“เจ้าจะสารภาพออกมาดีๆ หรือจะให้ข้าทรมานเจ้าต่อ” หลุนหยุนเปียวพูดออกมาอย่างโมโห
ทันทีที่เขากระชากผ้าคลุมของชายชุดดำและเห็นว่าเป็นพ่อบ้านซ่ง หลุนหยุนเปียวโมโหจนเกือบจะฆ่าพ่อบ้านซ่งตายไปตรงนั้นแล้ว ยังดีที่หย่งปิ่นเข้ามาห้ามไว้ได้ทัน
หลังจากที่พวกเขาส่งอ๋องเซียวและพระชายากลับจวนอ๋อง และส่งท่านหมอเฉียวไปพักที่โรงหมอสกุลหลุนแล้ว หลุนหยุนเปียวรับหน้าที่ไปแจ้งข่าวให้เซียวหมิงเฉินและลู่อวิ๋นชย่ารู้ ส่วนหย่งปิ่นรับหน้าที่พาตัวพ่อบ้านซ่งไปที่ค่ายฝึกเพื่อรอการสอบสวน
“ข้าไม่มีอะไรจะพูด หากคุณชายใหญ่ต้องการฆ่า ท่านก็ฆ่าข้าได้เลย”
“เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าหรือ” หลุนหยุนเปียวทั้งโกรธทั้งเสียใจ “หลายปีมานี้พวกข้าดูแลท่านไม่ดีหรือ นอกจากท่านจะเป็นพ่อบ้านที่ทำงานกับพวกเรามานานแล้ว แต่พวกเราสามพี่น้องยังนับถือท่านเปรียบเหมือนญาติของพวกเราด้วยซ้ำ แต่ทำไมท่านถึงอาศัยความไว้ใจมาหักหลังพวกเราอย่างนี้”
พ่อบ้านซ่งก้มหน้ามองพื้นอย่างเสียใจ เขาเป็นคนของสกุลเจินที่ถูกส่งตัวให้มาทำงานที่จวนสกุลหลุน เขาทำหน้าที่พ่อบ้านได้ดีจนทุกคนแม้แต่นายท่านหลุนยังวางใจ และตัวเขาเองก็ชื่นชอบที่จะทำงานรับใช้เจ้านายคนนี้ที่สุด เพียงแต่เขาก็รักและห่วงใยครอบครัวของตัวเองเหมือนกัน หากเขาไม่ส่งข่าวความเคลื่อนไหวในสกุลหลุนให้เจ้านายที่แท้จริงทราบ ครอบครัวของเขาก็ต้องถูกสังหาร
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่พ่อบ้านซ่งคิดที่จะแปรพักตร์และขอความช่วยเหลือจากนายท่านหลุน ปรากฏว่านายท่านเจินได้สังหารบุตรชายคนโตและตัดใบหูของบุตรชายส่งมาให้เขาไว้เพื่อเป็นการเตือน เขายังเหลือบุตรชายและบุตรสาวอีกอย่างละหนึ่งคนเท่านั้น เขาจะไม่ยอมสูญเสียทายาทของเขาไปอีกเป็นอันขาด ดังนั้นต่อให้เขาชื่นชอบนายท่านหลุนและคุณหนูคุณชายหลุนทั้งสามมากขนาดไหน แต่เขาก็จำเป็นต้องเลือกครอบครัว
“เจ้ายังไม่ยอมบอกอีกหรือว่าใครเป็นคนส่งเจ้ามา!” หลุนหยุนเปียวตะโกนถามอีกครั้ง และครั้งนี้เขาเล็งปืนไปที่หน้าอกของพ่อบ้านซ่งอย่างไม่ขยับ
เซียวหมิงเฉินคว้ามือของลูกน้องไว้ก่อน “เจ้าออกไปพักข้างนอกก่อน ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า”
“แต่ว่า...” หลุนหยุนเปียวคิดที่จะปฏิเสธ ใจหนึ่งเขาก็หวังว่าพ่อบ้านซ่งจะยอมรับสารภาพและบอกความจริงทั้งหมดออกมา หลังจากนั้นเขาจะยอมใช้ตำแหน่งของเขาเพื่อขอให้เซียวซื่อจื่อละเว้นโทษตายให้ เพราะพ่อบ้านซ่งอยู่รับใช้ในจวนของเขามานาน เขาจึงอยากจะให้โอกาสกับพ่อบ้านซ่งสักครั้ง แต่จนแล้วจนรอดพ่อบ้านซ่งกลับเอาแต่ปิดปากเงียบ
“เชื่อข้า” เซียวหมิงเฉินบอกอีกครั้ง
“เจ้าเชื่อซื่อจื่อเถอะ พวกเราออกไปรอข้างนอกก่อน” หย่งปิ่นพาหลุนหยุนเปียวออกจากห้องไปในที่สุด
รอจนหลุนหยุนเปียวเดินออกจากห้องไป พ่อบ้านซ่งคุกเข่าลงตรงหน้าเซียวหมิงเฉินและลู่อวิ๋นชย่า
“ขอเพียงซื่อจื่อไว้ชีวิตคนในครอบครัวของข้า หากซื่อจื่อต้องการรู้เรื่องใดและเป็นสิ่งที่ข้ารู้ ข้าจะบอกกับท่านทั้งหมด”
“เจ้ายังมีสิทธิ์ต่อรองกับข้าได้อย่างนั้นหรือ” เซียวหมิงเฉินถามเสียงเย็น
พ่อบ้านซ่งคอตกลงอีกรอบ เหตุการณ์ลอบสังหารอ๋องเซียวและพระชายาในครั้งนี้เป็นเขาที่เป็นผู้ลงมือ แล้วเขายังมีหน้าไปต่อรองกับเซียวซื่อจื่ออีกหรือ ทั้งองครักษ์ของเซียวซื่อจื่อยังมีความสามารถมาก ขอแค่ซื่อจื่ออยากรู้เรื่องใด องครักษ์เหล่านั้นก็คงจะสืบรู้ได้ไม่ยาก แล้วครอบครัวเล็กๆ ของเขาจะมีค่าในสายตาของอีกฝ่ายได้อย่างไร พ่อบ้านซ่งเงยหน้าขึ้นถามอย่างยอมรับชะตากรรม “เช่นนั้นซื่อจื่อต้องการทราบสิ่งใด”
“เหตุใดสกุลเจินต้องส่งเจ้าเข้ามาเป็นสายที่จวนสกุลหลุน”
“นายท่านเจินต้องการขึ้นเป็นตระกูลการค้าหลักของแคว้น แต่การค้าของสกุลหลุนครอบคลุมไปทั่วแคว้นเหลียงของเราและยังขยายไปแคว้นใกล้เคียง นายท่านเจินจึงอยากยึดครองกิจการทั้งหมดของสกุลหลุนไปเป็นของตัวเองขอรับ พวกเขาจึงส่งข้าเข้ามาเพื่อหาความลับทางการค้า”
“เวลานี้เจ้าส่งข้อมูลการค้าของสกุลหลุนให้เจ้านายของเจ้ารู้มากน้อยเพียงใด”
“ข้าทำงานที่จวนหลุนมาหลายปี ทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากนายท่านให้เข้าออกห้องหนังสือและห้องบัญชีโดยที่นายท่านไม่เคยตรวจสอบ แต่ข้อมูลที่ข้าส่งออกไปนั้นเป็นเพียงแผนการค้าเล็กๆ เท่านั้นขอรับ”
“หากเป็นเช่นนั้นสกุลเจินทำไมถึงไม่สงสัยเจ้า”
“ซื่อจื่อคงยังไม่รู้ แผนการค้าเล็กที่สุดของจวนหลุนคือกิจการขายแพรพรรณ แต่นายท่านหลุนและคุณชายรองดูแลกิจการด้านนี้ต่อไปไม่ไหว พวกเขาจึงคิดที่จะสละกิจการนี้ไปอยู่แล้ว ข้าแค่รู้ก่อนล่วงหน้าจึงแสร้งบอกวิธีกว้านซื้อกิจการร้านขายแพรพรรณออกไป เมื่อคนสกุลเจินซื้อกิจการนั้นได้ในราคาถูกตามที่ข้าแนะนำ พวกเขาก็เชื่อในความซื่อสัตย์ของข้าขอรับ”
“แค่กิจการขายแพรพรรณอย่างเดียวคนสกุลเจินคงไม่ปล่อยให้เจ้าอยู่ในจวนหลุนได้ยาวนานเพียงนี้กระมัง”
“นั่นเพราะข้าคอยให้ข้อมูลเรื่อง เอ่อ...เรื่องที่คุณชายใหญ่ทำงานรับใช้ท่านออกไปด้วย และในครั้งล่าสุดก่อนที่ท่านจะย้ายค่ายฝึกไป...” พ่อบ้านซ่งก้มหน้าลงอีกครั้ง
“อ้อ...ที่แท้ก็เป็นเจ้าที่บอกที่ตั้งของค่ายฝึกให้พวกมันรู้สินะ”
“เป็นเพราะพวกเขาสังหารบุตรชายคนโตและตัดหูของเขาส่งมาให้ข้า” พ่อบ้านซ่งน้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “ข้าเหลือบุตรชายและบุตรสาวแค่สองคน ข้าอยากรักษาชีวิตของบุตรคนที่เหลือไว้เท่านั้นขอรับ”
เซียวหมิงเฉินหายใจเข้าลึกๆ และถามเรื่องสำคัญ “เหตุการณ์ลอบสังหารบิดากับมารดาของข้าในวันนี้เจ้ารู้มาจากไหน”
“ข้า...ข้าบังเอิญได้ยินคุณหนูฮวาและคุณหนูเล็กพูดกันขอรับ ทั้งยังใกล้กำหนดที่นายท่านเจินจะสังหารคนในครอบครัวของข้า ข้าไม่มีทางเลือกจึงทำแผนขอลากลับบ้านนอก จากนั้นจึงได้พานักฆ่าของสกุลเจินไปดักรอขบวนของอ๋องเซียวกลางทาง” พ่อบ้านซ่งคุกเข่าร้องไห้เสียงดัง “ขอซื่อจื่อโปรดไว้ชีวิตคนในครอบครัวของข้าด้วยขอรับ ที่ข้าทำไปเพราะข้าไม่มีทางเลือกจริงๆ”
ลู่อวิ๋นชย่าหันไปมองหน้าเซียวหมิงเฉินอย่างขอโทษ หากนางกับหลุนหยุนฮวาระมัดระวังมากกว่านี้ ท่านอ๋องและพระชายาคงไม่ถูกลอบสังหารระหว่างทาง แม้แต่ท่านตาของนางก็คงจะไม่ต้องได้รับความลำบากเช่นนี้
“แต่ข้ายังสงสัยว่าทำไมคนสกุลเจินถึงอยากรู้เรื่องราวในค่ายฝึกของซื่อจื่อ” ลู่อวิ๋นชย่าถามสิ่งที่ตัวเองสงสัย
“เมื่อก่อนนายท่านเจินเพียงต้องการเข้ายึดกิจการของสกุลหลุนเท่านั้นขอรับ แต่เมื่อพวกเขารู้ว่าคุณชายใหญ่เป็นคนสนิทของเซียวซื่อจื่อ พวกเขาก็พุ่งเป้าไปที่ค่ายฝึกองครักษ์ลับของเซียวซื่อจื่อทันที และพักหลังมานี้ดูเหมือนพวกเขาจะสนใจอาวุธชนิดใหม่ที่พวกท่านเรียกว่าปืนเป็นพิเศษ”
“เจ้ารู้ได้ยังไงว่าอาวุธชนิดนั้นเรียกว่าปืน”
พ่อบ้านซ่งหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากหน้าอก ซึ่งกระดาษแผ่นนั้นวาดรูปปืนออกมาสามชนิด ลู่อวิ๋นชย่าตกใจเป็นอย่างมาก เพราะปืนทั้งสามชนิดเป็นปืนที่นางนำออกมาสอนให้องครักษ์ในค่ายใช้จริงๆ ทั้งก่อนหน้านี้องครักษ์บางส่วนก็ได้ออกไปปฏิบัติภารกิจภายนอกบ้างแล้ว ดังนั้นลูกกระสุนต้องถูกเจ้าหน้าที่ชันสูตรตรวจพบอย่างแน่นอน แค่ตรวจสอบลูกกระสุนก็รู้แล้วว่าเป็นปืนชนิดใด แต่เป็นใครกันล่ะที่รู้จักปืนพวกนี้
“ใครเป็นคนวาดกระดาษแผ่นนี้ให้เจ้า”
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่ทราบขอรับ มีคนนำภาพนี้พร้อมกับจดหมายมาวางไว้ในห้องนอนของข้าเท่านั้น ซื่อจื่อขอรับ...เรื่องของครอบครัวข้า...” พ่อบ้านซ่งมองหน้าเซียวหมิงเฉินอย่างเต็มไปด้วยความหวัง
“บ่าวที่ทรยศเจ้านายจุดจบเป็นเช่นไรเจ้าคงเข้าใจดี ส่วนครอบครัวของเจ้าข้าจะส่งพวกเขาไปเริ่มต้นใหม่ที่แคว้นอื่น พร้อมทั้งจะเปลี่ยนชื่อให้พวกเขาใหม่ แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงพวกเขายังคงจะใช้แซ่ซ่งของเจ้าต่อไป”
พ่อบ้านซ่งเหมือนยกภูเขาออกจากอก เซียวซื่อจื่อเป็นคนรักษาสัจจะเป็นอย่างมาก ในเมื่อรับปากแล้วย่อมต้องเป็นไปตามนั้น พ่อบ้านซ่งก้มศีรษะแนบพื้นอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะล้วงมีดสั้นขึ้นมา
คุณชายใหญ่หลุนเป็นคนไปแจ้งข่าวการเสียชีวิตอย่างกะทันหันให้ครอบครัวพ่อบ้านซ่งรู้ จากนั้นครอบครัวซ่งก็หายไปจากหมู่บ้านอย่างไร้ร่องรอย