เมืองหลงอัน
ท่ามกลางแสงแดดแผดเผายามบ่ายในย่านการค้าของเมืองที่แออัดไปด้วยผู้คนล้วนแต่มาเดินจับจ่ายซื้อสินค้าข้าวของเครื่องใช้แม้เมืองหลงอันจะเป็เมืองขนาดเล็กที่ห่างไกลความเจริญ แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็เมืองเมืองหนึ่งของ1 ใน 6 แคว้นมหาอำนาจแล้วถึงจะเป็เมืองขนาดเล็กแต่ขนาดของเมืองนั้นก็ใหญ่มิใช่น้อยนั่นรวมถึงศูนย์กลางการค้าของเมืองแห่งนี้ด้วย ที่มีร้านค้ารวมๆ กันแล้วหลายร้อยร้านค้ากระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่
"ขอปลาันึ่งซี่อิ๊วจานหนึ่ง”
“ไก่ผัดเผ็ด 2 ที่ เหล้า 1 ชั่ง”
เสียงสั่งอาหารภายในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งดังขึ้นไม่ขาดสายบ่งบอกได้ถึงปริมาณลูกค้าที่มีอยู่ไม่น้อยที่มาใช้บริการถึงแม้ว่าจะเลย่เที่ยงของวันมาแล้ว แต่ปริมาณลูกค้าก็ไม่ได้ลดน้อยลงเท่าใดนัก
“ปลาันึ่งซี่อิ๊วได้แล้วครับ” เสียงเซี่ยวเอ้อ ที่คอยให้บริการลูกค้าดังขึ้นพร้อมกับการยกอาหารมาบริการให้แก่ลูกค้าภายในโรงเตี๊ยม
“เฮ้ เ้าหนู เ้าเป็เด็กใหม่งั้นรึ ข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย” ลูกค้าร่างท้วมเอ่ยทักขึ้น
“ขอรับ นายท่านข้าน้อยเป็พนักงานใหม่ เพิ่งทำงานวันนี้ วันแรกขอรับ”เซี่ยวเอ้อตอบพลางก้มหน้าก้มตาแสดงท่าทีประหม่าเล็กน้อยเพราะรู้ดีว่าคนที่ตนกำลังคุยด้วยนั้นเป็ถึงหัวหน้าหอการค้าดารา์สาขาเมืองหลงอัน
ถึงแม้จะเป็เพียงสาขาเล็กๆ แต่เมื่อขึ้นชื่อว่าหอการค้าดารา์แล้วล่ะก็คนทั่วทั้ง 6 แคว้นล้วนต้องรู้จัก เนื่องเพราะหอการค้าดารา์นั้นถือเป็หอการค้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดกิจการมากมายนักและย่อมต้องมีอิทธิพลต่อบรรดาราชวงศ์ในแต่ละแคว้นไม่มากก็น้อย
สำหรับหัวหน้าหอการค้าดารา์สาขาเมืองหลงอัน“กุยเหยียน” นั้น ถึงจะเป็หัวหน้าสาขาเล็กๆสาขาหนึ่งแต่ศักดิ์ฐานะย่อมเทียบเคียงได้กลับเ้าเมืองหลงอันทีเดียว
กุยเหยียนเป็ชายผิวขาวร่างท้วมความสูงไม่มากไม่น้อย ไว้หนวดยาวถึงอก ใบหน้าเปล่งปลั่งถึงแม้หนวดเคลาและเส้นผมกว่าครึ่งจะเริ่มเปลี่ยนเป็สีขาวแล้ว แต่หน้าตาผิวพันธ์ยังเหมือนกับคนวัยสามสิบเท่านั้นไม่รู้ว่าบำรุงด้วยโอสถขนานใด จึงทำให้ยังดูหนุ่มแน่นได้ถึงเพียงนี้
“อย่างนั้นหรอกรึ”กุยเหยียนรับคำเซี่ยวเอ้อ พลางครุ่นคิดบางอย่างสักพัก แล้วจึงกล่าวถามออกไปว่า
“ปีนี้เ้าอายุเท่าไหร่แล้ว”
“ข้าน้อยปีนี้อายุครบ 15 ปีพอดีขอรับ” เซี่ยวเอ้อรับคำอย่างสงสัยว่าท่านหัวหน้าหอการค้าจะถามอายุตนทำไม
“แล้วเ้ามีครอบครัวไหมหรือว่าอยู่ตัวคนเดียว” กุ่ยเหยียนถามต่อแต่เมื่อเห็นแววตาสับสนงุนงงของเซี่ยวเอ้อน้อยกุ่ยเหยี่ยนจึงหัวเราะและกล่าวต่ออย่างไวว่า
“เ้าหนู เ้าไม่ต้องสงสัยไปที่ข้าถามก็เพราะว่า ข้าเห็นว่าเ้าหน่วยก้านดี แถมดูแล้วขยันขันแข็งในการทำงานอีกทั้งเมื่อวานนี้เด็กรับใช้คนสนิทของข้าเพิ่งถูกใช้ให้ไปทำงานที่เมืองหลวงอย่างน้อยอีกกว่าครึ่งปีจึงจะกลับดังนั้นข้าจึงอยากจะหาเด็กรับใช้คนใหม่เพิ่มสักคน ส่วนในเื่ครอบครัวของเ้านั้นในเมื่อทำงานให้กับหอการค้าดารา์แล้วครอบครัวเ้าทางหอการค้าก็จำต้องดูแลให้อย่างดี เป็ไงทีนี้เข้าใจรึยัง”
เซี่ยวเอ้อน้อยสีหน้าตกตะลึงอย่างมากในชีวิตนี้ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะมีคนชักชวนให้ตนไปทำงานในหอการค้าดารา์อีกทั้งผู้ที่เอ่ยชักชวนตนยังเป็ถึงหัวหน้าหอการค้า กล่าวชักชวนด้วยตัวเอง
“ขอรับ ขอรับ นายท่านข้าน้อยยินดีครับ ยินดีอย่างมากด้วยขอรับ”เซี่ยวเอ้อน้อยลนลานรีบก้มตัวลงคำนับหัวหน้ากุ่ยเหยียน หัวแทบชนเข้ากับโต๊ะอาหาร
กุ่ยเหยียนเห็นดังนั้นก็ไม่ถือโทษอะไรแต่กลับหัวเราะร่าแล้วกล่าวต่อว่า
“เอาล่ะๆ พอได้แล้วไหนบอกข้ามาสิว่าคนในครอบครัวเ้ามีกี่คน ข้าจะได้เตรียมหาที่อยู่อาศัยให้”
“ขอบพระคุณนายท่านขอรับ ข้าน้อยนั้นอาศัยอยู่กับท่านปู่เพียงลำพังสองตาหลานขอรับ”เซี่ยวเอ้อกล่าวตอบ พลางคำนับให้แก่กุ่ยเหยียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใครที่ได้เห็นเป็ต้องคิดว่ายามเด็กน้อยนี้ลุกขึ้นยืนมันจะทรงตัวได้หรือไม่ หรือว่าจะล้มคะม่ำเนื่องเพราะอาการมึนศีรษะจากการคำนับมากมายเช่นนี้
เมื่อเห็นเด็กน้อยผู้นี้คำนับตนไม่ยอมหยุดตัวมันก็เริ่มจะรำคาญขึ้นมาบ้างแล้ว จึงพูดตัดบทไปว่า
“เ้าไม่ต้องคำนับข้าแล้ว เ้าหนูอีก2 ชั่วยามให้เ้าพาปู่ของเ้าไปที่หอการค้าดารา์ แล้วนำเหรียญตรานี้ส่งมอบแก่ผู้ดูแลที่นั่นซะเื่หลังจากนั้นผู้ดูแลจะชี้แจงแก่เ้าเอง”
ขณะกล่าววาจากับเสี่ยวเอ้อมันก็ล้วงหยิบของบางอย่าในอกเสื้อมอบให้แก่เสี่ยวเอ้อไป แน่นอนว่าของสิ่งนั้นคือเหรียญตราที่มันกล่าว เป็เหรียญทองแดงที่ขนาดใหญ่กว่าเหรียญทองแดงที่ใช้ทั่วไปเกือบสองเท่าตัวอีกทั้งบนเหรียญยังไปรูปสลักนูนต่ำ ของสัตว์อสูรรูปร่างประหลาดมีปีก 3 คู่ ล้อมรอบไว้ด้วยดวงดารา7 ดวง ซึ่งคนทั่วไปต่างทราบดีว่านี่คือสัญลักษณ์ของหอการค้าดารา์
เสี่ยวเอ้อน้อยยื่นมืออันสั่นเทารับเหรียญตรานั้นมาอย่างทะนุทนอมในใจมันยังคงคิดว่าตนเองนั้นฝันไปหรือไม่ ชีวิตมันที่ต้องคอยตรากตรำทำงานมาั้แ่จำความได้อดมื้อกินมื้อ ตัวมันไม่เคยคาดคิดว่าจะมีวาสนาได้ทำงานในหอการค้าดารา์ ถึงแม้จะเป็ตำแหน่งอันต่ำต้อยที่สุดภายในหอการค้าแต่อย่างไรก็ย่อมดีกว่าการทำงานเป็เสี่ยวเอ้อในโรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งนี้นับร้อยเท่า
ขณะกำลังใจลอยปราบปลื้มยินดีกับโชควาสนาที่ตนได้รับอยู่นั้นมันก็ได้ยินเสียงของเ้านายใหม่ของมัน เอ่ยถามบางสิ่งกับมันอยู่มันจึงรีบตอบรับไปอย่างลนลาน
“ขอรับนายท่าน เอ่อออ...”
“ข้าถามเ้าว่า เ้าเรียกว่าอะไร” กุ่ยเหยียนเมื่อเห็นท่าทางใจลอยของเสี่ยวเอ้อน้อยก็ไม่ถือสาอะไรตนนั้นก็ถามย้ำคำถามเดิมไป พลางคีบเนื้อปลาทานระหว่างรอเสี่ยวเอ้อตอบคำ
เมื่อเสี่ยวเอ้อน้อยได้ยินคำถามชัดเจนแล้วจึงเรียกสติตนกลับมา พลางกล่าวตอบกลับไปอย่างนอบน้อม
“ข้าน้อยนามว่าจางหยุน ขอรับ”
“อืมเป็ชื่อที่ดี เอาล่ะหมดหน้าที่เ้าแล้ว ไปได้แล้ว” กุ่ยเหยียนกล่าวตัดบทพลางคีบเนื้อปลาเข้าปากไปอีกคำหนึ่ง
จางหยุนเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงขอตัวลาพลางรีบเดินเข้าไปแจ้งเื่ราวทั้งหมดให้แก่เถ้าแก่ได้รับทราบในเื่ที่ตนจะได้ย้ายไปทำงานที่หอการค้าดารา์
ขณะที่จางหยุนเดินลับสายตาไปนั้นกุ่ยเหยียนพลันเงยหน้าขึ้น มองดูด้านหลังของเด็กหนุ่มที่กำลังเดินหายเข้าไปด้านหลังของโรงเตี๊ยมคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย พลางพูดกับตนเองในใจว่า “จางหยุนงั้นรึช่างน่าสนใจยิ่งนัก”
หลังจากนั้นมันจึงหยิบวัตถุบางอย่างจากอกเสื้อออกมาดูสิ่งนั้นกลับเป็ผลึกใสกระจ่างที่แผ่ระลอกคลื่นของพลังงานออกมาถึงแม้จะไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่สำหรับผู้ฝึกยุทธที่สำเร็จขั้นปราณปฐีเช่นมันแล้วย่อมสำผัสรับรู้ได้
เมื่อพิจารณาผลึกดังกล่าวอยู่ชั่วอึดใจมันก็เก็บผลึกนั้นกลับเข้าไปภายในอกเสื้อดังเดิมแล้วจึงก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อไปโดยมิได้สนใจสิ่งใดอีก