Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 5 ตอนที่ 146 นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันช่วยคุณ

            สองทุ่ม คฤหาสน์แห่งหนึ่งในฉวนโจว


            ซูฮ่าวหลบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ และรอคอยการมาถึงของใครบางคนอย่างเงียบๆ 

            ในมือของเขายังถือกล้องขนาดเล็กเอาไว้อยู่ 

            แม้ว่าเขาจะมีข้อมูลที่สามารถทำลายกลุ่มบริษัทหลินชื่อได้อยู่ในมือแล้วแต่ซูฮ่าวก็ยังไม่พอใจ หากเขาต้องการทำลายคนคนหนึ่งไม่ได้ทำลายเพียงร่างกายเท่านั้น แต่ต้องทำลายถึงจิตใจของอีกฝ่ายด้วย 

            หลังจากที่เขาออกมาจากคฤหาสน์หมายเลข 7 โครงการลี่ว์สุ่ยแล้วเขาก็ใช้สติปัญญาลึกล้ำดั่งเทพเป็นครั้งที่สองถึงได้รู้ว่าคืนนี้หลินอีหลุนจะมาที่นี่ 

            ส่วนแรงจูงใจนั้นไม่ธรรมดาเลย 

            ลูกชายแอบนัดพบกับแม่เลี้ยง หากภาพเหล่านี้ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะแค่คิดก็รู้แล้วว่ามันจะยอดเยี่ยมขนาดไหน 

            ประมาณห้านาทีผ่านไป หลินอีหลุนก็เดินทางมาถึงตามกำหนด 

            เขากวาดสายตามองโดยรอบ แล้วเคาะประตูคฤหาสน์ 

            “ใคร?” เสียงที่มีเสน่ห์เย้ายวนดังขึ้นจากด้านหลังประตูน้ำเสียงของเธอนั้น ทำให้ผู้ชายจำนวนมากต้องหมอบราบคาบแก้วอยู่ใต้ชายกระโปรงของเธอ

            “นังร่าน เปิดประตู!” ในแววตาคู่นั้นของหลินอีหลุนสว่างวาบและพูดคำหยาบออกมาทันที 

            ทันทีที่สิ้นเสียง ประตูก็ถูกเปิดออก หญิงสาวที่อายุยี่สิบเจ็ดก็ปรากฏตัวขึ้น

            “อีหลุน ทำไมเพิ่งมาวันนี้ล่ะ ทั้งอาทิตย์นี้ไม่ยอมมาหาฉันเลยนะ”

            เมื่อเห็นหลินอีหลุน หญิงสาวคนนั้นก็แสดงท่าทีเศร้าสร้อยออกมาทันทีในน้ำเสียงแฝงด้วยกลิ่นคาวโลกีย์ที่ทำให้ใจสั่นไหว

            แววตายั่วเย้า เอวบิดไปมาเล็กน้อย ท่าทางขี้เล่นเร่าร้อนของเธอนั้นถูกเปิดเผยออกมาอย่างเต็มที่ 

            ผู้หญิงแบบนี้ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็จะถูกเอาไปเลี้ยงดูเป็นเมียน้อย

            “หลายวันที่ผ่านมานี้ฉันยุ่งอยู่กับการจัดการคนคนหนึ่งวันนี้ฉันจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันขอดูหน่อยซิว่าคุณได้เรียนรู้ท่าอะไรใหม่ๆบ้างหรือเปล่า” หลินอีหลุนหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้ายแล้วเดินเข้าไปในคฤหาสน์ ก่อนจะปิดประตูลง จากนั้นเขาก็อุ้มผู้หญิงคนนั้นขึ้นไปที่เตียงหลังใหญ่ของชั้นสอง

            ผู้หญิงคนนั้นถอดเสื้อผ้าและเข็มขัดออก พร้อมกับพูดเร่งเร้าว่า “เร็วหน่อย ฉันจะรอไม่ไหวอยู่แล้ว”

            “ดูความร่านของเธอสิถ้าตาแก่นั่นมาเห็นว่าผู้หญิงที่เขาหามานั้นถูกลูกชายเล่นสนุกด้วยแบบนี้แค่คิดฉันก็รู้สึกสนุกแล้ว” หลินอีหลุนหัวเราะเยาะหนึ่งเสียงจากนั้นก็ทิ้งตัวลงบนเตียง 

            จากนั้นไม่นานเสื้อผ้าก็กระจัดกระจายบรรยากาศในห้องลุกเป็นไฟพร้อมกับเสียงเตียงที่สั่นสะเทือนเสียงกรีดร้องของผู้คนก็เต็มไปด้วยแรงอารมณ์

            ที่ระเบียงชั้นสองมีแสงสีแดงกะพริบอยู่อย่างเชื่องช้าฉากสงครามอันดุเดือดของทั้งสองคนนั้นถูกถ่ายเอาไว้ทั้งหมดแล้ว

            สิบนาทีผ่านไป หลินอีหลุนนั่งพิงหัวเตียง เขาคาบบุหรี่เอาไว้ในปากส่วนอีกมือหนึ่งก็กำลังลูบไล้ร่างกายของหญิงสาวคนนั้น

            “คุณอยากขนาดนี้เชียว ดูเหมือนว่าตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาตาแก่นั่นก็ไม่ได้แตะต้องตัวคุณเลยใช่ไหม?”

            “อืม… ” หญิงสาวมีใบหน้าแดงก่ำเธอซบศีรษะที่หน้าอกของหลินอีหลุน ท่าทางงุ่นง่าน

            หลินอีหลุนลูบไล้ร่างกายเธอไปด้วย พร้อมกับยิ้มชั่วร้าย “เป็นอย่างไร ของฉันดีกว่าหรือว่าของตาแก่นั่นดีกว่า?”

            “บ้าที่สุด คุณรู้อยู่แล้วยังจะถามอีกทำไม” ผู้หญิงคนนั้นใช้กำปั้นน้อยๆทุบลงที่หน้าอกของหลินอีหลุน

            หลินอีหลุนพ่นควันบุหรี่ออกมาแล้วยิ้มอย่างมีความหมาย “วางใจเถอะ รอฉันกำจัดกะ*รี่ไป๋เหวินหลิงและกุมความลับของตระกูลไป๋ได้ถึงตอนนั้นฉันจะทำให้เธอขึ้นสวรรค์ทุกวัน”

            “ก็นั่นแหละนะ” หญิงสาวเลียริมฝีปากแล้วถามขึ้นอย่างสงสัยว่า “อีหลุนตระกูลไป๋มีความลับอะไรหรือ?”

            “เรื่องที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม” หลินอีหลุนขยี้ก้นบุหรี่แล้วพูดด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย “พักกันพอแล้ว มาต่อกันเถอะ”

            “อืม… ” หญิงสาวหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอายเธอคุกเข่าบนเตียง เหมือนพร้อมถูกเชือดแล้ว 

            ในแววตาของหลินอีหลุนมีความปรารถนาแรงกล้าเขาเตรียมใช้ปืนที่จะเข้าร่วมสงครามต่อไป 

            “อึก!”

            ในตอนนั้นเขาก็กระอักเลือดออกมาอย่างกะทันหัน 

            ทันใดนั้นเองใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดไร้สี ริมฝีปากเป็นสีม่วงขนคิ้วเหมือนถูกแช่แข็ง ร่างกายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ 

            แม้กระทั่งลมหายใจของเขายังอ่อนแรง หายใจลำบาก

            “อีหลุน คุณเป็นอะไรไป?” ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ผู้หญิงคนนั้นหน้าเปลี่ยนสี 

            ทั้งสองคนเพิ่งผ่านสงครามอันดุเดือด หลินอีหลุนคงจะไม่บาดเจ็บเพราะเรื่องแบบนี้ใช่ไหม?

            “ส่ง… ส่งฉันไปโรงพยาบาล… ” ริมฝีปากของหลินอีหลุนเต็มไปด้วยเลือดหลังจากที่เขาพูดออกมาอย่างยากลำบาก เขาก็หมดสติไปทันที 

            หญิงสาวเห็นดังนั้นก็มีสีหน้าร้อนรน เธอรีบสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย

            หลังจากที่เธอสวมเสื้อผ้าให้กับหลินอีหลุนแล้วเธอก็รีบโทรหาผู้ช่วยของอีกฝ่ายทันที

            ซูฮ่าวที่ยืนอยู่ด้านนอกระเบียงก็รีบกดหยุดวิดีโอแล้วหมุนตัวเดินออกไปจากคฤหาสน์แห่งนี้ 

            ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มสะใจบนความทุกข์ของคนอื่น 

            ก่อนที่เขาจะออกจากโรงพยาบาลประชาชนเมื่อเช้า เขาได้ใช้หมัดทลายปอดส่งพลังหยินอ่อนแผ่ทั่วร่างกายของหลินอีหลุน

            ขอเพียงแค่หลินอีหลุนออกกำลังกายอย่างหนัก ก็จะเป็นการกระตุ้นพลังหยินอ่อนให้พลังนั้นสะท้อนกลับขึ้นมา

            เมื่อครู่นี้หลินอีหลุนเพิ่งจะระเริงรักบนเตียงกับแม่เลี้ยงไป ดังนั้นจึงเป็นการกระตุ้นพลังหยินอ่อนภายในร่างกายออกมา

            “มีข้อมูลอันดำมืดและคลิปวิดีโอนี้แล้วตอนนี้ถึงเวลาไปให้ของขวัญเฉาหงเต้าที่บ้านเขาแล้ว” ซูฮ่าวเก็บกล้องขนาดเล็กเอาไว้พร้อมกับก้าวออกไปตามทิศทางหนึ่ง 

            ฝั่งตรงข้ามของเขาคือถนนเลียบแม่น้ำซึ่งมีแท็กซี่คันหนึ่งกำลังขับไปอย่างเชื่องช้า

            ตอนนั้นไป๋เหวินหลิงกำลังนั่งอยู่บนแท็กซี่คันนั้นและมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย 

            ก่อนหน้านี้เธอได้ไปที่สถานีตำรวจตงเฉิง แต่ว่ามันถึงเวลาเลิกงานแล้วเธอจึงไม่ได้รับข้อมูลอะไรที่เธอต้องการ จึงทำได้เพียงรอแล้วค่อยไปใหม่ในวันพรุ่งนี้ 

            แต่ไม่รู้ว่าทำไม เธอรู้สึกเป็นกังวลอยู่ตลอดเวลาโดยเฉพาะตอนที่เห็นสายตาอันเย็นชาของซูฮ่าวเมื่อเช้านี้ มันทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองกลายเป็นคนแปลกหน้าอย่างสิ้นเชิงแล้ว

            เหมือนกับว่าตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนจะเป็นแค่คนผ่านทางกันเท่านั้น

            ทันใดนั้นมีเงาร่างหนึ่งเดินผ่านที่ด้านนอกหน้าต่าง ไป๋เหวินหลิงชะงักไป 

            เธอหันไปมองที่กระจกด้านหลัง และพบว่าคนคนนั้นคือ ซูฮ่าว

            “พี่คะ จอดรถด้วยค่ะ!” ไป๋เหวินหลิงมองไปทางคนขับรถแล้วรีบพูดขึ้นมา 

            คนขับรถคนนั้นก็พยักหน้า ในตอนที่เขากำลังจะเหยียบเบรกใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวไปอย่างกะทันหัน เหงื่อไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง 

            เขาต้องการจะเอื้อมมือไปหยิบยาที่วางไว้หน้ารถ แต่เขายังไม่ทันได้หยิบก็หมดสติไปเสียก่อนใบหน้าซบลงที่พวงมาลัย

            ทันใดนั้นรถแท็กซี่ก็เลี้ยวหักศอก เบี่ยงจากทิศทางเดิม เสียงชนดัง ‘โครม’ และรถคันนั้นก็พุ่งลงแม่น้ำไป 

            ขณะที่รถคันนั้นเริ่มจมลงไปในแม่น้ำตามความเฉื่อย 

            “กรี๊ด!”

            ไป๋เหวินหลิงกรีดร้องด้วยความตกใจ และกระวนกระวายอย่างมาก 

            เมื่อเธอเห็นว่ารถกำลังจะจมลงไปในแม่น้ำเธอก็อยากจะเขย่าประตูแล้วหนีออกไปอย่างบ้าคลั่ง 

            แต่ไม่ว่าเธอจะเปิดประตูอย่างไรมันก็เปิดไม่ออกเพราะว่าคนขับได้ล็อกประตูทั้งคันตอนขึ้นรถ

            “ช่วยด้วย!” ไป๋เหวินหลิงตะโกนเสียงดังลั่นและทุบกระจกรถอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดความสนใจของคนอื่น

            แต่บนถนนสายนี้ไม่มีคนอื่นอยู่เลย แม้กระทั่งรถสักคันยังไม่มีซูฮ่าวที่อยู่ด้านหลังน่าจะไม่สังเกตเห็นเหตุการณ์ทางนี้

            หลังจากผ่านไปสักพัก แท็กซี่คันนี้ก็จมลงไปในแม่น้ำทั้งคันน้ำในแม่น้ำเริ่มไหลทะลักเข้ามาภายในรถ

            “ไม่… ไม่นะ!” ชั่วพริบตาเดียวน้ำก็ไหลมาถึงขาทั้งสองข้างของเธอแล้วไป๋เหวินหลิงใบหน้าซีดขาว เธอพยายามทุบกระจกรถอย่างเต็มกำลัง และพยายามหนีออกจากรถทางหน้าต่างแต่ว่ามันก็ไม่สำเร็จ 

            น้ำในแม่น้ำยังคงไหลทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากนั้นไม่นานน้ำเหล่านั้นก็อยู่ในระดับคอของไป๋เหวินหลิงแล้ว

            “ทำอย่างไรดี? ใครก็ได้ช่วยฉันที?” ไป๋เหวินหลิงมีสีหน้าตื่นตระหนกหวาดกลัวเธอพยายามเงยหน้าขึ้นอย่างเต็มที่เพื่อหลบหลีกน้ำเหล่านั้น

             แต่ไม่ว่าเธอจะดิ้นรนอย่างไรในที่สุดน้ำเหล่านั้นก็ปกคลุมร่างกายของเธอทั้งหมดอย่างไร้ความปรานี 

            ไป๋เหวินหลิงปิดปากและกลั้นลมหายใจ ใบหน้าแดงก่ำเพราะขาดออกซิเจน 

            เธออยากจะหายใจ แต่รอบข้างเต็มไปด้วยน้ำ 

            ทันทีที่เธอหายใจ น้ำก็จะเข้าปอด และอาจจะทำให้เธอตายเร็วขึ้น 

            แต่ละวินาทีที่ผ่านไป เธอก็รู้สึกหายใจไม่ออกมากขึ้น 

            ใบหน้าของไป๋เหวินหลิงเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส หากเธอขาดออกซิเจนเป็นเวลานานอาจทำให้เธอหมดสติและสมองขาดอากาศ

            วินาทีต่อมามือทั้งสองข้างของไป๋เหวินหลิงไร้เรี่ยวแรงความเจ็บปวดบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป ร่างของเธอเหมือนกำลังลอยอยู่ในน้ำ 

            ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ปรากฏขึ้นมาในสมองของไป๋เหวินหลิง

            เธอเห็นญาติที่ปฏิบัติต่อเธอด้วยความกระตือรือร้นและเห็นพวกเขากระซิบกระซาบนินทาเธอ

            เธอเห็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนบางคนอิจฉาเธอและเห็นพวกเขาหัวเราะเยาะประชดประชันลับหลังเธอ

            เธอเห็นว่าซูฮ่าวยื่นมือช่วยเหลือเธออยู่หลายครั้ง และเห็นสีหน้าเย็นชาไม่แยแสตอนที่เขาจะจากไป

            แต่หลังจากนั้นไม่นาน ภาพเหล่านั้นก็จางหายไป

            ความรู้สึกหายใจไม่ออกปกคลุมทั่วร่างกายของเธอ ไป๋เหวินหลิงพบว่าใต้ฝ่าเท้าของเธอนั้นมีกระแสน้ำวนเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้และตอนนั้นตัวของเธอกำลังจมลงไปอย่างเชื่องช้า 

            เธอพยายามว่ายหนีอย่างเต็มกำลัง แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนเธอก็ไม่สามารถขยับร่างกายได้เลย 

            ในทางตรงกันข้าม ยิ่งเธอดิ้นรนมากเท่าไร เธอก็จะจมลึกมากขึ้นเท่านั้น 

            เธอรู้สึกว่าปอดของตัวเองกำลังจะระเบิด หัวใจเต้นกระหน่ำเร็วขึ้นเรื่อยๆเธอเหยียดแขนออกไปด้วยความเจ็บปวด เหมือนกับต้องการไขว่คว้าความหวังเส้นสุดท้าย 

            แต่น่าเสียดายเธอสามารถคว้าได้แค่น้ำเพียงอย่างเดียว

            ในตอนที่ไป๋เหวินหลิงกำลังจะยอมแพ้ แล้วปล่อยร่างกายของตัวเองให้จมดิ่ง 

            ในตอนนี้เธอเห็นตัวเองที่รูปร่างเหมือนกันทุกประการอยู่ใต้น้ำใบหน้าเธอประดับด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย พร้อมกับยื่นมือมาลากเธอลงไป 

            “ตู้ม!”

            ขณะที่ร่างกายของเธอกำลังจมดิ่งลงไปในน้ำวนเธอก็ได้ยินเสียงดังเหมือนกระจกแตก  

            ทันใดนั้นก็มีมือคู่หนึ่งจากฟากฟ้ามาคว้าตัวเธอเอาไว้ 

            ไป๋เหวินหลิงสัมผัสได้ถึงแรงอันมหาศาลที่ดึงเธอออกจากวังน้ำวน

            ตามมาด้วยอากาศที่ขาดหายไปนาน

            เธอพยายามลืมตาขึ้นมา แล้วไอโขลกพ่นน้ำออกมาอย่างต่อเนื่อง

            สิ่งที่สะท้อนเข้ามาในดวงตาของเธอนั้น คือดวงจันทร์ที่ลอยอยู่กลางท้องฟ้า

            ไม่มีแม่น้ำ ไม่มีความเจ็บปวด มีแต่เสียงแมลงที่ดังหึ่งๆ 

            ไป๋เหวินหลิงรีบหันศีรษะกลับไปมองและพยายามยันตัวลุกขึ้น แต่เธอไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่เลย 

            ในตอนนั้นมีเสียงราบเรียบดังขึ้นที่ข้างหู 

            “สมองขาดออกซิเจนมานานเกินไป ระบบประสาทถูกปิดกั้นตอนนี้คุณไม่สามารถขยับตัวได้ และพูดอะไรไม่ได้เช่นกัน”

            ไป๋เหวินหลิงชะงัก แล้วหันไปมองทางซ้ายมือ ภายใต้แสงไฟที่ส่องสะท้อนเธอเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของคนคนหนึ่ง 

            เธออ้าปากขึ้นเหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่พบว่าตัวเองนั้นพูดอะไรไม่ออก 

            “ฉันเรียกรถพยาบาลที่อยู่บริเวณใกล้เคียงแล้ว อีกเดี๋ยวก็คงมาถึงนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันช่วยคุณ ลาก่อน” ซูฮ่าวเก็บโทรศัพท์แล้วลุกขึ้นเดินจากไป 

            เธอมองตามแผ่นหลังที่ห่างออกไปของซูฮ่าว ไป๋เหวินหลิงดวงตาแดงก่ำเธอพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้

            น้ำตาของเธอไหลออกมาอย่างเงียบเชียบ

            ภายใต้การมองเห็นที่เลือนราง เงาร่างของซูฮ่าวห่างไกลออกไปทุกทีจนสุดท้ายเขาก็หายไปแล้ว 

            ความเจ็บปวดแผ่ซ่านทั่วร่างกายของเธอ จนทำให้เธอเกือบจะหายใจไม่ออก 

            “วี้หว่อ… ”

            หลังจากนั้นไม่นาน เสียงรถพยาบาลก็ดังมาแต่ไกล 

            เมื่อพยาบาลเห็นไป๋เหวินหลิงที่นอนอยู่บนพื้นตัวเปียกโชกพวกเขาก็รีบพุ่งเข้ามาทันที และตรวจร่างกายเบื้องต้น

            “ผู้บาดเจ็บยังมีชีวิต แต่ว่าสภาพร่างกายไม่สู้ดีนักต้องรีบส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด!”

            หัวหน้าพยาบาลถอนหายใจออกมาจากนั้นก็เรียกเพื่อนร่วมงานให้มายกตัวไป๋เหวินหลิงขึ้นเปล แล้วพาเข้าไปในรถพยาบาล 

            จากนั้นรถพยาบาลคันนั้นก็มุ่งหน้าออกไปในทันที

    คล้ายกับเรื่องLevel up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน