“เป็นคนแบบไหนกัน เพื่อนบ้านกันแท้ๆ ต้องทำกันขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ช่างเถอะน่า รู้แล้วว่าเขาเป็นคนแบบนี้ ต่อไปไม่ต้องไปยุ่งก็สิ้นเรื่อง”
เจิ้งอวี้เฟินผู้เป็นแม่ปลอบโยนลู่ต้าไห่
“เกิดอะไรขึ้นเหรอพ่อ?”
ลู่เซิ่งนั่งลงที่โต๊ะ ถามด้วยความสงสัย
ลู่ต้าไห่จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
ที่แท้เขาก็ดีใจ รีบถือผลไม้ไปเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้านใกล้เคียง
เพื่อนบ้านที่อยู่ทางขวามือของบ้านเราถือว่าเป็นคนดี พวกเขาเป็นคู่สามีภรรยาที่เป็นศาสตราจารย์เกษียณแล้ว พวกเขาสุภาพเรียบร้อย แถมยังให้ขนมเค้กกลับมาสองสามกล่องด้วย
แต่เพื่อนบ้านทางซ้ายนั้นไม่เหมือนกัน
ตอนแรกที่ลู่ต้าไห่นำผลไม้ไปให้ เป็นป้าคนใช้ในบ้านที่เปิดประตูรับ เอาผลไม้เข้าไปแล้วบอกว่าจะแจ้งให้คุณผู้หญิงทราบ
แต่ลู่ต้าไห่รออยู่หน้าประตูตั้งสิบนาที คนก็ไม่ได้เจอ ผลไม้ที่ส่งเข้าไปกลับถูกโยนออกมา
นี่มันตบหน้ากันชัดๆ!
เมื่อฟังลู่ต้าไห่เล่าจบ ลู่เซิ่งก็ลุกขึ้นยืน สีหน้าสงบ “เดี๋ยวผมไปหาพวกเขาเอง”
ลู่เซิ่งนึกถึงผู้หญิงชุดกระโปรงขาวที่กระชากผ้าม่านปิดหน้าต่างเมื่อตอนบ่าย
ลู่ต้าไห่รีบคว้าตัวเขาไว้ กดให้เขานั่งลงบนเก้าอี้
“ช่างมันเถอะน่า จะไปหาเขาทำไม? คิดจะลงไม้ลงมืออีกหรือไง
คนแบบนี้ต่อไปเราก็ไม่ต้องไปสนใจก็สิ้นเรื่องแล้ว
พรุ่งนี้แกต้องไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย อย่าก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีกล่ะ...”
เจิ้งอวี้เฟินก็พูดเสริม “ใช่แล้ว ฟังพ่อเถอะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อย่าไปเลย”
ลู่เซิ่งขมวดคิ้ว ทำได้แค่ยอม
จากนั้นทุกคนในครอบครัวก็เริ่มทานอาหารเย็น
วันนี้เป็นวันขึ้นบ้านใหม่ของครอบครัวลู่ ลู่ต้าไห่ดีใจเป็นพิเศษ ดื่มไปเล็กน้อยสองสามจอก พลางพูดด้วยรอยยิ้ม “อีกไม่กี่วัน จะชวนเพื่อนเก่าในบริษัทมาที่บ้าน จัดงานเลี้ยงกันให้ครึกครื้น...”
หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ลู่เซิ่งก็ถูกเจิ้งอวี้เฟินไล่ให้ขึ้นไปข้างบน
“พรุ่งนี้ก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว รีบไปพักผ่อนซะ”
ลู่เซิ่งจนปัญญา ทำได้แค่ขึ้นเตียงแต่หัววัน เข้าไปในพื้นที่แห่งความฝัน ไปผ่อนคลายกับปรมาจารย์เทพีสงคราม
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นตลอดทั้งคืน
เช้าตรู่ ไม่มีเสียงปลุกจากลู่ชิงเหอ ลู่เซิ่งออกจากห้องเร็วกว่าปกติหนึ่งชั่วโมง
อาหารเช้ายังคงเหมือนเดิม แต่เพิ่มบะหมี่มาอีกชาม
ในบะหมี่ยังใส่ไข่ดาวสองฟองเป็นพิเศษ
“ขอให้ราบรื่น ขอให้เสี่ยวเซิ่งของฉันสอบได้คะแนนดีๆ!”
เจิ้งอวี้เฟินผู้เป็นแม่พึมพำ
ลู่เซิ่งมองแล้วก็ทั้งขำทั้งรู้สึกอบอุ่นใจ
ในขณะที่ลู่เซิ่งกำลังทานอาหารเช้า ลู่ชิงเหอก็แต่งตัวแล้วเดินลงมาข้างล่าง
“พี่ เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อนนะ!”
ลู่เซิ่งเหลือบมองลู่ชิงเหอ แล้วพยักหน้า “ก็ดี ให้เธอไปสัมผัสบรรยากาศการสอบเข้ามหาวิทยาลัยล่วงหน้า จะได้ไม่ตื่นเต้นเวลาสอบเองในครั้งหน้า”
ลู่ชิงเหอเบ้ปาก ไม่พูดอะไร
ทั้งสองทานอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ถูกเจิ้งอวี้เฟินไปส่งที่หน้าประตู
“อย่าตื่นเต้น ตั้งใจสอบนะ ไม่ว่าผลสอบจะเป็นยังไง แกก็เป็นลูกชายที่พ่อกับแม่ภูมิใจที่สุด”
เจิ้งอวี้เฟินตบเสื้อผ้าของลู่เซิ่งเบาๆ ปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริง พร้อมกำชับอย่างอดทน
ลู่เซิ่งตอบรับว่าทราบแล้ว
“ปี๊นๆๆ”
เสียงแตรดังมาจากข้างหลัง เมื่อหันไปมอง ลู่ต้าไห่นั่งอยู่ในรถโบกมือทักทายลู่เซิ่งด้วยสีหน้าเบิกบาน
“ลูกชาย ขึ้นรถ!”
วันนี้ การที่ลู่เซิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัย ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ของทั้งครอบครัว
“จะบีบแตรอะไรกันนักหนาแต่เช้าตรู่ เมื่อวานยังเสียงดังไม่พออีกหรือไง?”
บนชั้นสองของวิลล่าข้างๆ มีผู้หญิงในชุดนอนที่มีสีหน้าเย็นชาและดุร้ายตะโกนออกมาจากทางหน้าต่าง
จากนั้นก็ไม่สนใจว่าพวกของลู่เซิ่งจะได้ยินไหม กระชากผ้าม่านปิดแล้วหายตัวไป
ลู่เซิ่งมองไปยังทิศทางของผู้หญิงคนนั้น ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ผู้หญิงบ้า อะไรของเขา เดือดร้อนอะไรด้วยแค่บีบแตรเอง!”
ลู่ต้าไห่บ่นพึมพำอย่างไม่พอใจ แต่พูดไปอย่างนั้น ไม่ได้บีบแตรต่อ เพียงแค่เร่งให้ลู่เซิ่งทั้งสองรีบขึ้นรถ
หลังจากที่ลู่เซิ่งทั้งสองขึ้นรถ ลู่ต้าไห่ก็ขับรถออกไปนอกหมู่บ้าน
ลู่ต้าไห่ขับรถได้ ในบริษัทขนส่งก็ขับรถอยู่เป็นประจำ ดังนั้นลู่เซิ่งจึงซื้อรถใหม่ให้คันหนึ่ง
รถไม่ได้แพงอะไรมากมาย ราคาแสนกว่าหยวน แต่ลู่ต้าไห่กลับทะนุถนอมอย่างมาก หลายเดือนแล้วก็ยังใหม่เหมือนเพิ่งออกมาจากโชว์รูม
“ลูกชาย ตั้งใจสอบนะ การที่ตระกูลลู่ของเราจะมียอดฝีมือได้ไหม ก็ขึ้นอยู่กับแกแล้วนะ!”
บนรถ ลู่ต้าไห่พูดกับลู่เซิ่งด้วยรอยยิ้ม
ลู่ชิงเหอรีบแย้งขึ้นมา “พ่อ ยังมีหนูอีกคนนะ”
“ฮ่าๆๆ แกยังเร็วไป ยังต้องพยายามต่อไป!”
ทั้งสามคนพูดคุยหัวเราะกันไปตลอดทาง เข้าไปในตัวเมือง จนกระทั่งถึงศูนย์กีฬาเทศบาลจึงหยุด
หน้าศูนย์กีฬาที่ปกติแล้วว่างเปล่า วันนี้กลับเต็มไปด้วยผู้คน
เต็มไปด้วยผู้ปกครองและนักเรียนที่มาเข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัย รวมถึงรถยนต์ที่จอดอยู่ริมถนนเป็นจำนวนมาก
“ให้ตายสิ มาสายไปจริงๆ ด้วย”
ลู่ต้าไห่ตบต้นขา กว่าจะหาที่จอดรถได้ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร จากนั้นทั้งสามคนก็เดินมาตามทาง
เมื่อเดินไปถึงหน้าศูนย์กีฬา ใกล้กับทางเข้าศูนย์กีฬาประมาณหลายสิบเมตร มีเส้นสีเหลืองยาวขึงกั้นไว้
อนุญาตเฉพาะผู้เข้าสอบเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ คนอื่นๆ ห้ามเข้า
“ลูกรัก ตั้งใจสอบนะ อย่าตื่นเต้น พยายามแสดงความสามารถออกมาให้เต็มที่ สอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ชั้นนำให้ได้ นั่นแหละถึงจะเชิดชูวงศ์ตระกูลได้!”
“อยากดื่มน้ำไหม? หิวหรือเปล่า? อยากเข้าห้องน้ำไหม?”
“บัตรประชาชน บัตรประจำตัวผู้สอบ เอามาครบแล้วหรือใช่ไหม? เจ้าเด็กคนนี้นี่ ของสำคัญขนาดนี้ลืมไว้ที่บ้านได้ยังไง! แท็กซี่!”
สิ่งที่ได้ยินส่วนใหญ่ก็เป็นบทสนทนาที่คล้ายกัน
ลู่ต้าไห่มองไปยังศูนย์กีฬา พูดด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ “เมื่อก่อน พ่อก็มาสอบศิลปะการต่อสู้ที่นี่เหมือนกัน เสียดายที่ความสามารถไม่ถึง แถมโภชนาการก็ไม่เพียงพอ ไปยังไม่ถึงขั้นไหนก็ตกรอบซะแล้ว...”
เมื่อหันกลับมา ลู่ต้าไห่มองลู่เซิ่งด้วยสายตาที่ภาคภูมิใจและปลื้มปีติ กล่าวว่า “แกเก่งกว่าพ่อเป็นร้อยเท่า เรื่องอื่นพ่อจะไม่พูดแล้ว มีแค่อย่างเดียว ทำให้เต็มที่นะ อย่าให้ช่วงวัยรุ่นของตัวเองต้องเสียใจ”
ลู่เซิ่งกล่าวอย่างจริงจัง “พ่อ ผมรู้แล้ว”
ลู่ชิงเหอก็พูดกับลู่เซิ่ง “พี่สู้ๆ นะ พ่อกับฉันจะรอพี่อยู่ข้างนอก!”
ลู่เซิ่งพยักหน้า จากนั้นก็กล่าวลาทั้งสอง เดินไปที่ทางเข้าศูนย์กีฬาตามลำพัง
เริ่มจากการต่อแถวเพื่อตรวจสอบบัตรประชาชนและบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบ เมื่อข้ามเส้นสีเหลืองไปแล้ว ผู้เข้าสอบจำนวนมากก็ต่างพากันแห่กันไปที่ทางเข้า
ข้างหลังคือสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังนับไม่ถ้วน
การสอบครั้งใหญ่ประจำปีของศิลปะการต่อสู้ ในที่สุดก็เปิดฉากขึ้น
ลู่เซิ่งมองออกว่าผู้เข้าสอบที่อยู่รอบข้างค่อนข้างจะตื่นเต้น
ด้วยรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่นเป็นทุนเดิม รูปร่างสูงสง่า สูงกว่าคนอื่นครึ่งศีรษะ หน้าตาหล่อเหลา ลู่เซิ่งเดินอยู่ในกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายเหมือนหงส์ที่อยู่ในฝูงไก่
เมื่อรวมกับสีหน้าที่สงบและมั่นใจของเขา ตลอดทางจึงดึงดูดสายตาของผู้คนมากมายอย่างเป็นธรรมชาติ
แต่ก็ไม่มีใครจำเขาได้
ท้ายที่สุดแล้ว การออกโทรทัศน์ครั้งล่าสุดก็เมื่อครึ่งปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรืออารมณ์ ลู่เซิ่งก็มีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก
มีเพียงไม่กี่คนที่รู้สึกว่าเขาคุ้นหน้า แต่จำไม่ได้ว่าเขาชื่ออะไร
ลู่เซิ่งกลับปรารถนาที่จะได้เจอกับเพื่อนเก่าสักสองสามคน
แต่นักเรียนชั้นม.หกห้องห้าของโรงเรียนมัธยมไป๋เหอสาขาสามหลายสิบคน พอมาอยู่ในกลุ่มผู้เข้าสอบหลายหมื่นคน ก็เหมือนทรายหนึ่งกำมือที่ถูกโยนลงไปในทะเล โอกาสที่จะเจอกันมันน้อยเกินไป
ในการสอบศิลปะการต่อสู้ จะมีการสับเปลี่ยนนักเรียนจากทุกโรงเรียนและทุกห้องเรียนทั้งหมด แล้วจัดเรียงลำดับใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการพูดคุยกันมากเกินไปของผู้ที่รู้จักกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ในการสอบ
ศูนย์กีฬาไป๋เหอที่มีขนาดใหญ่โต สามารถจุคนได้หลายแสนคน ตอนนี้ถูกแบ่งออกเป็นห้องเล็กๆ แต่ละห้อง
ในแต่ละห้องเล็กๆ จะมีเครื่องทดสอบค่าพลังชีวิตหนึ่งเครื่อง และเครื่องทดสอบค่าพลังการต่อสู้อีกหนึ่งเครื่อง
ลู่เซิ่งหาห้องสอบของตัวเองตามหมายเลขประจำตัวผู้เข้าสอบ
ที่นี่มีคนต่อแถวยาวเหยียดอยู่ก่อนแล้ว
ห้องสอบแต่ละห้องมีกรรมการคุมสอบทั้งหมดสามคน คนหนึ่งคอยทดสอบค่าพลังชีวิต คนหนึ่งคอยทดสอบค่าพลังการต่อสู้
และอีกคนหนึ่งคอยดูแลความสงบเรียบร้อยหน้าประตู จัดผู้เข้าสอบให้เข้าห้องสอบ
ผู้เข้าสอบต่อแถวตามหมายเลขประจำตัวผู้เข้าสอบภายใต้การควบคุมของกรรมการคุมสอบ จากนั้นก็แบ่งกลุ่มเข้าไปในห้องสอบ
ในขณะที่ลู่เซิ่งกำลังต่อแถว ผู้เข้าสอบที่อยู่ข้างหน้าก็เริ่มทำการสอบแล้ว
“หมายเลข 000236 ถึง 000240 เข้าห้องสอบได้...”
กรรมการคุมสอบเรียกคนเข้าไปกลุ่มหนึ่ง จู่ๆ ก็เดินมาทางลู่เซิ่งอย่างรวดเร็ว แล้วขมวดคิ้ว “พวกนายตรงนั้นเป็นอะไรกัน? ต่อแถวกันดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไง”
เขาสังเกตเห็นตรงนี้มาสักพักแล้ว พบว่าแถวข้างหน้าเบียดกันเป็นกลุ่มก้อน แถวข้างหลังก็เบียดกันเป็นกลุ่มก้อน มีเพียงตรงกลางเท่านั้นที่เว้นระยะห่างออกมาเมตรกว่าๆ ดูแปลกประหลาด
“เดินไปข้างหน้าหน่อย”
กรรมการคุมสอบสั่งให้ลู่เซิ่งเดินไปข้างหน้า ลู่เซิ่งก็ทำตาม
จากนั้นก็สั่งให้เด็กอ้วนที่ต่อแถวอยู่ข้างหลังลู่เซิ่ง “นายก็เดินไปข้างหน้าหน่อย ถอยไปข้างหลังทำไม? ข้างหน้าก็ยังมีที่ว่างไม่ใช่เหรอ?”
เด็กอ้วนเหงื่อท่วมตัว แก้ตัวว่า “ผู้คุมสอบครับ ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากเดินไปข้างหน้า แต่พอผมเข้าใกล้เขา ผมก็รู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก ขาสั่นไปหมดเลยครับ เมื่อกี้ตอนเข้ามายังดีๆ อยู่ ตอนนี้ไม่รู้เป็นอะไร ยิ่งใกล้ก็ยิ่งประหม่าครับ...”
“เป็นอะไรของเขา...”
กรรมการคุมสอบขมวดคิ้ว เมื่อหันกลับไปมอง ผู้เข้าสอบที่อยู่ข้างหน้าลู่เซิ่งก็เริ่มเบียดเสียดกันไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง ราวกับมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่ข้างหลัง
กรรมการคุมสอบจึงหันความสนใจไปที่ลู่เซิ่ง
ไม่ดูก็ไม่รู้ พอพิจารณาดูดีๆ ก็รู้สึกตกใจอย่างมาก
ไม่น่าแปลกใจที่คนข้างหน้าและข้างหลังถึงไม่อยากเข้าใกล้ผู้เข้าสอบคนนี้ในระยะหนึ่งเมตร
ผู้เข้าสอบคนนี้แผ่รัศมีที่น่าหวาดหวั่นออกมา ราวกับมีสนามพลังที่มองไม่เห็น กดดันให้คนที่อยู่รอบข้างอยากจะหนีให้ห่างโดยไม่รู้ตัว
ในขณะนี้กรรมการคุมสอบก็อยู่ในสนามพลังนี้ด้วยเช่นกัน เขารู้สึกขนลุกซู่และมีเหงื่อออกที่แขน
ราวกับถูกสัตว์ร้ายจ้องมองอยู่
“สัตว์ประหลาด!”
กรรมการคุมสอบอุทานในใจ
เขารู้ดีว่านี่คือรัศมีที่แผ่ออกมาจากนักสู้ที่มีค่าพลังชีวิตเข้มข้นถึงระดับหนึ่งโดยธรรมชาติ
กล่าวได้ว่าเป็นการทำงานของกลไกการป้องกันตัวเองของร่างกายชนิดหนึ่ง โดยสัญชาตญาณก็อยากจะหลีกหนีอันตราย ไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย
นี่คือสิ่งที่ถูกสลักไว้ในยีน ไม่สามารถแก้ไขได้
กรรมการคุมสอบก็เคยพบเจอกับสถานการณ์ที่คล้ายกันมาบ้าง แต่การที่สถานการณ์นี้เกิดขึ้นกับผู้เข้าสอบอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี ก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาด
คิดแล้วก็น่าขนลุก
กรรมการคุมสอบแอบจำใบหน้าของลู่เซิ่งไว้ สั่งให้รักษาระเบียบเพียงประโยคเดียว แล้วรีบเดินจากไป
แม้แต่กรรมการคุมสอบก็ยังจัดการไม่ได้ คนอื่นๆ ยิ่งไม่มีทาง
ดังนั้นรอบๆ ตัวลู่เซิ่งจึงเกิดเป็นปรากฏการณ์ “เขตต้องห้ามหนึ่งเมตร” ที่แปลกประหลาด
นี่เป็นผลมาจากการที่ลู่เซิ่งพยายามควบคุมอย่างสุดกำลังแล้ว
ปรากฏการณ์แปลกประหลาดนี้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งถึงคิวของลู่เซิ่งที่ต้องเข้าห้องสอบจึงสิ้นสุดลง