ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 32 สู่โรงเรียนลหุยุทธ์อันดับหนึ่ง

    บทที่ 32

    สู่โรงเรียนลหุยุทธ์อันดับหนึ่ง

     

           เช้าวันรุ่งขึ้นปราณอยู่ในชุดทะมัดทะแมงเสื้อผ้าสีดำกำมะหยี่อาภรณ์ดูดีกว่าในทุกๆ ครั้งช่างแตกต่างจากเมื่อครั้งที่อยู่หมู่บ้านพยัคฆ์คำรามยิ่งนัก ดูเผินๆก็นึกว่าเป็นคุณชายจากเมืองใดเมืองหนึ่ง

     

            เพราะท่าทางบุคลิกผิวพรรณของปราณณ เวลานี้ สามารถทำให้ผู้ที่พบเห็นเกิดความเลื่อมใสศรัทธาได้อย่างน่าอัศจรรย์

             

            แม้เวลาเพียงแค่สองวันที่เด็กน้อยปรากฎกายสู่เมืองอโยดาก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้แก่สกุลโอฬารปฐพีเกินกว่าที่ท่านพ่อและท่านแม่จะคาดเดาแล้ว

             

            “พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวของเจ้าเหลือเกิน กว่าที่เจ้าจะกลับมาอีกทีก็อีกหนึ่งปี ต่อจากนี้เจ้าต้องระมัดระวังเรื่องผู้คนให้มาก ในโรงเรียนมีเด็กเก่งๆมากมาย เจ้าต้องเก็บรักษาความเก่งกาจของเจ้าไว้ ใช้เมื่อต้องเผชิญหน้าต่อความลำบากจึงค่อยแสดงพลังฌานยุทธ์ของเจ้าออกมา”

             

            ปราณกอดท่านพ่อและท่านแม่

             

            “ไปคราวนี้อีกหลายวันเลยกว่าข้าจะเจอพวกท่านอีก”

             

            “ฮ่าๆๆๆๆ ก่อนหน้านี้เจ้าก็ห่างพ่อกับแม่เป็นปีๆ ยังเข้มแข็งได้เจอกันแค่สองวัน เจ้าจะขี้แยแบบนี้ไม่ได้นะ”

             

            ท่านแม่โอบกอดเด็กน้อยในอ้อมแขนอีกครั้ง

             

            “วางใจเถอะครับท่านอาทั้งสองข้าสองคนจะช่วยกันดูแลจนกว่าจะถึงโรงเรียนด้วยความปลอดภัยครับ” แสงเอ่ยบอกทันทีแล้วโค้งคำนับพร้อมกับขรรค์ 

             

            เสียงรถม้ามาหยุดที่หน้าประตูใหญ่ท่านแม่และท่านพ่อโอบกอดเขาอีกครั้ง จากกนั้นจึงเดินไปส่งปราณที่หน้าประตู

             

            “เอาล่ะรถมาแล้ว เจ้าสองคนก็ช่วยกันดูแลทุกคนให้ดีด้วยตอนนี้เจ้าสองคนเป็นพี่ใหญ่ของพวกเขาแล้ว”

             

            ครุยุทธ์แฝดรับคำประตูรถม้าเปิดออก แฝดสาวและเธียรธวัชกล่าวทักทายผู้อาวุโสทั้งสองแล้วคนทั้งหมดจึงนั่งรถม้าออกไป

     

    **********

           เธียรธวัชยังคงงัวเงียกึ่งหลับกึ่งตื่น ส่วนพี่สาวทั้งสองสะกิดเรียก

     

           “เธียร...เธียร...เจ้าง่วงได้อย่างไรกัน? เมื่อวานเราไม่ได้กลับกันดึกดื่นเสียหน่อย”

     

           เดือนเอ่ยถามน้องชาย ปนเสียงหัวเราะของดาว

     

           “ข้าว่า...สงสัยเธียรจะตื่นเต้นที่จะเข้าเรียนน่ะสิดาว!เลยคงไม่ได้นอน...อย่าว่าน้องเลย ตอนนั้นเจ้ากับข้าก็มีสภาพแบบนี้แหละ ฮ่าๆๆๆ”

     

           “พี่สาวจะแซวข้าทำไมกัน! ... ก็มันนอนไม่หลับจริงๆนี่ แล้วปราณ เจ้าไม่ง่วงบ้างหรือไง?”

     

           “แล้วทำไมข้าต้องง่วงหรือตื่นเต้นเหมือนเจ้าด้วยล่ะฮ่าๆๆๆๆ เจ้าง่วงก็นอนหลับไปก่อน เดี๋ยวพอถึง ทุกคนก็ปลุกเจ้าเองนั่นแหละน่า”  

     

           ส่วนแสง-ขรรค์ไม่พูดอะไร เอาแต่จ้องหน้าสองสาวจนทั้งคู่เขินอาย ดาวเลยเอ่ยพูดด้วยเสียงอ่อนหวาน

     

           “พี่แสงกับพี่ขรรค์จะจ้องข้าสองคนทำไมหนักหนาขนาดนั้น?ข้าอายนะ”

           “นั่นสิ! แม้จะสนิทกันแล้วแต่ท่านสองคนมาจ้องหน้าเราแบบนี้ เราก็เขินนะ”

     

           เสียงสดใสแฝงด้วยความเขินอายพรั่งพรูออกมาจากริมฝีปากเล็กๆของแฝดสาว ก็ทำให้หัวใจแฝดหนุ่มแทบจะละลายกันเลยทีเดียว

     

           “ก็เดือนกับดาวต้องเรียนกว่าจะเจอกันก็อีกตั้งปีนึง ข้าสองคนก็ต้องนึกถึงเป็นธรรมดาสิ”

     

           “ใช่แล้ว...เราเพิ่งจะได้รู้จักสนิทสนมกันเองแล้วจู่ๆ พวกเจ้าก็ต้องไปเรียนแล้ว ยังไงก็ขอมองพวกเจ้าให้หายนึกถึงก็ยังดีแหะๆๆๆ”

     

           แฝดหนุ่มก็ป้อนคำหวานโดยไม่เกรงใจเด็กน้อยทั้งสองคน

     

           “ทำเหมือนอยู่กันแค่สองคู่ข้ากับเธียรก็ยังนั่งอยู่ตรงนี้นะ ฮ่าๆๆๆ”

     

           เดือนที่นั่งติดกับปราณ ตีต้นแขนเด็กชายเบาๆใบหน้าแดงซ่าน ปราณร้องโอ้ย แล้วหันมองพี่สาวทั้งคู่ ใบหน้าแดงไม่ต่างกันแล้วก็พากันหัวเราะ ทำให้แฝดหนุ่มกระหยิ่มใจ ที่ทำให้สองสาวขวยเขินได้

     

           เกือบครึ่งชั่วโมงรถม้าก็มาถึงบริเวณโรงเรียนมหรรณพาลัยรั้วหินขนาดใหญ่สูงตะหง่านกว่า 20 เมตร สลักลวดลายสวยงามยาวสุดลูกหูลูกตา แสดงความยิ่งใหญ่อลังการสมกับความเป็นโรงเรียนลหุยุทธ์ชั้นสูงแห่งอาณาจักร

     

           สัญลักษณ์ของโรงเรียนขนาดใหญ่ติดอยู่เหนือประตูโรงเรียนที่ประดับด้วยลวดลายสีทอง มีทหารรักษาการ จำนวน 2 นายสวมชุดเกราะอ่อนสีดำ ยืนตรงในท่าเรียบอาวุธ หอกยาว 2เมตรแนบอยู่ร่องไหล่ด้านขวา

     

            ทางเข้า-ออกที่กว้างกว่า 10 เมตร บัดนี้ดูแคบลงถนัดตาผู้คนจากทั่วทั้งอาณาจักรที่มาส่งบุตรหลานเข้าเรียน แต่ละคนแต่งกายค่อนข้างดีทำให้มองเห็นว่านักเรียนส่วนมาก มาจากครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ

             

           “วันนี้เปิดเรียนวันแรก คนคึกคักมากว่าแต่เจ้ากับปราณเตรียมเอกสารรับรองจากครุยุทธ์ที่เปิดผนึกฌานยุทธ์เรียบร้อยแล้วหรือยัง?”

     

           ดาวถามน้องทั้งสอง เธียรและปราณพยักหน้ารับ

     

           “ผู้มีสิทธิ์ลงทะเบียนจะต้องแสดงเอกสารรับรองจากครุยุทธ์ของสมาพันธ์ภูติฌานวิญญาณยุทธ์เสียก่อนจึงจะมีสิทธิ์ได้เข้าเรียนได้”

           เดือนอธิบายเพิ่มเติมด้วยเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อยเพื่อปลุกให้เธียรได้หายง่วง

     

           “จากนั้น ก็จะเป็นพิธีคัดเลือดและวัดพลังฌานยุทธ์ซึ่งจะเป็นการจัดระดับฌานยุทธ์ก่อนเข้าเรียนไล่ลำดับจากสูงไปต่ำแล้วแบ่งครึ่งเป็นสองห้อง”

     

           ดาวเล่าขั้นตอนคร่าวๆ ให้น้องใหม่ได้รู้

     

           “สมัยที่เราสองคนเปิดผนึกฌานยุทธ์แล้วก็ยังต้องฝึกฝนเพื่อเพิ่มระดับฌานยุทธ์ให้มากขึ้นก่อนจะเข้าเรียนเพราะทุกคนก็หวังให้มีพลังฌานยุทธ์แตะที่ระดับ 10กันทั้งนั้น แต่วันคัดเลือกเราสองคนมีพลังฌานที่ระดับ 8 เอง”

     

           “ก็ถือเป็นคนส่วนมากแหละ ที่ผ่านๆ มา ยังไม่เคยมีใครแตะระดับ10 เลย”

     

           “แต่ว่าปราณของเรา เกินระดับ 10 นี่นะสิ”

     

           “นั่นสินะ หุหุหุ จะเป็นยังไงบ้างล่ะเนี่ยข้าล่ะตื่นเต้นจังดาว ลุ้นว่าพวกผู้ใหญ่จะทำหน้ากันยังไง?”

           เดือนเอามือเล็กๆ ของเธอป้องปากแล้วหัวเราะเบาๆ

     

           “ฮ่าๆๆ พี่เดือนกับพี่ดาวก็พูดเกินไป”

     

           “ข้าว่าไม่เกินจริงหรอกปราณ! คิดดูสิเจ้าผ่านความเป็นความตายมาถึง 2 ครั้ง เด็กเล็กๆ อายุแค่นี้หรือต่อให้มากกว่านี้ ข้าว่าทั้งอาณาจักรก็คงไม่มีหรอก”แสงออกความเห็นสนับสนุนแฝดสาว

     

           รถม้าวิ่งไปตามทางสักพักก็หยุดบริเวณที่จอดรับส่งเด็กทั้งหมดลงจากรถ ก่อนที่รถม้าจะขับกลับออกไป

     

           “ข้าสองคนก็ไม่ได้มาที่โรงเรียนนานมากแล้วตั้งแต่จบออกไปก็เป็นนักฌานยุทธ์อิสระ มาได้ดิบได้ดีก็เพราะรู้จักปราณนี่แหละ”

     

           “ที่สำคัญเรารู้ว่าชีวิตมีความหมายมากขึ้นเมื่อเราแฝดสองคนได้มาเจอเดือนและดาวผู้แสนสวยและงดงามเช่นนี้”

     

           ครุยุทธ์แฝดได้ทีก็หยอดคำหวาน ทำเอาสาวแฝดหน้าแดงทั้งคู่ต่างทุบอกคู่ของตนเบาๆ คนที่เดินผ่านไปมา ต่างเหลือบมองกันเล็กน้อยเพราะไม่ค่อยได้เห็นแฝดชาย-หญิงพร้อมกันแบบนี้

     

           “ดูท่านพี่ทั้งคู่....ข้าสองคนอายแล้วนะ”

     

           “ใช่...คนมองกันใหญ่เลย...ท่านไปได้แล้วล่ะถ้านึกถึงเราก็มาหาได้ อีก 1 ปีข้าก็เรียนจบแล้ว...ดูแลตัวเองด้วยนะ”

     

           “พี่แสง พี่ขรรค์ ท่านไม่ต้องห่วงข้าสองคนหรอกยังไงอยู่ที่นี่ก็ยังปลอดภัย เดี๋ยวจบภาคเรียนเราต้องได้เจอกันแน่นอนข้าหวังว่าท่านพี่ของข้าจะมีระดับยุทธ์ที่เพิ่มขึ้นไวๆ นะครับ”

     

            ครุยุทธ์แฝดจับมือรับปากกับปราณแล้วต่างร่ำลากัน ครุยุทธ์แฝดดูซึมเศร้าเล็กน้อย นั่นเพราะความรักที่เริ่มผลิบานกลับต้องหยุดชะงักไปเสียก่อน โอกาสหน้าฟ้าใหม่ยังมีแฝดสาวก็ให้ความหวังแฝดหนุ่มอย่างชัดเจนไม่มีปิดบัง

             

            “ข้าว่า...เราไปขอสมัครเรียนที่สำนักนภาเวหาหาวกันดีกว่า อย่างน้อยๆก็ยังได้เรียนกับท่านปรมาจารย์บุญ เราอาจจะเหาะได้จริงๆ ถ้าได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่”

             

            “ก็ได้ ข้าก็คิดเช่นนั้นอยู่เหมือนกันถ้าอย่างนั้นเราเดินเล่นกันก่อนดีกว่า เดี๋ยวค่อยไปกันเราต่างมีหน้าที่ต้องปกป้องทั้งสี่คนดังนั้นเราคงต้องเรียนและฝึกฝนให้หนักกว่านี้”

     

    **********

     

           “นักเรียนใหม่กรุณาลงทะเบียนที่ด้านหน้าอาคารหนึ่งด้วย หลังจากตรวจสอบเอกสารเรียบร้อยแล้วโปรดรอเรียกเข้าอาคารประลองยุทธ์!!!”

     

           เสียงประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงดังทั่วบริเวณโรงเรียนอันแสนกว้างใหญ่ไพศาลปราณและเธียรธวัช มองรอบๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ กับความอลังการและยิ่งใหญ่ภายในกับสิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาทันสมัย อาคารแต่ละหลังล้วนออกแบบได้งดงามต้นไม้ขนาดใหญ่ปลูกโดยรอบบริเวณแผ่กิ่งก้านให้ความร่มรื่น

     

           “ยิ่งใหญ่สมกับเป็นโรงเรียนอันดับหนึ่งของอาณาจักรจริงๆมิน่าล่ะ ใครๆ ก็อยากจะเข้าเรียนที่นี่ แต่ก็คงจะไม่ใช่เรื่องง่าย”

     

           “ใช่แล้วจ้าปราณ คนที่จะเข้าเรียนที่มหรรณพาลัยได้ฌานยุทธ์ขั้นต่ำต้องระดับ 6 ขึ้นไปแล้วก็ทุกชั้นปีจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกระดับ 6-7 กลุ่มที่สองระดับ 8-10ซึ่งการเปิดผนึกนั้นยังไม่แน่นอน แค่มีสิทธิ์มาลงทะเบียน แต่จะผ่านจริงๆหลังจากที่ได้วัดระดับฌานอย่างแท้จริงในอาคารประลองยุทธ์”

           “มีนักเรียนใหม่หลายคน ที่ตื่นเต้นจัดพอทดสอบวัดพลังฌานกลับไม่ปรากฎออกมา เลยต้องกลับบ้านทันทีบางคนอยากเรียนฌานยุทธ์ต่อ ก็ต้องไปหาโรงเรียนอื่นแทน”

     

            ดาวอธิบายบ้างหลังจากที่เดือนพูดยืดยาว เธอมองหน้าเดือน จากนั้นเดือนก็เสริมเธอพร้อมกับดีดนิ้วดังเป๊าะ 

     

           “ถูกต้องเลยล่ะ!พี่ว่าเธอสองคนอยู่กลุ่มหนึ่งแน่นอน แต่ปราณ…”

     

           “ว่าไงครับ? พี่เดือน!”

     

           “เธอต้องออมพลังหน่อยนะเพราะพลังของเธอมันขั้นลหุยุทธ์เหมือนพวกเรา เดี๋ยวพวกผู้ใหญ่จะแตกตื่นกันหมด!”

     

           เดือนยักไหล่ ทำสีหน้าเชิดๆดาวจึงยักไหล่แล้วทำหน้าเชิดๆ ตาม จากนั้นทั้งเดือนและดาวก็พูดประโยคนั้นซ้ำพร้อมกันและทำท่าประกอบเหมือนกัน เธียรและปราณเห็นแบบนั้นก็หัวเราะกันจนตัวงอ 

     

           ครั้งแรกที่แฝดสาวรู้ว่าปราณอยู่ขั้นลหุยุทธ์เธอก็ไม่เชื่อ แต่เมื่อแฝดหนุ่มยืนยันพร้อมเล่าเหตุการณ์ตลอดการเดินทางที่ปราณพบเจอ ทำให้พวกเธอเข้าใจว่า ความกดดันในการเอาชีวิตรอดน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปราณเกิดการพัฒนาฌานยุทธ์ได้แบบก้าวกระโดดเช่นนี้

     

            ครุยุทธ์แฝดไม่ได้กล่าวเกินไปนักฌานยุทธ์อายุ 6-10 ขวบในอาณาจักรไชยครามย่อมไม่มีใครเจอประสบการณ์เฉียดตายได้ไวเท่าปราณอีกแล้ว

             

            เดินกันมาได้สักพักก็ถึงอาคารยาวสีขาวสูง 2 ชั้น หน้าอาคารมีเจ้าหน้าที่สวมชุดคลุมสีขาวขลิบทอง จำนวน 5 คน นั่งที่โต๊ะลงทะเบียน ตรวจสอบเอกสาร แล้วจึงให้ลำดับหมายเลขเพื่อไปรอการคัดเลือกพร้อมกันที่อาคารประลองยุทธ์ซึ่งอยู่ด้านในต้องเดินผ่านลอดประตูโค้งขนาดใหญ่ของอาคารหนึ่งเข้าไป 

             

            “ตรงนั้นอาคารหนึ่ง คนกำลังเข้าแถวรอลงทะเบียนวันนี้คนนอกสามารถเข้ามาชมการคัดเลือกเข้าเรียนได้ ไม่ต้องตื่นเต้นล่ะเดี๋ยวข้าสองคน เข้าไปรอในอาคารประลองยุทธ์ก่อนนะ”

             

            เดือน-ดาวโบกมือให้กับน้องชายทั้งสอง แล้วเดินจากไป

             

            ปราณกับเธียรยืนต่อคิวไม่นานก็มาถึงลำดับของทั้งคู่เจ้าหน้าที่มองเอกสารของเธียรธวัชแล้วมองหน้า แล้วสะกิดเรียกเจ้าหน้าที่ทั้งหมดให้ดูเอกสารทั้งหมดชำเลืองดูแล้วก็พยักหน้า เงยหน้ามองเธียรธวัชพร้อมๆ กัน

             

            “นักฌานยุทธ์ระดับ 9 โรงเรียนของเราไม่เคยมีระดับ 9 มานานแล้วนะ”

             

            จากนั้นจึงปั๊มตรายาง“ลงทะเบียนแล้ว” ในเอกสาร เธียรธวัชโค้งและกล่าวขอบคุณเดินไปตามทางที่จัดไว้

             

            ‘ฮิฮิฮิ...เดี๋ยวเจอของปราณเสียก่อนเถอะพี่ชายระดับ 9 ของข้าจะธรรมดาไปเลย’

             

            เหลือบมองหน้าปราณแล้วอมยิ้มแบบมีเลศนัยสายตามองดูด้วยความระทึก ปราณยื่นเอกสาร แล้วก็เกาหัวขมวดคิ้ว ‘ยิ้มอะไรแปลกๆหมู่นี้ขำข้าบ่อยจังเธียร?’

             

            เจ้าหน้าที่รับเอกสารของปราณเกิดอาการชะงักเล็กน้อย เงยหน้ามองเด็กชาย ก่อนจะก้มมองเอกสารอีกครั้งแล้วสะกิดเรียกเจ้าหน้าที่คนข้างๆ ให้มาดูเอกสารของปราณ

             

            “เออ...มีอะไรผิดปกติหรือเปล่าครับ?” 

    คล้ายกับเรื่องปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท ที่คุณอ่าน