กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 83 กักขัง

          การกระทำของแอเรียสย่อมตกอยู่ในสายตาของอีธานและฟาร์เมียอย่างไม่ต้องสงสัย อีธานอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดที่มองเด็กหนุ่มผู้นี้ในแง่ร้าย  เขากลัวว่าแอเรียสจะคิดร้ายกับร่างของภูตตนนั้น  แต่แอเรียสกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามออกไป ไม่เพียงแต่เขาไม่ได้ทำอันตรายต่อร่างของภูตตนนั้นแต่ทุกการกระทำของเขายังเต็มไปด้วยการให้เกียรติ  เผ่าพันธุ์ภูตนั้นแม้จะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ยังนับเป็นสิ่งเร้นลับที่หาได้ยากยิ่ง หากเป็นผู้อื่นเห็นร่างของภูตที่อยู่ภายในโลงแก้วอันงดงามเช่นนี้คงอดไม่ได้ที่จะมีความคิดอยากได้มาครอบครอง แต่ภายในดวงตาสีครามคู่นั้นมันกลับไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความโลภ เขาเพียงมองไปยังร่างของภูตตนนั้นด้วยความรู้สึกสงสารและความชื่นชมเท่านั้น 

     

        การกระทำของแอเรียสมันทำให้ทั้งคู่ต้องจ้องมองด้วยความซาบซึ้ง มันทำให้ภาพในตอนที่แอเรียสฝังร่างของปักษาแสงจันทร์ลอยเขามาให้ห้วงความคิดของทั้งคู่อีกครั้ง เด็กหนุ่มที่ดูภายนอกเต็มไปด้วยความเย็นชาแต่ส่วนลึกภายในจิตใจกลับเป็นคนที่มีเมตตาอย่างเปี่ยมล้น เราไม่อาจจะตัดสินคนผู้หนึ่งจากรูปลักษณะภายในหรือการกระทำบางอย่างของเขาได้เลยจริงๆ 

     

         แต่การกระทำต่อมาของแอเรียสก็ต้องทำให้ทั้งคู่ต้องขมวดคิ้วจ้องมองด้วยความแปลกใจอีกครั้ง 

     

         แอเรียสเพ่งมองไปที่ร่างของเด็กหญิงเผ่าพันธุ์ภูตผู้นั้นราวกับจะจับทุกการเคลื่อนไหวของร่างนั้น  แต่ร่างของนางยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติงใดๆ  สิ่งที่เคลื่อนไหวมีเพียงละอองแสงที่อยู่รอบๆโลงแก้วของนางเท่านั้น  ทุกอย่างยังคงเป็นไปเช่นเดิม ไม่ว่าจะใช้พลังเวทตรวจสอบหรือใช้ดวงตามองหาเขาก็ไม่พบร่องรอยของผู้ใดเลยแม้แต่น้อย บริเวณนี้นอกจากเขาแล้วก็มีเพียงร่างของนางเท่านั้น  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันอดไม่ได้จริงๆที่คิ้วทั้งสองข้างของแอเรียสจะขมวดเข้าชนกัน

     

         “ เจ้ายังมีชีวิตอยู่หรือว่าเจ้าเป็นดวงวิญญาณที่วนเวียนอยู่ในที่แห่งนี้กัน!? “

     

         แอเรียสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกึ่งตะโกน  แม้จะไม่ได้ดังจนก้องไปทั่วป่าแต่มันก็ดังพอที่จะได้ยินไปทั่วบริเวณรอบๆ  แต่มันกลับไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ มีเพียงเสียงของใบไม้ที่พัดไหวไปตามแรงลมและความเงียบงันของผืนป่าแห่งนี้เท่านั้น 

     

        แอเรียสยังคงเพ็งมองไปยังร่างนั้นด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความสงสัย  สิ่งที่คิดอยู่ในหัวของแอเรียสคือภูตตนนี้อาจจะยังมีชีวิตอยู่ภายในโลงแก้วโลงนั่น

     

        แต่การเฝ้ามองจากระยะเกือบสิบเมตรเช่นนี้ทำให้เขามองเห็นรายละเอียดต่างๆได้ไม่ชัดเจนนัก เขาไม่สามารถตรวจดูชีพจรและลมหายใจของนางได้  เขาจึงไม่อาจจะด่วนสรุปได้ว่านางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ 

     

         “ ชิ ! ถ้าไม่มีเกราะมนตรานี่ขวางกั้นเอาไว้เรื่องราวมันคงจะง่ายดายกว่านี้   ถ้าข้ามีพลังเหมือนเมื่อก่อนล่ะก็..เพียงแค่เกราะมนตราระดับนภานี่ไม่คณามือข้าหรอก “

     

          แอเรียสพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ตั้งแต่แรกที่สัมผัสถึงเกราะมนตราที่ป้องกันร่างของภูตตนนี้เขาก็รับรู้ได้ทันทีถึงระดับของมัน  การสร้างเกราะมนตราระดับนภาขึ้นมานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย  ทั้งวัสดุล้ำค่าและพลังเวทที่ใช้สร้างเกราะมนตรานี้ขึ้นมา  นักเวทที่สร้างมันขึ้นมาอย่างน้อยก็คงเป็นระดับปราชญ์ 

     

        เกราะมนตราระดับนภานั้นเหนือกว่าเกราะมนตราระดับกลางที่สเวนใช้ออกมาอย่างไม่ต้องสงสัย ความจริงแล้วเกราะมนตราที่สเวนใช้ออกมามันไม่มีค่าพอจะเทียบระดับกับเกราะมนตราที่อยู่ตรงหน้าแอเรียสด้วยซ้ำ เกราะมนตราระดับนภานั้นแม้แต่นักเวทระดับอัศวินก็ยังยากที่จะทำลายมันลง ไม่ต้องคิดเลยว่าพลังแอเรียสจะสามารถทำสิ่งใดได้  แม้จะค้นหาจุดอ่อนของเกราะมนตรานี้เจอแต่พลังของเขาก็ยังคงไม่เพียงพอ ในตอนนี้วิธีที่แอเรียสคิดออกก็มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น 

     

         “ เจ้าพวกที่ทำตัวลับๆล่อๆจับตาดูข้าอยู่น่ะ  เลิกเล่นซ่อนแอบแล้วโผล่หัวออกมาสักที  ข้ารู้นะว่าเจ้าจับตามองข้าตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในดินแดนภูตสวรรค์  ถ้าได้ยินเสียงข้าก็ช่วยรีบๆออกมาหน่อย  ข้ามีเรื่องอยากจะให้ช่วย “

     

         แอเรียสตะโกนออกไปรอบด้านอย่างไรซึ่งจุดหมาย  เสียงของเขามันดังพอที่จะทำให้ผู้คนที่อาจจะอยู่ใกล้เคียงได้ยินอย่างชัดเจน  แอเรียสรู้สึกถึงสายตาแปลกๆที่เฝ้ามองดูเขามาตั้งนานแล้ว แม้ตอนแรกจะรู้สึกน่ารำคาญไปบ้างแต่สุดท้ายเขาก็เลิกที่จะใส่ใจต่อมัน สิ่งที่จับตามองเขาอยู่นั้นเขาคิดได้ว่ามันคงเป็นภูตสักตนที่ยังหลงเหลืออยู่ในดินแดนแห่งนี้ พวกภูตนั้นสามารถล่องหนหายตัวได้ราวกับดวงวิญญาณนั่นจึงเป็นที่มาของความลึกลับของเผ่าภูต แอเรียสเคยพบเจอภูตมาบ้างเมื่อชีวิตก่อนทำให้เขาพอจะรู้จักนิสัยของภูตที่ส่วนมากมักจะหลีกหนีจากผู้คน

     

         แต่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ ในผืนป่ายังคงมีแค่ของกิ่งไม้ที่โบกสะบัดลู่ไปกับสายลมเท่านั้น  ไม่มีแม้แต่เงาของภูตที่เขาตะโกนเรียกหาเลยแม้แต่น้อย 

     

         “ ก็ได้ๆๆ  ..ในเมื่อเจ้าไม่อยากออกมา  เช่นนั้นข้าก็คงจะต้องพึ่งพาพลังของตัวข้าเอง  เจ้าก็คงจะเห็นแล้วว่าดาบอสูรมายาในมือข้าทำสิ่งใดได้บ้าง  แต่ข้าคงไม่อาจจะรับประกันหรอกนะว่าโลงแก้วนั่นจะได้รับผลกระทบไปด้วยหรือเปล่า“

     

          แอเรียสนำดาบอสูรมายามายกขึ้นเล่นไปมาก่อนจะเตรียมพร้อมที่จะฟันลงไปยังเกราะมายา  พลังเวทอันหนาแน่นเริ่มแผ่กระจายมาจากร่างของแอเรียส สายฟ้าอันแข็งแกร่งกระจัดกระจายออกมาราวกับอสรพิษสายฟ้าที่เลื้อยพันอยู่รอบร่างของแอเรียส  แต่ยังไม่ทันที่แอเรียสจะได้เงื้อดาบขึ้นเขาก็ถูกพลังบางอย่างกระแทกเข้าจนกระเด็นออกไป 

     

         “ หึถ้าไม่เล่นแบบนี้ก็คงไม่ยอมโผล่หัวออกมาสินะเจ้าพวกชอบถ้ำมอง “

     

         แอเรียสหัวเราะเล็กๆอยู่ในลำคอพร้อมกับเช็ดหยดเลือดที่มุมปาก  การโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวมันทำให้แอเรียสเองได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เขาจ้องมองไปยังร่างของหนึ่งบุรุษที่ดูองอาจกับภูตสาวที่กระพือปีกอยู่เคียงข้างโดยไม่มีความสะทกสะท้านหรือตกตะลึงใดๆ เพราะทั้งหมดมันเป็นแผนที่เขาจงใจวางเอาไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เขารู้ดีว่าเด็กสาวชาวภูตที่อยู่ในโลงแก้วนั้นสำคัญกับพวกภูตมากเพียงใด หากเขาคิดจะทำอันตรายหรือทำสิ่งใดที่อาจจะมีผลกระทบต่อนางเจ้าภูตที่แอบซ่อนตัวอยู่คงไม่ยอมอยู่เฉยแน่ แต่เขาไม่คิดเลยว่านอกจากภูตหนึ่งตนแล้วยังมนุษย์อีกหนึ่งคนอยู่ด้วย

     

         “ เด็กน้อยเจ้าจงใจยั่วโทสะข้า! “

     

         อีธานพูดออกมาเสียงแข็ง  ดวงตาจ้องมองแอเรียสด้วยความโกรธ

     

          “ ก็พวกเจ้าทำตัวลับๆล่อๆ  ถ้าข้าไม่ใช้วิธีนี้พวกเจ้าก็คงไม่ยอมออกมา  ร่างกายโปร่งแสงแบบนี้…นี่พวกเจ้าเป็นดวงวิญญาณอย่างนั้นรึ ? “

     

          ทันใดนั้นแอเรียสก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง  ร่างกาจของบุรุษและหญิงสาวชาวภูตนั้นค่อนข้างที่จะโปร่งแสงอยู่เล็กน้อย  แต่แอเรียสก็ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจใดๆออกมา ‘นี่เองสินะ เหตุผลที่ข้าไม่สามารถหาต้นตอความรู้สึกแปลกๆคล้ายกับมีคนจับตาดูได้  ที่แท้ข้าก็ถูกวิญญาณหมายหัวนี่เอง’ แอเรียสได้แต่พยักหน้าอยู่ในใจ

     

         “ ดูเหมือนเจ้าจะไม่หวาดกลัวดวงวิญญาณเลยนะ“

     

          ฟาร์เมียพูดออกมาด้วยท่าทางที่ดูจะเป็นมิตรกว่าอีธาน

     

         “ ก็ใช่ว่าข้าจะเคยเห็นดวงวิญญาณเป็นครั้งแรกเสียเมื่อไหร่ แต่ดวงวิญญาณของภูตนี่ถ้าข้าจำไม่ผิดก็น่าจะพึ่งเคยเห็นเจ้าเป็นตนแรกแหะ  แต่ช่างเถอะ  ข้ามีเรื่องอยากจะถาม  ..เหตุใดนางจึงต้องถูกกักขังไว้ในโลงแคบๆนั่น  “

     

         แอเรียสพูดออกมาด้วยท่าทีสบายๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่เขาเคยพบเจอดวงวิญญาณ  แต่เมื่อพูดถึงประโยคสุดท้ายท่าทีของแอเรียสก็กลับเปลี่ยนไป เขาจ้องมองไปยังอีธานและฟาร์เมียและพูดคุยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ในเมื่อนางยังมีชีวิตอยู่เหตุใดจึงต้องจับนางไปขังไว้ในโลงแก้วที่แสนน่าอึดอัดนั่นด้วย   

     

         “ ขัง..? “

     

         อีธานทวนคำพูดของแอเรียสอย่างไม่เข้าใจในความหมาย 

     

         “ ก็ในเมื่อนางยังมีชีวิตอยู่แล้วถูกกังขังไว้ในโลงแคบๆนั่น  ไม่ให้เรียกว่าขังแล้วจะเรียกว่าอะไร  หรือว่านางเป็นภูตที่กระทำสิ่งชั่วร้ายจึงได้ถูกลงทัณฑ์  ..หรือว่านางเองก็เป็นวิญญาณเหมือนกันกับพวกเจ้า“

     

          เมื่อพูดประโยคสุดท้ายเสียงของแอเรียสก็เริ่มมีความสับสนขึ้นมาในหัว  ทำไมเขาจึงคิดไม่ออกกันนะ  ในเมื่อมีดวงวิญญาณอยู่ที่นี่ถึงสองดวงแล้วเหตุใดมันจะไม่มีดวงวิญญาณดวงที่สามกันเล่า นี่เขาหลงมาอยู่ในสุสานหรือยังไงกันนะถึงได้เจอแต่ดวงวิญญาณเช่นนี้

     

         “ หรือว่าเจ้าได้ยินเสียงนาง!? “

     

         ฟาร์เมียที่ดูสำรวมกิริยากลับเปลี่ยนท่าทีไปในทันที  นางพูดออกมาด้วยความร้อนใจ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวังในคำตอบของแอเรียส อีธานเองก็จ้องมองมายังแอเรียสอย่างคาดหวังเช่นเดียวกัน 

     

     

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน