รุ่งอรุณที่ป่าช้าเก่า ไม่ได้นำพามาเพียงแสงสว่างแต่ยังนำมาซึ่งความกระจ่างแจ้งในจิตใจ
คำอินทร์นั่งขัดสมาธิอยู่กลางวงกลมพิธีกรรมที่บัดนี้ไร้ซึ่งพลังงานใดๆ หลงเหลืออยู่ แสงแดดยามเช้าที่สาดส่องลงมากระทบร่างของเขา ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยพลังแตกต่างจากเมื่อวานโดยสิ้นเชิง
เขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในร่างกายและจิตวิญญาณ
แก่นอาคมแผ่นดินที่เคยเปรียบเสมือนมหาสมุทรที่ปั่นป่วน บัดนี้กลับสงบนิ่งและลึกซึ้ง เขาสามารถ "รู้สึก" ถึงกระแสพลังของมันได้อย่างชัดเจน
คำอินทร์สามารถชักนำมันได้อย่างใจนึกราวกับว่ามันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจของเขาไปแล้วโดยสมบูรณ์
เขาก้าวข้ามผ่านกำแพงที่มองไม่เห็นนั้นมาแล้ว
"รู้สึกอย่างไรบ้าง...พ่อหนุ่ม" เสียงของลุงมีดังขึ้นจากข้างๆ
จิ้งจอกเฒ่านั่งพิงเจดีย์เก่าที่พังทลาย ในมือถือบ้องยาสูบอันเล็กๆ ชายชรากำลังพ่นควันออกมาอย่างสบายอารมณ์ แต่ดวงตาของแกกลับจับจ้องมาที่คำอินทร์ด้วยประกายแห่งความพึงพอใจอย่างที่สุด
"ข้า...รู้สึก...มั่นคงขอรับ" คำอินทร์ตอบ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น โลกในสายตาของเขาดูเหมือนจะชัดเจนและมีมิติขึ้นกว่าเดิม
"ข้ารู้สึกว่าข้าสามารถ 'เห็น' เส้นใยของพลังงานที่ถักทออยู่รอบตัวเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้นและสามารถ 'สัมผัส' ถึงเจตจำนงที่อยู่ในนั้นได้"
"ฮ่าๆๆ! ดี! ดีมาก!" ลุงมีหัวเราะลั่น "นั่นแหละคือคุณสมบัติที่แท้จริงของผู้ประกอบพิธี เจ้าไม่ได้เป็นเพียง 'ผู้รวบรวม' พลังอีกต่อไปแต่เจ้าได้กลายเป็น 'ผู้สนทนา' กับพลังแล้ว ขอต้อนรับสู่ลำดับชั้นที่สามอย่างเป็นทางการ ไอ้หนุ่มน้อย"
คำอินทร์ยิ้มออกมาบางๆเป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจแต่ลุงมีกลับส่ายหน้าช้าๆแล้วเคาะก้านบ้องยาสูบลงบนพื้นหิน
"แต่อย่าเพิ่งดีใจไป" แกกล่าวด้วยน้ำเสียงที่กลับมาจริงจังอีกครั้ง "การเป็นผู้ประกอบพิธี ไม่ได้หมายถึงแค่การทำตัวเป็นพ่อพระ คอยส่งวิญญาณเร่ร่อนไปสู่สุขคติเท่านั้น นั่นเป็นเพียงแค่การ 'ประยุกต์ใช้' พลังในด้านที่อ่อนโยนที่สุด"
แกชี้มาที่คำอินทร์ "หัวใจที่แท้จริงของผู้ประกอบพิธีคือการเข้าใจและสามารถควบคุม 'กฎเกณฑ์' ของโลกแห่งวิญญาณได้ เจ้าส่งวิญญาณไปได้ก็ย่อมต้อง 'เรียก' วิญญาณมาได้เช่นกัน บทเรียนต่อไปของเจ้าคือการ 'อัญเชิญ' "
คำอินทร์ขมวดคิ้ว "อัญเชิญรึขอรับเหมือนที่ฤาษีเกตุอัญเชิญเสือมายาออกมาอย่างนั้นรึ"
"คล้ายกันแต่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง" ลุงมีอธิบาย "ไอ้เฒ่าวิปริตนั่น มันใช้มนต์ดำในการ 'บังคับ' และ 'พันธนาการ' ดวงวิญญาณให้มาเป็นทาสรับใช้แต่วิถีแห่งอสุราที่แท้จริงคือการ 'เจรจา' และทำ 'พันธสัญญา' "
แกหยิบพระคัมภีร์อสุราที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาเปิด "ในคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า ในธรรมชาติรอบตัวเรานั้นเต็มไปด้วยดวงจิตอิสระมากมายหรือที่เรียกว่า 'ภูตพราย' พวกมันคือจิตวิญญาณของธาตุต่างๆ ภูตพรายแห่งสายลม ภูตพรายแห่งสายน้ำ ภูตพรายแห่งพงไพร พวกมันไม่ใช่ผี ไม่ใช่ปีศาจแต่เป็นพลังงานบริสุทธิ์ที่มีชีวิตและเจตจำนงเป็นของตนเอง"
"การอัญเชิญที่แท้จริง ไม่ใช่การบังคับแต่คือการหยิบยื่น 'ข้อเสนอ' ที่น่าสนใจแล้วเชิญชวนให้พวกมันมาร่วมมือกับเราด้วยความสมัครใจ เจ้าต้องแสดงให้พวกมันเห็นว่า การร่วมมือกับเจ้านั้นจะนำมาซึ่งประโยชน์หรือความสนุกสนานที่พวกมันไม่อาจปฏิเสธได้"
"และบททดสอบของเจ้าในวันนี้ก็คือการอัญเชิญ 'ภูตพรายแห่งสายลม' ออกมาให้ข้าได้เห็นกับตา"
การฝึกฝนในระดับที่สูงขึ้นได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ณ ป่าช้าเก่าที่เงียบสงบ
ลุงมีสอนให้คำอินทร์รู้จักวิธีการสร้างวงกลมอัญเชิญที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น มันไม่ได้เป็นเพียงวงกลมธรรมดาแต่ต้องมีการวาดสัญลักษณ์ของธาตุทั้งสี่และอักขระโบราณที่แสดงถึงการ "เชื้อเชิญ" ไม่ใช่การ "กักขัง"
จากนั้นคือการเตรียม "เครื่องสังเวย" แต่ไม่ใช่เลือดหรือซากสัตว์แต่เป็นสิ่งที่ภูตพรายแห่งสายลมโปรดปราน
"พวกมันคือจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพ" ลุงมีสอน "สิ่งที่พวกมันชื่นชอบคือเสียงเพลง คือขนนกที่อ่อนนุ่มและคือใบไม้ที่สามารถล่องลอยไปตามลมได้อย่างอิสระ"
คำอินทร์ใช้เวลาทั้งวันไปกับการเตรียมการ เขาใช้มีดแกะสลักขลุ่ยไม้ไผ่ขึ้นมาหนึ่งเลาแล้วบรรเลงเพลงที่เขาเคยได้ยินจากเสียงลมที่พัดผ่านยอดไผ่ในหมู่บ้านลับแล...เขาเก็บขนนกที่ขาวสะอาดที่สุดของนกอินทรีที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้และเลือกเก็บใบเมเปิ้ลที่แห้งและเบาที่สุด
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ในคืนที่สายลมพัดเอื่อยๆ เขาก็ได้เริ่มต้นพิธีกรรมอัญเชิญเป็นครั้งแรก...
เขานั่งลงกลางวงกลม เป่าขลุ่ยไม้ไผ่ด้วยท่วงทำนองที่อ่อนหวานและโหยหาแล้วส่งกระแสจิตที่เต็มไปด้วยความปรารถนาใน "มิตรภาพ" ออกไป
ข้าแต่สหายผู้ล่องลอยอยู่ในสายลม ข้าคือผู้เดินทางผู้โดดเดี่ยว ปรารถนาจะได้พบพานกับสหายผู้รักในอิสรระเช่นท่าน โปรดปรากฏกายแล้วร่วมบรรเลงบทเพลงแห่งพงไพรไปกับข้าด้วยเถิด
เขาทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า...แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น...มีเพียงสายลมที่พัดผ่านไปมาและเสียงขลุ่ยอันเงียบเหงาของเขาเท่านั้น...
"เจตจำนงของเจ้ายังอ่อนไป!" ลุงมีตะโกนมาจากข้างนอกวง "เจ้ากำลัง 'ขอ'...แต่เจ้ายังไม่ได้ 'เสนอ' ! จงแสดงให้พวกมันเห็นว่าเจ้ามีอะไรคู่ควรพอที่จะเป็นสหายกับพวกมัน!"
คำอินทร์เข้าใจในทันที เขาหยุดเป่าขลุ่ยแล้วรวบรวมพลังจากแก่นอาคมแผ่นดิน
เขาไม่ได้สร้างภาพมายาที่น่ากลัวแต่กลับสร้างภาพของ "ทุ่งหญ้าสีเขียวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา" สร้างภาพของ "ทิวเขาสลับซับซ้อนที่ปกคลุมด้วยสายหมอก"และสร้างภาพของ "ท้องฟ้าสีครามที่ไร้ขอบเขต"
มันคือภาพของ "อิสรภาพ" ที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เขาหยิบยืมมาจากความทรงจำของผืนปฐพี
แล้วเขาก็ส่งกระแสจิตออกไปอีกครั้ง
นี่คือโลกที่ข้าสามารถมอบให้ท่านได้ โลกที่ท่านจะสามารถโบยบินไปได้ไกลกว่าเดิม จงมาเป็นดวงตาให้แก่ข้าแล้วข้าจะเป็นปีกให้แก่ท่าน...
และในวินาทีนั้นเอง สายลมที่เคยพัดเอื่อยๆก็พลันหยุดนิ่ง...
แล้วก่อตัวขึ้นเป็นพายุหมุนขนาดเล็กที่ใจกลางวงกลมอัญเชิญ!
ฝุ่นและใบไม้หมุนคว้าง! ก่อนที่พายุนั้นจะค่อยๆ สลายตัวลงเผยให้เห็นร่างโปร่งแสงขนาดเท่าแขนของเด็กทารกที่กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ!
มันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่กลับไม่มีแขนขาที่ชัดเจน ร่างกายทั้งหมดของมันประกอบขึ้นจากสายลมที่หมุนวนและมีดวงตาสีฟ้าใสสองดวงที่กำลังกระพริบตามองมาที่คำอินทร์ด้วยความสงสัยใคร่รู้
มันคือภูตพรายแห่งสายลม!
มันบินวนรอบตัวคำอินทร์หนึ่งรอบแล้วก็พุ่งเข้าไปดมที่ขนนกและใบเมเปิ้ลที่เขาวางไว้ ก่อนจะบินกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาแล้วพยักหน้าเล็กๆเป็นการ "ตอบรับ" พันธสัญญา
คำอินทร์ยิ้มออกมาอย่างกว้างที่สุด...เขาทำสำเร็จแล้ว!
"ยอดเยี่ยม!" ลุงมีเดินเข้ามา "ตอนนี้เจ้าได้สหายคนแรกแล้ว จงตั้งชื่อให้มันแล้วลองใช้งานมันดู"
คำอินทร์มองไปยังภูตพรายตัวน้อยที่บินวนอยู่รอบตัวเขาอย่างร่าเริง เขานึกถึงสายลมที่พัดผ่านยอดไม้
"ข้าจะเรียกเจ้าว่า วายุ"
เขาส่งกระแสจิตออกไปอีกครั้ง คราวนี้เป็นการออกคำสั่งแรก
วายุ...สหายข้า...จงโบยบินไป...จงเดินทางไปยังหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด...แล้วนำข่าวสารที่เจ้าได้พบเห็น...กลับมาบอกแก่ข้าด้วยเถิด
ภูตพรายตัวน้อยส่งเสียงร้องที่ฟังคล้ายเสียงกระดิ่งลมเป็นการรับคำแล้วร่างของมันก็สลายกลายเป็นสายลมพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า หายลับไปในความมืด
หนึ่งวันเต็มผ่านไป
ในขณะที่คำอินทร์และลุงมีกำลังจะออกเดินทางต่อ สายลมสายหนึ่งก็ได้พัดวนกลับมาแล้วก่อตัวขึ้นเป็นร่างของวายุอีกครั้ง
ภูตพรายตัวน้อยไม่ได้พูดแต่มันได้ถ่ายทอด "ภาพ" และ "ความรู้สึก" ที่มันได้พบเห็นเข้ามาในจิตของคำอินทร์โดยตรง...
เขาเห็นภาพของหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปราวสิบลี้ ภาพของชาวบ้านที่กำลังใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและภาพของทหารพม่ากลุ่มหนึ่งที่ตั้งด่านเก็บส่วยอยู่นอกหมู่บ้าน
เขายังสัมผัสได้ถึงความรู้สึกหวาดกลัวของชาวบ้านและความโอหังของเหล่าทหาร
แต่ภาพที่สำคัญที่สุดคือภาพที่วายุบินเข้าไปใกล้ "วัดร้าง" แห่งหนึ่งที่อยู่นอกหมู่บ้าน มันคือวัดเก่าแก่ที่มียอดเจดีย์พังทลายแต่ภายใน "หอไตร" หรือหอเก็บพระคัมภีร์ที่สร้างด้วยไม้สักอย่างงดงามนั้น วายุกลับสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่ "อบอุ่น" และ "ศักดิ์สิทธิ์" อย่างน่าประหลาดเป็นพลังงานสายเดียวกับที่มันเคยสัมผัสได้จากคำอินทร์
เมื่อภาพทั้งหมดจบลง...คำอินทร์ก็ลืมตาขึ้น...แววตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น!
"ท่านลุง! ข้าพบแล้ว!"
ลุงมีซึ่งรับรู้เรื่องราวทั้งหมดผ่านการเชื่อมจิตกับคำอินทร์ ก็มีแววตาที่สว่างวาบขึ้นเช่นกัน!
"หอไตรโบราณรึ!" แกกล่าว "เป็นไปได้อย่างยิ่ง! มรดกขององค์สมเด็จพระนเรศวร ไม่จำเป็นต้องถูกซ่อนไว้ในสถานที่ที่มีมนตราอาคมเสมอไป การซ่อนคัมภีร์ล้ำค่าไว้ท่ามกลางคัมภีร์อีกนับพันคือการซ่อนตัวที่ดีที่สุด!"
"อีกทั้งข่าวเรื่องทหารพม่ากลุ่มใหม่แสดงว่าพวกมันกำลังเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลออกมาจากเชียงใหม่แล้ว เราต้องรีบไปที่นั่นก่อนที่พวกมันจะค้นพบความลับของหอไตรแห่งนั้น!"
คำอินทร์และลุงมีมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านแห่งนั้นทันที...
พวกเขาเดินทางด้วยความเร่งรีบ สองวันต่อมาก็ได้มาถึงชานเมืองของหมู่บ้าน
ภาพที่เห็นตรงกับที่วายุได้บอกเล่าทุกประการแต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลง ทหารพม่าได้เข้ามาตั้งค่ายถาวรในหมู่บ้านแล้วและมีการตรวจตราที่เข้มงวดกว่าเดิม
ณ ใจกลางหมู่บ้าน พวกเขามองเห็นยอดของวัดร้างและหอไตรไม้สักที่สูงตระหง่านอยู่