบ
ราชองครักษ์ก้มศีรษะกล่าวคำ “องค์หญิงสวินโปรดประทานอภัย จ้าวอ๋องมีราชโองการลงมาให้ปิดผนึกตำหนักขององค์ชายรองแล้ว ห้ามมิให้คนผู้ใดเข้าไปโดยเด็ดขาด ขอองค์หญิงอย่าได้กดดันให้กระหม่อมต้องลำบากใจเลยพ่ะย่ะค่ะ”
ระหว่างสนทนา จู่ๆ ลี่ฮูหยินก็ทรุดร่างคุกเข่าลงเบื้องหน้าเสวี่ยสวิน ราวกับมองเห็นดวงดาวช่วยชีวิตก็มิปาน “ขอร้องพวกท่าน! ขอร้องพวกท่านโปรดช่วยเซียเอ๋อร์ของข้าด้วย!”
เสวี่ยสวินรีบดึงนางลุกขึ้นมา คารวะแล้วกล่าวคำ “ลี่ฮูหยิน เรื่องนี้ยังต้องไปหารือกับเสด็จพ่อและพระอัครมเหสีก่อน อาการป่วยของเสี่ยวเซียจำเป็นต้องมีเทียบยาของแคว้นฉินจึงจะช่วยรักษาไว้ได้”
คิดไม่ถึงว่าเสวี่ยสวินจะพูดเช่นนี้ ลี่ฮูหยินยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม “พระอัครมเหสีไม่ยอมช่วยเซียเอ๋อร์! เมื่อครู่ข้าเพิ่งกลับจากตำหนักหย่งเล่อ ไม่คิดเลยว่าพระอัครมเหสีที่ข้าคอยเชื่อฟังว่าตามทุกอย่าง กลับคิดปล่อยให้เซียเอ๋อร์ของข้าตายไปตามยถากรรม! องค์หญิงสวิน คุณชายจางเอ่อร์ พวกท่านทั้งสองปราดเปรื่องเกินคนมาแต่ไหนแต่ไร รีบคิดหาวิธีให้จ้าวอ๋องช่วยชีวิตเซียเอ๋อร์ไว้ด้วยเถิด!”
ลี่ฮูหยินร่ำไห้ดั่งดอกสาลี่ต้องสายฝน เสวี่ยสวินเห็นแล้วสะท้อนใจ จึงพยักหน้ารับคำ “ก็ได้ ข้าจะพยายามสุดความสามารถ ข้ากับญาติผู้พี่จะไปหาเสด็จพ่อเดี๋ยวนี้!”
เสวี่ยสวินจิตใจหนักอึ้ง นางไหนเลยจะไม่เข้าใจ ตอนนี้แม้เสด็จพ่อรับปากว่าจะช่วยจ้าวเซีย แต่ก็ใช่ว่าบอกช่วยแล้วจะช่วยได้ กุญแจสำคัญคือต้องทำให้แคว้นฉินมอบเทียบยาออกมา
ทว่าฉินฮ่องเต้อิ๋งเจิ้งแต่ไรเป็นคนโหดเหี้ยมไร้ปรานี มีหรือจะยอมส่งมอบเทียบยาออกมาง่ายๆ เช่นนั้นต่อให้เสด็จพ่อเห็นชอบแล้วจะทำอันใดได้…
…
ภายในท้องพระโรง จ้าวอ๋องกำลังหารือเรื่องกาฬโรคระบาดในเมืองกับเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊อย่างเคร่งเครียด จ้าวเสวี่ยสวินกับจางเอ่อร์จึงค้นพบว่าที่แท้เรื่องราวร้ายแรงมาถึงขั้นนี้แล้ว
ได้ยินเพียงมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งกล่าวขึ้น “จ้าวอ๋อง ยามนี้มีราษฎรในเมืองจำนวนมากติดเชื้อกาฬโรคแล้ว องค์ชายรองเองก็เช่นกัน บัดนี้ในบรรดาแว่นแคว้นทั้งหลายมีเพียงแคว้นฉินแคว้นเดียวที่มีเทียบยาสามารถรักษากาฬโรคได้ แต่ราชทูตที่ทางเราส่งไปล้วนถูกส่งกลับ หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย! ฮ่องเต้แคว้นฉินเอาแต่กล่าวว่าพวกเราไม่มีความจริงใจ เช่นนี้จะทำอย่างไรกันดีพ่ะย่ะค่ะ”
“แคว้นจ้าวเราไม่เคยมีเจตนาเป็นศัตรูกับแคว้นฉิน ฉินฮ่องเต้กระทำเช่นนี้คิดอยากยั่วยุให้เกิดสงครามขัดแย้งกันหรืออย่างไร!”
จางเอ่อร์ฟังมาถึงตรงนี้ ในใจก็มีแผนการรับมือแล้ว เขาหันมองเสวี่ยสวิน แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนดุจสายลมวสันต์อันอบอุ่น