หลิงอัน
“หลิงอันข้าวานเ้าจัดการเื่นี้ต่อที” จ้าวฉินก้าวเท้าเดินตรงออกไปยังบริเวณหน้าต่าง โดยมิได้มีท่าทีสนใจคนชุดดำทั้งเจ็ดเลยแม้แต่น้อย
“คิดว่าพวกข้าจะปล่อยให้เ้าหนีไปได้ง่ายๆรึ”คนของพรรคเมฆาพยายามที่จะพุ่งจู่โจมจ้าวเฉินทว่าพวกเขาก็ไม่สามารถที่จะขยับเขยื้อนร่างการได้แม้แต่น้อยพลันรู้สึกว่าเส้นประสาทแต่ละส่วนตามร่างกายล้วนยึดติดแน่นจนเกร็งจิตสังหารที่จ้าวฉินได้ปลดปล่อยออกมาช่างรุนแรงนัก มันสามารถตรึงคู่ต่อสู้ให้อยู่กับที่ได้ถึงเพียงนี้จ้าวฉินลอยตัวออกนอกหน้าต่างอย่างช้าๆ ท่วงท่ของเขาสง่างามแฝงไว้ด้วยความน่ายำเกรงจนหายลับไปจากสายตา
เพียงครู่เดียวคนทั้งเจ็ดก็ต่างหลุดพ้นจากพันธนาการของจิตสังหารได้ เริ่มมีความรู้สึกผ่อนคลายขึ้นและสามารถที่จะขยับร่างกายได้แล้วตอนนี้คู่ต่อสู้ของพวกเขาเหลือเพียงแค่หลิงอันที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า
“เรามาเริ่มกันต่อเถอะโปรดอย่าทำให้ข้าต้องเสียเวลาไปมากกว่านี้” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“ย่อมได้ แล้วอย่าหาว่าพวกข้ารังแกสตรีก็แล้วกัน”
ยามนี้ใบหน้าของหลิงอันช่างดูอ่อนวัยแลเจือไปด้วยความไร้เดียงสาผิวพรรรณของนางผ่องใสหมดจด มองดูผิวเผินไฉนจะรู้ได้ว่านางเป็ผู้มีวรยุทธ์อาจทำให้เข้าใจผิดได้ว่านางเป็ถึงคุณหนูผุ้สูงศักดิ์เสียวด้วยซ้ำหากบุรุษใดได้ยลโฉมแล้วมิครองสติไว้ให้มั่นคงอาจจะต้องหลงใหลนางจนโงหัวไม่ขึ้น
แม้แต่พวกชายชุดดำก็อดจะเสียดายมิได้หากจะต้องสังหารหญิงงามเพียงนี้ความคิดแวปหนึ่งเล่นเข้ามาในหัวของพวกเขาอยากที่จะเชยชมนางสักครั้งหนึ่งในชีวิตให้ได้
เร็วมาก !!
ชั่วพริบตานั้นเองขณะที่บางคนต่างปล่อยสติให้หลุดลอยก็ปรากฎรอยแผลขนาดลึกบริเวณลำคอของพวกเขาถึงสามคนกระบี่สั้นคู่อันคมกริบของนางทำงานอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ทำให้ชายสามคนร่วงลงกับพื้นขาดใจตายทันที
กระบี่สั้นที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้แขนเสื้อนับว่าเป็อาวุธของมือสังหารอันแท้จริง
พวกเขารีบดึงสติกลับมาทันทีเมื่อเห็นท่าไม่ดีคนทั้งสี่ต่างพุ่งเข้าหานางเช่นกัน
หลินอันหาได้เกรงกลัวไม่กระบี่ซ้ายแลขวาตวัดเป็เส้นตรงพลางหลบหลีกวิถีกระบี่ของคู่ต่อสู้ได้อย่างคล่องแคล่วอีกทั้งยังสามารถอ่านจังหวะการโจตีขอคู่ต่อสู้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งหลบซ้าย หลีกขวา ร่างกายพลิ้วไหวดุจสายลมพัดทว่าโจมตีรุนแรงดุจพายุเพียงแค่พริบตาดียวก็สังหารคู่ต่อสู้ที่เหลือลงอย่างง่ายดาย
นางกวาดสายตามองไปรอบห้องก็เห็นศพนอนเกลื่อนกลาดเต็มไปหมดขณะที่เวลาเริ่มกระชั้นเข้ามาทำให้นางจำเป็ต้องรีบหนีสายตาของนางมีความเฉยชาปราศจากอาการสำนึกผิดใดๆ
ความตายมิใช่เื่แปลกประหลาดหรือเป็เื่ที่น่าหวาดกลัวสำหรับนางนางสังหารผู้คนมานับไม่ถ้วน ครั้งแรกรู้สึกผิดบาป ครั้งที่สองหวาดผวาสุดท้ายกลายเป็ความชินชา เมื่อตัดสินใจก้าวเท้าเข้าสู่ด้านมืดแล้วนางก็พร้อมใจที่จะถูกมันกลืนกิน
หลิงอันกระโจนออกนอกหน้าต่างของโรงเตี๊ยมอย่างรวดเร็วเมื่อเท้าแตะพื้นถนนด้านล่าง นางก็เปลี่ยนอากัปกิริยาให้เป้นปกติเดินแฝงตัวเดินเช่นชาวเมืองทั่วไปหาได้แสดงอาการลนลานไม่ทิ้งภาพความอลหม่นวุ่นวายของโรงเตี๊ยมไว้ด้านหลัง ภาพที่ผุ้คนต่างจับกลุ่มมุงดูและพวกมือปราบวิ่งกรูกันเข้าไปเพื่อตรวจสอบความเสียหายแต่ทุกอย่างดูเหมือนจะช้าเกินไปเสียวแล้วเพราะภารกิจของนางได้เสร็จสิ้นเสียแล้ว
ในหัวนางยังคงจำบทโคลงที่อยู่ในแผนกระดาษใบนั้นได้อย่างแม่นยำจ้าวฉินออกคำสั่งให้นางสืบความกระจ่างของเื่นี้แล้วรีบกลับไปรายงาน นางกำลังใช้ความคิดลำดับเื่ราว และหาจุดเริ่มต้นของการสืบเื่นี้และคนผุ้หนึ่งที่นางนึกถึงก็คือสหายเก่าแก่ผุ้หนึ่งผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็หนอนตำราตัวฉกาจ
หลังจากเดินมาได้เพียงไม่นานก็มาถึงจุดที่ผูกม้าเอาไว้ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับร้านค้าในตรอกแห่งหนึ่งที่ผู้คนเดินกันอย่างเบาบางและเป็จุดที่สมารถซ่อนสายตาได้เป็อย่างดีนางะโขึ้นม้าอย่างคล่องแคล่วก่อนที่จะตะบึงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ในค่ำคืนนั้น หลิงอันได้เดินทางมาถึงยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งสถานที่แห่งนี้ห่างใกลผุ้คน สองข้างทางเป้นผืนท้องนา มีความเงียบสงบ สมถะพลอยทำให้ใจที่หนักอึ้งผ่อนคลายลงได้บ้าง เบื้องหน้าของนางเป็กระท่อมหลังน้อยหลังคามุงด้วยหญ้าคามีลานหน้าบ้านกว้างพอประมาณล้อมรั้วด้วยลำไม้ไผ่
คืนนี้มีแสงจันทร์นวลตารายล้อมด้วยแสงระยับของดวงดาวขณะที่บานหน้าต่างของกระท่อมมีแสงเทียนส่องสว่างประสานกับเงาของคน
ชายชราผุ้อาศัยอยุ่ในกระท่อมได้ยินเสียงม้าดังแว่วมาจึงค่อยๆลุกจากเก้าอี้ละสายตาจากตำราที่กำลังอ่านอยู่ เดินออกมาดูยังลานหน้าบ้าน
ยามวิกาลเช่นนี้ยังจะมีผู้ใดมาเยือนเขาสงสัยขึ้นในใจ
หลิงอันมาถึงนางผูกม้าเอาไว้กับรั้วหน้ากระท่อมแล้วเดินปรี่เข้ามาหาผู้เป็เ้าของสถานที่ยกมือขึ้นคารวะแสดงถึงความเคารพขณะที่แววตาของนางแสดงออกถึงความรู้สึกดีบางประการที่มีต่อผู้าุโผู้นี้อย่างชัดเจน
ผุ้ชราเห็นนางก็จำได้อย่างแม่นยำ
“คารวะท่านลุงข้าขอโทษที่มาอย่างกระทันหันในยามวิกาล ต้องขอรบกวนท่านลุงแล้ว”
“แม่นางโปรดอย่าใส่ใจเลยข้าเข้าใจดีที่เร่งรีบมาขนาดนี้คงจะมีธุระสำคัญ”
หลิงอันรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง
“ใช่ค่ะ ข้ามีเื่สำคัญที่อยากจะขอคำชี้แนะจากท่านลุงเป็เื่ที่เกินกว่าปัญญาอันน้อยนิดของข้าจะทำความเข้าใจได้”
ผู้าุโยิ้มออกมาน้อยๆอย่างเอ็นดูเด็กสาว
“ข้าเป็เพียงแค่ตาแก่ไม้ใกล้ฝั่งที่นับวันก็ยิ่งใกล้ตายเข้าไปทุกทีข้าว่าแม่นางให้เกียรติข้าเกินไปแล้ว เชิญแม่นางนั่งบนโต๊ะก่อนแล้วเราค่อยสนทนากันดีกว่า กระท่อมของข้าทรุดโทรมกันดารขออภัยหากทำให้แม่นางไม่สะดวกเท่าใดนัก”
กล่าวจบชายชราก็เดินนำหลิงอันมายังโต๊ะไม้ที่ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านหนาทึบนางนั่งลงอย่างช้าๆ พลางพยักหน้าเป็เชิงขอบคุณ คนทั้งสองใช้เพียงแสงจันทร์สำหรับความสว่างยามค่ำคืนเคล้าเสียงเรไรที่ร้องระงม