สองทุ่ม คฤหาสน์แห่งหนึ่งในฉวนโจว
ซูฮ่าวหลบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ และรอคอยการมาถึงของใครบางคนอย่างเงียบๆ
ในมือของเขายังถือกล้องขนาดเล็กเอาไว้อยู่
แม้ว่าเขาจะมีข้อมูลที่สามารถทำลายกลุ่มบริษัทหลินชื่อได้อยู่ในมือแล้วแต่ซูฮ่าวก็ยังไม่พอใจ หากเขาต้องการทำลายคนคนหนึ่งไม่ได้ทำลายเพียงร่างกายเท่านั้น แต่ต้องทำลายถึงจิตใจของอีกฝ่ายด้วย
หลังจากที่เขาออกมาจากคฤหาสน์หมายเลข 7 โครงการลี่ว์สุ่ยแล้วเขาก็ใช้สติปัญญาลึกล้ำดั่งเทพเป็นครั้งที่สองถึงได้รู้ว่าคืนนี้หลินอีหลุนจะมาที่นี่
ส่วนแรงจูงใจนั้นไม่ธรรมดาเลย
ลูกชายแอบนัดพบกับแม่เลี้ยง หากภาพเหล่านี้ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะแค่คิดก็รู้แล้วว่ามันจะยอดเยี่ยมขนาดไหน
ประมาณห้านาทีผ่านไป หลินอีหลุนก็เดินทางมาถึงตามกำหนด
เขากวาดสายตามองโดยรอบ แล้วเคาะประตูคฤหาสน์
“ใคร?” เสียงที่มีเสน่ห์เย้ายวนดังขึ้นจากด้านหลังประตูน้ำเสียงของเธอนั้น ทำให้ผู้ชายจำนวนมากต้องหมอบราบคาบแก้วอยู่ใต้ชายกระโปรงของเธอ
“นังร่าน เปิดประตู!” ในแววตาคู่นั้นของหลินอีหลุนสว่างวาบและพูดคำหยาบออกมาทันที
ทันทีที่สิ้นเสียง ประตูก็ถูกเปิดออก หญิงสาวที่อายุยี่สิบเจ็ดก็ปรากฏตัวขึ้น
“อีหลุน ทำไมเพิ่งมาวันนี้ล่ะ ทั้งอาทิตย์นี้ไม่ยอมมาหาฉันเลยนะ”
เมื่อเห็นหลินอีหลุน หญิงสาวคนนั้นก็แสดงท่าทีเศร้าสร้อยออกมาทันทีในน้ำเสียงแฝงด้วยกลิ่นคาวโลกีย์ที่ทำให้ใจสั่นไหว
แววตายั่วเย้า เอวบิดไปมาเล็กน้อย ท่าทางขี้เล่นเร่าร้อนของเธอนั้นถูกเปิดเผยออกมาอย่างเต็มที่
ผู้หญิงแบบนี้ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็จะถูกเอาไปเลี้ยงดูเป็นเมียน้อย
“หลายวันที่ผ่านมานี้ฉันยุ่งอยู่กับการจัดการคนคนหนึ่งวันนี้ฉันจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันขอดูหน่อยซิว่าคุณได้เรียนรู้ท่าอะไรใหม่ๆบ้างหรือเปล่า” หลินอีหลุนหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้ายแล้วเดินเข้าไปในคฤหาสน์ ก่อนจะปิดประตูลง จากนั้นเขาก็อุ้มผู้หญิงคนนั้นขึ้นไปที่เตียงหลังใหญ่ของชั้นสอง
ผู้หญิงคนนั้นถอดเสื้อผ้าและเข็มขัดออก พร้อมกับพูดเร่งเร้าว่า “เร็วหน่อย ฉันจะรอไม่ไหวอยู่แล้ว”
“ดูความร่านของเธอสิถ้าตาแก่นั่นมาเห็นว่าผู้หญิงที่เขาหามานั้นถูกลูกชายเล่นสนุกด้วยแบบนี้แค่คิดฉันก็รู้สึกสนุกแล้ว” หลินอีหลุนหัวเราะเยาะหนึ่งเสียงจากนั้นก็ทิ้งตัวลงบนเตียง
จากนั้นไม่นานเสื้อผ้าก็กระจัดกระจายบรรยากาศในห้องลุกเป็นไฟพร้อมกับเสียงเตียงที่สั่นสะเทือนเสียงกรีดร้องของผู้คนก็เต็มไปด้วยแรงอารมณ์
ที่ระเบียงชั้นสองมีแสงสีแดงกะพริบอยู่อย่างเชื่องช้าฉากสงครามอันดุเดือดของทั้งสองคนนั้นถูกถ่ายเอาไว้ทั้งหมดแล้ว
สิบนาทีผ่านไป หลินอีหลุนนั่งพิงหัวเตียง เขาคาบบุหรี่เอาไว้ในปากส่วนอีกมือหนึ่งก็กำลังลูบไล้ร่างกายของหญิงสาวคนนั้น
“คุณอยากขนาดนี้เชียว ดูเหมือนว่าตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาตาแก่นั่นก็ไม่ได้แตะต้องตัวคุณเลยใช่ไหม?”
“อืม… ” หญิงสาวมีใบหน้าแดงก่ำเธอซบศีรษะที่หน้าอกของหลินอีหลุน ท่าทางงุ่นง่าน
หลินอีหลุนลูบไล้ร่างกายเธอไปด้วย พร้อมกับยิ้มชั่วร้าย “เป็นอย่างไร ของฉันดีกว่าหรือว่าของตาแก่นั่นดีกว่า?”
“บ้าที่สุด คุณรู้อยู่แล้วยังจะถามอีกทำไม” ผู้หญิงคนนั้นใช้กำปั้นน้อยๆทุบลงที่หน้าอกของหลินอีหลุน
หลินอีหลุนพ่นควันบุหรี่ออกมาแล้วยิ้มอย่างมีความหมาย “วางใจเถอะ รอฉันกำจัดกะ*รี่ไป๋เหวินหลิงและกุมความลับของตระกูลไป๋ได้ถึงตอนนั้นฉันจะทำให้เธอขึ้นสวรรค์ทุกวัน”
“ก็นั่นแหละนะ” หญิงสาวเลียริมฝีปากแล้วถามขึ้นอย่างสงสัยว่า “อีหลุนตระกูลไป๋มีความลับอะไรหรือ?”
“เรื่องที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม” หลินอีหลุนขยี้ก้นบุหรี่แล้วพูดด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย “พักกันพอแล้ว มาต่อกันเถอะ”
“อืม… ” หญิงสาวหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอายเธอคุกเข่าบนเตียง เหมือนพร้อมถูกเชือดแล้ว
ในแววตาของหลินอีหลุนมีความปรารถนาแรงกล้าเขาเตรียมใช้ปืนที่จะเข้าร่วมสงครามต่อไป
“อึก!”
ในตอนนั้นเขาก็กระอักเลือดออกมาอย่างกะทันหัน
ทันใดนั้นเองใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดไร้สี ริมฝีปากเป็นสีม่วงขนคิ้วเหมือนถูกแช่แข็ง ร่างกายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
แม้กระทั่งลมหายใจของเขายังอ่อนแรง หายใจลำบาก
“อีหลุน คุณเป็นอะไรไป?” ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ผู้หญิงคนนั้นหน้าเปลี่ยนสี
ทั้งสองคนเพิ่งผ่านสงครามอันดุเดือด หลินอีหลุนคงจะไม่บาดเจ็บเพราะเรื่องแบบนี้ใช่ไหม?
“ส่ง… ส่งฉันไปโรงพยาบาล… ” ริมฝีปากของหลินอีหลุนเต็มไปด้วยเลือดหลังจากที่เขาพูดออกมาอย่างยากลำบาก เขาก็หมดสติไปทันที
หญิงสาวเห็นดังนั้นก็มีสีหน้าร้อนรน เธอรีบสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย
หลังจากที่เธอสวมเสื้อผ้าให้กับหลินอีหลุนแล้วเธอก็รีบโทรหาผู้ช่วยของอีกฝ่ายทันที
ซูฮ่าวที่ยืนอยู่ด้านนอกระเบียงก็รีบกดหยุดวิดีโอแล้วหมุนตัวเดินออกไปจากคฤหาสน์แห่งนี้
ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มสะใจบนความทุกข์ของคนอื่น
ก่อนที่เขาจะออกจากโรงพยาบาลประชาชนเมื่อเช้า เขาได้ใช้หมัดทลายปอดส่งพลังหยินอ่อนแผ่ทั่วร่างกายของหลินอีหลุน
ขอเพียงแค่หลินอีหลุนออกกำลังกายอย่างหนัก ก็จะเป็นการกระตุ้นพลังหยินอ่อนให้พลังนั้นสะท้อนกลับขึ้นมา
เมื่อครู่นี้หลินอีหลุนเพิ่งจะระเริงรักบนเตียงกับแม่เลี้ยงไป ดังนั้นจึงเป็นการกระตุ้นพลังหยินอ่อนภายในร่างกายออกมา
“มีข้อมูลอันดำมืดและคลิปวิดีโอนี้แล้วตอนนี้ถึงเวลาไปให้ของขวัญเฉาหงเต้าที่บ้านเขาแล้ว” ซูฮ่าวเก็บกล้องขนาดเล็กเอาไว้พร้อมกับก้าวออกไปตามทิศทางหนึ่ง
ฝั่งตรงข้ามของเขาคือถนนเลียบแม่น้ำซึ่งมีแท็กซี่คันหนึ่งกำลังขับไปอย่างเชื่องช้า
ตอนนั้นไป๋เหวินหลิงกำลังนั่งอยู่บนแท็กซี่คันนั้นและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย
ก่อนหน้านี้เธอได้ไปที่สถานีตำรวจตงเฉิง แต่ว่ามันถึงเวลาเลิกงานแล้วเธอจึงไม่ได้รับข้อมูลอะไรที่เธอต้องการ จึงทำได้เพียงรอแล้วค่อยไปใหม่ในวันพรุ่งนี้
แต่ไม่รู้ว่าทำไม เธอรู้สึกเป็นกังวลอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะตอนที่เห็นสายตาอันเย็นชาของซูฮ่าวเมื่อเช้านี้ มันทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองกลายเป็นคนแปลกหน้าอย่างสิ้นเชิงแล้ว
เหมือนกับว่าตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนจะเป็นแค่คนผ่านทางกันเท่านั้น
ทันใดนั้นมีเงาร่างหนึ่งเดินผ่านที่ด้านนอกหน้าต่าง ไป๋เหวินหลิงชะงักไป
เธอหันไปมองที่กระจกด้านหลัง และพบว่าคนคนนั้นคือ ซูฮ่าว
“พี่คะ จอดรถด้วยค่ะ!” ไป๋เหวินหลิงมองไปทางคนขับรถแล้วรีบพูดขึ้นมา
คนขับรถคนนั้นก็พยักหน้า ในตอนที่เขากำลังจะเหยียบเบรกใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวไปอย่างกะทันหัน เหงื่อไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง
เขาต้องการจะเอื้อมมือไปหยิบยาที่วางไว้หน้ารถ แต่เขายังไม่ทันได้หยิบก็หมดสติไปเสียก่อนใบหน้าซบลงที่พวงมาลัย
ทันใดนั้นรถแท็กซี่ก็เลี้ยวหักศอก เบี่ยงจากทิศทางเดิม เสียงชนดัง ‘โครม’ และรถคันนั้นก็พุ่งลงแม่น้ำไป
ขณะที่รถคันนั้นเริ่มจมลงไปในแม่น้ำตามความเฉื่อย
“กรี๊ด!”
ไป๋เหวินหลิงกรีดร้องด้วยความตกใจ และกระวนกระวายอย่างมาก
เมื่อเธอเห็นว่ารถกำลังจะจมลงไปในแม่น้ำเธอก็อยากจะเขย่าประตูแล้วหนีออกไปอย่างบ้าคลั่ง
แต่ไม่ว่าเธอจะเปิดประตูอย่างไรมันก็เปิดไม่ออกเพราะว่าคนขับได้ล็อกประตูทั้งคันตอนขึ้นรถ
“ช่วยด้วย!” ไป๋เหวินหลิงตะโกนเสียงดังลั่นและทุบกระจกรถอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดความสนใจของคนอื่น
แต่บนถนนสายนี้ไม่มีคนอื่นอยู่เลย แม้กระทั่งรถสักคันยังไม่มีซูฮ่าวที่อยู่ด้านหลังน่าจะไม่สังเกตเห็นเหตุการณ์ทางนี้
หลังจากผ่านไปสักพัก แท็กซี่คันนี้ก็จมลงไปในแม่น้ำทั้งคันน้ำในแม่น้ำเริ่มไหลทะลักเข้ามาภายในรถ
“ไม่… ไม่นะ!” ชั่วพริบตาเดียวน้ำก็ไหลมาถึงขาทั้งสองข้างของเธอแล้วไป๋เหวินหลิงใบหน้าซีดขาว เธอพยายามทุบกระจกรถอย่างเต็มกำลัง และพยายามหนีออกจากรถทางหน้าต่างแต่ว่ามันก็ไม่สำเร็จ
น้ำในแม่น้ำยังคงไหลทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากนั้นไม่นานน้ำเหล่านั้นก็อยู่ในระดับคอของไป๋เหวินหลิงแล้ว
“ทำอย่างไรดี? ใครก็ได้ช่วยฉันที?” ไป๋เหวินหลิงมีสีหน้าตื่นตระหนกหวาดกลัวเธอพยายามเงยหน้าขึ้นอย่างเต็มที่เพื่อหลบหลีกน้ำเหล่านั้น
แต่ไม่ว่าเธอจะดิ้นรนอย่างไรในที่สุดน้ำเหล่านั้นก็ปกคลุมร่างกายของเธอทั้งหมดอย่างไร้ความปรานี
ไป๋เหวินหลิงปิดปากและกลั้นลมหายใจ ใบหน้าแดงก่ำเพราะขาดออกซิเจน
เธออยากจะหายใจ แต่รอบข้างเต็มไปด้วยน้ำ
ทันทีที่เธอหายใจ น้ำก็จะเข้าปอด และอาจจะทำให้เธอตายเร็วขึ้น
แต่ละวินาทีที่ผ่านไป เธอก็รู้สึกหายใจไม่ออกมากขึ้น
ใบหน้าของไป๋เหวินหลิงเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส หากเธอขาดออกซิเจนเป็นเวลานานอาจทำให้เธอหมดสติและสมองขาดอากาศ
วินาทีต่อมามือทั้งสองข้างของไป๋เหวินหลิงไร้เรี่ยวแรงความเจ็บปวดบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป ร่างของเธอเหมือนกำลังลอยอยู่ในน้ำ
ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ปรากฏขึ้นมาในสมองของไป๋เหวินหลิง
เธอเห็นญาติที่ปฏิบัติต่อเธอด้วยความกระตือรือร้นและเห็นพวกเขากระซิบกระซาบนินทาเธอ
เธอเห็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนบางคนอิจฉาเธอและเห็นพวกเขาหัวเราะเยาะประชดประชันลับหลังเธอ
เธอเห็นว่าซูฮ่าวยื่นมือช่วยเหลือเธออยู่หลายครั้ง และเห็นสีหน้าเย็นชาไม่แยแสตอนที่เขาจะจากไป
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ภาพเหล่านั้นก็จางหายไป
ความรู้สึกหายใจไม่ออกปกคลุมทั่วร่างกายของเธอ ไป๋เหวินหลิงพบว่าใต้ฝ่าเท้าของเธอนั้นมีกระแสน้ำวนเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้และตอนนั้นตัวของเธอกำลังจมลงไปอย่างเชื่องช้า
เธอพยายามว่ายหนีอย่างเต็มกำลัง แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนเธอก็ไม่สามารถขยับร่างกายได้เลย
ในทางตรงกันข้าม ยิ่งเธอดิ้นรนมากเท่าไร เธอก็จะจมลึกมากขึ้นเท่านั้น
เธอรู้สึกว่าปอดของตัวเองกำลังจะระเบิด หัวใจเต้นกระหน่ำเร็วขึ้นเรื่อยๆเธอเหยียดแขนออกไปด้วยความเจ็บปวด เหมือนกับต้องการไขว่คว้าความหวังเส้นสุดท้าย
แต่น่าเสียดายเธอสามารถคว้าได้แค่น้ำเพียงอย่างเดียว
ในตอนที่ไป๋เหวินหลิงกำลังจะยอมแพ้ แล้วปล่อยร่างกายของตัวเองให้จมดิ่ง
ในตอนนี้เธอเห็นตัวเองที่รูปร่างเหมือนกันทุกประการอยู่ใต้น้ำใบหน้าเธอประดับด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย พร้อมกับยื่นมือมาลากเธอลงไป
“ตู้ม!”
ขณะที่ร่างกายของเธอกำลังจมดิ่งลงไปในน้ำวนเธอก็ได้ยินเสียงดังเหมือนกระจกแตก
ทันใดนั้นก็มีมือคู่หนึ่งจากฟากฟ้ามาคว้าตัวเธอเอาไว้
ไป๋เหวินหลิงสัมผัสได้ถึงแรงอันมหาศาลที่ดึงเธอออกจากวังน้ำวน
ตามมาด้วยอากาศที่ขาดหายไปนาน
เธอพยายามลืมตาขึ้นมา แล้วไอโขลกพ่นน้ำออกมาอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่สะท้อนเข้ามาในดวงตาของเธอนั้น คือดวงจันทร์ที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้า
ไม่มีแม่น้ำ ไม่มีความเจ็บปวด มีแต่เสียงแมลงที่ดังหึ่งๆ
ไป๋เหวินหลิงรีบหันศีรษะกลับไปมองและพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่เธอไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่เลย
ในตอนนั้นมีเสียงราบเรียบดังขึ้นที่ข้างหู
“สมองขาดออกซิเจนมานานเกินไป ระบบประสาทถูกปิดกั้นตอนนี้คุณไม่สามารถขยับตัวได้ และพูดอะไรไม่ได้เช่นกัน”
ไป๋เหวินหลิงชะงัก แล้วหันไปมองทางซ้ายมือ ภายใต้แสงไฟที่ส่องสะท้อนเธอเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของคนคนหนึ่ง
เธออ้าปากขึ้นเหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่พบว่าตัวเองนั้นพูดอะไรไม่ออก
“ฉันเรียกรถพยาบาลที่อยู่บริเวณใกล้เคียงแล้ว อีกเดี๋ยวก็คงมาถึงนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันช่วยคุณ ลาก่อน” ซูฮ่าวเก็บโทรศัพท์แล้วลุกขึ้นเดินจากไป
เธอมองตามแผ่นหลังที่ห่างออกไปของซูฮ่าว ไป๋เหวินหลิงดวงตาแดงก่ำเธอพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้
น้ำตาของเธอไหลออกมาอย่างเงียบเชียบ
ภายใต้การมองเห็นที่เลือนราง เงาร่างของซูฮ่าวห่างไกลออกไปทุกทีจนสุดท้ายเขาก็หายไปแล้ว
ความเจ็บปวดแผ่ซ่านทั่วร่างกายของเธอ จนทำให้เธอเกือบจะหายใจไม่ออก
“วี้หว่อ… ”
หลังจากนั้นไม่นาน เสียงรถพยาบาลก็ดังมาแต่ไกล
เมื่อพยาบาลเห็นไป๋เหวินหลิงที่นอนอยู่บนพื้นตัวเปียกโชกพวกเขาก็รีบพุ่งเข้ามาทันที และตรวจร่างกายเบื้องต้น
“ผู้บาดเจ็บยังมีชีวิต แต่ว่าสภาพร่างกายไม่สู้ดีนักต้องรีบส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด!”
หัวหน้าพยาบาลถอนหายใจออกมาจากนั้นก็เรียกเพื่อนร่วมงานให้มายกตัวไป๋เหวินหลิงขึ้นเปล แล้วพาเข้าไปในรถพยาบาล
จากนั้นรถพยาบาลคันนั้นก็มุ่งหน้าออกไปในทันที