การกระทำของแอเรียสย่อมตกอยู่ในสายตาของอีธานและฟาร์เมียอย่างไม่ต้องสงสัย อีธานอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดที่มองเด็กหนุ่มผู้นี้ในแง่ร้าย เขากลัวว่าแอเรียสจะคิดร้ายกับร่างของภูตตนนั้น แต่แอเรียสกลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามออกไป ไม่เพียงแต่เขาไม่ได้ทำอันตรายต่อร่างของภูตตนนั้นแต่ทุกการกระทำของเขายังเต็มไปด้วยการให้เกียรติ เผ่าพันธุ์ภูตนั้นแม้จะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ยังนับเป็นสิ่งเร้นลับที่หาได้ยากยิ่ง หากเป็นผู้อื่นเห็นร่างของภูตที่อยู่ภายในโลงแก้วอันงดงามเช่นนี้คงอดไม่ได้ที่จะมีความคิดอยากได้มาครอบครอง แต่ภายในดวงตาสีครามคู่นั้นมันกลับไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความโลภ เขาเพียงมองไปยังร่างของภูตตนนั้นด้วยความรู้สึกสงสารและความชื่นชมเท่านั้น
การกระทำของแอเรียสมันทำให้ทั้งคู่ต้องจ้องมองด้วยความซาบซึ้ง มันทำให้ภาพในตอนที่แอเรียสฝังร่างของปักษาแสงจันทร์ลอยเขามาให้ห้วงความคิดของทั้งคู่อีกครั้ง เด็กหนุ่มที่ดูภายนอกเต็มไปด้วยความเย็นชาแต่ส่วนลึกภายในจิตใจกลับเป็นคนที่มีเมตตาอย่างเปี่ยมล้น เราไม่อาจจะตัดสินคนผู้หนึ่งจากรูปลักษณะภายในหรือการกระทำบางอย่างของเขาได้เลยจริงๆ
แต่การกระทำต่อมาของแอเรียสก็ต้องทำให้ทั้งคู่ต้องขมวดคิ้วจ้องมองด้วยความแปลกใจอีกครั้ง
แอเรียสเพ่งมองไปที่ร่างของเด็กหญิงเผ่าพันธุ์ภูตผู้นั้นราวกับจะจับทุกการเคลื่อนไหวของร่างนั้น แต่ร่างของนางยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติงใดๆ สิ่งที่เคลื่อนไหวมีเพียงละอองแสงที่อยู่รอบๆโลงแก้วของนางเท่านั้น ทุกอย่างยังคงเป็นไปเช่นเดิม ไม่ว่าจะใช้พลังเวทตรวจสอบหรือใช้ดวงตามองหาเขาก็ไม่พบร่องรอยของผู้ใดเลยแม้แต่น้อย บริเวณนี้นอกจากเขาแล้วก็มีเพียงร่างของนางเท่านั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันอดไม่ได้จริงๆที่คิ้วทั้งสองข้างของแอเรียสจะขมวดเข้าชนกัน
“ เจ้ายังมีชีวิตอยู่หรือว่าเจ้าเป็นดวงวิญญาณที่วนเวียนอยู่ในที่แห่งนี้กัน!? “
แอเรียสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกึ่งตะโกน แม้จะไม่ได้ดังจนก้องไปทั่วป่าแต่มันก็ดังพอที่จะได้ยินไปทั่วบริเวณรอบๆ แต่มันกลับไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ มีเพียงเสียงของใบไม้ที่พัดไหวไปตามแรงลมและความเงียบงันของผืนป่าแห่งนี้เท่านั้น
แอเรียสยังคงเพ็งมองไปยังร่างนั้นด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความสงสัย สิ่งที่คิดอยู่ในหัวของแอเรียสคือภูตตนนี้อาจจะยังมีชีวิตอยู่ภายในโลงแก้วโลงนั่น
แต่การเฝ้ามองจากระยะเกือบสิบเมตรเช่นนี้ทำให้เขามองเห็นรายละเอียดต่างๆได้ไม่ชัดเจนนัก เขาไม่สามารถตรวจดูชีพจรและลมหายใจของนางได้ เขาจึงไม่อาจจะด่วนสรุปได้ว่านางยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
“ ชิ ! ถ้าไม่มีเกราะมนตรานี่ขวางกั้นเอาไว้เรื่องราวมันคงจะง่ายดายกว่านี้ ถ้าข้ามีพลังเหมือนเมื่อก่อนล่ะก็..เพียงแค่เกราะมนตราระดับนภานี่ไม่คณามือข้าหรอก “
แอเรียสพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ตั้งแต่แรกที่สัมผัสถึงเกราะมนตราที่ป้องกันร่างของภูตตนนี้เขาก็รับรู้ได้ทันทีถึงระดับของมัน การสร้างเกราะมนตราระดับนภาขึ้นมานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย ทั้งวัสดุล้ำค่าและพลังเวทที่ใช้สร้างเกราะมนตรานี้ขึ้นมา นักเวทที่สร้างมันขึ้นมาอย่างน้อยก็คงเป็นระดับปราชญ์
เกราะมนตราระดับนภานั้นเหนือกว่าเกราะมนตราระดับกลางที่สเวนใช้ออกมาอย่างไม่ต้องสงสัย ความจริงแล้วเกราะมนตราที่สเวนใช้ออกมามันไม่มีค่าพอจะเทียบระดับกับเกราะมนตราที่อยู่ตรงหน้าแอเรียสด้วยซ้ำ เกราะมนตราระดับนภานั้นแม้แต่นักเวทระดับอัศวินก็ยังยากที่จะทำลายมันลง ไม่ต้องคิดเลยว่าพลังแอเรียสจะสามารถทำสิ่งใดได้ แม้จะค้นหาจุดอ่อนของเกราะมนตรานี้เจอแต่พลังของเขาก็ยังคงไม่เพียงพอ ในตอนนี้วิธีที่แอเรียสคิดออกก็มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น
“ เจ้าพวกที่ทำตัวลับๆล่อๆจับตาดูข้าอยู่น่ะ เลิกเล่นซ่อนแอบแล้วโผล่หัวออกมาสักที ข้ารู้นะว่าเจ้าจับตามองข้าตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในดินแดนภูตสวรรค์ ถ้าได้ยินเสียงข้าก็ช่วยรีบๆออกมาหน่อย ข้ามีเรื่องอยากจะให้ช่วย “
แอเรียสตะโกนออกไปรอบด้านอย่างไรซึ่งจุดหมาย เสียงของเขามันดังพอที่จะทำให้ผู้คนที่อาจจะอยู่ใกล้เคียงได้ยินอย่างชัดเจน แอเรียสรู้สึกถึงสายตาแปลกๆที่เฝ้ามองดูเขามาตั้งนานแล้ว แม้ตอนแรกจะรู้สึกน่ารำคาญไปบ้างแต่สุดท้ายเขาก็เลิกที่จะใส่ใจต่อมัน สิ่งที่จับตามองเขาอยู่นั้นเขาคิดได้ว่ามันคงเป็นภูตสักตนที่ยังหลงเหลืออยู่ในดินแดนแห่งนี้ พวกภูตนั้นสามารถล่องหนหายตัวได้ราวกับดวงวิญญาณนั่นจึงเป็นที่มาของความลึกลับของเผ่าภูต แอเรียสเคยพบเจอภูตมาบ้างเมื่อชีวิตก่อนทำให้เขาพอจะรู้จักนิสัยของภูตที่ส่วนมากมักจะหลีกหนีจากผู้คน
แต่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ ในผืนป่ายังคงมีแค่ของกิ่งไม้ที่โบกสะบัดลู่ไปกับสายลมเท่านั้น ไม่มีแม้แต่เงาของภูตที่เขาตะโกนเรียกหาเลยแม้แต่น้อย
“ ก็ได้ๆๆ ..ในเมื่อเจ้าไม่อยากออกมา เช่นนั้นข้าก็คงจะต้องพึ่งพาพลังของตัวข้าเอง เจ้าก็คงจะเห็นแล้วว่าดาบอสูรมายาในมือข้าทำสิ่งใดได้บ้าง แต่ข้าคงไม่อาจจะรับประกันหรอกนะว่าโลงแก้วนั่นจะได้รับผลกระทบไปด้วยหรือเปล่า“
แอเรียสนำดาบอสูรมายามายกขึ้นเล่นไปมาก่อนจะเตรียมพร้อมที่จะฟันลงไปยังเกราะมายา พลังเวทอันหนาแน่นเริ่มแผ่กระจายมาจากร่างของแอเรียส สายฟ้าอันแข็งแกร่งกระจัดกระจายออกมาราวกับอสรพิษสายฟ้าที่เลื้อยพันอยู่รอบร่างของแอเรียส แต่ยังไม่ทันที่แอเรียสจะได้เงื้อดาบขึ้นเขาก็ถูกพลังบางอย่างกระแทกเข้าจนกระเด็นออกไป
“ หึถ้าไม่เล่นแบบนี้ก็คงไม่ยอมโผล่หัวออกมาสินะเจ้าพวกชอบถ้ำมอง “
แอเรียสหัวเราะเล็กๆอยู่ในลำคอพร้อมกับเช็ดหยดเลือดที่มุมปาก การโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวมันทำให้แอเรียสเองได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เขาจ้องมองไปยังร่างของหนึ่งบุรุษที่ดูองอาจกับภูตสาวที่กระพือปีกอยู่เคียงข้างโดยไม่มีความสะทกสะท้านหรือตกตะลึงใดๆ เพราะทั้งหมดมันเป็นแผนที่เขาจงใจวางเอาไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เขารู้ดีว่าเด็กสาวชาวภูตที่อยู่ในโลงแก้วนั้นสำคัญกับพวกภูตมากเพียงใด หากเขาคิดจะทำอันตรายหรือทำสิ่งใดที่อาจจะมีผลกระทบต่อนางเจ้าภูตที่แอบซ่อนตัวอยู่คงไม่ยอมอยู่เฉยแน่ แต่เขาไม่คิดเลยว่านอกจากภูตหนึ่งตนแล้วยังมนุษย์อีกหนึ่งคนอยู่ด้วย
“ เด็กน้อยเจ้าจงใจยั่วโทสะข้า! “
อีธานพูดออกมาเสียงแข็ง ดวงตาจ้องมองแอเรียสด้วยความโกรธ
“ ก็พวกเจ้าทำตัวลับๆล่อๆ ถ้าข้าไม่ใช้วิธีนี้พวกเจ้าก็คงไม่ยอมออกมา ร่างกายโปร่งแสงแบบนี้…นี่พวกเจ้าเป็นดวงวิญญาณอย่างนั้นรึ ? “
ทันใดนั้นแอเรียสก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง ร่างกาจของบุรุษและหญิงสาวชาวภูตนั้นค่อนข้างที่จะโปร่งแสงอยู่เล็กน้อย แต่แอเรียสก็ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจใดๆออกมา ‘นี่เองสินะ เหตุผลที่ข้าไม่สามารถหาต้นตอความรู้สึกแปลกๆคล้ายกับมีคนจับตาดูได้ ที่แท้ข้าก็ถูกวิญญาณหมายหัวนี่เอง’ แอเรียสได้แต่พยักหน้าอยู่ในใจ
“ ดูเหมือนเจ้าจะไม่หวาดกลัวดวงวิญญาณเลยนะ“
ฟาร์เมียพูดออกมาด้วยท่าทางที่ดูจะเป็นมิตรกว่าอีธาน
“ ก็ใช่ว่าข้าจะเคยเห็นดวงวิญญาณเป็นครั้งแรกเสียเมื่อไหร่ แต่ดวงวิญญาณของภูตนี่ถ้าข้าจำไม่ผิดก็น่าจะพึ่งเคยเห็นเจ้าเป็นตนแรกแหะ แต่ช่างเถอะ ข้ามีเรื่องอยากจะถาม ..เหตุใดนางจึงต้องถูกกักขังไว้ในโลงแคบๆนั่น “
แอเรียสพูดออกมาด้วยท่าทีสบายๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่เขาเคยพบเจอดวงวิญญาณ แต่เมื่อพูดถึงประโยคสุดท้ายท่าทีของแอเรียสก็กลับเปลี่ยนไป เขาจ้องมองไปยังอีธานและฟาร์เมียและพูดคุยด้วยน้ำเสียงจริงจัง ในเมื่อนางยังมีชีวิตอยู่เหตุใดจึงต้องจับนางไปขังไว้ในโลงแก้วที่แสนน่าอึดอัดนั่นด้วย
“ ขัง..? “
อีธานทวนคำพูดของแอเรียสอย่างไม่เข้าใจในความหมาย
“ ก็ในเมื่อนางยังมีชีวิตอยู่แล้วถูกกังขังไว้ในโลงแคบๆนั่น ไม่ให้เรียกว่าขังแล้วจะเรียกว่าอะไร หรือว่านางเป็นภูตที่กระทำสิ่งชั่วร้ายจึงได้ถูกลงทัณฑ์ ..หรือว่านางเองก็เป็นวิญญาณเหมือนกันกับพวกเจ้า“
เมื่อพูดประโยคสุดท้ายเสียงของแอเรียสก็เริ่มมีความสับสนขึ้นมาในหัว ทำไมเขาจึงคิดไม่ออกกันนะ ในเมื่อมีดวงวิญญาณอยู่ที่นี่ถึงสองดวงแล้วเหตุใดมันจะไม่มีดวงวิญญาณดวงที่สามกันเล่า นี่เขาหลงมาอยู่ในสุสานหรือยังไงกันนะถึงได้เจอแต่ดวงวิญญาณเช่นนี้
“ หรือว่าเจ้าได้ยินเสียงนาง!? “
ฟาร์เมียที่ดูสำรวมกิริยากลับเปลี่ยนท่าทีไปในทันที นางพูดออกมาด้วยความร้อนใจ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวังในคำตอบของแอเรียส อีธานเองก็จ้องมองมายังแอเรียสอย่างคาดหวังเช่นเดียวกัน