กองทัพกบฏและกองทัพของเมืองหลวงต่างตกตะลึงกองกำลังสามนิกายที่เป็นกองหนุนของเมืองหลวงตกตายสิ้น ผู้นำนิกายที่ยิ่งใหญ่ถูกสังหารจนหมดส่วนผู้อาวุโสบ้างล้มตายบ้างหมดสติความสูญเสียนี้เรียกได้ว่าสะเทือนถึงรากฐานของนิกาย
“นี่มันอะไรกันพลังของชายคนนั้นมันจะแข็งแกร่งเกินไปแล้ว”
“ผู้อาวุโสงั้นเหรอนั่นหนะสมควรเป็นผู้นำนิกายเองเลยด้วยซ้ำ”หลายคนที่เห็นภาพนี้ต่างออกความเห็น
มู่เฟยเสวี่ยมองแผ่นหลังของฉางเฟิงด้วยสีหน้าหลงใหลนี่แหละคือผู้ชายของนางกล้าหาญและแข็งแกร่ง
“นั่นคือใครงั้นเหรอ”องค์ชายรองกล่าว
“เขามีนามว่าฉางเฟิงเป็นผู้อาวุโสของนิกายบุปผาและเป็น......ของข้า” เย่เฉียนรู้สึกอายขึ้นมาทันทีเมื่อนางตกลงจะกลายเป็นผู้หญิงของฉางเฟิงหลังจากนี้
“ดูเหมือนน้องหญิงขี้เมาของเราจะมีผู้ชายที่ถูกใจแล้วสินะไม่เลวเลย” องค์หญิงใหญ่กล่าว
“พวกเจ้าทั้งหมดจงวางอาวุธลงซะพวกเจ้าแพ้แล้ว”หวั่นชางชี้กระบี่ไปทางพวกทหารและองครักษ์ของวังหลวงทันที
ตอนนี้ราชาจงเย่ได้ถูกกระบี่ของหวั่นเซียนตรึงร่างเอาไว้ขยับไม่ได้แถมยังบาดเจ็บสาหัสอย่างมากอีกด้วยทำให้หมดสิ้นพลังในการต่อสู้แล้ว
“พวกเจ้าอย่าพึ่งได้ใจไปเรื่องนี้มันไม่จบแค่นี้แน่ ไม่นานพี่ชายของข้าจะมาล้างแค้นให้กับข้า” ราชาจงเย่กล่าวด้วยสีหน้าโกรธแค้น
“พวกเรานั้นเตรียมใจเอาไว้แล้วแต่เพื่ออาณาจักร เพื่อผู้คนข้าจำเป็นต้องสังหารพวกเจ้า” หวั่นชางกล่าว
“ส่วนข้าข้าปรารถนาความตายมาตั้งแต่เจ้าสังหารเขาไปแล้วดังนั้นต่อจากนี้ข้าต้องตายข้าก็ไม่เสียใจ”หวั่นเซียนกล่าว
“พวกเจ้า!!!!!!”ราชาจงเย่ไม่ผิดว่าทั้งสองคนจะเตรียมใจตายเอาไว้แล้ว และไม่หวาดกลัวความตายอีกด้วยต่างกับตนที่ยังไม่อยากตาย
“พวกเจ้าจงหยุดมือเดี๋ยวนี้”ทันใดนั้นเองเสียงคำรามที่ทรงพลังก็ดังขึ้น
“มาแล้วงั้นเหรอ”เสี่ยวเฮ่ยกล่าวขึ้นและมองไปที่ท้องฟ้า
บนท้องฟ้าปรากฏร่างเงาสีทองที่สวมชุดคลุมจักรพรรดิลายมังกรยืนอยู่เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงแค่ร่างแยกไม่ใช่ร่างจริงแต่แรงกดดันระดับจักรพรรดิขั้น 9กลับทำให้แม้แต่ฉางเฟิงยังต้องกดดัน
“ฮ่าฮ่า ฮ่า พี่ชายของข้ามาแล้วพวกเจ้าทั้งหมดต้องตาย” ราชาจงเย่คำราม
“ถ้าอย่างงั้นข้าก็ขอสังหารเจ้าก่อน”หวั่นเวียนแม้จะถูกแรงกดดันทำให้แทบยืนไม่ขั้นก็กระตุ้นพลังส่งไปที่กระบี่และตัดร่างของราชาจงเย่ทิ้งทันที
“บังอาจ!!!!เป็นแค่มดปลวกกล้าสังหารน้องชายของข้า” ร่างเงาคำรามด้วยความโกรธและชี้นิ้วออกไป
ดัชนีที่ทรงพลังตรงไปที่ร่างของหวั่นเซียนทันที
“ม่ายยยยย”เย่เฉียนกรีดร้องด้วยความสิ้นหวัง
“เสี่ยวเฮ่ย”ฉางเฟิงคำราม
“ไม่ต้องกังวลนายน้อยเจ้านั่นมาแล้ว”เสี่ยวเฮ่ยกล่าวอย่างใจเย็น
“หยุดมือ!!!!”
พริบตาหอกสีดำก็พุ่งตรงลงมาทำลายดัชนีของจักรพรรดิโจวทันทีร่างแยกของจักรพรรดิโจวหันไปมองบนท้องฟ้าก็เห็นชายวัยกลางคนสวมชุดสีดำยืนอยู่ออร่าของอีกฝ่ายนั้นไม่ด้อยไปกว่าตนเองเลยและแข็งแกร่งกว่าร่างแยกนี้หลายเท่า
“ซงเทียนนี่เจ้ามาถึงระดับจักรพรรดิขั้นที่ 9 แล้ว” จักรพรรดิโจวตื่นตระหนก
“แน่นอนหลายปีมานี้ข้าเก็บตัวเงียบมาตลอดก็เพื่อรอเวลานี้ โจวเทียนเจ้านั้นปกครองทวีปแห่งนี้มานานเกินพอแล้ว กฎระเบียบที่เห็นแก่ตัวของพวกเจ้าทำให้ผู้คนมากมายต้องเจ็บปวดหลายคนต้องพบเจอกับความสูญเสียคนรัก และต่อจากนี้ข้าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกแล้ว
จากนี้อาณาจักรจงเย่จะไม่มีอีกต่อไปและจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจงโจวอีกเพราะงั้นเจ้ากลับไปซะ” ซงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง
“ซงเทียนเจ้าอย่าได้ใจเกินไปเจ้าแค่พึ่งทะลวงระดับได้ไม่นานแล้วคิดว่าจะเป็นคู่มือของข้าได้แล้วอีกอย่างสี่นิกายใหญ่ย่อมไม่มีทางให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นพวกนั้นจะต้องลงมาจัดการพวกเจ้าแน่”โจวเทียนกล่าว
“ก็ให้พวกมันลงมาสิข้าพร้อมจะเล่นกับมันทุกเมื่อ” ซงเทียนกล่าว
“ดีข้าจะรอดูว่าพวกเจ้าจะทนได้สักแค่ใหน” โจวเทียนแสดงสีหน้าเย็นชาก่อนจะมองมาที่ฉางเฟิงสำหรับโจวเทียนซงเทียนนั้นไม่น่าหวาดกลัวเลย แต่คนที่น่าหวาดกลัวจริงๆก็คือฉางเฟิงชายหนุ่มอายุ 16 ปี มีพลังสังหารผู้นำนิกายทั้งสามได้ด้วยตัวคนเดียวนี่ออกจะน่ากลัวเกินไปแล้ว
“ไม่ว่าเบื้องหลังของเจ้าจะมาจากใหนแต่ที่นี่คือทวีปของข้าข้าจะไม่มีปล่อยให้เจ้าทำอะไรตามอำเภอใจอย่างเด็ดขาด” โจวเทียนกล่าว
“เจ้ากล่าวผิดแล้วมันไม่ใช่ของเจ้าแต่เป็นของผู้คนที่เกิดและอาศัยอยู่ที่นี่พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์มาอ้างว่าดินแดนแห่งนี้คือของเจ้า” ฉางเฟิงกล่าว
“แล้วยังไงข้าคือผู้ปกครอง สำหรับคนชั้นต่ำพวกนั้นข้าคือพระเจ้าพวกมันต้องฟังคำสั่งจากข้า”
“คนชั้นต่ำงั้นเหรอเดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้ว่าคนชั้นต่ำแบบพวกข้าจะทำลายรากฐานของพวกเจ้าจนพินาศ”ฉางเฟิงกล่าวเสียงเย็น
“แล้วข้าจะรอ”โจวเทียนกล่าวเสร็จร่างแยกก็หายไป
เมื่อแรงกดดันของโจวเทียนหายไปหลายคนก็กลับมาหายใจได้สะดวกอีกครั้งเรียกได้ว่าตอนที่โจวเทียนปรากฎออกมาพวกเขาคิดว่าตนเองต้องตายตามราชาจงเย่ไปแล้ว
“เอาละธุระที่เมืองหลวงของข้าจบลงแล้วที่เหลือพวกท่านก็จัดการต่อก็แล้วกัน”ฉางเฟิงกล่าว
“เจ้าจะไปตอนนี้เลยงั้นรึ”หวั่นชางแปลกใจ
“ข้ายังมีธุระกับสามนิกาย”ฉางเฟิงยกยิ้ม
“อ่าอย่างงี้นี่เอง ถ้าเช่นนั้นของให้สหายโชคดี” หวั่นชางกล่าว
ฉางเฟิงพยักหน้าศึกในวังหลวงจบลงแล้วและฉางเฟิงไม่คิดจะขอส่วนแบ่งอะไรจากวังหลวงเพราะถึงอย่างไรทรัพยากรของวังหลวงก็ต้องนำไว้พัฒนาอาณาจักรแต่กับสามนิกายไม่ใช่ ฉางเฟิงได้มีความติดจะทำลายสามนิกายและยึดครองพื้นที่ทั้งหมดของสามนิกายเอาไว้อยู่แล้ว
มู่เฟยเสวี่ยแจ้งข่าวที่เกิดขึ้นให้กับมู่หลินทันทีมู่หลินที่รู้เรื่องไม่รอช้านำกองกำลังของนิกายบุปผามุ่งหน้ามาเจอกันกับพวกฉางเฟิงที่นิกายดาบเป็นอันดับแรก
ในเมื่อผู้อาวุโสส่วนใหญ่ของสามนิกายได้ตกตายไปแล้วแน่นอนว่ากองกำลังที่เหลือของอีกสามนิกายส่วนใหญ่จะเป็นพวกศิษย์ที่ยังอ่อนแอ
ในนิกายดาบนอกจากทั้ง6 แล้วผู้อาวุโสทั้งหมดได้ออกไปเข้าร่วมการต่อสู้ แม้ตอนนี้นิกายดาบจะมีดาบทั้ง 6เฝ้าอยู่แต่พวกเขาจะเป็นคู่ต่อสู้ของฉางเฟิงรึ แน่นอนว่าไม่
ขณะเดียวกันซงเทียนได้ลงมือสังหารระดับบรรพบุรุษของสามนิกายไปแล้วด้วยการร่วมมือของจักรพรรดิสุราและซงเทียนทำให้อาณาจักรจงเย่ได้หมดสิ้นระดับจักรพรรดิไปอีก4 คน