บทที่ 4 พวกเดียวกัน
สองหนุ่มดึงกันไปอีกมุมห้องที่อยู่ถัดไป...เพื่อสนทนากันลับ ๆ ปล่อยให้โม่เตี๋ยวใช้สมาธิไปกับการวาดภาพผู้บงการอย่างที่นางรับปากไว้ แล้วก่อนหน้านี้โม่เตี๋ยวบอกเล่าอย่างน่าสงสาร ว่านางมักถูกพี่ชาย กับพี่สาวกลั่นแกล้งเสมอ
พวกเขารวมหัวกันใส่ความโม่เตี๋ยวนับครั้งไม่ถ้วน มีคำหนึ่งที่พี่ชายจี้สิงอวี่บอกว่าโม่เตี๋ยวคือเด็กที่บิดาเก็บมาเลี้ยง โม่เตี๋ยวไร้เดียงสาเกินไป จึงเสียใจเกินความจำเป็ วิ่งแจ้นไปถามเอามูลเื่กับผู้าุโในจวนเ้าแคว้น
ไม่ว่าจะถามกี่คนต่อกี่คน ก็ตอบเหมือนกันหมด บอกว่าพี่ชายจี้สิงอวี่พูดเหลวไหล พี่ชายพี่สาวพวกนั้นล้วนพูดจาไม่เข้าท่า โม่เตี๋ยวฟังดูก็รู้สึกตงิดใจเล็กน้อย โม่เตี๋ยวรู้ดีว่าท่านผู้าุโทั้งหลายพยายามปลอบใจโม่เตี๋ยว
เพื่อไขความกระจ่างให้ตัวเอง โม่เตี๋ยวพยายามแอบสืบว่าตกลงตนเองเป็บุตรของใครกันแน่ แล้วใช่บุตรสาวตัวจริงของบิดากับภรรยาเอกคนนั้นหรือไม่ นางส่องกระจกวันเว้นวัน สำรวจหลายส่วนบนใบหน้าของตนก็เข้าใจว่า ตนเองไม่มีตรงไหนเหมือนทั้งบิดาและมารดาเลยแม้แต่จุดเดียว
แต่ทุกครั้งที่บิดารู้ว่าโม่เตี๋ยวพยายามสืบเื่นี้ลับหลัง บิดานามว่าจี้หยางกงจะสั่งลงโทษกลางลานบ้านทันที ให้โม่เตี๋ยวคุกเข่าจนกว่าจะรู้สำนึก โดยตำหนิว่าคนที่สงสัยในชาติกำเนิดของตัวเองจะไม่มีวันเจริญ แล้วเด็กที่เคลือบแคลงในสายเืของบรรพบุรุษ คือเด็กที่ขาดการอบรมสั่งสอน จนกลายเป็เด็กนิสัยไม่ดีอย่างที่โม่เตี๋ยวกำลังทำ!!
แต่โม่เตี๋ยวไม่ใช่เด็กนิสัยไม่ดี โม่เตี๋ยวแค่ไขข้อสงสัยให้ตัวเองเท่านั้นเอง
ในเมื่อใครก็ให้คำตอบไม่ได้ โม่เตี๋ยวจำต้องลงมือเองเช่นนี้ โม่เตี๋ยวผิดนักหรือไง
แต่แล้ววันที่โม่เตี๋ยวรอคอยก็มาถึง เมื่อคนผู้หนึ่งปรากฏตัวในยามวิกาล คนผู้นั้นมาเยี่ยมเยือนถึงปลายเตียง สวมผ้าคลุมหน้ามิดชิด แล้วย่อตัวลงบอกว่าโม่เตี๋ยวหาใช่บุตรสาวของทรราชจี้หยางกง
แต่ระหว่างที่โม่เตี๋ยวหมายจะถามว่า หากโม่เตี๋ยวไม่ใช่บุตรสาวของท่านพ่อกับท่านแม่ แล้วโม่เตี๋ยวเป็บุตรสาวของใคร แล้วบิดามารดาตัวจริงของโม่เตี๋ยวอยู่ที่ไหน สามารถบอกได้หรือไม่
คนผู้นั้นพยักหน้าแทนคำตอบ นั่นหมายความว่าได้!
แต่ให้ตายเถอะ จวนเ้าแคว้นสกุลจี้คล้ายมีคนแอบจับตามองอยู่ตลอดเวลา ชายปริศนายังไม่ทันได้บอกชื่อของตัวเอง ยังไม่ทันได้บอกว่าใครคือบิดามารดาตัวจริงของโม่เตี๋ยว ประตูเรือนนอนก็สั่นคลอนคล้ายมีคน้าบุกเข้ามา
“คุณหนูเ้าคะ บ่าวได้ยินเสียงบุรุษวัยกลางคน อาเถียนจะเข้าไปเดี๋ยวนี้!”
นักฆ่าสาวที่ปลอมตัวเป็หญิงรับใช้ ตะเบ็งเสียงหวานเข้ามาถาม ทั้งที่เงาของนางก็นาบอยู่ที่ริมประตูนั่น ถามว่าทำไมโม่เตี๋ยวถึงรู้ว่าอาเถียนคือมือสังหารงั้นหรือ ก็มีวันหนึ่งฝนตกกระหน่ำแข่งกับเสียงฟ้าผ่า โม่เตี๋ยวที่นั่งขดอยู่ใต้เตียง เผลอได้ยินเสียงกรีดร้องสายหนึ่ง ด้วยสัญชาตญาณจึงชะโงกหัวดู
พบอาเถียนถือกระบี่ในมือแล้วสังหารบ่าวรับใช้ที่เพิ่งรับเข้าจวนได้สองวัน ได้ยินว่าคนพวกนั้นเป็หนอนบ่อนไส้ หูตาที่แคว้นต้าเจิ้งส่งมา ถือเป็เื่ผิดวินัยร้ายแรง แต่เดิมก็ควรส่งคนให้องครักษ์ของท่านพ่อจัดการมิใช่หรือ หาใช่หน้าที่ของอาเถียนที่เป็สาวใช้ข้างกายของคุณหนูโม่เตี๋ยวเสียหน่อย
หลังจากคืนนั้นโม่เตี๋ยวก็อยู่ในจวนเ้าแคว้นสกุลจี้อย่างระมัดระวัง และเจียมเนื้อเจียมตัว เฝ้ารอให้คนผู้นั้นมาพบตนอีกครั้ง เรียกได้ว่าการรอคอยนี้ทั้งไร้วี่แววและไร้ปลายทาง กระทั่งวันหนึ่งเขาก็ปรากฏตัวขึ้นโดยไม่มีสัญญาณอะไรเตือนล่วงหน้า
ด้วยเวลาที่มีไม่มาก เขาให้ของสิ่งหนึ่งในมือโม่เตี๋ยวพร้อมกับชุดบ่าวไพร่ขนาดเล็ก แล้วชี้นำให้โม่เตี๋ยวเดินทางไกลไปที่ฝั่งตะวันออก เมื่อใดที่พบกับทหารเกราะทองแดง บนหัวไหล่ประดับพู่สีเขียวสามพวง ให้ตรงเข้าไปหาแล้วเอ่ยชื่อของโหรวชิงอวิ๋น แสดงเจตจำนงว่า้าพบแค่โหรวชิงอวิ๋นคนเดียวเท่านั้น
เมื่อพบหน้าเ้าของชื่อแล้ว หากเ้านั่นยังไม่สนใจ ก็ให้เอ่ยเื่เกาลัดคู่เชื่อมน้ำตาล รับรองได้ว่าประโยคนี้จะทำให้โหรวชิงอวิ๋นสนใจในตัวโม่เตี๋ยวขึ้นมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง จากนั้นก็มอบของในมือชิ้นนี้ให้โหรวชิงอวิ๋นซะ ในไม่ช้าทุกอย่างจะกระจ่างด้วยตัวของมันเอง
โม่เตี๋ยวยินดีทำตามคำแนะนำอย่างว่าง่าย ไม่ใช่ว่าโม่เตี๋ยวเป็คนไร้หัวคิดเชื่อคนง่าย แต่เพราะโม่เตี๋ยวสืบมาพอสมควรแล้วต่างหาก ว่าสถานะของตนดูน่าสงสัย ในเมื่อบิดาที่นางเห็นว่าเป็บิดามาตั้งสามปีเต็ม หาใช่บิดาผู้ให้กำเนิด แล้วเื่อะไรที่พอมีโอกาสเข้ามาใกล้ตัวโม่เตี๋ยวจะรีบคว้าไว้เล่า
โม่เตี๋ยวจะไม่ออกตามหาบิดามารดาตัวจริงได้อย่างไรกัน!
ตลอดเส้นทางที่ยาวไกล โม่เตี๋ยวเดินทางลำพัง ส่วนหนึ่งเพราะสวมเสื้อผ้าเก่าซีดของผู้ชาย ภายนอกจึงดูเหมือนเด็กเร่ร่อนไม่มีฐานะ เป็การพรางตัวที่สมเหตุสมผล นอกจากไม่มีใครให้ความสนใจกับโม่เตี๋ยว ทหารพวกนั้นยังตาบอด ระดมกำลังค้นหาคุณหนูโม่เตี๋ยวกันให้ควั่ก คงนึกไม่ถึงสิท่าว่าคุณหนูจวนเ้าแคว้นจะเนรมิตโฉมเป็เด็กเพศชาย
นอกเหนือจากนี้ที่น่าแปลกอีกอย่างหนึ่งคือ โม่เตี๋ยวไม่รู้ว่ามันคือสัญชาตญาณอะไรบางอย่าง หรือโม่เตี๋ยวคิดมากไปเอง เด็กสามขวบที่สติปัญญาเกินวัยอย่างนาง รู้สึกปลอดภัยตลอดการเดินทาง นางมักััได้เสมอว่าไม่ใกล้ไม่ไกล คล้ายมีคนคอยจับตามอง แล้วแอบคุ้มภัยอยู่ห่าง ๆ
นี่จึงเป็เหตุผลว่า ทำไมโม่เตี๋ยวถึงสามารถเดินทางมาถึงรอยต่อสองแดนฝั่งตะวันออกได้ตามลำพังอย่างปลอดภัย แล้วก็เป็จริงดังว่า โม่เตี๋ยวได้เห็นทหารเกราะทองแดง บนบ่าประดับพู่สีเขียวสามพวง เป็สัญลักษณ์ของแคว้นต้าเจิ้ง
ทว่ายังไม่ทันได้พบโหรวชิงอวิ๋นอะไรนั่น โม่เตี๋ยวก็ถูกลากไปมัดติดกับต้นไม้ที่แห้งกรังไร้ผลไร้ใบ โม่เตี๋ยวคิดว่าตนเองได้พาชีวิตน้อย ๆ มาทิ้งไกลถึงต่างแคว้นเลยหรือ จะตายทั้งที่ยังไม่ทันได้เห็นหน้าบิดามารดาไม่ได้เด็ดขาด
ก่อนหมดสติไปเพราะมีไข้สูง ในจิตใต้สำนึกของเด็กอ้วนสู้ชีวิตอย่างนาง ก็เอาแต่หมายมั่นไว้เช่นนี้ ยังดีที่โชคเข้าข้าง พอลืมตาตื่นอีกครั้ง ใบหูผึ่งที่ดับสนิทมาแล้วสองสามวัน ก็พลอยได้ยินเสียงทหารเรียกชื่อโหรวชิงอวิ๋นขึ้นมาอีกครั้ง
นี่คือสิ่งที่โม่เตี๋ยวให้ปากคำต่อชายทั้งสองอย่างบริสุทธิ์ใจ! เื่ที่ว่าก็มีอยู่เพียงเท่านี้
“เจียงเย่? เ้าว่าเด็กอย่างนางจะแต่งเื่โกหกได้ยาวขนาดนี้หรือไม่”
โหรวชิงอวิ๋นครุ่นคิดอย่างหนัก แล้วเฝ้าถามเจียงเย่เป็ครั้งที่สามแล้วกระมัง แต่คำตอบย่อมได้กลับมาเหมือนเดิมทุกประการไม่รู้จะถามซ้ำซากไปทำไม
“ท่านแม่ทัพ โม่เตี๋ยวก็ยืนยันแล้วว่า เด็กไม่โกหก จากที่นางเล่ามาก็พอเข้าใจได้ ว่าทำไมโม่เตี๋ยวน้อยของพวกเราถึงอยากหนีออกจากจวนเ้าแคว้นสกุลจี้ ที่นั่นมีแต่คนเอาเปรียบและรังแกนางไม่ใช่หรือไง แล้วพี่น้องร่วมชายคาก็ตราหน้าว่านาง เป็บุตรสาวนอกคอกที่บิดาเก็บมาเลี้ยง ข้าขอถาม…หากเปลี่ยนเป็ท่าน ท่านยังจะโง่ดักดานอยู่ที่นั่นต่อไปหรือไม่”
หงเจียงเย่ตอบกลับอย่างไม่ไว้หน้า เพราะท่านแม่ทัพโหรวตั้งคำถามฟังดูไม่เข้าท่า อีกอย่างโม่เตี๋ยวนางก็น่ารักน่าชังออกปานนั้น จริงอยู่ที่สถานะของนาง ผู้คนต่างเห็นว่าเป็บุตรสาวของทรราช แต่ตราบใดที่ทุกอย่างยังไม่เปิดเผยชัดเจน จะด่วนสรุปว่าเป็บุตรสาวของทรราชได้หรือ อีกอย่างมันก็ออกจะไม่เป็ธรรมกับโม่เตี๋ยวผู้น่ารักเลยสักนิด
“นี่เ้าหลอกด่าข้า?”
ฟังความเห็นของเจียงเย่ก็สมเหตุสมผลดี แต่ทำไมบาง่บางตอนถึงได้ฟังดูทะแม่ง ๆ อย่างไรชอบกล จากความเห็นก็พลอยทำให้รู้สึกเหมือนกำลังโดนด่าแซมอยู่หลายส่วน โหรวชิงอวิ๋นเป็ถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพเชียวนะ รองผู้บัญชาการอย่างหงเจียงเย่จะกล้าตำหนิผู้เป็นายได้อย่างไร
“มิกล้า ๆ ขอรับ ผู้น้อยหงเจียงเย่จะกล้าติเตียนผู้อยู่เหนือบัญชาได้อย่างไร ท่านแม่ทัพคิดมากเกินไปแล้ว”
เ้าหงเจียงเย่ถือว่าอยู่เป็ พลิกลิ้นกลับลำเหมือนกิ้งก่าเปลี่ยนสี นอกจากหลอกด่าผู้เป็นายแล้วหนึ่ง ทุกวาจายังโอนเอนง่อนแง่น สื่อสารว่าช่วยออกหน้าแทนเชลยตัวน้อยเสียยกใหญ่ แต่พอเอี้ยวหน้ามองนางหนูที่กำลังจับพู่กันวาดภาพอย่างตั้งใจ
ก็พบว่าเวลาที่โม่เตี๋ยวพยายามทำอะไรบางอย่างด้วยความตั้งใจ แล้วเงียบปาก ก็ดูน่าเอ็นดูไปอีกแบบ ไม่รู้ว่าอยู่จวนเ้าแคว้นสกุลจี้ โม่เตี๋ยววัยสามขวบต้องลำบากใจขนาดไหน ถึงขั้นต้องหัดเป็คนตลบตะแลงทั้งที่อายุยังน้อยนิด หากประเมินจากมุมนี้เนื้อแท้ของโม่เตี๋ยวนับว่าไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
จริงอย่างที่โบราณว่าไว้ เด็กก็เหมือนผ้าขาว จี้หยางกงเ้าแคว้นเทียนสือสารเลวคนนั้น ก็ส่วนจี้หยางกง โม่เตี๋ยวก็ส่วนโม่เตี๋ยว ข้าโหรวชิงอวิ๋นเป็ถึงมหาบุรุษผู้เจริญแล้ว จะเหมารวมว่านางปีศาจหมูตัวน้อยเลวร้ายเหมือนคนพวกนั้นได้อย่างไร
“จนกว่าจะสืบทุกอย่างได้กระจ่าง ข้าจะเลี้ยงนางไว้”
จู่ ๆ โหรวชิงอวิ๋นก็กล่าวประโยคสั้น ๆ ที่น่าพิศวงออกมาด้วยโทนเสียงเนิบช้า ทำให้ผู้ฟังอย่างเจียงเย่ต้องยกกำปั้นขึ้นมาเคาะหัวตัวเอง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้หูฝาดและไม่ได้ฝันไป
“ท่านแม่ทัพ โม่เตี๋ยว…เอ่อ…สถานะของนางเป็บุตรทรราชแคว้นศัตรู อีกอย่างนางก็ไม่ใช่ปีศาจหมูเหมือนที่ท่านชอบเรียก จะเลี้ยงนางเป็สัตว์เลี้ยงไม่ได้หรอกนะขอรับ ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง”
ยังคงเป็หงเจียงเย่ที่พูดแทนเ้าลูกหมู นิสัยของท่านแม่ทัพ แม้แต่พิราบสื่อสารสักตัวยังไม่เลี้ยงไว้ ยามนี้ลั่นวาจาว่าจะเลี้ยงโม่เตี๋ยว คงจะตีความเป็เลี้ยงดูอย่างดีไม่ได้อย่างแน่นอน อย่างมากก็คงจับโม่เตี๋ยวใส่กรง แล้วเลี้ยงดูเหมือนหมูตัวเป็ ๆ นะสิไม่ว่า
เอาอีกแล้ว! ขัดคออีกแล้ว สรุปว่านางเด็กโม่เตี๋ยวอะไรนั่น ให้รองผู้บัญชาการหงกินอะไรลงท้อง ถึงได้ขยันออกหน้าแทนนางนัก แล้วรู้จักมักจี่กันมาตั้งนาน โหรวชิงอวิ๋นในสายตาของหงเจียงเย่ เป็คนที่ป่าเถื่อนไร้มโนธรรมขนาดนั้นเชียวหรือ!
ชิงอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่น เฉี่ยวหางตาไปมองเจียงเย่อย่างไม่สบอารมณ์ แล้วถอนหายใจยาว ๆ ออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบเฉยแต่หนักแน่นว่า
“ข้าจะเลี้ยงดูนางให้เหมือนบุตร!”