หลังออกจากร้านของผู้อาวุโสโจว พร้อมกับเงินจำนวนสองร้อยกว่าร้านจางหมิงก็มาเดินเตร็ดเตร่อยู่ในย่านที่มีร้านขายของเก่ามากมาย
เขาเดินอยู่นานก็ไม่มีของถูกใจสาเหตุที่ต้องมาเดินนั้นก็เป็นเพราะมีกระดาษตกลงมาบนพื้นตอนที่เขากำลังจะเดินออกจากร้านของผู้อาวุโสโจวพอดี
“ไม่มีอะไรที่นายต้องการเลยเหรอฉันเดินดูของเก่าพวกนี้จนเหนื่อยแล้วนะ” สิ้นเสียงโอดครวญอย่างแผ่วเบาของเขาก็มีเพียงแค่ความเงียบงัน ชายหนุ่มเดินไปแสกนจ่ายเงินค่าเชารถจักรยานไฟฟ้าสาธารณะ“ฉันขี้เกียจเดินแล้ว จะนั่งรถจักรยานไฟฟ้าไปก็แล้วกันถ้าร้านไหนมีของที่นายต้องการก็เตือนฉันผ่านแหวนหยกนี่นะ”แล้วเขาก็เปิดสวิทช์รถจักรยานไฟฟ้าแล้วก็บิดคันเร่งไปอย่างรวดเร็ว
แต่ไม่ว่าเขาจะตระเวนไปตามตรอกซอกซอยไหนๆแหวนหยกของเขาก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆเลยสักนิดกระทั่งเที่ยงเขาจึงเอารถไปจอดเอาไว้ในจุดให้บริการจากนั้นก็เรียกแท็กซี่เพื่อให้ไปส่งที่ห้องเช่าของเขา
ระหว่างทางเขาโทรหาคนคุ้นเคยเพื่อจะสั่งเนื้อหมูและให้พวกเขาหาเนื้ออย่างอื่นให้เขาด้วย“สวัสดีครับพี่ต้วน”
“ว่าไงเสี่ยวจาง หายไปนานเลยนะยังสบายดีอยู่ใช่ไหม”
จางหมิงที่เพิ่งกลายเป็นมหาเศรษฐีหมาดๆหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี“สบายดีสิครับพี่ต้วน ที่โทรหาพี่วันนี้เพราะมีออเดอร์ใหญ่มาให้พี่กับพี่เติ้งเลยนะ”
“ไอ้โหยว!นายต้องการเนื้อหมูเท่าไหร่บอกมาได้เลยเสี่ยวจาง”
“สามพันชั่งครับ แล้วก็ยังมีเนื้อวัวเนื้อแกะ เนื้อแพะแล้วก็เนื้อกระต่ายอีกอย่างละสามพันชั่งเช่นกันครับพี่ต้วน”
“นะ นี่นายจะเอาไปเลี้ยงแขกที่ไหนเสี่ยวจางมันมากเกินไปแล้วนะ แล้วฉันจะจัดหาให้นายทันหรือเปล่าเนี่ย”
“ผมให้เวลาพี่กับพี่เติ้งสามวันพอไหมครับเดี๋ยวจะโอนเงินส่วนหนึ่งเข้าบัญชีพี่ก่อน”ว่าแล้วเขาก็โอนเงินก้อนหนึ่งเข้าบัญชีพี่เติ้ง
“ฮ่าๆๆ ถ้าสามวันพวกเราจัดการได้แน่นอนขอแค่โอนเงินมาพี่ชายคนนี้ของนายจัดการให้ได้ทุกอย่างอยู่แล้วเสี่ยวจาง”
“ดีครับ อ้อเดี๋ยวผมส่งโลเคชั่นโกดังเก็บของไปให้ด้วยนะ พอได้เนื้อมาครบแล้วก็ขนไปที่โกดังได้เลย”
“ไม่มีปัญหา นายนี่เป็นดาวนำโชคของฉันจริงๆอ้อๆ มีอีกเรื่องนึง นายยังจำอาจิ้งที่เหล่าเติ้งพูดถึงได้ไหมเสี่ยวจาง”
จางหมิงมองออกไปนอกหน้าต่างแต่ใบหน้ายังคงเปื้อนรอยยิ้มเสมอ “จำได้สิครับพี่ต้วน”
“นั่นแหละๆพวกเขาจดทะเบียนสมรสกันเรียบร้อยแล้วนะ ตอนนี้อาจิ้งน่ะท้องได้สองเดือนแล้วนะ”
“โอ้!ผมกำลังจะมีหลานเพิ่มอีกคนเหรอครับ”
“ใครว่าอีกคนล่ะสองคนต่างหากอาจิ้งตั้งท้องแฝดชายหญิงเชียวนะ ฉันล่ะอิจฉาเหล่าเติ้งจริงๆ”
“อิจฉาก็หาคนรักสักคนสิครับพี่ต้วน”
“เหอะๆไม่ล่ะแค่ที่อยู่รอบตัวฉันเวลานี้ก็น่าปวดหัวจะตายอยู่แล้ว ฉันยังอยากมีชีวิตเป็นของตัวเองไปอีกสักสิบปี”แค่แม่กับย่าและพี่สาวน้องสาวของเขาก็วุ่นวายมากพอแล้วเขายังไม่อยากวุ่นไปมากกว่านี้จริงๆ
จางหมิงหัวเราะเบาๆ“ผมก็คิดเหมือนพี่ต้วนครับ เราต้องใช้ชีวิตวัยหนุ่มของเราให้คุ้มค่าพี่ว่าไหมครับ”
“ใช่เลย นายพูดถูกเสี่ยวจางวัยหนุ่มของฉันยังใช้ไม่คุ้มค่าเลย ได้เงินจากการขายเนื้อให้นายนี่แหละฉันจะลาพักร้อนไปเที่ยวสักเดือน ให้พ่อกับแม่มาขายแทน”พูดออกไปแล้วก็หันซ้ายแลขวาเมื่อไม่เห็นพ่อกับแม่อยู่แถวนี้เขาก็แอบยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“เป็นความคิดที่ดีครับพี่ต้วน”
“อืม นายเองก็ใช้ชีวิตให้ดีนะเสี่ยวจางฉันคงต้องวางแล้วจะได้รีบโทรหาเหล่าเติ้ง”
“ได้ครับพี่ต้วน อีกสามวันเจอกันนะครับ”
“ได้ๆๆ อีกสามวันเจอกัน”
พอกลับมาถึงห้องเช่า จางหมิงก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูยอดเงินในบัญชีอีกครั้งพอดูซ้ำหลายๆครั้ง เขาก็มั่นใจว่าตอนนี้เขารวยแล้วจริงๆ
“คงต้องหาซื้อของเพิ่มสินะแล้วก็ซื้อไปเผื่อส่วนที่ต้องบริจาคด้วย พี่สาวจางน่าจะชอบนะที่ฉันจะทำความดีเพื่อเธอ”
พอสิ้นเสียงของเขา ก็มีกระดาษแผ่นหนึ่งลอยละลิ่วจากเพดานห้องตกลงมาบนเตียงนอนที่เขานอนอยู่“หืม ตลาดผีอย่างนั้นเหรอ ที่นั่นต้องไปเวลากลางคืน อืม ตอนนี้กี่โมงแล้วนะ”เขาก้มลงดูเวลาที่หน้าจอโทรศัพท์ ก็เห็นว่าเป็นเวลาห้าโมงเกือบจะหกโมงเย็นแล้ว“นั่งแท็กซี่ไปก็น่าจะทัน” ว่าแล้วก็รีบดีดตัวลุกออกจากเตียงนอนทันที
“แต่เดี๋ยวนะ ตลาดผีต้องไปช่วงตีสามนี่”ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่หน้าเตียงเพื่อใคร่ครวญและวางแผนการเดินทาง“ก่อนอื่นต้องเตรียมไฟฉายไปด้วย อืม คงต้องไปหาห้องพักตั้งแต่หัวค่ำวันนี้มันเป็นวันอะไร” เขาก้มลงดูที่หน้าจอโทรศัพท์อีกครั้ง “อ่า วันพุธคนเยอะแน่ๆ แต่ไม่เป็นไรวันนี้น่าจะมีของดีที่สุดแล้ว”
ไม่นานจางหมิงก็สะพายกระเป๋าเป้คู่ใจของเขาเดินออกจากห้องพัก
“อ้าว จะไปไหนเหรอเสี่ยวจาง”พี่เหม่ยเจ้าของห้องเช่าร้องถามมาจากหลังเคาน์เตอร์
“ไปหาอะไรกินนิดหน่อยครับพี่เหม่ยไปก่อนนะครับ”
“จ้าๆ รีบร้อนแบบนี้ต้องนัดสาวเอาไว้แน่ๆ”
จางหมิงหน้าแดงขึ้นมา ก่อนจะรีบตอบออกไป“ไม่มีหรอกครับพี่เหม่ย ไปก่อนนะครับเดี๋ยวจะไม่ทันแล้ว”ชายหนุ่มรีบเดินออกจากตึกห้องเช่าทันที เพราะถ้าขืนคุยกับพี่เหม่ยต่อล่ะก็ไม่มีทางจบบทสนทนาง่ายๆแน่นอน
เมื่อเดินออกมาที่ถนน รออยู่ครู่เดียวรถแท็กซี่ก็มาชายหนุ่มก้าวขึ้นรถ “ไปถนนวงแหวนที่ห้าครับ”
“นายจะไปเที่ยวตลาดผีสินะวันนี้เป็นวันพุธคนเยอะหน่อยนะ อาจจะไม่ได้ของดีติดมือกลับมาสักเท่าไหร่”คนขับเป็นชายวัยฉกรรจ์เอ่ยออกมาอย่างรู้ตื้นลึกหนาบาง เพราะเขาก็เคยคลุกคลีอยู่ในวงการนี้มาเหมือนกันแม้ตอนนี้จะไม่ได้อยู่ในวงการแล้วก็ตาม
“ใช่แล้วครับผมยังไม่เคยไปเที่ยวที่นั่นเลยสักครั้ง พี่ชายมีคำแนะนำอะไรไหมครับ”
“ไม่มีหรอกแค่อยากจะเตือนให้นายทำตามกฎของตลาดผีให้ดีก็เท่านั้น”
“กฎของตลาดผีผมถามคนที่รู้จักมาแล้ว รับรองไม่ทำผิดกฎแน่นอนครับ”ว่าแล้วเขาก็ชูไฟฉายให้อีกฝ่ายได้ดูว่าเขาเตรียมพร้อมมากแค่ไหน
“หึหึดูท่านายคงจะพอมีความรู้อยู่บ้างสินะ เอาเถอะถือว่าไปเปิดหูเปิดตาก็แล้วกันอย่าจ่ายเงินในสิ่งที่แพงเกินไปเข้าใจไหม”
“ผมจะจำเอาไว้ครับพี่ชาย”
ใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมงจางหมิงก็มาถึงถนนวงแหวนที่ห้าทางฝั่งตะวันออกของปักกิ่ง
เขาได้ห้องพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่ใกล้กับตลาดผีราคาของมันค่อนข้างแพงทีเดียวแต่คนที่มีเงินหลายร้อยล้านอย่างเขาก็เริ่มจะไม่ถือสาราคาของที่พักพวกนี้แล้วล่ะ
บรรยากาศยามค่ำคืนคึกคักพอสมควร จางหมิงนอนพักเอาแรงไปหลายชั่วโมงพอได้ยินเสียงปลุกจากโทรศัพท์เขารีบเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา
จากนั้นก็สะพายกระเป๋าเดินออกจากโรงแรมไปที่ตลาดผีที่อยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก
ระหว่างทางเขาเห็นคนมากมายเดินมุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกันกับเขาต่างคนต่างก็เดินเงียบๆไม่ค่อยคุยกัน และถึงจะคุยกันก็จะใช้เสียงเบากว่าปกติ
จนกระทั่งเข้าไปในตลาดผีได้แล้วนั่นแหละจางหมิงจึงได้เห็นว่าจากที่เห็นคนมากมายด้านนอกตลาดแต่พอมาเจอคลื่นมนุษย์ข้างในตลาดผีเข้า ถึงกับทำเขาอ้าปากค้างไปอึดใจใหญ่เลย
“ตีสามแล้วนะ พวกคุณไม่หลับไม่นอนกันหรือไงแล้วผมจะหาของที่ต้องการเจอไหมเนี่ย”เขาพึมพำเสียงแผ่วแต่มันเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกของเขาอย่างเปี่ยมล้น
ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เขาก็ไม่คิดย่อท้อมือที่ถือกระบอกไฟฉายขนาดเล็กก็กดเปิดสวิทช์ แล้วก็เดินตามคนอื่นไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งเดินมาจุดหนึ่งที่เป็นมุมอับสายตาทั้งที่ตลาดผีแห่งนี้มันก็มืดอยู่แล้ว
สาเหตุที่จางหมิงสังเกตเห็นก็เป็นเพราะแหวนหยกของเขาร้อนขึ้นมาจนเขาต้องหยุดเดินนั่นเอง
เขาเดินเข้าไปในตรอกเล็กๆแล้วก็พบว่ามีคนนำของมาขายแค่คนเดียวเท่านั้นแต่ถึงจะเป็นมุมอับสายตาก็ยังมีคนแวะเวียนมาเรื่อยๆราวกับจะรู้ดีว่าพ่อค้าคนนี้มีของดีมาขาย
“ของสิ่งนี้ราคาเท่าไหร่”เสียงชายวัยกลางคนเอ่ยถามเจ้าของร้านเสียงเบา มือของเขาก็ส่องไฟฉายไปยังตะกร้าทั้งสามใบที่วางกับพื้นไปด้วย
“ก้อนละหนึ่งหมื่นหยวน”เจ้าของร้านก็เอ่ยตอบกลับมาเสียงเบาเช่นกัน
ชายวัยกลางคนได้แต่ส่ายหน้าเขาคิดว่ามันแพงเกินไปสำหรับหินที่ไม่รู้แน่ชัดว่าเอาไปทำประโยชน์อะไรได้บ้าง“เงินไม่พอ คงซื้อแค่กำไลหินวงนี้เท่านั้น ครั้งหน้าจะมาอีกไหม”
“ครั้งต่อไปไม่ได้มาหรอกเพราะต้องไปหาของมาเพิ่มตอนนี้ก็เหลือไม่กี่อย่างแล้ว” เจ้าของร้านตอบออกมาอย่างเป็นกันเอง
จางหมิงที่ยืนฟังอยู่ห่างๆรวมกับคนอื่นอีกสามสี่คนก็รู้ได้ทันทีว่าคนทั้งสองต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีแต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดจะเอ่ยแทรกบทสนทนา ยังคงรักษากฎของที่นี่ได้อย่างดี
เขารอจนกระทั่งทุกคนเข้าไปเลือกซื้อของจากร้านและจากไปแล้วจึงได้เดินเข้าไปหาเจ้าของร้าน “ผมสนใจหินในตะกร้าของคุณครับ”
เจ้าของร้านเงยหน้าขึ้นมาแล้วก็ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็นแล้วก็ได้ยกตะกร้าใบใหญ่ขึ้นมาอย่างง่ายดาย “สนใจก้อนไหนเลือกดูได้เลยน้องชาย”
จางหมิงยื่นมือออกไปหยิบก้อนหินหน้าตาประหลาดขึ้นมาและแหวนหยกที่เขาสวมอยู่ก็ร้อนยิ่งกว่าเดิมแสดงว่าเป็นเจ้าหินหน้าตาประหลาดพวกนี้สินะ
บางก้อนก็เล็กบางก้อนก็ใหญ่หลังจากที่ลองชั่งน้ำหนักในมือดูแล้วก็ค่อนข้างมีน้ำหนักทีเดียวเขาไล่สายตาดูที่แขนเล็กที่มีแต่หนังหุ้มกระดูกของเจ้าของร้านแล้วก็เบือนสายตาไปมองของอย่างอื่นก่อนจะทำทีเป็นหยิบเข็มกลัดดอกไม้ขึ้นมาดูอย่างสนใจ
“นี่เป็นเข็มกลัดที่ได้มาจากซากเรืออับปางใต้ทะเลลึกประวัติของมันสุดๆไปเลยล่ะ” คนขายเอ่ยอย่างมีลับลมคมในยิ่งพูดด้วยเสียงที่ไม่ต่างจากการกระซิบด้วยแล้ว ก็ยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่
แต่จางหมิงที่เคยชินกับเงาร่างสีดำที่คอยติดตามเขาแทบตลอดเวลาแล้วกลับรู้สึกสนใจเข็มกลัดดอกไม้ที่ทำจากอัญมณีหลายชนิด“เข็มกลัดนี่ราคาเท่าไหร่ครับ”
คนขายชูสองนิ้วออกมาแล้วก็ตามมาด้วยการบอกราคา “สองพันหยวนเท่านั้น”
จางหมิงเลิกคิ้วอย่างสงสัยของดีขนาดนี้ทั้งยังบอกประวัติอันน่าค้นหาให้ฟังจนเขาอยากจะตามสืบดูเรื่องราวที่แท้จริงแล้วมาบอกว่าราคาแค่สองพันหยวนเท่านั้น เขายังเชื่อถือได้อยู่หรือเปล่า
แต่พอคิดดีๆแล้วก็เลิกคิดวุ่นวายที่ตลาดผีแห่งนี้คนขายจะตั้งราคาสินค้าอย่างไรก็ได้ ถ้าพอใจก็ซื้อไม่พอใจก็จากไปก็แค่นั้น
“งั้นผมเอาเข็มกลัดนี่ก็แล้วกัน ส่วนหินหน้าตาประหลาดพวกนี้...”
เห็นว่าลูกค้าสนใจแต่น่าจะติดที่ราคาพ่อค้าก็เผยความลับของหินพวกนี้ออกมา “นี่เป็นหินอุกกาบาตเลยนะครับคุณลูกค้าถึงจะก้อนเล็กจากที่คุณเคยเห็นมาแต่นี่ของจริงเลยนะครับ ผมเพิ่งได้มาเมื่อวานนี้เอง”
จางหมิงพิจารณาหินที่คนขายบอกว่าเป็นหินอุกกาบาตอีกครั้งแล้วก็รู้สึกว่าสายตาที่เหมือนจะดีเป็นพิเศษในบางครั้งของเขา จะเห็นอะไรบางอย่างอยู่บนผิวของมัน
เขาไม่เสียเวลาคิดนาน“ถ้าอย่างนั้นผมเอาหมดทั้งสามตะกร้าเลยครับ”
“โอ้! นายจะซื้อทั้งหมดเลยใช่ไหมน้องชายมันมีทั้งหมด 172 ก้อนเลยนะ”พ่อค้าร่างผอมแห้งแต่มีพละกำลังมหาศาลรีบเปลี่ยนคำเรียกหาทันทีอย่างสนิทสนม
“ครับ ผมจะซื้อทั้งหมด”พูดออกไปแล้วเขาก็ล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาเพื่อเตรียมสแกนจ่ายค่าสินค้า
“ได้ๆๆ ถ้าอย่างนั้นนายก็ยกตะกร้าไปได้เลย”เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วยื่นให้ลูกค้าหนุ่มอายุน้อยสแกนจ่ายเงิน
จางหมิงเองก็สแกนจ่ายอย่างรวดเร็ว“ถ้ามีหินพวกนี้อีกเอามาเยอะๆนะครับ ผมจะมาซื้อกับคุณ”
“ดะ ได้สิแต่ก็ยังไม่แน่ใจนะว่าจะหาได้หรือเปล่า เพราะคนที่เอามาขายให้ฉันน่ะเขาพบพวกมันอยู่บนเทือกเขาสูง กว่าจะหาเจอก็เสี่ยงอันตรายพอสมควรเลยล่ะ”พูดแล้วเขาก็ยกตะกร้าทั้งสามใบออกมาวางไว้ตรงหน้าของลูกค้าหนุ่ม
จางหมิงมองพ่อค้าร่างผอมที่ยกตะกร้าราวกับมันเป็นของไร้น้ำหนักเขาก็ได้แต่อึ้งและก็อึ้งหนักเข้าไปอีก เมื่ออีกฝ่ายรีบเก็บร้านแล้วก็เดินออกไปจากตรอกแห่งนั้นอย่างรวดเร็ว
“โอ้! แบบนี้ก็ได้เหรอ”