“นายน้อยเป้าหมายออกมาจากหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าแล้ว มันใช้ประตูหลังออกมา”
“ดี ส่งคนไปฆ่ามันซะ” นายน้อยตระกูลกู่พูดด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น มันยังจำเรื่องราวตอนถูกซิงเยียนพูดประชดได้เป็นอย่างดี ทว่ามันกลับย่นคิ้วหลังจากเห็นท่าทางลูกน้องกำลังแสดงท่าทางกระอักกระอ่วนออกมา
“แต่”
“แต่อะไร”
“แต่หอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าให้คนไปส่งเป็นร้อย พวกเขายังเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณระดับผสานอีกด้วย เกรงว่าการลอบสังหารจะเป็นไปไม่ได้”
ปัง~!
ผ่ามือของนายน้อยตระกูลกู่ทุบลงไปบนโต๊ะจนแตกละเอียด มันโกรธแค้นมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก เมื่อรู้ว่าเป้าหมายได้รับการคุ้มครองเป็นอย่างดี
“ไปสืบมาซะ ฉันอยากรู้ว่ามันเป็นใครมาจากไหน”
“ครับ”
—-------------------------------------------
“ถึงสักที สงสัยวันหลังคงต้องสวมใส่ชุดที่พี่ซิงเยียนมอบให้ ไปในนามตงฟางชักจะอันตรายขึ้นทุกที”
ตงฟางถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกโล่งอก หลังจากเดินทางมาถึงห้องพักของเขาแล้ว ถึงอย่างนั้นเขายังไม่เปิดดูว่าข้างในแหวนเก็บของที่เหมือนจะมีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 10 ตารางเมตรมีอะไรบรรจุเอาไว้ข้างใน เขาจำเป็นต้องไปหากลุ่มของเขาก่อน เพื่อพูดคุย เดิมทีนัดกันช่วงค่ำเพื่อทานข้าวด้วยกัน ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีก 2 ชั่วโมงกว่าจะค่ำ ตงฟางจึงคิดว่าจะเลื่อนการพบเจอกันมาเป็นตอนนี้เลย
“น่าจะอยู่หอแห่งการฝึกฝน”
ตงฟางรีบเดินมุ่งหน้าไปยังหอแห่งการฝึกฝนทันที สถานที่เดียวของลู่จิวในตอนนี้คงจะมีเพียงสถานที่แห่งนี้เท่านั้น
“นั่นพี่ตงฟางนี่”
ชายคนหนึ่งเบิกตากว้างพร้อมแสดงท่าทางดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด ตงฟางจึงเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อสอบถาม เพราะเขายังไม่เคยเห็นคนในกลุ่ม
“เรารู้จักกันเหรอ”
“แต่ก่อนไม่ แต่ตอนนี้เราน่าจะรู้จักกันแล้วนะพี่ตงฟาง ผมเป็นหนึ่งในคนที่ขอติดตามพี่ตงฟาง”
“อ๋อ แล้วคนอื่นๆล่ะ”
“อยู่ข้างใน อีกสัก 30 นาทีก็เดินทางออกมาแล้ว”
“แล้วทำไม แกออกมาก่อนคนอื่นๆล่ะ”
“เออคือ ผมมีพลังน้อยกว่าคนอื่นๆ ทำให้เหนื่อยง่าย ตอนนี้จึงนั่งพักรอให้พี่ลู่จิวช่วยชี้แนะบางอย่าง”
“อ๋อ งี้นี่เองงั้นรอพวกเขาออกมากัน”
ตงฟางไม่พูดอะไรอีก ชายที่เป็นลูกน้องของเขาแม้จะมีเรื่องมากมายอยากจะสอบถามเขากลับไม่กล้า ทำเพียงยืนตงข้างๆรอคนอื่นออกมาจากหอแห่งการฝึกฝน กระทั่งชายอีก 2 คนเดินออกมาพวกเขาก็ยืนตรงข้างๆตงฟางเช่นเดิม โดยไม่มีใครกล้าส่งเสียง
“อ้าวตงฟาง แกกลับมาแล้วเหรอ”
“ใช่ เอาล่ะหาที่คุยกันก่อน มีอะไรหลายอย่างที่เราจะต้องทำด้วยกัน”
ชายสามคนที่อยู่ข้างๆล้วนแสดงท่าทางดีใจออกมาทางสายตา
“งั้นไปม้าหินอ่อนข้างๆกัน ที่นั่นน่าจะเงียบ” ลู่จิวเดินนำทุกคนไปยังม้าหินอ่อน กระทั่งพวกเขามาถึงตงฟางและลู่จิวก็ลงไปนั่ง อย่างไรก็ตามชายทั้ง 3 ที่เข้ากลุ่มกลับไม่กล้านั่ง พวกเขาบอกเพียงแค่ว่าจะยืนอยู่ข้างๆพอ ตงฟางจึงถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ เพราะพวกมันปฏิญาณตน ว่าจะรับใช้เขาไปแล้ว ต่อให้เขาจะพูดอะไรพวกมันคงไม่เปลี่ยนความคิดแน่นอน
“เอาล่ะ พวกแกชื่ออะไรบ้างหนิ”
“ผมฉาน มีวิญญาณยุทธ์ดาบ ระดับตอนนี้อยู่เพียงแค่ชำระชีพจรขั้น 1 เท่านั้นครับ” ชายรูปร่างผอมแห้งบอกวิญญาณยุทธ์และระดับของตนเอง ตงฟางจึงมองไปยังชายที่ยืนอยู่ตรงกลางกำลังแนะนำตัว
“ลูกพี่ผมจ้าน นี่น้องชายผมชื่อเป่า พวกเรามีวิญญาณยุทธ์ปลอกแขนเพลิง ระดับของพวกเราเพียงแค่ชำระชีพจรขั้น 2 เท่านั้น”
ชายที่ยืนอยู่ตรงกลางและชายที่ยืนอยู่ฝั่งทางขวาเบ่งกล้ามโชว์ ตงฟางถึงขั้นกุมขมับ คนชื่อฉาน ดูเป็นคนขี้กลัวมา ส่วนจ้านและเป่าเป็นคนกระตือรือร้น ด้วยรูปร่างเต็มไปด้วยมัดกล้ามคงเป็นพวกเดียวกันกับลู่จิวแน่นอน ถึงอย่างนั้นเขาคิดว่ามันเป็นกลุ่มที่ลงตัว เพราะเขาสามารถให้ฉานรับหน้าที่ดูแลเรื่องบัญชีของร้าน ส่วนจ้านและเป่าเป็นคนขาย ด้วยความกระตือรือร้นของทั้งสอง จะต้องร้องแหกปากตะโกนเรียกร้องคนได้แน่นอน
“เอาล่ะ เราน่าจะรู้จักกันหมดแล้ว ในฐานะที่เราอยู่กลุ่มเดียวกัน ฉันเป็นหัวหน้า ลู่จิวเป็นมือขวา ส่วนพวกแกสามคนจะเป็นบุคลกรกลุ่มแรกของกลุ่มเรา”
“ลูกพี่แสดงว่าในอนาคตเราจะมีคนมากกว่านี้ใช่ไหม” เป่าถามออกมาด้วยความดีใจ หากอนาคตมีคนเพิ่มพวกมันจะกลายเป็นพี่ใหญ่ในกลุ่มไปทันที
“ใช่ แต่ตอนนี้เรายังไม่มีแผนรับคนเพิ่มเพราะต้องแข็งแกร่งขึ้นก่อน อย่างแรกที่ฉันจะให้พวกแกทั้ง 4 คนทำคือขายยา”
“ขายยาเหรอ” ลู่จิวไม่เคยเปิดร้านขายอะไรเลยสักนิด เขาจึงมีความวิตกอยู่มากพอสมควร คนอื่นๆก็เช่นเดียวกัน
“ไม่ต้องกลัว ฉันมีคำพูดให้พวกแกเอาไว้พูด แล้วก็มีวิธีการขาย เมื่อวานฉันลองไปเปิดขายแล้วปรากฎว่าขายหมดใน 30 นาที วันพรุ่งนี้พวกแกจะเป็นคนขาย ฉันจะยืนอยู่ใกล้ๆ”
“ถ้าลูกพี่ตงฟางอยู่ด้วย พวกเราทำได้แน่นอน” จ้านแสดงความดีใจออกมา ในหัวตอนนี้ไม่มีคำว่าล้มเหลวอยู่เลยสักนิด ทั้งๆที่ไม่เคยค้าขาย
“งั้นเก็บคำพูดพวกนี้ไปฝึกพูดให้ดี มันจะได้ใช้ในวันพรุ่งนี้ หากเราขายได้ดี เราจะมีเงินซื้อของมาเพิ่มพลังตัวเอง”
ตงฟางบอกประโยคที่จำเป็นต้องพูดหากพวกเขาเปิดร้าน ทั้ง 4 คนก็แบ่งหน้าที่แบ่งคำพูดกัน ไม่เพียงเท่านั้นตงฟางยังสอนวิธีการเขียนบัญชีพื้นฐานอีกด้วย เขาอยากรู้เส้นทางการเงินว่าเข้าแล้วออกมากแค่ไหน แม้เขาจะไม่มีต้นทุนในการซื้อสมุนไพรมาทำยา เขาคิดว่าอนาคตจะต้องมีอย่างแน่นอน
“เม็ดยายี่จงร้านน้อยหน่ามาแล้วจ้า”
“ซื้อ 1 กล่องหมุนวงล้อ 1 ครั้งจ้า~!”
“ช้าหมดอดนะจ๊ะคนสวย”
ตงฟางเดินจากไปด้วยรอยยิ้มหลังจากฝึกให้ลูกน้องทั้ง 4 คนของเขาพูดตาม ไม่เพียงเท่านั้นเขายังเปลี่ยนคำลงท้ายให้เป็นจ้าทั้งหมด แล้วยังบอกทุกคนให้เรียกทุกคนที่เดินผ่านว่าคนสวยด้วย แม้มันจะทำให้ผู้ชายไม่พอใจก็ตามที แต่มันอยู่ในจุดประสงค์ของตงฟางที่ต้องการขายยาด้วยความกวน จนทำให้ศิษย์สายนอกไม่พอใจ
“เอาล่ะ ถึงห้องสักที”
ประตูเข้าห้องถูกปิดจากนั้นตงฟางจึงนำแหวนของพี่ซิงเยียนมอบให้ออกมาดู เขาไม่รู้ว่าราคาของแหวนมากขนาดไหน รู้แค่ว่ามันใส่ของได้ 10 กว่าตารางเมตร จึงเปิดเข้าไปดู ทันใดนั้นเขาถึงกับนิ่งค้าง เมื่อสิ่งที่อยู่ข้างในแหวนเต็มไปด้วยของมีค่ามากมาย แล้วมันยังเหมาะกับเขาอีกด้วย
[ถึงน้องตงฟางสุดที่รัก]
จดหมายเขียนด้วยกระดาษสีชมพูอ่อน ข้างในฉีดน้ำหอมถูกตงฟางกวาดตาอ่าน ทุกข้อความที่เขียนมานั้นเป็นการอธิบายถึงความรักที่พี่ซิงเยียนมอบให้เขา ซึ่งตงฟางที่อ่านจดหมายเขาถึงขั้นขนลุกชัน ทุกตัวอักษรแม้จะสื่อข้อความให้เขาเป็นเหมือนไม่ต่างจากคนรัก กลับเป็นการล้อเล่นเพียงเท่านั้น แต่การล้อเล่นของพี่ซิงเยียนทำให้เขาไม่กล้าหลวมตัวลงไปเล่นด้วยกัน เพราะเธอพร้อมเปลี่ยนการละเล่นให้เป็นเรื่องจริงได้ตลอด
“นี่มัน”
หนังสือทักษะโลหิตสลายกระดูกฉบับสมบูรณ์นำออกมาจากแหวน สร้างความตกใจให้ตงฟางไม่น้อย เขาไม่นึกว่าพี่ซิงเยียนจะหามันมาไว้ให้เขาด้วย ข้างในแหวนยังมีขวดบรรจุพิษจากสัตว์อสูรระดับ 2 อีกนับร้อยขวด แล้วยังมีหินวิญญาณสัตว์อสูรพิษระดับ 2 อีกพันก้อน สร้างความตกใจให้เขามากยิ่งกว่าเดิม ทันใดนั้นเขาก็เห็นยันต์สีทองนอนแน่นิ่งอยู่ในแหวนจึงหยิบมาดู
[อย่างที่พี่สาวได้พูดไว้ว่าจะหาทางช่วยน้องตงฟาง ยันต์ชิ้นนี้ชื่อยันต์ฟ้าดิน เป็นยันต์ระดับ 5 มีความสามารถในการฟื้นฟูวิญญาณยุทธ์ที่เสียหาย หวังว่าน้องตงฟางจะพอใจ แล้วกลับมามอบรางวัลให้พี่สาวคนนี้นะ พี่สาวไม่ขออะไรมาก ขอเพียงแค่….ได้จูบอันเร่าร้อนจากน้องตงฟางสักครั้งก็พอใจแล้ว]
“บ้าเอ๊ย น่ากลัว ผู้หญิงคนนี้น่ากลัว แต่ก็สวย.. ยอม”
ตงฟางขนลุกมากกว่าเดิม แม้จะขอบคุณไม่น้อยกับการช่วยเหลือ แต่การพูดหยอกล้อของซิงเยียนทำให้เขากลัวการพบหน้าเธอมากๆในตอนนี้ แต่ภายในใจของเขาก็ยังอยากจะเจออยู่ดีเพราะพี่ซิงเยียนยังเป็นคนที่สวยสุดในเมืองหลงไห่เท่าที่เขาเห็นมา
“เอาล่ะ งั้นทดลองใช้เลยก็แล้วกัน ถ้ามันได้ผลเราก็แค่เก็บเงินซื้ออีก”
ตงฟางอดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มมองจ้องไปยังยันต์ระดับ 5 แม้มันจะเป็นยันต์ระดับสูงก็ตาม เขากลับใช้งานมันได้เพราะภายในตัวยันต์มีพลังของผู้เขียนยันต์สลักเอาไว้แล้ว เขาเพียงแค่กระตุ้นพลังลงไปนิดหน่อย ยันต์ที่มีพลังเทียบเท่ากับค่ายกลระดับ 5 จะระเบิดพลังออกมาในทันที ตงฟางที่รู้วิธีการใช้งานแล้วนี้ก็ไม่รอช้ากระตุ้นพลังวิญญาณลงไปในยันต์ ก่อนที่มันจะลอยออกจากมือไปหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศปลดปล่อยแสงสีทองสว่างจ้ากระทบดวงตาของตงฟาง
บูม~!
กลิ่นไอของระดับจารึกวิญญาณพวยพุ่งไปทั่วห้องเล็กๆของตงฟาง หลังจากยันต์ฟ้าดินเปิดใช้งานจนสาดแสงสีทองไปทั่วห้องนั้น มันได้ยิงลำแสงพลังงานสีทองพุ่งตรงเข้าสู่กลางหน้าผากของตงฟาง เขาที่ไม่มีพลังจะต่อต้านพลังที่มากกว่าจึงปล่อยให้มันยิงพลังเข้าสู่กลางหน้าผากของเขาต่อไป ถึงอย่างนั้นมันกลับไม่ใช่พลังที่ทำร้ายเขา ทุกๆอณูของลำแสงที่พุ่งเข้าสู่กลางหน้าผาก ล้วนทำให้เขาเกิดความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย ทันใดนั้นวิญญาณยุทธ์ของเขาที่แตกเป็น 10 ชิ้นมันก็ปรากฎตัวออกมานอกกาย อาบลำแสงของยันต์ฟ้าดิน
“สาธุ ขอให้ฟื้นฟูได้ทีเถอะ”
ตงฟางพยายามพนมมือขอร้องอ้อนวอนให้เตาหลอมยาของเขารวมกันเป็นชิ้นเดียวไม่ใช่ 10 ชิ้นเหมือนตอนนี้ ทันทีที่เขาพนมมือขอพรแสงสีทองก็เริ่มจางหายไปภายใต้ความตกใจเพราะการฟื้นฟูชิ้นวิญญาณยุทธ์ของเขามันไม่สำเร็จ จากเดิมมีเพียง 10 ชิ้นตอนนี้มันกลายเป็น 9 ชิ้นแล้ว ชิ้นที่ 10 หายไปจากการถูกฟื้นฟูเข้ากับชิ้นที่อยู่ใกล้ๆมัน
“ให้ตายเหอะแต่ก็ไม่เป็นไร หากมีเงินก็ซื้อมันมาใช้งานใหม่ได้เรื่อยๆ”
ตงฟางปลอบใจตัวเอง ตอนนี้เขารู้แล้วว่าวิญญาณยุทธ์ของตัวเองฟื้นฟูได้ เขาเพียงแค่ต้องมีเงินซื้อยันต์ฟ้าดินมาใช้ คงไม่เกิน 10 ครั้งเขาคงจะฟื้นฟูวิญญาณยุทธ์ของเขาให้กลับมาเป็นปกติ เขากลับไม่รู้ว่าต้องใช้เงินมากมายแค่ไหน เนื่องจากว่ายันต์ฟ้าดินที่พี่ซิงเยียนมอบให้เพียงแค่ 1 ใบ คงเพราะมันมีราคาแพง ไว้เขากลับไปยังหอประมูลสวรรค์เก้าชั้นฟ้าจะลองถามอีกครั้งเกี่ยวกับราคาของมัน
“เอาล่ะ ต่อไปก็ถึงเวลาดูดซับพิษและแกนพลังวิญญาณสักที”
ตงฟางกรอกพิษเข้าปาก จากนั้นเขาได้นำแกนพลังวิญญาณทั้งพันก้อนกองไว้รอบๆตัวเพื่อจะทำการดูดซับมันเข้ามาในตัวของเขา กระทั่งทักษะโลหิตสลายกระดูกถูกกระตุ้นร่างกายของเขาก็เริ่มดูดซับพิษที่กลืนลงท้องไป ไม่เพียงเท่านั้นเขายังใช้พลังจิตดึงพลังวิญญาณจากแกนพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกายเพื่อทำการยกระดับพลังของเขาให้เพิ่มสูงขึ้นกว่านี้ หากของที่พี่ซิงเยียนให้หมดลงไปเขาจะเริ่มทำการฝึกทักษะโลหิตสลายกระดูก จากหนังสือทักษะฉบับสมบูรณ์ที่พี่ซิงเยียนมอบให้