บทที่ 15ความตกตะลึง
"พี่ลู่ความขยันของท่านทำเอาข้าไม่กล้าแอบอู้อีกต่อไปแล้ว"
จ้าวเทียนซิงเอ่ยพลางหัวเราะแห้งๆขยับตัวเข้ามาช่วยแบกมัดฟืนที่ผ่าเสร็จแล้ว
"เมื่อวานนี้ข้าเห็นกับตาพวกที่อยู่พรรคมาตั้งครึ่งเดือนยังโดนไม้ไผ่ของผู้ฝึกสอนเฉาหวดจนร้องไห้โฮแต่ท่านเพิ่งฝึกครั้งแรกกลับหลบได้พ้นทุกไม้ท่วงท่าแม่นยำจนไม่มีตรงไหนให้ตำหนิเลย"
ลู่เฟิงยิ้มบางๆไม่ได้กล่าวตอบอันใด ทว่าในใจรู้ดีว่าหากไม่มีระบบคอยแจ้งเตือนจุดผิดพลาดลำพังเพียงสายตาของเขาคงไม่อาจหลบพ้นไม้ไผ่เขียวเล่มนั้นได้แน่
"แล้วเมื่อเช้านี้เจ้าฝึกไปกี่รอบแล้วล่ะ?"
ลู่เฟิงถามกลับ
"อ๋อ...ข้าฝึกหมัดสิบสองรูปแบบครบชุดไปห้ารอบแล้วก็แยกฝึกเฉพาะรูปแบบวานรเพิ่มอีกหกรอบน่ะ"
จ้าวเทียนซิงตอบหน้าตาเฉยพลางยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่ซึมตามไรผม
คำตอบนั้นทำเอาเด็กหนุ่มอีกสามคนที่แอบฟังอยู่ข้างๆถึงกับมือไม้สั่น ขวานในมือแทบจะหลุดร่วงลงพื้นอีกรอบ
คนทั่วไปที่มีร่างกายปกติฝึกหมัดชุดนี้เพียงแค่สองรอบก็เหนื่อยล้าจนถึงขีดจำกัดแล้วทว่านายพรานหนุ่มผู้นี้กลับซัดไปรวมกันถึงสิบเอ็ดรอบแต่ยังคงยืนยิ้มร่าได้อย่างสบายใจ
ลู่เฟิงลอบทอดถอนใจพื้นฐานร่างกายของเขายังตามหลังคนป่าคนดงผู้นี้อยู่ไกลโข หากต้องการจะไล่ตามให้ทันทางเดียวที่มีคือต้องหาเงินมาซื้อน้ำแกงยาบำรุงโลหิตเพื่อเร่งเวลา
คิดได้ดังนั้นเขาจึงลองหยั่งเชิงถามดู
"เทียนซิงบนภูเขาลึกที่เจ้าจากมา... สุมนไพรหรือพวกสัตว์ป่าหายากไหม แล้วชาวบ้านเข้าไปล่าได้ตามใจชอบเลยไหม?"
จ้าวเทียนซิงส่ายหน้าทันทีสีหน้าซื่อๆ แฝงความหวาดกลัวสายหนึ่ง
"พี่ลู่มันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นหรอก ภูเขาลูกไหนที่มีสมุนไพรหายาก หรือมีแร่ธาตุมักจะถูกพวกตระกูลใหญ่หรือไม่ก็พรรคยุทธ์ยึดครองไปหมดแล้ว”
“ส่วนป่าลึกที่เหลือรอดมาถึงพวกเรา...บนนั้นเต็มไปด้วยพวกโจรป่าใจทมิฬนี่ยังไม่นับรวมพวกสัตว์ประหลาดดุร้ายกับพวกมารปีศาจกินคนอีกนะคนธรรมดาเข้าไปมีแต่จะกลายเป็นอาหารของพวกมันเปล่าๆ"
คำบอกเล่าของเพื่อนร่วมห้องทำให้ลู่เฟิงมองเห็นสัจธรรมของโลกใบนี้ได้กระจ่างชัดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นชาวประมงที่หากินกับลำน้ำคนสานตะกร้าไม้ไผ่ในเมือง หรือแม้แต่นายพรานป่าลึกทุกเส้นทางการทำมาหากินล้วนถูกผู้มีอำนาจขีดเส้นกั้น และคอยรีดไถเก็บส่วนแบ่งไปจนหมดสิ้น
โลกทั้งใบในยามนี้เปรียบเสมือนตาข่ายผืนใหญ่ที่ไร้รอยต่อคนอ่อนแอ และยากไร้ไม่มีทางดิ้นรนหลุดพ้นไปได้เลย
เว้นเสียแต่ว่า...จะต้องแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถฉีกตาข่ายผืนนี้ทิ้งได้เท่านั้น
หลังจากนั่งพักผ่อนจนหายเหนื่อยทั้งคู่ก็ชวนกันเดินกลับมายังลานฝึกยุทธ์อีกครั้งหนึ่ง
ลู่เฟิงไม่ได้รีบร้อนร่ายรำครบชุดทว่าเขาเลือกที่จะแยกฝึกเฉพาะบางท่วงท่าเพื่อขัดเกลาจุดเชื่อมต่อ
ในรอบนี้เขาให้ความสำคัญกับการเปิดไหล่การบิดเอวส่งแรงคล้ายการดึงสายคันธนูเหล็ก และการฝึกศอกสิบแปดท่า
ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาโจมตีระยะประชิดอันร้ายกาจที่รวมเอาทั้งการใช้ศอกตัดเข่าลอย และการเข้าทำลายจังหวะคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็ว
ทุกท่วงท่าการขยับกายของเขายังคงดูเชื่องช้าทว่ามั่นคงปลายเท้าจิกแน่นลงบนพื้นดินแรงส่งจากสะโพกหมุนวนส่งผ่านไปถึงปลายนิ้วจนเกิดเสียงม้วนอากาศคมกริบ และหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ
ในเวลาเดียวกัน ณศาลาริมลานฝึก
เฉาเฟิงยืนเอามือไพล่หลังสายตาคมกริบกวาดมองดูเหล่าศิษย์ใหม่อย่างเงียบๆ
สำหรับจ้าวเทียนซิงนั้นเฉาเฟิงไม่ได้แปลกใจอันใดเพราะเด็กหนุ่มมีรากฐานจากการเป็นนายพรานคอยวิ่งไล่ล่าสัตว์ในป่าลึกมาสิบกว่าปี
ปราณโลหิตจึงหนาแน่นกว่าคนเมืองทั่วไปอีกไม่นานรูปแบบวานรคงทะลวงเข้าสู่ระดับเริ่มต้นได้ไม่ยาก
ทว่าเมื่อสายตาของเขาเลื่อนมาหยุดอยู่ที่ร่างของลู่เฟิงชายวัยกลางคนกลับต้องขมวดคิ้ว
เด็กหนุ่มผู้นี้แม้จะมีความขยันหมั่นเพียรเป็นเลิศแต่ปราณโลหิตดั้งเดิมกลับอ่อนแอคล้ายคนขาดสารอาหาร
หากไม่มีเงินทองคอยซื้อน้ำแกงยาบำรุงร่างกายต่อให้ฝึกฝนไปอีกหลายเดือนก็ยากจะตามคนอื่นทัน
เฉาเฟิงกำลังจะละสายตาหันหลังกลับทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น ดวงตาทั้งสองข้างของเขากลับต้องเบิกกว้างขึ้น
เขาหันขวับกลับมาจับจ้องเด็กหนุ่มร่างผอมบางอย่างรวดเร็ว
ลู่เฟิงเพิ่งจะเข้าพรรคมาเมื่อวานตำราฝึกยุทธ์พื้นฐานยังอ่านไม่จบเล่มด้วยซ้ำ
แต่เหตุใดในยามนี้ท่วงท่าการย่างสามขุม และการพลิกแพลงหมัดถึงได้ลื่นไหล ไร้ซึ่งรอยต่อแตกต่างจากตอนทดสอบหน้าประตูพรรคดั่งเป็นคนละคนเช่นนี้?
"รูปแบบนางแอ่นพลิกกาย...กับรูปแบบหมีเข้าประจัญ ถึงระดับเริ่มต้นแล้วงั้นรึ? นี่มันจะลื่นไหลเกินไปแล้วเร็วกว่าจ้าวเทียนซิงเสียอีก!"
เฉาเฟิงพึมพำกับตนเองเสียงของเขาเริ่มขาดช่วงด้วยความตกใจ
เขายังคงจับตาดูต่อไปโดยไม่กะพริบตาลมหายใจเริ่มติดขัดเมื่อเห็นลู่เฟิงขยับเท้าฉากหลบบิดหัวไหล่แล้วตะปบกรงเล็บออกไปข้างหน้าอย่างดุดัน
"แม้แต่รูปแบบพยัคฆ์...ก็เข้าสู่ระดับเริ่มต้นแล้วด้วย? เป็นไปได้อย่างไร!เด็กนี่มันเป็นตัวประหลาดประเภทไหนกันแน่!"